Group Blog
 
<<
พฤศจิกายน 2553
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
282930 
 
3 พฤศจิกายน 2553
 
All Blogs
 
The Social Network (2010) ...เด็กเอ๋ย...เด็กดี Facebook นี้นั้นมีที่มา



เนื้อเรื่องของหนังว่าด้วยเรื่องราวประวัติความเป็นมาของ Facebook …และทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้อง

ตั้งแต่วันแรก วันที่ Mark Zuckerberg (Jesse Eisenberg) ตั้งเว็บโหวตสาวฮ็อตประจำมหาลัยเพื่อประชดแฟนเก่าที่เพิ่งเลิกรากันไปจนเซิร์ฟเวอร์ของมหาลัยล้มเพราะผู้เข้าชมเยอะเกิน ยันวันที่ Mark และ Eduardo Saverin (Andrew Garfield) อดีตเพื่อนรักของเขาต้องต่อสู้กันในชั้นศาลเพื่อสิทธิ์การเป็นผู้ก่อตั้ง Facebook

เรื่องราวทั้งหมดเบื้องหลังการก่อตั้งหนึ่งในเครือข่ายสังคมทางอินเตอร์เน็ตที่ฮิตที่สุดตลอดกาลมีความเป็นมายังไงนั้น? โปรดติดตามต่อได้ใน The Social Network …



“หนังเกี่ยวกับ Facebook ?” นี่คือสิ่งแรกที่ผมคิดตอนได้ข่าวเกี่ยวกับโปรเจ็กต์หนังเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของ Facebook เรื่องนี้

“สงสัยฮอลลีวู้ดจะไอเดียหมดก๊อกจริงๆเสียแล้วล่ะมั้ง?” นี่คือความคิดที่สองของผมเมื่อดูจากรูปการของวงการหนังฮอลลีวู้ดตอนนี้ที่ดาษดื่นไปด้วยการรีเมค/รีบู๊ท/รีอิมแมจิ้นหนังดังในอดีต(โดยเฉพาะหนังสยองขวัญ),สารพัดภาคต่อของแฟรนไชส์หนังที่ยังหลอกกิงตังค์จากแฟนๆผู้ใสซื่อทั้งหลายไปได้เรื่อยๆ, 3D, 3D, และ 3D ฯลฯ

“David Fincher …?” นี่ความคิดแรกของผมตอนที่รู้ว่าหนึ่งในผู้กำกับยุคนี้ที่ผมชอบมากที่สุดกำลังจะมากำกับโปรเจ็กต์หนังเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของ Facebook

“หา...!!!???” นี่คือความคิดที่สองของผม

“...มันอาจจะออกมาดีก็ได้นะ” นี่คือความคิดที่สามของผม

คำถามต่อไปก็คือ...ผกก.ผู้ที่เคยทำหนัง Thriller – Suspense ชั้นดีที่แหกตำราหนัง Thriller – Suspense (Se7en), หนังเสียดสีระบบทุนนิยมที่ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมป๊อปคัลเจอร์ (Fight Club), หนังเกี่ยวกับทฤษฎีสมคบคิด (The Game), หนังตีแผ่เบื้องหลังคดีฆาตกรรมชื่อกระฉ่อน (Zodiac), และเอิ่ม... Forrest Gump เวอร์ชั่นเดินถอยหลัง (The Curious Case of Benjamin Button) จะปั้นให้หนังเกี่ยวกับ Facebook ออกมาดีได้มั้ย?

ในแง่คำวิจารณ์นั้นได้รับการพิสูจน์แล้วว่า“ดีจริง”และในแง่ของการพิสูจน์ด้วยตาตัวเองนั้น...

“สุดยอด” นั่นคือความคิดแรกของผมตอนดู The Social Network จบ



ทีมนักแสดงในหนังเรื่องนี้คือหนึ่งในการรวมทีมดาวรุ่งยุ่งใหม่ที่ดีที่สุดเท่าที่ผมเคยดูมา ทั้ง Jesse Eisenberg ที่สลัดมาดเนิร์ดติ๋มอันเป็นภาพจำของเขาจากหนังในเนมเรื่องก่อนๆอย่าง Zombieland, Advertureland ไปเป็นเนิร์ดจริงจังที่แอบแฝงความเปราะบางเอาไว้ลึกๆได้อย่างสนิทใจเสียจนได้ตำแหน่งผู้เข้าชิงรางวัลออสการ์สาขานักแสดงนำชายไปอย่างไร้ข้อกังขา,

Armie Hammer ในบท Cameron Winklevoss และ Tyler Winklevoss สองพี่น้องฝาแฝด ดาวกีฬาประจำมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดที่โดน Mark ฉกเอาไอเดียเครือข่ายสังคมทางอินเตอร์เน็ตไปดัดแปลงเป็นของตัวเอง(ซึ่งก็คือ Facebook)

Hammer เล่นเป็นพี่น้องฝาแฝดที่ถึงแม้ว่าจะมีรูปลักษณ์ทางกายภาพที่เหมือนกันแต่ก็มีนิสัยที่ต่างกันได้อย่างแนบเนียน รวมเข้ากับการใช้มุมกล้องและ CGI ทำให้นี่กลายเป็นการแสดงระดับน้องๆของการแสดงเป็นฝาแฝดของ Jeremy Irons ใน Dead Ringers และ Nicolas Cage ใน Adaptation. เลยทีเดียว,

Justin Timberlake ในบท Sean Parker ผู้ก่อตั้ง Napster ที่พยายามจะเอี่ยวกับ Facebook

ด้วยเสน่ห์(ที่ดูๆไปแล้วก็น่าหมั่นไส้) ทำให้การแสดงของพ่อนักร้องดังแลดูน่าเชื่อถือว่าคนอย่างเขาจะสามารถใช้คารมดึงผู้คนรอบกายมาเป็นพวก(และ/หรือหุ้นส่วน)ได้จริงๆ

น่าคิดว่าอนาคตของการแสดงของ Timberlake คงจะไปได้สวยกว่าการร้องเต้นอันเป็นอาชีพหลักของเจ้าตัวด้วยซ้ำ,



และ Andrew Garfield ในบท Eduardo Saverin เพื่อนซี้ของ Mark และผู้ร่วมก่อตั้ง Facebook …ด้วย“ของ”ที่มีและบทที่เอื้อแก่การ“โชว์” ทำให้บทบาทของเขาเป็นบทบาทที่คนดูสามารถมีอารมณ์ร่วมไปด้วยได้มากที่สุด

เขาสามารถกลืนหายไปกับตัวหนัง และในขณะเดียวกันก็สามารถยึดตัวหนังเอาไว้แต่เพียงผู้เดียวได้(โดยเฉพาะในฉากรู้ข่าวดีกับฉากทุ่มโน้ตบุ๊ค) ทำให้ผมยกให้เขาเป็นนักแสดงที่แสดงได้ดีที่สุดในเรื่อง

ผมไม่ได้โอ้ละพ่ออะไรมากมายตอนที่รู้ข่าวว่าพ่อหนุ่มคอยาวผู้นี้จะได้เป็นว่าที่ Peter Parker คนต่อไปใน Spider-Man ฉบับรีบู๊ทของผกก. (500) Days of Summer เพราะผมไม่คิดว่าจะมีใครแทนที่ Peter Parker ของ Tobey Maguire ได้ แต่หลังจากที่ผมได้ดูการแสดงของ Andrew Garfield ในหนังเรื่องนี้แล้ว...ใครจะรู้? เขาอาจจะเป็น Peter Parker ที่ดีกว่าที่ Tobey Maguire เคยเป็นเลยก็ได้



การกำกับภาพ/ศิลป์...เนี้ยบ ยังคงไว้ใจการเล่นมุมกล้องสุดเฟี้ยวฟ้าวและการใช้ภาพโทนสีเขียวมรกตของอดีตผู้กำกับมิวสิควิดีโอนามว่า David Fincher ได้เหมือนเดิม

บทหนัง...แน่น ไดอะล็อก...เป๊ะ จากน้ำมือของมือเขียนบทมือทองผู้หลงไหลในการเขียนบทสนทนานามว่า Aaron Sorkin อดีตมือเขียนบทของหนังอย่าง A Few Good Men, The American President, และ Charlie Wilson's War

ทำให้ตัวหนังสามารถตัดสลับไปมาระหว่างฉากในศาลกับเนื้อเรื่องหลักได้อย่างไม่ทำให้รูปหนังเสียขบวน ซ้ำยังทำให้ความเข้มข้นของหนังข้นขลักยิ่งขึ้น

หนังเรื่องนี้ทำให้ผมนึกถึงงานตีแผ่เรื่องจริงชิ้นก่อนของ Fincher อย่าง Zodiac นิดๆ เพียงแต่ The Social Network เป็นหนังที่สั้นกว่า Zodiac หลายขุม(สองชั่วโมงกับสองชั่วโมงครึ่งๆกว่าๆ)และเดินเรื่องได้รวดเร็วกว่า Zodiac หลายเท่า

จะว่านี้เป็นงานคืนสู่พลังวัยหนุ่มของ Fincher หลังจากพักหลังๆทำแต่หนังแนว“เรื่อยๆมาเรียงๆ” (Zodiac, The Curious Case of Benjamin Button) ก็ว่าได้



สรุป...เป็นหนังที่สามารถตอบโจทย์คอหนัง Drama ดีๆและ/หรือหนังที่มีองค์ประกอบตามภาษาหนังในระดับดีเยี่ยมอยู่อย่างครบถ้วน

ในฐานะแฟนานุแฟน Fincher คนหนึ่ง...ขอยกให้ The Social Network เป็นหนังของ David Fincher เรื่องที่ผมชอบมากที่สุดเป็นอันดับที่สามรองจาก Fight Club และ Se7en


แฟนานุแฟนคนอื่นๆของ Fincher ...ห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวง




8.0/10


Create Date : 03 พฤศจิกายน 2553
Last Update : 25 เมษายน 2554 8:39:58 น. 10 comments
Counter : 1787 Pageviews.

 


โดย: สายของพิณ วันที่: 3 พฤศจิกายน 2553 เวลา:15:24:41 น.  

 
มีหวังเข้าชิง OSCAR ไหมครับ

ผมหวังไว้มากเลย เรื่องนี้ ......


โดย: gserty IP: 223.206.96.138 วันที่: 3 พฤศจิกายน 2553 เวลา:17:19:42 น.  

 
มาแล้วเหรอ?


โดย: คนขับช้า วันที่: 12 พฤศจิกายน 2553 เวลา:20:33:10 น.  

 
รอดูอยู่เนี่ย


โดย: joblovenuk วันที่: 17 พฤศจิกายน 2553 เวลา:15:33:02 น.  

 
หนังดีจริงๆนะ เพิ่งออกมาจากโรงหนัง อารมณ์ยังค้างอยู่เลย
ชอบฉาก oops! มาก ขำกันทั้งโรง


โดย: lutetium IP: 58.8.247.190 วันที่: 2 ธันวาคม 2553 เวลา:15:33:32 น.  

 
หนังเจ๋งดีครับ (แอบเห่ย เพราะเพิ่งรู้ว่าฟินเชอร์กำกับ ก็ตอนเริ่มเรื่องที่ขึ้นชื่อตอนต้นเรื่องนี่แหละครับ : )

ตัดเรื่องที่ว่า เป็นเรื่องจริง หรือ ไม่จริง ในความเป็นจริง ไปเลยนะ (จะงงไหมเนี่ย :)

ผมชอบ ฉากแรก กับฉากจบ มาก ๆ ครับ มันสื่อถึงตัวตน มาร์คได้ค่อนข้างดี

มาร์คเป็นคนมีเหตุผลนะครับ แต่ด้วยอีโก้ที่สูงมาก ถ้าเป็นเรื่องที่ตนคิดว่าเหนือกว่าแล้วจะไม่ค่อยฟังใครเลย แต่ถ้าเป็นเรื่องที่ตนไม่แน่ใจเขาก็พร้อมที่จะฟังคนอื่นเหมือนกันถ้ามาพร้อมเหตุผลที่เขายอมรับ



ฟินเชอร์ สุดยอดดดดดด กลับมาท็อปฟอร์มอีกครั้ง (สำหรับผม ไม่ค่อยชอบ เบน บัตตั้น เท่าไหร่อะครับ)



ป.ล. นอกเรื่องนิด สุดท้ายมาร์ค ก็กด รีเฟรช ไปเรื่อย ๆละกันเน้อ กี่ปีแล้วเนี่ย เพราะเห็นบอกว่าทุกวันนี้ เอริกา ก็ยังไม่รับแอดอะเน้อ (สงสัยต้องไปลงเรียนจิตวิทยา สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า "ผู้หญิง" ซะอะมั้ง :)


โดย: ethan_ko IP: 223.205.158.62 วันที่: 7 ธันวาคม 2553 เวลา:13:25:22 น.  

 
เพิ่งดูเหมือนกัน ก็ โอเค เพราะในโลกของการทำงานก็เป็นแบบนี้ ถึงจะเป็นเรื่องจริง ไม่ใช่ในหนังก็จะยังเข้าข้างมาร์ค คนไม่ลองทำเองไม่รู้หรอกว่า อะไรที่เขียนมากับมือมันยากแค่ไหน การทำงานก็ต้องต่อยอด all's fair in love and war..ส่วนหนึ่งของสงครามชีวิตงัยล่ะ


โดย: nonno IP: 124.122.99.161 วันที่: 8 ธันวาคม 2553 เวลา:0:07:39 น.  

 
สวัสดีค่ะ คุณ Apple101
เนื่องในโอกาส (โห...สำนวนโค-ตะ-ระ เชยเลย 555) แวะเข้ามาทักทายบล็อกของคุณเป็นครั้งแรก ต้องขออภัยที่ช้าไปนิด พอดีว่าอยากดู The Social Network ซะก่อน และก็ได้ไปลิ้มลองมาเรียบร้อยแล้วที่ลิโด้มาหมาดๆ เมื่อวานนี้ อันที่จริงก็เคยบิดๆ เบี้ยวๆ จากหาดโจรสลัดแล้ว แต่ด้วยความที่เรื่องนี้อีตาซัคเกอร์เบิร์กพูดเร็วมาก แถมติดไฮเปอร์นิดๆ เนิร์ดหนักๆ ดูฉากเปิดเรื่องไป 3 รอบแบบซับ E ดิฉันก็ยังฟังไม่ทันซะทีว่าในฉากที่เขาถูกแฟนบอกเลิก อีตามาร์คนี่แกบ่นบ้าบออะไรของเขาเรื่องจีน, รูสเวลท์ บลา บลา บลา แต่น่าเสียดายตรงที่พออุตส่าห์ไปดูในโรงรถดันติดมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ไปไม่ทันเวลาหนังฉาย ทำให้ดูฉากมาร์คถูกแฟนบอกเลิกไม่ทันอีก เวรกรรม!

แต่อย่างน้อยคิดว่าฉากเปิดเรื่องที่มาร์คถูกแฟนบอกเลิก ที่พอจะจับเนื้อความได้บ้าง โดยรวมเป็นการเปิดตัวให้ผู้ชมรู้จักบุคลิก / ตัวตนของตัวละครนี้ได้ดีมาก (เนิร์ดๆ, ไฮเปอร์ / กวนประสาทแต่ฉลาดล้ำ และที่สำคัญมนุษยสัมพันธ์ติดลบ) และหนุ่ม เจสซี่ ไอเซนเบิร์ก ก็รับหน้าที่ถ่ายทอดตัวละครนี้ได้แบบเพอร์เฟ็ค ดิฉันเลยเห็นต่างกับคุณนิดนึงว่าในเรื่องการแสดง ส่วนตัวคิดว่าไอเซนเบิร์กโดดเด่นกว่าหนุ่มการ์ฟิลด์ในบทซาวารินซะอีก

ถึงอย่างนั้นก็เห็นด้วยอย่างแรงกับคุณว่าผกก. ฟินเชอร์คืนฟอร์มเต็มที่ในหนังเรื่องนี้ แม้ทั้ง Zodiac และ Benjamin Button จะเป็นหนังดีก็ตาม แต่ก็ดูจืดไปหน่อยไม่สมกับเป็นหนังฟินเชอร์สักเท่าไหร่ อย่าง Zodiac แม้ทุกอย่างจะดูเนี้ยบ แต่หนังค่อนข้างเรียบๆ และยาวเกินไป ขาดความระทึก แม้เสียงวิจารณ์จะดีมากก็ตาม ไม่แปลกใจเลยที่หนังไม่ทำเงิน ส่วน Benjamin Button เนี้ยบเหมือนกัน งดงามทุกกระเบียดนิ้ว แต่รู้สึกแหววๆ เลี่ยนๆ ไงไม่รู้ ไม่สมกับเป็นฟินเชอร์เลย

สรุป สำหรับ The Social Network ดิฉันให้ 9/10
and Welcome Back David Fincher


โดย: BBJane IP: 115.87.190.163 วันที่: 10 ธันวาคม 2553 เวลา:17:12:00 น.  

 
จริงรึเปล่าครับเรื่องหนังโปรดในปีนี้ ตรงกับผมเลยครับ ปีนี้มี toy / inception แล้วก็เรื่องนี้นี่แหละ


โดย: keaaaa IP: 182.93.196.32 วันที่: 17 ธันวาคม 2553 เวลา:14:54:54 น.  

 
^
^
^
จริงสิครับ


โดย: Apple101 วันที่: 18 ธันวาคม 2553 เวลา:9:33:55 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

Apple101
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




เอาบทความที่เคยเขียน(และแชร์)ลงกระทู้มาลง(และแชร์ต่อใน)บล็อก...
Friends' blogs
[Add Apple101's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.