Group Blog
 
<<
กุมภาพันธ์ 2549
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728 
 
8 กุมภาพันธ์ 2549
 
All Blogs
 
อกิริยทิฏฐิ 3 ประการ

พระสูตรในวันนี้เป็นมหาวรรค ค่อนข้างยาวเลยครับ มีเนื้อหาที่น่าสนใจซึ่งจะอธิบายเพิ่มเติมในพระสูตรที่คิดว่าสมควรจะขยายความครับ

พระสูตรยกมาจากพระสุตตันตปิฎก เล่ม 12 ติกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ ครับ

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

************************************
มหาวรรคที่ ๒

ติตถสูตร

[๕๐๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ลัทธิของเดียรถีย์ ๓ อย่างนี้ ถูกบัณฑิตไต่ถามซักไซ้ไล่เลียงเข้า ย่อมอ้างลัทธิสืบๆ มา ตั้งอยู่ในอกิริยทิฐิ ๓ อย่างเป็นไฉน คือ ๑. มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งมีวาทะอย่างนี้ มีทิฐิอย่างนี้ว่า สุข ทุกข์ หรืออทุกขมสุขอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่บุคคลเสวยนั้น ล้วนแต่มีกรรมที่ได้ทำไว้แต่ก่อนเป็นเหตุ ๒. สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง มีวาทะอย่างนี้ มีทิฐิอย่างนี้ว่า สุข ทุกข์ หรืออทุกขมสุขอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่บุคคลเสวยนั้น ล้วนแต่มีการสร้างสรรของอิสรชนเป็นเหตุ ๓. มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่ง มีวาทะอย่างนี้ มีทิฐิอย่างนี้ว่า สุข ทุกข์ หรืออทุกขมสุขอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่บุคคลเสวยนั้น ล้วนแต่หาเหตุหาปัจจัยมิได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาสมณพราหมณ์ทั้ง ๓ พวกนั้น พวกที่มีวาทะอย่างนี้ มีทิฐิอย่างนี้ว่า สุข ทุกข์ หรืออทุกขมสุข อย่างใดอย่างหนึ่ง ที่บุคคลเสวยนั้น ล้วนมีแต่กรรมที่ได้ทำไว้แต่ก่อนเป็นเหตุ เราเข้าไปหาสมณพราหมณ์พวกนั้น แล้วถามอย่างนี้ว่า ได้ยินว่าท่านทั้งหลายมีวาทะอย่างนี้ มีทิฐิอย่างนี้ว่า สุข ทุกข์ หรืออทุกขมสุขอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่บุคคลเสวยนั้น ล้วนแต่มีกรรมที่ได้ทำไว้แต่ก่อนเป็นเหตุ จริงหรือ ถ้าสมณพราหมณ์พวกนั้นถูกเราถามอย่างนี้แล้ว ปฏิญญาว่าจริง เราก็กล่าวกะเขาว่า ถ้าเช่นนั้น เพราะกรรมที่ได้ทำไว้แต่ก่อนเป็นเหตุ ท่านทั้งหลายจักต้องฆ่าสัตว์ จักต้องลักทรัพย์ จักต้องประพฤติกรรมเป็นข้าศึกแก่พรหมจรรย์ จักต้องพูดเท็จ จักต้องพูดคำส่อเสียด จักต้องพูดคำหยาบ จักต้องพูดคำเพ้อเจ้อ จักต้องมากไปด้วยอภิชฌา จักต้องมีจิตพยาบาท จักต้องมีความเห็นผิด ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เมื่อบุคคลยึดถือกรรมที่ได้ทำไว้แต่ก่อนโดยความเป็นแก่นสาร ความพอใจหรือความพยายามว่า กิจนี้ควรทำหรือว่ากิจนี้ไม่ควรทำ ย่อมจะมีไม่ได้ ก็เมื่อไม่ได้กรณียกิจและอกรณียกิจโดยจริงจังมั่นคงดังนี้ สมณวาทะที่ชอบธรรมเฉพาะตัว ย่อมจะสำเร็จไม่ได้ แก่ผู้มีสติฟั่นเฟือน ไร้เครื่องป้องกัน ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรามีวาทะสำหรับข่มขี่ที่ชอบธรรม ในสมณพราหมณ์พวกนั้นผู้มีวาทะอย่างนี้ มีทิฐิอย่างนี้ อย่างนี้แลเป็นข้อแรก ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาสมณพราหมณ์ทั้ง ๓ พวกนั้น พวกที่มีวาทะอย่างนี้ มีทิฐิอย่างนี้ว่า สุข ทุกข์ หรืออทุกขมสุขอย่างใดอย่างหนึ่งที่บุคคลเสวยนั้น ล้วนแต่มีการสร้างสรรของอิสรชนเป็นเหตุ เราเข้าไปหาสมณพราหมณ์พวกนั้นแล้วกล่าวอย่างนี้ว่า ได้ยินว่า ท่านทั้งหายมีวาทะอย่างนี้ มีทิฐิอย่างนี้ว่า สุข ทุกข์ หรืออทุกขมสุขอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่บุคคลเสวยนั้น ล้วนแต่มีการสร้างสรรของอิสรชนเป็นเหตุ จริงหรือ ถ้าสมณพราหมณ์นั้นถูกเราถามอย่างนี้แล้ว ปฏิญญาว่าจริง เราก็กล่าวกะเขาว่า ถ้าเช่นนั้น เพราะการสร้างสรรของอิสรชนเป็นเหตุ ท่านทั้งหลายจักต้องฆ่าสัตว์ ฯลฯ จักต้องมีความเห็นผิด ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เมื่อบุคคลยึดถือการสร้างสรรของอิสรชนไว้โดยความเป็นแก่นสาร ความพอใจ หรือความพยายามว่า กิจนี้ควรทำหรือว่ากิจนี้ไม่ควรทำย่อมจะมีไม่ได้ ก็เมื่อไม่ได้กรณียกิจและอกรณียกิจโดยจริงจังมั่นคงดังนี้ สมณวาทะที่ชอบธรรมเฉพาะตน ย่อมจะสำเร็จไม่ได้แก่ผู้มีสติฟั่นเฟือน ไร้เครื่องป้องกัน ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรามีวาทะสำหรับข่มขี่ที่ชอบธรรม ในสมณพราหมณ์พวกนั้นผู้มีวาทะอย่างนี้ มีทิฐิอย่างนี้ อย่างนี้แลเป็นข้อที่ ๒ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาสมณพราหมณ์ทั้ง ๓ พวกนั้น พวกที่มีวาทะอย่างนี้ มีทิฐิอย่างนี้ว่า สุข ทุกข์ หรืออทุกขมสุขอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่บุคคลเสวยนั้น ล้วนแต่หาเหตุหาปัจจัยมิได้ เราเข้าไปหาสมณพราหมณ์พวกนั้น แล้วกล่าวอย่างนี้ว่า ได้ยินว่าท่านทั้งหลายมีวาทะอย่างนี้ มีทิฐิอย่างนี้ว่า สุข ทุกข์ หรืออทุกขมสุขอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่บุคคลเสวยนั้น ล้วนแต่หาเหตุหาปัจจัยมิได้ จริงหรือ ถ้าสมณพราหมณ์พวกนั้นถูกเราถามอย่างนี้แล้ว ปฏิญญาว่าจริง เราก็กล่าวกะเขาว่า ถ้าเช่นนั้น เพราะหาเหตุหาปัจจัยมิได้ ท่านทั้งหลายจักต้องฆ่าสัตว์ ฯลฯ จักต้องมีความเห็นผิด ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เมื่อบุคคลยึดถือความไม่มีเหตุไว้โดยความเป็นแก่นสาร ความพอใจหรือความพยายามว่า กิจนี้ควรทำหรือว่ากิจนี้ไม่ควรทำ ย่อมจะมีไม่ได้ ก็เมื่อไม่ได้กรณียกิจและอกรณียกิจ โดยจริงจังมั่นคงดังนี้ สมณวาทะที่ชอบธรรมเฉพาะตน ย่อมจะสำเร็จไม่ได้ แก่ผู้ที่มีสติฟั่นเฟือน ไร้เครื่องป้องกัน ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรามีวาทะสำหรับข่มขี่ที่ชอบธรรม ในสมณพราหมณ์พวกนั้นผู้มีวาทะอย่างนี้ มีทิฐิอย่างนี้ อย่างนี้แลเป็นข้อที่ ๓ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ลัทธิเดียรถีย์ ๓ อย่างนี้แล ถูกบัณฑิตไต่ถามซักไซ้ไล่เรียงเข้า ย่อมอ้างถึงลัทธิสืบๆ มา ตั้งอยู่ในอกิริยทิฐิ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ส่วนธรรมที่เราแสดงไว้นี้แล คนอื่นข่มขี่ไม่ได้ ไม่มัวหมอง ไม่ถูกติ ไม่ถูกคัดค้าน โดยสมณพราหมณ์ผู้รู้ ก็ธรรมที่เราแสดงไว้แล้ว คนอื่นข่มขี่ไม่ได้ ไม่มัวหมอง ไม่ถูกติ ไม่ถูกคัดค้านโดยสมณพราหมณ์ผู้รู้ เป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมที่เราแสดงไว้ว่า ธาตุหก คนอื่นข่มขี่ไม่ได้ ไม่มัวหมอง ไม่ถูกติ ไม่ถูกคัดค้านโดยสมณพราหมณ์ผู้รู้ ธรรมที่เราแสดงว่า ผัสสายตนะ ๖ ... มโนปวิจาร ๑๘ ... อริยสัจ ๔ ... ธาตุ ๖ คนอื่นข่มขี่ไม่ได้ ไม่มัวหมอง ไม่ถูกติ ไม่ถูกคัดค้านโดยสมณพราหมณ์ผู้รู้ นี้เราได้กล่าวไว้แล้วเช่นนี้แล เพราะอาศัยอะไรจึงได้กล่าวไว้ดังนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธาตุ ๖ เหล่านี้ คือ ปถวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ อากาศธาตุ วิญญาณธาตุ เพราะอาศัยคำที่เราได้กล่าวไว้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมที่เราแสดงไว้ว่าธาตุ ๖ คนอื่นข่มขี่ไม่ได้ ไม่มัวหมอง ไม่ถูกติ ไม่ถูกคัดค้านโดยสมณพราหมณ์ผู้รู้ ฉะนั้น เราจึงได้กล่าวไว้ดังนั้น ก็คำว่าธรรมที่เราแสดงไว้ว่า ผัสสายตนะ ๖ คนอื่นข่มขี่ไม่ได้ ไม่มัวหมอง ไม่ถูกติ ไม่ถูกคัดค้านโดยสมณพราหมณ์ผู้รู้ นี้เราได้กล่าวไว้แล้วเช่นนี้แล เพราะอาศัยอะไรจึงได้กล่าวไว้ดังนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย ผัสสายตนะ ๖ เหล่านี้ คือ อายตนะเป็นเหตุแห่งผัสสะ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เพราะอาศัยคำที่เราได้กล่าวไว้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมที่เราแสดงไว้ว่า ผัสสายตนะ ๖ คนอื่นข่มขี่ไม่ได้ ไม่มัวหมอง ไม่ถูกติ ไม่ถูกคัดค้านโดยสมณพราหมณ์ผู้รู้ ฉะนั้น เราจึงได้กล่าวไว้ดังนั้น ก็คำว่า ธรรมที่เราแสดงไว้ว่า มโนปวิจาร ๑๘ คนอื่นข่มขี่ไม่ได้ ไม่มัวหมอง ไม่ถูกติ ไม่ถูกคัดค้านโดยสมณพราหมณ์ผู้รู้ นี้เรากล่าวไว้แล้วเช่นนี้แล เพราะอาศัยอะไรจึงได้กล่าวไว้ดังนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลเห็นรูปด้วยตาแล้ว ย่อมเข้าไปไตร่ตรองรูปอันเป็นที่ตั้งแห่งโสมนัส เข้าไปไตร่ตรองรูปอันเป็นที่ตั้งแห่งโทมนัส เข้าไปไตร่ตรองรูปอันเป็นที่ตั้งแห่งอุเบกขา ฟังเสียงด้วยหู ... ดมกลิ่นด้วยจมูก ... ลิ้มรสด้วยลิ้น ... ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย ... รู้แจ้งธรรมารมณ์ด้วยใจแล้ว ย่อมเข้าไปไตร่ตรองธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งโสมนัส เข้าไปไตร่ตรองธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งโทมนัส ย่อมเข้าไปไตร่ตรองธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งอุเบกขา เพราะอาศัยคำที่เราได้กล่าวไว้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมที่เราแสดงไว้ว่า มโนปวิจาร ๑๘ คนอื่นข่มขี่ไม่ได้ ไม่มัวหมอง ไม่ถูกติ ไม่ถูกคัดค้านโดยสมณพราหมณ์ผู้รู้ ฉะนั้น เราจึงได้กล่าวไว้ดังนี้ ก็คำว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมที่เราแสดงไว้ว่า อริยสัจ ๔ คนอื่นข่มขี่ไม่ได้ ไม่มัวหมอง ไม่ถูกติ ไม่ถูกคัดค้านโดยสมณพราหมณ์ผู้รู้ นี้เราได้กล่าวไว้แล้วเช่นนี้แล เพราะอาศัยอะไรจึงได้กล่าวไว้ดังนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะถือมั่นธาตุ ๖ สัตว์จึงลงสู่ครรภ์ เมื่อมีการลงสู่ครรภ์ จึงมีนามรูป เพราะนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา เราบัญญัติว่า นี้ทุกข์ นี้เหตุให้เกิดทุกข์ นี้ความดับทุกข์ นี้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์แก่บุคคลผู้เสวยเวทนาอยู่ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ทุกขอริยสัจเป็นไฉน คือ แม้ชาติก็เป็นทุกข์ แม้ชราก็เป็นทุกข์ แม้มรณะก็เป็นทุกข์ แม้โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส เป็นทุกข์ ความประสบกับสิ่งที่ไม่เป็นที่รัก เป็นทุกข์ ความพลัดพรากจากสิ่งที่รักเป็นทุกข์ แม้ความปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สมหวังก็เป็นทุกข์ โดยย่อ อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์ ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่า ทุกขอริยสัจ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ทุกขสมุทัยอริยสัจเป็นไฉน คือ เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป เพราะนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา เพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรามรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส กองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมเกิดขึ้นด้วยประการอย่างนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่าทุกขสมุทัยอริยสัจ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ทุกขนิโรธอริยสัจเป็นไฉน เพราะอวิชชาดับโดยสำรอกไม่เหลือ สังขารจึงดับ เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ เพราะวิญญาณดับ นามรูปจึงดับ เพราะนามรูปดับ สฬายตนะจึงดับ เพราะสฬายตนะดับ ผัสสะจึงดับ เพราะผัสสะดับ เวทนาจึงดับ เพราะเวทนาดับ ตัณหาจึงดับ เพราะตัณหาดับ อุปาทานจึงดับ เพราะอุปาทานดับ ภพจึงดับ เพราะภพดับ ชาติจึงดับ เพราะชาติดับ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาสจึงดับ กองทุกข์ทั้งมวลนี้ย่อมดับด้วยอาการอย่างนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่า ทุกขนิโรธอริยสัจ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจเป็นไฉน อริยมรรคมีองค์ ๘ คือ ความเห็นชอบ ความดำริชอบ เจรจาชอบ การงานชอบ เลี้ยงชีวิตชอบ ความเพียรชอบ ความระลึกชอบ ความตั้งใจชอบ ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่า ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะอาศัยถ้อยคำที่เราได้กล่าวว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมที่เราแสดงไว้ว่า อริยสัจ ๔ คนอื่นข่มขี่ไม่ได้ ไม่มัวหมอง ไม่ถูกติ ไม่ถูกคัดค้านโดยสมณพราหมณ์ผู้รู้ ฉะนั้น เราจึงได้กล่าวไว้ดังนั้น ฯ
[อกิริยทิฏฐิ 3 อย่างอันเป็นทิฏฐิของชนนอกพระศาสนา ได้แก่
1.ความสุข ความทุกข์ ความไม่สุขไม่ทุกข์ ของบุคคล เกิดมาจากกรรมเก่าประการเดียว พระผู้มีพระภาคตรัสว่าการประพฤติผิดศีลธรรมที่มีอยู่นั้น ก็กลายเป็นเรื่องของกรรมเก่าไป การตั้งใจจะทำความดี ยับยั้งใจไม่ทำความชั่วเป็นอันว่าไม่มี
2.ความสุข ความทุกข์ ความไม่สุขไม่ทุกข์ ของบุคคล เกิดมาจากบุคคลซึ่งมีอิสรเสรีจะทำสิ่งใดก็ได้ตามใจชอบ พระผู้มีพระภาคตรัสว่าเช่นนั้นแล้วบุคคลย่อมทำผิดศีลธรรมได้ตามใจชอบ การควบคุมตนให้ทำแต่ความดี ยับยั้งใจไม่ทำความชั่วย่อมมีไม่ได้
3.ความสุข ความทุกข์ ความไม่สุขไม่ทุกข์ ของบุคคล ไม่มีเหตุผล เป็นเรื่องของความโชคดีและโชคร้ายของแต่ละคน พระผู้มีพระภาคตรัสว่าถ้าอย่างนั้นบุคคลย่อมทำผิดศีลธรรมตามใจชอบเพราะไม่มีผลกรรมที่ไม่ดีแก่ตนเอง การตั้งใจทำความดี ยับยั้งใจไม่ทำความชั่วย่อมถูกมองว่าไร้ประโยชน์

ดังนั้นผู้มีความเห็นเช่นนี้ ถูกผู้มีปัญญาซักไซร้ไล่เลียงก็จะอ้างว่าเป็นความเชื่อที่ยึดถือสืบต่อกันมา

ส่วนพระผู้มีพระภาคนั้นตรัสธรรมอันหาผู้มีปัญญาไม่คัดค้าน มีอาทิ
1.สิ่งทั้งปวงประกอบขึ้นด้วยธาตุ6 คือ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม อากาศธาตุ วิญญาณธาตุ
2.อายตนะ6 คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เป็นเหตุแห่งผัสสะ
3.บุคคลเห็นรูปด้วยตา ไตร่ตรองในรูปนั้นอันเป็นที่ตั้งแห่งความยินดี หรือความไม่ยินดี หรือความไม่ยินดียินร้าย บุคคลได้ยินเสียงด้วยหู ได้กลิ่นด้วยจมูก รับรสด้วยลิ้น สัมผัสด้วยกาย เกิดธรรมารมณ์ด้วยใจ ไตร่ตรองในรส กลิ่น เสียง โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์นั้นอันเป็นที่ตั้งแห่งความยินดี หรือความไม่ยินดี หรือความไม่ยินดียินร้าย ธรรมประการนี้เรียกว่า มโนปวิจาร18
4.เพราะยึดมั่นถือมั่นในธาตุ6นี้แหละ บุคคลจึงลงสู่ครรภ์ เกิดมีนามรูป เพราะมีนามรูปเป็นปัจจัยจึงมีอายตนะ6 เพราะมีอายตนะ6เป็นปัจจัยจึงมีผัสสะ เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัยจึงมีความรู้สึกเป็นสุข เป็นทุกข์ หรือไม่สุขไม่ทุกข์ พระผู้มีพระภาคแสดงอริยสัจจ์4 แก่ผู้เสวยความรู้สึกสามประการข้างต้น คือ
4.1ทุกข์-ความเกิด ความแก่ ความตายเป็นทุกข์ ความโศกเศร้า ร่ำไร ทุกข์กาย ทุกข์ใจ คับแค้นใจ เป็นทุกข์ ฯลฯ โดยย่อ ความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์5 เป็นทุกข์
4.2เหตุแห่งทุกข์-เพราะมีความไม่รู้(อวิชชา) จึงมีความปรุงแต่ง(สังขาร) เพราะมีความปรุงแต่งจึงมีวิญญาณ เพราะมีวิญญาณจึงมีนามรูป เพราะมีนามรูปจึงมีอายตนะ6 เพราะมีอายตนะ6จึงมีผัสสะ เพราะมีผัสสะจึงมีเวทนา เพราะมีเวทนาจึงมีตัณหา เพราะมีตัณหาจึงมีอุปาทาน เพราะมีอุปาทานจึงมีอุปาทาน เพราะมีอุปาทานจึงมีภพ ชาติ ชรามรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส นี่คือกองทุกข์และเหตุทั้งหลาย
4.3ความดับ-เพราะดับอวิชชาเสียด้วยปัญญาญาณอันเจริญไว้ดีแล้ว ไม่ให้เกิดมีอีกต่อไป สังขารก็ดับ วิญญาณ นามรูป อายตนะ6 ฯลฯ ดับไปตามลำดับ
4.4หนทางดับทุกข์-ได้แก่มรรคมีองค์แปด อันเป็นปัจจัยแห่งญาณ และวิมุติ]


ภยสูตร

[๕๐๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ ย่อมกล่าวภัย ๓ อย่างนี้ว่า เป็นอมาตาปุตติกภัย ภัย ๓ อย่างเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมัยที่มีการเกิดไฟไหม้ใหญ่ เมื่อเกิดไฟไหม้ใหญ่แล้ว แม้บ้านก็ถูกไฟเผา แม้นิคมก็ถูกไฟเผา แม้นครก็ถูกไฟเผา เมื่อบ้านก็ดี นิคมก็ดี นครก็ดีถูกไฟเผาอยู่ ในที่นั้นๆ แม้มารดาก็ไม่พบบุตร แม้บุตรก็ไม่พบมารดา ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ ย่อมกล่าวภัยข้อที่ ๑ นี้ว่า เป็นอมาตาปุตติกภัย ฯ

อีกประการหนึ่ง สมัยที่มหาเมฆตั้งขึ้น มีอยู่ ก็เมื่อมหาเมฆตั้งขึ้นแล้วย่อมเกิดห้วงน้ำใหญ่ เมื่อเกิดห้วงน้ำใหญ่แล้ว แม้บ้านก็ถูกน้ำพัดไป แม้นิคมก็ถูกน้ำพัดไป แม้นครก็ถูกน้ำพัดไป เมื่อบ้านก็ดี นิคมก็ดี นครก็ดี ถูกน้ำพัดไปอยู่ ในที่นั้นๆ แม้มารดาก็ไม่พบบุตร แม้บุตรก็ไม่พบมารดา ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ ย่อมกล่าวภัยข้อที่ ๒ นี้ว่า เป็นอมาตาปุตติกภัย ฯ

อีกประการหนึ่ง สมัยที่มีภัยคือโจรป่ากำเริบ พวกชาวชนบทต่างพากันขึ้นยานหนีไป ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เมื่อสมัยที่มีภัยคือโจรป่ากำเริบ เมื่อชาวชนบทต่างพากันขึ้นยานหนีไป ในที่นั้นๆ แม้มารดาก็ไม่พบบุตร แม้บุตรก็ไม่พบมารดา ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับย่อมกล่าวภัยข้อที่ ๓ นี้ว่า เป็นอมาตาปุตติกภัย ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับย่อมกล่าวภัย ๓ อย่างนี้แลว่า เป็นอมาตาปุตติกภัย ดูกรภิกษุทั้งหลาย แต่ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับย่อมกล่าวสมาตาปุตติกภัยแท้ๆ ๓ อย่างนี้นั้นแลว่า เป็นอมาตาปุตติกภัย ภัย ๓ อย่างนั้นเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมัยที่มีการเกิดไฟไหม้ใหญ่ เมื่อเกิดไฟไหม้ใหญ่แล้ว แม้บ้านก็ถูกไฟเผา แม้นิคมก็ถูกไฟเผา แม้นครก็ถูกไฟเผา แม้บ้านก็ดี นิคมก็ดี นครก็ดี ถูกไฟเผาอยู่ สมัยที่มารดาก็พบบุตร แม้บุตรก็พบมารดา เป็นบางครั้งบางแห่ง มีอยู่ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับย่อมกล่าวสมาตาปุตติกภัยแท้ๆ ข้อที่ ๑ นี้ว่า เป็นอมาตาปุตติกภัย ฯ

อีกประการหนึ่ง สมัยที่มหาเมฆตั้งขึ้นมีอยู่ ก็เมื่อมหาเมฆตั้งขึ้นแล้วย่อมเกิดห้วงน้ำใหญ่ เมื่อเกิดห้วงน้ำใหญ่แล้ว แม้บ้านก็ถูกน้ำพัดไป แม้นิคมก็ถูกน้ำพัดไป แม้นครก็ถูกน้ำพัดไป เมื่อบ้านก็ดี นิคมก็ดี นครก็ดี ถูกน้ำพัดไปอยู่ สมัยที่มารดาก็พบบุตร แม้บุตรก็พบมารดา เป็นบางครั้งบางแห่ง มีอยู่ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับย่อมกล่าวสมาตาปุตติกภัยแท้ๆ ข้อที่ ๒ นี้ว่า เป็นอมาตาปุตติกภัย ฯ

อีกประการหนึ่ง สมัยที่มีภัยคือโจรป่ากำเริบ พวกชาวชนบทต่างพากันขึ้นยานหนีไป ก็เมื่อภัยคือโจรป่ากำเริบ เมื่อพวกชาวชนบทต่างพากันขึ้นยานหนีไป สมัยที่มารดาก็พบบุตร แม้บุตรก็พบมารดา เป็นบางครั้งบางแห่งมีอยู่ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับย่อมกล่าวสมาตาปุตติกภัยแท้ๆ ข้อที่ ๓ นี้ว่า เป็นอมาตาปุตติกภัย ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับย่อมกล่าวภัย ๓ อย่างนี้แลซึ่งเป็นสมาตาปุตติกภัยแท้ๆ ว่า เป็นอมาตาปุตติกภัย ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภัย ๓ อย่างนี้ เป็นอมาตาปุตติกภัย ๓ อย่างนั้นเป็นไฉน คือ ภัยคือความแก่ ๑ ภัยคือความเจ็บ ๑ ภัยคือความตาย ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุตรแก่ มารดาย่อมไม่ได้ตามใจหวังดังนี้ว่า เราจงแก่ บุตรของเราอย่าได้แก่ ก็หรือว่า เมื่อมารดาแก่ บุตรย่อมไม่ได้ตามใจหวังดังนี้ว่า เราจงแก่ มารดาของเราอย่าได้แก่ เมื่อบุตรเจ็บไข้ มารดาย่อมไม่ได้ตามใจหวังดังนี้ว่า เราจงเจ็บไข้ บุตรของเราอย่าเจ็บไข้ ก็หรือว่า เมื่อมารดาเจ็บไข้ บุตรย่อมไม่ได้ตามใจหวังดังนี้ว่า เราจงเจ็บไข้ มารดาของเราอย่าเจ็บไข้ เมื่อบุตรกำลังจะตาย มารดาย่อมไม่ได้ตามใจหวังดังนี้ว่า เราจงตาย บุตรของเราอย่าได้ตาย ก็หรือว่าเมื่อมารดากำลังจะตาย บุตรย่อมไม่ได้ตามใจหวังดังนี้ว่า เราจงตาย มารดาของเราอย่าได้ตาย ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภัย ๓ อย่างนี้แล เป็นอมาตาปุตติกภัย ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย มรรคาปฏิปทาซึ่งเป็นไปเพื่อละ เพื่อก้าวล่วงสมาตาปุตติกภัย ๓ อย่างนี้ และอมาตาปุตติกภัย ๓ อย่างนี้ มีอยู่ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็มรรคาปฏิปทาซึ่งเป็นไปเพื่อละ เพื่อก้าวล่วงสมาตาปุตติกภัย ๓ อย่างนี้ และอมาตาปุตติกภัย ๓ อย่างนี้เป็นไฉน คืออริยมรรคมีองค์ ๘ นี้แล กล่าวคือสัมมาทิฏฐิ ... สัมมาสมาธิ ดูกรภิกษุทั้งหลาย มรรคาปฏิปทาซึ่งเป็นไปเพื่อละ เพื่อก้าวล่วงสมาตาปุตติกภัย ๓ อย่าง และอมาตาปุตติกภัย ๓ อย่างนี้แล ฯ
[สมาตาปุตติกภัย - ภัยอันบุตรไม่พรากจากมารดา มีสามประการคือ
1.ไฟไหม้ใหญ่ ในบางครั้งมารดาและบุตรก็ยังพบกัน
2.ฝนตกหนัก เกิดน้ำท่วมใหญ่ ในบางครั้งมารดากับบุตรก็ยังพบกัน
3.โจรป่ากำเริบ ในบางครั้งมารดากับบุตรก็ยังพบกัน
ปุถุชนผู้ไม่รู้มักเรียกภัยข้างต้นว่าอมาตาปุตติกภัย - ภัยอันบุตรและมารดาพรากจากกัน

ในพระศาสนานั้น อมาตาปุตติกภัยได้แก่ ความแก่ ความเจ็บ และความตาย บุตรและมารดาย่อมพรากจากกัน มิอาจขัดขืนด้วยความปรารถนาตนทั้งสองฝ่ายได้

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า มีมรรคเพื่อกำจัดเสียซึ่งสมาตาปุตติกภัย3 และอมาตาปุติกภัย3 อยู่ คือมรรคมีองค์แปดนี้เอง]


เวนาคสูตร

[๕๐๓] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเสด็จจาริกไปในโกศลชนบทพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์เป็นอันมาก เสด็จถึงพราหมณคามแห่งชาวโกศลชื่อ เวนาคปุระ พราหมณ์คฤหบดีชาวเวนาคปุระได้สดับข่าวมาว่า พระสมณโคดมศากยบุตรทรงผนวชจากศากยสกุลแล้ว เสด็จมาถึงเวนาคปุระโดยลำดับ ก็กิตติศัพท์อันงามของท่านพระโคดมพระองค์นั้นแล ขจรไปแล้วอย่างนี้ว่า แม้เพราะเหตุนี้ๆ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น เป็นพระอรหันต์ ... ทรงเบิกบานแล้ว เป็นผู้จำแนกธรรม พระองค์ทรงทำโลกนี้ พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ให้แจ้งชัดด้วยพระปัญญาอันยิ่งของพระองค์เอง แล้วทรงสอนหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ให้รู้ตาม พระองค์ทรงแสดงธรรมไพเราะในเบื้องต้น ไพเราะในท่ามกลาง ไพเราะในที่สุด ทรงประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถ พร้อมทั้งพยัญชนะบริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง ก็การได้เห็นพระอรหันต์ทั้งหลายเห็นปานนั้น ย่อมเป็นความดีแล ครั้งนั้นแล พราหมณ์และคฤหบดีชาวเวนาคปุระได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ บางพวกถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้วนั่งลง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง บางพวกได้ปราศรัยกับพระผู้มีพระภาค ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้วนั่งลง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง บางพวกประนมมือไหว้ไปทางพระผู้มีพระภาคแล้ว นั่งลง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง บางพวกประกาศชื่อและโคตรแล้ว นั่งลง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง บางพวกนั่งนิ่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว พราหมณ์วัจฉโคตรชาวเวนาคปุระ ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ น่าอัศจรรย์ ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ไม่เคยมีมาแล้ว อินทรีย์ของท่านพระโคดมผ่องใสยิ่งนัก พระฉวีวรรณของท่านพระโคดมบริสุทธิ์ผุดผ่อง ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ อินทรีย์ของท่านพระโคดมผ่องใส พระฉวีวรรณของท่านพระโคดมบริสุทธิ์ผุดผ่อง เหมือนกับผลพุทราสุกที่มีในสรทกาลอันเป็นของบริสุทธิ์ผุดผ่อง ฉะนั้น ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ อินทรีย์ของท่านพระโคดมผ่องใส พระฉวีวรรณของท่านพระโคดมบริสุทธิ์ผุดผ่อง เหมือนผลตาลสุกที่หลุดจากขั้วอันเป็นของบริสุทธิ์ผุดผ่อง ฉะนั้น ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ อินทรีย์ของท่านพระโคดมผ่องใส พระฉวีวรรณของท่านพระโคดมบริสุทธิ์ผุดผ่องเหมือนกับแท่งทองชมพูนุชที่บุตรนายช่างทองผู้ขยันหลอมดีแล้ว อันนายช่างทองผู้ฉลาดบุดีแล้ว วางไว้บนผ้ากัมพลเหลือง ส่องแสงประกาย สุกสะกาว ฉะนั้น ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ที่นั่งที่นอนอันสูงใหญ่เห็นปานนี้ คือ เตียงมีเท้าเกินประมาณ เตียงมีเท้าทำเป็นรูปสัตว์ร้าย ผ้าโกเชาว์ขนยาว เครื่องลาดที่ทำด้วยขนแกะวิจิตรด้วยลวดลาย เครื่องลาดที่ทำด้วยขนแกะสีขาว เครื่องลาดที่มีสัณฐานเป็นช่อดอกไม้ เครื่องลาดที่ยัดนุ่น เครื่องลาดขนแกะ อันวิจิตรด้วยรูปสัตว์ร้าย มีสีหะและเสือเป็นต้น เครื่องลาดขนแกะมีขนตั้ง เครื่องลาดมีขนแกะข้างเดียว เครื่องลาดทองและเงินแกมไหม เครื่องลาดไหมขลิบทองและเงิน เครื่องลาดขนแกะจุนางฟ้อน ๑๖ คนยืนรำได้ เครื่องลาดหลังช้าง เครื่องลาดหลังม้า เครื่องลาดในรถ เครื่องลาดทำด้วยหนังสัตว์ชื่ออชินะอันมีขนอ่อนนุ่ม เครื่องลาดอย่างดีทำด้วยหนังชะมด เครื่องลาดมีเพดาน เครื่องลาดมีหมอนข้าง ท่านพระโคดมได้ที่นอนที่นั่งสูงใหญ่เห็นปานนี้ตามความปรารถนา ได้โดยไม่ยาก ไม่ลำบากเป็นแน่ พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรพราหมณ์ ที่นอนที่นั่งอันสูงใหญ่เหล่านั้น คือเตียงมีเท้าเกินประมาณ ... เครื่องลาดมีหมอนข้าง บรรพชิตหาได้ยาก และที่ได้แล้วก็ไม่ควรใช้สอย ดูกรพราหมณ์ ที่นั่งที่นอนอันสูงใหญ่ ๓ ชนิดนี้ ทุกวันนี้เราได้ตามความปรารถนา ได้โดยไม่ยาก ไม่ลำบาก ที่นั่งที่นอนอันสูงใหญ่ ๓ ชนิด เหล่าไหน คือ ที่นั่งที่นอนอันสูงใหญ่ที่เป็นของทิพย์ ๑ ที่นั่งที่นอนอันสูงใหญ่ที่เป็นของพรหม ๑ ที่นั่งที่นอนอันสูงใหญ่ที่เป็นของพระอริยเจ้า ๑ ดูกร พราหมณ์ ที่นั่งที่นอนอันสูงใหญ่ ๓ ชนิดนี้แล ทุกวันนี้ เราได้ตามความปรารถนาได้โดยไม่ยาก ไม่ลำบาก ฯ

วัจฉ. ข้าแต่ท่านพระโคดมผู้เจริญ ก็ที่นั่งที่นอนอันสูงใหญ่ที่เป็นของทิพย์ ซึ่งทุกวันนี้ท่านพระโคดมได้ตามความปรารถนา ได้โดยไม่ยาก ไม่ลำบาก เป็นไฉน ฯ

พ. ดูกรพราหมณ์ เราอาศัยบ้านหรือนิคมแห่งใดในโลกนี้อยู่ เวลาเช้า เรานุ่งแล้ว ถือบาตรและจีวร เข้าไปบิณฑบาตยังบ้านหรือนิคมแห่งนั้นแหละ เวลาหลังอาหารกลับจากบิณฑบาตแล้ว เข้าไปยังชายป่า กวาดหญ้าหรือใบไม้ซึ่งมีอยู่ ณ ที่นั้นเป็นกองแล้ว นั่งคู่บัลลังก์ ตั้งกายตรง ดำรงสติไว้เฉพาะหน้า เราสงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม เข้าปฐมฌาน มีวิตก วิจาร มีปีติ และสุขเกิดแต่วิเวกอยู่ เข้าทุติยฌาน มีความผ่องใสแห่งจิตในภายใน เป็นธรรมเอกผุดขึ้น ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร เพราะวิตกวิจาร สงบไป มีปีติและสุขเกิดแต่สมาธิอยู่ มีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกาย เพราะปีติสิ้นไป เข้าตติยฌานที่พระอริยเจ้าทั้งหลายสรรเสริญว่า ผู้ได้ฌานนี้ เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข เข้าจตุตถฌาน ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข เพราะละสุขละทุกข์และดับโสมนัสโทมนัสก่อนๆ ได้ มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่ ดูกรพราหมณ์ ถ้าเราผู้เป็นเช่นนี้เดินจงกรมอยู่ ที่เดินจงกรมในสมัยนั้นของเรา ชื่อว่าเป็นทิพย์ ถ้าเราผู้เป็นเช่นนี้ยืนอยู่ ที่ยืนในสมัยนั้นของเรา ชื่อว่าเป็นทิพย์ ถ้าเราผู้เป็นเช่นนี้นั่งอยู่ ที่นั่งในสมัยนั้นของเรา ชื่อว่าเป็นทิพย์ ถ้าเราผู้เป็นเช่นนี้นอนอยู่ ที่นอนอันสูงใหญ่ในสมัยนั้นของเรา ชื่อว่าเป็นทิพย์ ดูกรพราหมณ์ที่นั่งที่นอนอันสูงใหญ่อันเป็นของทิพย์นี้แล ทุกวันนี้ เราได้ตามความปรารถนา ได้โดยไม่ยาก ไม่ลำบาก ฯ

วัจฉ. ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ น่าอัศจรรย์ ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ไม่เคยมีมาแล้ว เพราะใครคนอื่นยกเว้นท่านพระโคดมเสีย จักได้ที่นั่งที่นอนอันสูงใหญ่ที่เป็นของทิพย์เห็นปานดังนี้ ตามความปรารถนา ได้โดยไม่ยาก ไม่ลำบาก ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ส่วนที่นั่งที่นอนอันสูงใหญ่ที่เป็นของพรหม ซึ่งทุกวันนี้ท่านพระโคดมได้ตามความปรารถนา ได้โดยไม่ยาก ไม่ลำบาก เป็นไฉน ฯ

พ. ดูกรพราหมณ์ เราอาศัยบ้านหรือนิคมแห่งใดในโลกนี้อยู่ เวลาเช้า เรานุ่งแล้ว ถือบาตรและจีวร เข้าไปบิณฑบาตยังบ้านหรือนิคมแห่งนั้นแหละ เวลาหลังอาหาร กลับจากบิณฑบาตแล้ว เข้าไปยังชายป่า กวาดหญ้าหรือใบไม้ซึ่งมีอยู่ ณ ที่นั้นเข้าเป็นกองแล้ว นั่งคู้บัลลังก์ ตั้งกายตรง ดำรงสติไว้เฉพาะหน้า มีใจประกอบด้วยเมตตาแผ่ไปตลอดทิศหนึ่งอยู่ ทิศที่ ๒ ทิศที่ ๓ ทิศที่ ๔ ก็เหมือนกัน ตามนัยนี้ ทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องขวาง แผ่ไปตลอดโลก ทั่วสัตว์ทุกเหล่า ในที่ทุกสถาน ด้วยใจอันประกอบด้วยเมตตาอันไพบูลย์ ถึงความเป็นใหญ่ หาประมาณมิได้ ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียนอยู่ มีใจประกอบด้วยกรุณา ... มีใจประกอบด้วยมุทิตา ... มีใจประกอบด้วยอุเบกขา แผ่ไปตลอดทิศหนึ่งอยู่ ทิศที่ ๒ ทิศที่ ๓ ทิศที่ ๔ ก็เหมือนกัน ตามนัยนี้ ทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องขวาง แผ่ไปตลอดโลก ทั่วสัตว์ทุกเหล่า ในที่ทุกสถาน ด้วยใจอันประกอบด้วยอุเบกขาอันไพบูลย์ ถึงความเป็นใหญ่ หาประมาณมิได้ ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียนอยู่ ดูกรพราหมณ์ ถ้าเรานั้นเป็นผู้เช่นนี้เดินจงกรมอยู่ ที่เดินจงกรมในสมัยนั้นของเรา ชื่อว่าเป็นของพรหม ถ้าเราผู้เป็นเช่นนี้ ยืนอยู่ ... นั่งอยู่ ... นอนอยู่ ที่นอนอันสูงใหญ่ในสมัยนั้นของเรา ชื่อว่าเป็นของพรหม ดูกรพราหมณ์ ที่นั่งที่นอนอันสูงใหญ่ที่เป็นของพรหมนี้แล ทุกวันนี้เราได้ตามความปรารถนา ได้โดยไม่ยาก ไม่ลำบาก ฯ

วัจฉ. ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ น่าอัศจรรย์ ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ไม่เคยมีมาแล้ว เพราะใครอื่นยกเว้นท่านพระโคดมเสีย จักได้ที่นั่งที่นอนอันสูงใหญ่ที่เป็นของพรหมตามความปรารถนา จักได้โดยไม่ยาก ไม่ลำบาก ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ส่วนที่นั่งที่นอนอันสูงใหญ่ที่เป็นของพระอริยเจ้า ซึ่งทุกวันนี้ ท่านพระโคดมได้ตามความปรารถนา ได้โดยไม่ยาก ไม่ลำบาก เป็นไฉน ฯ

พ. ดูกรพราหมณ์ เราอาศัยบ้านหรือนิคมแห่งใดในโลกนี้อยู่ เวลาเช้า นุ่งแล้ว ถือบาตรและจีวร เข้าไปบิณฑบาตยังบ้านหรือนิคมแห่งนั้นแหละ เวลาหลังอาหาร กลับจากบิณฑบาตแล้ว เข้าไปยังชายป่า กวาดหญ้าหรือใบไม้ซึ่งมีอยู่ ณ ที่นั้น รวมเข้าเป็นกองแล้ว นั่งคู้บัลลังก์ ตั้งกายตรง ดำรงสติไว้เฉพาะหน้า เรารู้ชัดอย่างนี้ว่า ราคะเราละได้ขาดแล้ว ถอนรากขึ้นแล้ว ทำให้เป็นเหมือนตาลยอดด้วน ทำไม่ให้มี ไม่ให้เกิดขึ้นอีกต่อไปเป็นธรรมดา โทสะ ... โมหะเราละได้ขาดแล้ว ถอนรากขึ้นแล้ว ทำให้เป็นเหมือนตาลยอดด้วน ทำไม่ให้มี ไม่ให้เกิดขึ้นอีกต่อไปเป็นธรรมดา ดูกรพราหมณ์ ถ้าเราผู้เป็นเช่นนี้เดินจงกรมอยู่ ที่เดินจงกรมในสมัยนั้นของเรา ชื่อว่าเป็นของพระอริยะ ถ้าเราผู้เป็นเช่นนี้ยืนอยู่ ... นั่งอยู่ ... นอนอยู่ ที่นอนอันสูงใหญ่นั้น สมัยนั้นของเรา ชื่อว่าเป็นของพระอริยะ ดูกรพราหมณ์ ที่นั่งที่นอนอันสูงใหญ่ที่เป็นของพระอริยเจ้านี้แล ทุกวันนี้เราได้ตามความปรารถนา ได้โดยไม่ยาก ไม่ลำบาก ฯ

วัจฉ. ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ น่าอัศจรรย์ ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ไม่เคยมีมาแล้ว เพราะใครอื่นยกเว้นท่านพระโคดมเสีย จักได้ที่นั่งที่นอนอันสูงใหญ่ที่เป็นของพระอริยเจ้า เห็นปานดังนี้ตามความปรารถนา จักได้โดยไม่ยาก ไม่ลำบาก ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก ท่านพระโคดมทรงประกาศธรรมโดยอเนกปริยาย เปรียบเหมือนบุคคลหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่คนผู้หลงทาง หรือส่องประทีปในที่มืดด้วยหวังว่า คนมีจักษุจักเห็นรูป ฉะนั้น ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ข้าพระองค์เหล่านี้ ขอถึงท่านพระโคดมกับทั้งพระธรรมและพระภิกษุสงฆ์ว่าเป็นสรณะ ขอท่านพระโคดมโปรดทรงจำข้าพระองค์ทั้งหลายว่าเป็นอุบาสกผู้ถึงสรณะตลอดชีวิต จำเดิมแต่วันนี้เป็นต้นไป ฯ
[พระผู้มีพระภาคตรัสว่า พระองค์มีที่นั่งที่นอน3ประการ ที่พระองค์ได้ตามความปรารถนาโดยไม่ลำบาก คือ
1.ที่นั่งที่นอนอันสูงใหญ่ที่เป็นของทิพย์-การนั่งคู้บัลลังก์ ตั้งกายตรง ดำรงสติ เข้าสู่ฌาน
2.ที่นั่งที่นอนอันสูงใหญ่ที่เป็นของพรหม-การนั่งคู้บัลลังก์ ตั้งกายตรง ดำรงสติ เจริญเมตตาเจโตวิมุติ กรุณาเจโตวิมุติ มุทิตาเจโตวิมุติ อุเบกขาเจโตวิมุติ
3.ที่นั่งที่นอนอันสูงใหญ่ที่เป็นของพระอริยเจ้า-การนั่งคู้บัลลังก์ ตั้งกายตรง ดำรงสติ ดำริถึงพระนิพพาน]


(ยังมีต่อ)


Create Date : 08 กุมภาพันธ์ 2549
Last Update : 8 กุมภาพันธ์ 2549 17:53:04 น. 0 comments
Counter : 500 Pageviews.

พญาเหยี่ยว
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add พญาเหยี่ยว's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.