Group Blog
 
<<
มิถุนายน 2549
 
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
252627282930 
 
5 มิถุนายน 2549
 
All Blogs
 
ความขัดแย้งจากทิฏฐิที่ต่างกัน-1

วันนี้มาศึกษากันถึงพระไตรปิฎกเล่มที่ 29 ครับ เป็นหมวดธรรมที่เรียกว่ามหานิทเทส ซึ่งมีด้วยกันทั้งสิ้น 16 นิทเทส เป็นการกล่าวถึงธรรมต่างๆเช่นนิเทสว่าด้วยกาม ว่าด้วยทิฎฐิ ว่าด้วยเมถุนธรรม ฯลฯ แต่ละนิทเทสพระผู้มีพระภาคอธิบายถึงลักษณะของธรรมที่เป็นหัวข้อ เช่นในนิทเทสที่ว่าด้วยกาม พระองค์อธิบายถึงลักษณะของสัตว์ทั้งหลายซึ่งโดยมากแล้วติดในกาม แล้วมีคำอธิบายชองพุทธวจนะนั้นโดยละเอียด เช่นว่ากามนั้นมีกี่ประเภท ความไม่เที่ยงของกาม กล่าวคือบุคคลเมื่อเสพกาม(เช่นได้ทานอาหาร ได้ฟังเพลง ได้ดมกลิ่นที่น่าพอใจ ฯลฯ) แล้วย่อมมีความอิ่มใจ และเมื่อกามนั้นเสื่อมไปตามธรรมดาโลก ผู้เสพกามย่อมมีความกระสับกระส่าย ฯลฯ ซึ่งที่กล่าวนี้เป็นสัจจธรรมที่พระผู้พระภาคได้สรุปและจำแนกไว้ คำอธิบายแต่ละนิทเทสกล่าวได้ว่าละเอียดมากๆ วันนี้ผมจะยกตัวอย่างนิทเทสที่ 8 มาแสดงพร้อมทั้งสรุปเนื้อหาให้เข้าใจง่ายครับ

พระสูตรยกมาจากพระสุตตันตปิฎก เล่ม 21 ขุททกนิกาย มหานิทเทส อัฏฐกวัคคิกะ ครับ

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

*******************************************
ปสูรสุตตนิเทสนิทเทสที่ ๘

[๒๖๘] สมณพราหมณ์ทั้งหลาย ย่อมกล่าวว่า ความหมดจดในธรรมนี้เท่านั้น
ไม่กล่าวความหมดจดวิเศษในธรรมเหล่าอื่น อาศัยสิ่งใดแล้ว กล่าว
สิ่งนั้น ว่างามในเพราะทิฏฐิของตนนั้น สมณพราหมณ์เป็นอันมาก เป็น
ผู้ตั้งมั่นในสัจจะเฉพาะอย่างหนึ่งๆ.

ว่าด้วยความหมดจด

[๒๖๙] คำว่า สมณพราหมณ์ทั้งหลาย ย่อมกล่าวว่า ความหมดจดย่อมมีในธรรมนี้เท่านั้น
มีความว่า สมณพราหมณ์ทั้งหลาย ย่อมกล่าว บอก พูด แสดง แถลง ซึ่งความหมดจด ความ
หมดจดวิเศษ ความหมดจดรอบ ความพ้น ความพ้นวิเศษ ความพ้นรอบ ในธรรมนี้เท่านั้น คือ
ย่อมกล่าว บอก พูด แสดง แถลง ซึ่งความหมดจด ความหมดจดวิเศษ ความหมดจดรอบ
ความพ้น ความพ้นวิเศษ ความพ้นรอบว่า โลกเที่ยง สิ่งนี้เท่านั้นจริง สิ่งอื่นเปล่า ย่อมกล่าว
บอก พูด แสดง แถลง ซึ่งความหมดจด ความหมดจดวิเศษ ความหมดจดรอบ ความพ้น ความ
พ้นวิเศษ ความพ้นรอบว่า โลกไม่เที่ยง สิ่งนี้เท่านั้นจริง สิ่งอื่นเปล่า โลกมีที่สุด โลกไม่มี
ที่สุด ชีพก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น ชีพอย่างอื่น สรีระอย่างอื่น สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว
ย่อมเป็นอีก สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว ย่อมไม่เป็นอีก สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว ย่อมเป็นอีก
ก็มี ย่อมไม่เป็นอีกก็มี สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว ย่อมเป็นอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เป็นอีกก็หามิได้
สิ่งนี้เท่านั้นจริง สิ่งอื่นเปล่า เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า สมณพราหมณ์ทั้งหลาย ย่อมกล่าวว่า
ความหมดจดในธรรมนี้เท่านั้น.

[๒๗๐] คำว่า ไม่กล่าวความหมดจดวิเศษในธรรมเหล่าอื่น มีความว่า สมณพราหมณ์
ทั้งหลายย่อมทิ้ง ทอดทิ้ง ละทิ้งวาทะอื่นทั้งหมด เว้นศาสดาธรรมที่ศาสดากล่าว คณะ ทิฏฐิ
ปฏิปทา มรรคของตน ย่อมกล่าว บอก พูด แสดง แถลง อย่างนี้ว่า ศาสดานั้นไม่ใช่สัพพัญญู
ธรรมไม่เป็นธรรมอันศาสดานั้นกล่าวดีแล้ว คณะสงฆ์ไม่เป็นผู้ปฏิบัติดี ทิฏฐิไม่เป็นทิฏฐิเจริญ
ปฏิปทาไม่เป็นปฏิปทาอันศาสดาบัญญัติดีแล้ว มรรคไม่เป็นธรรมนำออกจากทุกข์ ความหมดจด
ความหมดจดวิเศษ ความหมดจดรอบ ความพ้น ความพ้นวิเศษ หรือความพ้นรอบ ย่อมไม่มี
ในธรรมนั้น สัตว์ทั้งหลายย่อมไม่หมดจด ไม่หมดจดวิเศษ ไม่หมดจดรอบ ไม่พ้น ไม่พ้นวิเศษ
หรือไม่พ้นรอบ ในเพราะธรรมทั้งหลายนั้น คือ ย่อมเป็นผู้เลว เลวทราม ต่ำช้า ลามก สกปรก
ต่ำต้อย เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ไม่กล่าวความหมดจดวิเศษในธรรมเหล่าอื่น.

[๒๗๑] คำว่า อาศัยสิ่งใดแล้ว กล่าวสิ่งนั้นว่างามในเพราะทิฏฐิของตนนั้น มีความว่า
อาศัยสิ่งใด คือ อาศัย อาศัยด้วยดี พัวพัน เข้าถึง ติดใจ น้อมใจถึง สิ่งใด คือ ศาสดา
ธรรมที่ศาสดากล่าว คณะสงฆ์ ทิฏฐิ ปฏิปทามรรคใด. คำว่า ในเพราะทิฏฐิของตนนั้น คือ
ในเพราะทิฏฐิ ความควร ความชอบใจ ลัทธิของตน. คำว่า กล่าวสิ่งนั้นว่างาม คือ กล่าวสิ่งนั้น
ว่าดี กล่าวว่าเป็นบัณฑิต กล่าวว่าเป็นนักปราชญ์ กล่าวว่าเป็นญาณ กล่าวว่าเป็นเหตุ กล่าวว่า
เป็นลักษณะ กล่าวว่าเป็นการณะ กล่าวว่าเป็นฐานะ โดยลัทธิของตน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า
อาศัยสิ่งใดแล้ว กล่าวสิ่งนั้นว่างามในเพราะทิฏฐิของตนนั้น.

[๒๗๒] คำว่า สมณพราหมณ์เป็นอันมาก เป็นผู้ตั้งมั่นในสัจจะเฉพาะอย่างหนึ่งๆ
มีความว่า สมณพราหมณ์เป็นอันมาก ตั้งมั่น ตั้งอยู่เฉพาะ พัวพัน เข้าถึง ติดใจ น้อมใจไป
ในสัจจะเฉพาะอย่างหนึ่งๆ เป็นอันมาก คือ ตั้งมั่น ตั้งอยู่เฉพาะ พัวพัน เข้าถึง ติดใจ น้อมใจ
ไปว่า โลกเที่ยง สิ่งนี้เท่านั้นจริง สิ่งอื่นเปล่า ตั้งมั่น ตั้งอยู่เฉพาะ พัวพัน เข้าถึง ติดใจ
น้อมใจไปว่าโลกไม่เที่ยง ฯลฯ สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว ย่อมเป็นอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เป็นอีก
ก็หามิได้ สิ่งนี้เท่านั้นจริง สิ่งอื่นเปล่า เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า สมณพราหมณ์เป็นอันมาก
เป็นผู้ตั้งมั่นในสัจจะเฉพาะอย่างหนึ่งๆ. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า

สมณพราหมณ์ทั้งหลาย ย่อมกล่าวว่า ความหมดจดย่อมมีในธรรมนี้
เท่านั้น ไม่กล่าวความหมดจดวิเศษในธรรมเหล่าอื่น อาศัยสิ่งใดแล้ว
กล่าวสิ่งนั้นว่างามในเพราะทิฏฐิของตนนั้น สมณพราหมณ์เป็นอันมาก
เป็นผู้ตั้งมั่นในสัจจะเฉพาะอย่างหนึ่ง ๆ.
[ผู้เป็นสมณะหรือพราหมณ์ย่อมมีความตกลงใจในความเห็นอันตนได้ไตร่ตรองแล้วปักใจเชื่อว่าสมเหตุสมผล ย่อมปฏิเสธความเห็นอื่น เช่นบางคนเชื่อว่าโลกเที่ยงและปักใจเชื่อดังนี้ และปฏิเสธความเห็นอื่นๆทั้งสิ้นเพราะว่าขัดแย้งกับความเชื่อของตน]

[๒๗๓] สมณพราหมณ์เหล่านั้น ใคร่วาทะ เข้าไปสู่บริษัท เป็นคู่ปรับ
ย่อมมุ่งกันและกันว่าเป็นพาล สมณพราหมณ์เหล่านั้น อาศัยสิ่งอื่นแล้ว
ย่อมกล่าวถ้อยคำคัดค้านกัน เป็นผู้ใคร่ความสรรเสริญ กล่าวว่าตน
เป็นคนฉลาด.

ว่าด้วยการยกวาทะ

[๒๗๔] คำว่า สมณพราหมณ์เหล่านั้น ใคร่วาทะ เข้าไปสู่บริษัท มีความว่า
สมณพราหมณ์เหล่านั้น ใคร่วาทะ คือ สมณพราหมณ์เหล่านั้น ใคร่วาทะ ต้องการวาทะ
ประสงค์วาทะ มุ่งหมายวาทะ เที่ยวแสวงหาวาทะ. คำว่า เข้าไปสู่บริษัท คือ เข้าไป หยั่งลง
เข้าถึง เข้าหา ขัตติยบริษัท พราหมณบริษัท คหบดีบริษัท สมณบริษัท เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า
สมณพราหมณ์เหล่านั้น ใคร่วาทะ เข้าไปสู่บริษัท.

[๒๗๕] คำว่า เป็นคู่ปรับ ย่อมมุ่งกันและกันว่าเป็นพาล มีความว่า เป็นคู่ปรับ คือ
เป็นคนสองฝ่าย เป็นผู้ทำความทะเลาะกันสองฝ่าย ทำความหมายมั่นกันทั้งสองฝ่าย ทำความ
อื้อฉาวกันทั้งสองฝ่าย ทำความวิวาทกันทั้งสองฝ่าย ก่ออธิกรณ์กันทั้งสองฝ่าย ทำวาทะกัน
ทั้งสองฝ่าย โต้เถียงกันทั้งสองฝ่าย สมณพราหมณ์เหล่านั้น ย่อมมุ่งกันและกัน คือ ดู เห็น
แลเห็น เพ่งดู พิจารณา เห็นกันและกันโดยความเป็นคนพาล เป็นคนเลว เป็นคนเลวทราม
เป็นคนต่ำช้า เป็นคนลามก เป็นคนสกปรก เป็นคนต่ำต้อย เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เป็นคู่ปรับ
ย่อมมุ่งกันและกันว่าเป็นพาล.

[๒๗๖] คำว่า สมณพราหมณ์เหล่านั้น อาศัยสิ่งอื่นแล้ว ย่อมกล่าวถ้อยคำคัดค้านกัน
มีความว่า สมณพราหมณ์เหล่านั้นอาศัย อาศัยด้วยดี พัวพัน เข้าถึง ติดใจ น้อมใจถึงสิ่งอื่น คือ
ศาสดา ธรรมที่ศาสดากล่าว คณะสงฆ์ ทิฏฐิ ปฏิปทา มรรค. ความทะเลาะกัน ความหมายมั่น
ความแก่งแย่ง ความวิวาท ความมุ่งร้าย เรียกว่า ถ้อยคำคัดค้านกัน. อีกอย่างหนึ่ง ถ้อยคำที่
ไม่มีน้ำมีนวล เรียกว่า ถ้อยคำคัดค้านกัน. สมณพราหมณ์เหล่านั้นย่อมกล่าว คือ พูด แสดง แถลง
ซึ่งคำคัดค้านกัน ความทะเลาะ คำหมายมั่นกัน คำแก่งแย่งกัน คำวิวาทกัน คำมุ่งร้ายกัน
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า สมณพราหมณ์เหล่านั้น อาศัยสิ่งอื่นแล้ว ย่อมกล่าวถ้อยคำคัดค้านกัน.

[๒๗๗] คำว่า เป็นผู้ใคร่ความสรรเสริญ กล่าวว่าตนเป็นคนฉลาด มีความว่า
เป็นผู้ใคร่ความสรรเสริญ คือ เป็นผู้ใคร่ความสรรเสริญ ต้องการความสรรเสริญ ประสงค์
ความสรรเสริญ มุ่งหมายความสรรเสริญ เที่ยวแสวงหาความสรรเสริญ. คำว่า กล่าวว่า
ตนเป็นผู้ฉลาด คือ พูดว่าตนเป็นคนฉลาด พูดว่าตนเป็นบัณฑิต พูดว่าตนเป็นนักปราชญ์
พูดว่าตนเป็นผู้มีญาณ พูดว่าตนเป็นผู้มีเหตุ พูดว่าตนเป็นผู้มีลักษณะ พูดว่าตนเป็นผู้มีการณะ
พูดว่าตนเป็นผู้มีฐานะ ด้วยลัทธิของตน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เป็นผู้ใคร่ความสรรเสริญ กล่าวว่า
ตนเป็นผู้ฉลาด เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า

สมณพราหมณ์เหล่านั้น ใคร่วาทะ เข้าไปสู่บริษัท เป็นคู่ปรับ ย่อมมุ่งกัน
และกันว่าเป็นพาล สมณพราหมณ์เหล่านั้น อาศัยสิ่งอื่นแล้ว
ย่อมกล่าวถ้อยคำคัดค้านกัน เป็นผู้ใคร่ความสรรเสริญ กล่าวว่า
ตนเป็นคนฉลาด.
[สมณะหรือพราหมณ์นั้นย่อมพอใจการแสดงความเห็นตนต่อผู้อื่น ย่อมแสดงความเห็นอันแย้งกับผู้อื่นเป็นธรรมดา เพราะต่างปฏิเสธความเห็นอื่นมาตั้งแต่แรก ด้วยเหตุนี้แหละต่างมองอีกฝ่ายว่าเป็นพาล นึกถึงศาสดาของตน ต่างต้องการคำสรรเสริญในความเห็นตนหรือของศาสดาตน พร้อมทั้งกล่าวว่าตนเป็นผู้ฉลาด]

[๒๗๘] ชนผู้ประกอบถ้อยคำในท่ามกลางบริษัท เมื่ออยากได้ความสรรเสริญ
ย่อมเป็นผู้ลังเลใจ ย่อมเป็นผู้เก้อเขิน ในเมื่อถ้อยคำของตนถูกเขาค้าน
ตกไป ย่อมขัดเคืองเพราะความติเตียน ย่อมเป็นผู้แสวงหาช่องทาง
แก้ตัว.

ว่าด้วยแพ้วาทะแล้วขัดเคือง

[๒๗๙] คำว่า ชนผู้ประกอบถ้อยคำในท่ามกลางบริษัท มีความว่า ชนผู้ประกอบ คือ
ประกอบทั่ว ประกอบเอื้อเฟื้อ ประกอบด้วยดี ประกอบพร้อม ในถ้อยคำของตน เพื่อกล่าว
ในท่ามกลางขัตติยบริษัท พราหมณบริษัท คหบดีบริษัท สมณบริษัท เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า
ชนผู้ประกอบถ้อยคำในท่ามกลางบริษัท.

[๒๘๐] คำว่า เมื่ออยากได้ความสรรเสริญ ย่อมเป็นผู้ลังเลใจ มีความว่า เมื่ออยากได้
ความสรรเสริญ คือ เมื่ออยากได้ ยินดี ปรารถนา ชอบใจ รักใคร่ ความสรรเสริญ คือ
ความชม ความมีเกียรติ ความยกย่องคุณ. คำว่า ย่อมเป็นผู้ลังเลใจ คือ ก่อนแต่โต้ตอบ ย่อมเป็น
ผู้มีความสงสัย ลังเลใจ คือ ก่อนแต่โต้ตอบ ย่อมเป็นผู้สงสัย ลังเลใจอย่างนี้ว่า เราจักมีชัย
หรือไม่หนอ หรือเราจักปราชัย เราจักข่มเขาอย่างไร จักทำลัทธิของเราให้เชิดชูอย่างไร จักทำ
ลัทธิของเราให้วิเศษอย่างไร จักทำลัทธิของเราให้วิเศษเฉพาะอย่างไร จักทำความผูกมัดเขาอย่างไร
จักทำความปลดเปลื้องอย่างไร จักทำความตัดรอบวาทะเขาอย่างไร เราจักขนาบวาทะเขาไว้อย่างไร
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เมื่ออยากได้ความสรรเสริญ ย่อมเป็นผู้ลังเลใจ.

[๒๘๑] คำว่า ย่อมเป็นผู้เก้อเขิน ในเมื่อถ้อยคำของตนถูกเขาค้านตกไป มีความว่า
ชนผู้พิจารณาปัญหามีความเอ็นดูปรานี ย่อมคัดค้านให้ตกไป คือ ย่อมคัดค้านให้ตกไป คือ
ย่อมคัดค้านโดยอรรถว่า คำที่ท่านกล่าวไม่ประกอบด้วยอรรถ ย่อมคัดค้านโดยพยัญชนะว่า
คำที่ท่านกล่าวไม่ประกอบด้วยพยัญชนะ ย่อมคัดค้านโดยอรรถและพยัญชนะว่า คำที่ท่านกล่าว
ไม่ประกอบทั้งอรรถทั้งพยัญชนะ ย่อมคัดค้านว่า เนื้อความท่านชักมาไม่ดี พยัญชนะท่านยกขึ้นไม่ดี
อรรถและพยัญชนะท่านชักมาไม่ดี ยกขึ้นไม่ดี ความข่มผู้อื่นท่านไม่กระทำ ความเชิดชูลัทธิ
ท่านทำไม่ดี วาทะอันวิเศษท่านไม่กระทำ วาทะอันวิเศษเฉพาะท่านทำไม่ดี ความผูกมัดผู้อื่น
ท่านไม่ทำ ความปลดเปลื้องท่านทำไม่ดี ความตัดรอบวาทะผู้อื่นท่านไม่ทำ ความขนาบวาทะผู้อื่น
ท่านทำไม่ดี ท่านพูดชั่ว กล่าวชั่ว เจรจาชั่ว เปล่งวาจาชั่ว ภาษิตชั่ว. คำว่า ย่อมเป็นผู้เก้อเขิน
ในเมื่อถ้อยคำของตนถูกเขาค้านตกไป คือ เมื่อถ้อยคำของตนถูกเขาค้านตกไป ย่อมเป็นผู้เก้อเขิน
คือ อับอาย กระวนกระวาย ลำบากกาย ทุกข์ใจ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ย่อมเป็นผู้เก้อเขิน
ในเมื่อถ้อยคำของตนถูกเขาค้านตกไป.

[๒๘๒] คำว่า ย่อมขัดเคืองเพราะความติเตียน ย่อมเป็นผู้แสวงหาช่องทางแก้ตัว มี
ความว่า เพราะความติเตียน คือ เพราะความนินทา ครหา ไม่ชมเชย ไม่สรรเสริญคุณ. คำว่า
ย่อมขัดเคือง คือ ขัดเคือง ขัดใจ หมายแก้แค้น ย่อมทำความโกรธ ความเคือง ความไม่
ยินดีให้ปรากฏ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ย่อมขัดเคืองเพราะความติเตียน. คำว่า ย่อมเป็นผู้แสวง
หาช่องทางแก้ตัว คือ ย่อมเป็นผู้แสวงหาช่องทางแก้ตัว แสวงหาความผิด ความพลั้ง ความ
พลาด ความเผลอ และช่องทาง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ย่อมขัดเคืองเพราะความติเตียน ย่อม
เป็นผู้แสวงหาช่องทางแก้ตัว. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า

ชนผู้ประกอบถ้อยคำในท่ามกลางบริษัท เมื่ออยากได้ความสรรเสริญ
ย่อมเป็นผู้ลังเลใจ ย่อมเป็นผู้เก้อเขิน ในเมื่อถ้อยคำของตนถูกเขาค้าน
ตกไป ย่อมขัดเคืองเพราะความติเตียน ย่อมเป็นผู้แสวงหาช่องทางแก้ตัว.
[ผู้กล่าวความเห็นตนต่อหน้าผู้อื่นเพราะต้องการคำสรรเสริญ ย่อมไม่แน่ใจว่าความเห็นตนจะเป็นที่ยอมรับหรือไม่ เมื่อผู้ฟังใคร่ครวญความเห็นนั้นแล้วเห็นว่าไม่ถูกต้อง ก็แย้ง คัดค้าน เจ้าของความเห็นนั้นย่อมมีความกระอักกระอ่วนใจ ตลอดจนขุ่นเคืองใจ หาเหตุผลมาแก้ตัว]

[๒๘๓] ชนผู้พิจารณาปัญหา กล่าววาทะของชนนั้นว่าเลว คัดค้านให้ตกไป
ชนนั้นมีวาทะเสื่อมไปแล้ว ย่อมรำพัน เศร้าโศก ทอดถอนใจอยู่ว่า เขา
ล่วงเลยเรา.

ว่าด้วยถูกข่มด้วยวาทะแล้วเสียใจ

[๒๘๔] คำว่า กล่าววาทะของชนนั้นว่าเลว มีความว่า ชนผู้พิจารณาปัญหา ย่อม
กล่าว บอก พูด แสดง แถลง ซึ่งวาทะของชนนั้นว่า เลว เลวทราม เสื่อมเสีย เสียหาย
ไม่บริบูรณ์อย่างนี้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า กล่าววาทะของชนนั้นว่าเลว.

[๒๘๕] คำว่า ชนผู้พิจารณาปัญหา ... คัดค้านให้ตกไป มีความว่า ชนผู้พิจารณา
ปัญหา มีความเอ็นดูปราณี ย่อมคัดค้านให้ตกไป คือ ย่อมคัดค้านโดยอรรถว่า คำที่ท่านกล่าว
ไม่ประกอบด้วยอรรถ ย่อมคัดค้านโดยพยัญชนะว่า คำที่ท่านกล่าวไม่ประกอบด้วยพยัญชนะ ย่อม
คัดค้านโดยอรรถและพยัญชนะว่า คำที่ท่านกล่าวไม่ประกอบทั้งอรรถทั้งพยัญชนะ ย่อมคัดค้านว่า
เนื้อความท่านชักมาไม่ดี พยัญชนะท่านยกขึ้นไม่ดี อรรถและพยัญชนะท่านชักมาไม่ดี ยกขึ้นไม่ดี
ความข่มผู้อื่นท่านไม่กระทำ ความเชิดชูลัทธิท่านทำไม่ดี วาทะอันวิเศษท่านไม่กระทำ วาทะอัน
วิเศษเฉพาะท่านทำไม่ดี ความผูกมัดผู้อื่นท่านไม่ทำ ความปลดเปลื้องท่านทำไม่ดี ความตัดรอน
วาทะผู้อื่นท่านไม่ทำ ความขนาบวาทะผู้อื่นท่านทำไม่ดี ท่านพูดชั่ว กล่าวชั่ว เจรจาชั่ว เปล่ง
วาจาชั่ว ภาษิตชั่ว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ชนผู้พิจารณาปัญหา ... คัดค้านให้ตกไป.

[๒๘๖] คำว่า ชนนั้นมีวาทะเสื่อมไปแล้ว ย่อมรำพัน เศร้าโศก มีความว่า ย่อม
รำพัน คือ เป็นผู้มีการพูดเพ้อ บ่นเพ้อ พร่ำเพ้อ อาการพร่ำเพ้อ ความเป็นแห่งอาการพร่ำเพ้อ
เห็นปานนี้ว่า เหตุการณ์อื่น เรานึกคิดพิจารณาใคร่ครวญแล้ว เรามีพวกมาก มีบริษัทมาก มี
บริวารมาก ก็บริษัทนี้ เป็นพวกแต่ไม่พร้อมเพรียงกัน การเจรจาปราศรัยจงมีเพื่อความพร้อม
เพรียง เราจักทำลายเขาอีก เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ย่อมรำพัน. คำว่า ย่อมเศร้าโศก คือ
ย่อมเศร้าโศก ลำบากใจ รำพันบอกคร่ำครวญ ถึงความหลงใหลว่า เขามีชัย เราปราชัย เขา
มีลาภ เราเสื่อมลาภ เขามียศ เราเสื่อมยศ เขาได้ความสรรเสริญ เราได้ความนินทา เขามีสุข
เรามีทุกข์ เขาได้รับสักการะ เคารพ นับถือ บูชา ยำเกรง ได้จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลาน-
*ปัจจัยเภสัชบริขาร เราไม่ได้รับสักการะเคารพนับถือบูชายำเกรง ไม่ได้จีวร บิณฑบาต เสนา
สนะและคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ย่อมรำพัน เศร้าโศก. คำว่า มีวาทะ
เสื่อมไปแล้ว คือ มีวาทะเสื่อมไปแล้ว มีวาทะเลวทราม มีวาทะเสื่อมรอบ มีวาทะอันเขาให้
เสื่อมรอบ มีวาทะไม่บริบูรณ์แล้ว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ชนนั้นมีวาทะเสื่อมไปแล้ว ย่อมรำพัน
เศร้าโศก.

[๒๘๗] คำว่า ทอดถอนใจอยู่ว่า เขาล่วงเลยเราแล้ว มีความว่า ทอดถอนใจอยู่ว่า
เขาล่วง ล้ำ เกิน เลย ล่วงเลย ซึ่งวาทะเราด้วยวาทะเขา เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เขาล่วง
เลยเราไปแล้ว แม้ด้วยประการอย่างนี้. อีกอย่างหนึ่ง ทอดถอนใจอยู่ว่า เขากดขี่ครอบงำย่ำยีวาทะ
เราแล้ว ย่อมประพฤติ อยู่ เปลี่ยนอิริยาบถ หมุนไป รักษา เป็นไป ยังอัตภาพให้เป็นไป เพราะ
ฉะนั้น จึงชื่อว่า เขาล่วงเลยเราไปแล้ว แม้ด้วยประการอย่างนี้. การพูดเพ้อ การบ่นเพ้อ การ
พร่ำเพ้อ อาการพร่ำเพ้อ ความเป็นแห่งอาการพร่ำเพ้อ เรียกว่าทอดถอนใจอยู่ เพราะฉะนั้น
จึงชื่อว่า ทอดถอนใจอยู่ว่า เขาล่วงเลยเราแล้ว. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า

ชนผู้พิจารณาปัญหา กล่าววาทะของชนนั้นว่าเลว คัดค้านให้ตกไป ชน
นั้นมีวาทะเสื่อมไปแล้ว ย่อมรำพัน เศร้าโศก ทอดถอนใจอยู่ว่า เขา
ล่วงเลยเราแล้ว.
[เมื่อมีผู้คัดค้านความเห็นหรือวาทะให้ตกไป ผู้ที่ถูกคัดค้านวาทะย่อมมีความรู้สึกเสื่อมเสีย มีใจหดหู่ ท้อถอย เศร้าโศก รำพึงว่าเขาล่วงเลยวาทะของตน]

[๒๘๘] ความวิวาทกันเหล่านี้ เกิดแล้วในสมณะทั้งหลาย ความยินดีและความ
ยินร้าย ย่อมมีในเพราะความวิวาทเหล่านั้น บุคคลเห็นโทษแม้นี้แล้ว
พึงงดเว้นการค้านกัน เพราะประโยชน์อื่นจากการได้ความสรรเสริญ ย่อม
ไม่มี.

ว่าด้วยโทษของการวิวาท

[๒๘๙] คำว่า ความวิวาทกันเหล่านี้ เกิดแล้วในสมณะทั้งหลาย มีความว่า สมณะ
ได้แก่ ชนบางเหล่า ผู้เป็นปริพาชกภายนอกศาสนานี้ ความทะเลาะกันเพราะทิฏฐิ ความหมาย
มั่นกันเพราะทิฏฐิ ความแก่งแย่งกันเพราะทิฏฐิ ความวิวาทกันเพราะทิฏฐิ ความมุ่งร้ายกันเพราะ
ทิฏฐิ เกิดแล้ว คือ เกิดพร้อม บังเกิด บังเกิดเฉพาะ ปรากฏแล้วในสมณะทั้งหลาย เพราะฉะนั้น
จึงชื่อว่า ความวิวาทกันเหล่านี้ เกิดแล้วในสมณะทั้งหลาย.

[๒๙๐] คำว่า ความยินดีและความยินร้าย ย่อมมีในเพราะความวิวาทเหล่านั้น มีความ
ว่า ย่อมมีความชนะและความแพ้ ลาภและความเสื่อมลาภ ยศและความเสื่อมยศ นินทาและ
ความสรรเสริญ สุขและทุกข์ โสมนัสและโทมนัส อิฏฐารมณ์ และอนิฏฐารมณ์ ความปลอดโปร่ง
และความกระทบกระทั่ง ความยินดีและความยินร้าย ความดีใจและความเสียใจ คือ จิตยินดี
เพราะความชนะ จิตยินร้ายเพราะความแพ้ จิตยินดีเพราะลาภ จิตยินร้ายเพราะความเสื่อมลาภ
จิตยินดีเพราะยศ จิตยินร้ายเพราะความเสื่อมยศ จิตยินดีเพราะสรรเสริญ จิตยินร้ายเพราะนินทา
จิตยินดีเพราะสุข จิตยินร้ายเพราะทุกข์ จิตยินดีเพราะโสมนัส จิตยินร้ายเพราะโทมนัส จิตยินดี
เพราะเฟื่องฟูขึ้น จิตยินร้ายเพราะตกอับ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ความยินดีและความยินร้าย
ย่อมมีในเพราะความวิวาทเหล่านั้น.

[๒๙๑] คำว่า บุคคลเห็นโทษแม้นี้แล้ว พึงงดเว้นการคัดค้านกัน มีความว่า เห็น
โทษแม้นี้แล้ว คือ เห็น พบ เทียบเคียง พิจารณา ทำให้แจ่มแจ้ง ทำให้เป็นแจ้งซึ่งโทษนั้น
ในเพราะความทะเลาะกันเพราะทิฏฐิ ความหมายมั่นกันเพราะทิฏฐิ ความแก่งแย่งกันเพราะทิฏฐิ
ความวิวาทกันเพราะทิฏฐิ ความมุ่งร้ายกันเพราะทิฏฐิ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เห็นโทษแม้นี้
แล้ว. คำว่า พึงงดเว้นการคัดค้านกัน คือ ความทะเลาะกัน ความหมายมั่นกัน ความแก่งแย่ง
กัน ความวิวาทกัน ความมุ่งร้ายกัน เรียกว่าการคัดค้านกัน. อีกอย่างหนึ่ง ถ้อยคำที่ไม่มีน้ำมี
นวล เรียกว่าถ้อยคำคัดค้านกัน. บุคคลไม่พึงทำถ้อยคำคัดค้านกัน คือ ไม่พึงทำความทะเลาะกัน
ความหมายมั่นกัน ความแก่งแย่งกัน ความวิวาทกัน ความมุ่งร้ายกัน พึงละ บรรเทา ทำให้
สิ้นไป ให้ถึงความไม่มีในภายหลัง ซึ่งความทะเลาะกัน ความหมายมั่นกัน ความแก่งแย่งกัน
ความวิวาท ความมุ่งร้ายกัน คือ พึงเป็นผู้งด เว้น เว้นขาด ออกไป สละ พ้น พ้นขาด
พรากออกจากความทะเลาะกัน ความหมายมั่นกัน ความแก่งแย่งกัน ความวิวาทกัน และความ
มุ่งร้ายกัน พึงเป็นผู้มีจิตกระทำให้ปราศจากแดนกิเลสอยู่ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า บุคคลเห็น
โทษแม้นี้แล้ว พึงงดเว้นการคัดค้านกัน.

[๒๙๒] คำว่า เพราะประโยชน์อื่นจากการได้ความสรรเสริญย่อมไม่มี มีความว่า ไม่
มีประโยชน์อื่นจากการได้ความสรรเสริญ คือ ประโยชน์ตน ประโยชน์ผู้อื่น ประโยชน์ทั้ง ๒
อย่าง ประโยชน์มีในชาตินี้ ประโยชน์มีในชาติหน้า ประโยชน์ตื้น ประโยชน์ลึก ประโยชน์
ลี้ลับ ประโยชน์ที่ปิดบัง ประโยชน์ที่ควรนำไป ประโยชน์ที่นำไปแล้ว ประโยชน์ไม่มีโทษ
ประโยชน์ปราศจากกิเลส ประโยชน์อันบริสุทธิ์ ประโยชน์อย่างยิ่ง ย่อมไม่มี ไม่ปรากฏ ไม่เข้าไป
ได้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เพราะประโยชน์อื่นจากการได้ความสรรเสริญย่อมไม่มี. เพราะเหตุนั้น
พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า

ความวิวาทกันเหล่านี้ เกิดแล้วในสมณะทั้งหลาย ความยินดีและความ
ยินร้ายย่อมมีในเพราะความวิวาทเหล่านั้น บุคคลเห็นโทษแม้นี้แล้ว พึง
งดเว้นการคัดค้านกัน เพราะประโยชน์อื่นจากการได้ความสรรเสริญย่อม
ไม่มี.
[ความวิวาทดังนี้นั้น มีมาแล้วมากมายในหมู่นักคิดตลอพดจนปัญญาชนจนเป็นเรื่องปกติ ความวิวาทนี้ย่อมมีผลเป็นความยินดีในวาทะที่มีผู้ยอมรับ และไม่ยินดีในผู้ถูกคัดค้าน ในข้อนี้ถือเป็นโทษของตวามวิวาท ควรงดเว้น เพราะว่าประโยชน์ของคำสรรเสริญต่อวาทะนั้นมีแต่ความอิ่มใจ ประโยชน์อื่นนอกจากนี้ไม่มีเลย วาทะจะเป็นสิ่งใดได้]

[๒๙๓] ก็หรือว่า บุคคลกล่าววาทะในท่ามกลางบริษัท ย่อมเป็นผู้ถูกสรรเสริญ
ในเพราะทิฏฐินั้น บุคคลนั้นย่อมหัวเราะ และเฟื่องฟูขึ้นด้วยประโยชน์
ในความชนะนั้น เพราะบุคคลนั้น บรรลุประโยชน์นั้นแล้ว เป็นผู้สมใจนึก.

[๒๙๔] คำว่า ก็หรือว่า ... ย่อมเป็นผู้ถูกสรรเสริญในเพราะทิฏฐินั้น มีความว่า คำว่า
ในเพราะทิฏฐินั้น คือ บุคคลย่อมเป็นผู้อันชนหมู่มากสรรเสริญ ชมเชย ยกย่อง พรรณนาคุณใน
เพราะทิฏฐิ ความความ ควรชอบใจลัทธิของตน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ก็หรือว่า ... ย่อมเป็นผู้
ถูกสรรเสริญในเพราะทิฏฐินั้น.

[๒๙๕] คำว่า กล่าววาทะในท่ามกลางบริษัท มีความว่า กล่าว บอก พูด แถลง
แสดง ให้รุ่งเรือง บัญญัติ กำหนดซึ่งวาทะของตนและวาทะอนุโลมแก่วาทะของตน ในท่าม
กลางขัตติยบริษัท พราหมณบริษัท คหบดีบริษัท สมณบริษัท เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า กล่าววาทะ
ในท่ามกลางบริษัท.

[๒๙๖] คำว่า บุคคลนั้นย่อมหัวเราะ และเฟื่องฟูขึ้นด้วยประโยชน์ในความชนะนั้น
ความว่า บุคคลนั้น เป็นผู้ยินดี หัวเราะ ร่าเริง ชอบใจ มีความดำริบริบูรณ์ ด้วยประโยชน์
ในความชนะนั้น. อีกอย่างหนึ่ง บุคคลนั้นหัวเราะจนเห็นฟัน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า บุคคล
นั้นย่อมหัวเราะ. คำว่า และเฟื่องฟูขึ้นด้วยประโยชน์ในความชนะนั้น คือ บุคคลนั้น เป็นผู้เฟื่องฟู
ขึ้น คือ เห่อเหิมเป็นดุจธงชัย ยกย่องตนขึ้น ความที่จิตเป็นผู้ใคร่ยกไว้ดังธงยอด ด้วยประโยชน์
ในความชนะนั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า บุคคลนั้นย่อมหัวเราะ และเฟื่องฟูขึ้นด้วยประโยชน์ใน
ความชนะนั้น.

[๒๙๗] คำว่า เพราะบุคคลนั้น บรรลุประโยชน์นั้นแล้ว เป็นผู้สมใจนึก ความว่า บรรลุ
คือ ถึง ได้ ประสบ ได้เฉพาะซึ่งประโยชน์นั้นแล้ว. คำว่า เป็นผู้สมใจนึก คือ สมเจตนา
สมความดำริ สมดังวิญญาณ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า บรรลุประโยชน์นั้นแล้ว เป็นผู้สมใจนึก.
เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า

ก็หรือว่า บุคคลกล่าววาทะในท่ามกลางบริษัท ย่อมเป็นผู้ถูกสรรเสริญ
ในเพราะทิฏฐินั้น บุคคลนั้นย่อมหัวเราะ และเฟื่องฟูขึ้นด้วยประโยชน์
ในความชนะนั้น เพราะบุคคลนั้น บรรลุประโยชน์นั้นแล้ว เป็นผู้สมใจนึก.
[ผู้กล่าววาทะแล้วได้รับสรรเสริญย่อมยินดีในความเป็นผู้ชนะ เรียกว่าบรรลุประโยชน์สมดังตั้งใจ]

[๒๙๘] ความเฟื่องฟู เป็นพื้นย่ำยีแห่งบุคคลนั้น บุคคลนั้นย่อมกล่าวความถือตัว
และความดูหมิ่น บุคคลเห็นโทษแม้นั้นแล้ว ไม่ควรวิวาทกัน ผู้ฉลาด
ย่อมไม่กล่าวความหมดจดเพราะวิวาทนั้น.

[๒๙๙] คำว่า ความเฟื่องฟู เป็นพื้นย่ำยีแห่งบุคคลนั้น ความว่า ความเฟื่องฟู คือ
ความเห่อเหิมเป็นดุจธงชัย ความยกย่องตนขึ้น ความที่จิตเป็นผู้ใคร่ยกไว้ดังธงยอดใด
ความเฟื่องฟูนั้น เป็นพื้นย่ำยี คือ เป็นพื้นตัดรอน เป็นพื้นเบียดเบียน เป็นพื้นบีบคั้น เป็นพื้น
อันตราย เป็นพื้นอุปสรรคแห่งบุคคลนั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ความเฟื่องฟู เป็นพื้นย่ำยีแห่ง
บุคคลนั้น.

[๓๐๐] คำว่า บุคคลนั้นย่อมกล่าวความถือตัวและความดูหมิ่น ความว่า บุคคลนั้นย่อม
กล่าวความถือตัว และย่อมกล่าวความดูหมิ่น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าบุคคลนั้นย่อมกล่าวความ
ถือตัวและความดูหมิ่น.

[๓๐๑] คำว่า เห็นโทษแม้นั้นแล้ว ไม่ควรวิวาทกัน ความว่า เห็น พบ เทียบเคียง
พิจารณา ทำให้แจ่มแจ้ง ทำให้แจ่มแจ้ง ทำให้เป็นแจ้งแล้วซึ่งโทษนั้น ในเพราะความทะเลาะ
กันเพราะทิฏฐิ ความหมายมั่นกันเพราะทิฏฐิ ความแก่งแย่งกันเพราะทิฏฐิ ความวิวาทกันเพราะ
ทิฏฐิ ความมุ่งร้ายกันเพราะทิฏฐิ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เห็นโทษแม้นั้นแล้ว. คำว่า ไม่ควร
วิวาทกัน ความว่า ไม่พึงทำความทะเลาะ ความหมายหมั่น ความแก่งแย่งกัน ความวิวาทกัน
ความมุ่งร้ายกัน คือ พึงละ บรรเทา ทำให้สิ้นไป ให้ถึงความไม่มีในภายหลังซึ่งความทะเลาะกัน
ความหมายมั่นกัน ความแก่งแย่งกัน ความวิวาทกัน และความมุ่งร้ายกัน คือ พึงเป็นผู้งด เว้น
เว้นขาด ออกไป สละ พ้นขาด พรากออกไปจากความทะเลาะกัน ความหมายมั่นกัน ความ
แก่งแย่งกัน ความวิวาทกัน และความมุ่งร้ายกัน พึงเป็นผู้มีจิตกระทำให้ปราศจากแดนกิเลสอยู่
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เห็นโทษแม้นั้นแล้ว ไม่ควรวิวาทกัน.

(ยังมีต่อ)


Create Date : 05 มิถุนายน 2549
Last Update : 5 มิถุนายน 2549 23:39:07 น. 0 comments
Counter : 161 Pageviews.

Valentine's Month


 
พญาเหยี่ยว
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add พญาเหยี่ยว's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.