Group Blog All Blog |
สมเด็จเจ้าฟ้าศิริราชกกุธภัณฑ์ : เจ้านายผู้เป็นที่มาของนาม "โรงพยาบาลศิริราช" ![]() สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าศิริราชกกุธภัณฑ์ (27 พฤศจิกายนพ.ศ. 2428 - 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2430) เป็นพระราชบุตรพระองค์ที่ 53 ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ประสูติแต่สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระพันปีหลวง ในวันที่พระองค์ประสูตินั้นมีฝนดาวตกเต็มท้องฟ้า ชาววังจึงได้ออกพระนามของพระองค์ว่า ทูลกระหม่อมดาวร่วง พระองค์ประชวรด้วยโรคบิด และสิ้นพระชนม์ เมื่อพระชนมายุเพียง 1 ปี 6 เดือน เท่านั้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระเมรุ ณ ท้องสนามหลวง เมื่อเสร็จการพระเมรุแล้ว โปรดเกล้าฯ ให้รื้อพระเมรุไปสร้างเรือนคนไข้ภายในโรงพยาบาล และพระราชทานนามโรงพยาบาลวังหลังใหม่ว่า "โรงศิริราชพยาบาล" พระประวัติ ประสูติ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าศิริราชกกุธภัณฑ์ เป็นพระราชบุตรพระองค์ที่ 53 (พระราชโอรสพระองค์ที่ 23) ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระราชโอรสพระองค์ที่ 5 ในสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระพันปีหลวง ประสูติเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2428 ณ ห้องเขียว ภายในพระที่นั่งบรมราชสถิตยมโหฬาร โดยสมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ เรียก สมเด็จเจ้าฟ้าศิริราชกกุธภัณฑ์ว่า "น้องชายเอียด" และได้จดบันทึกถึงเหตุการวันประสูติของสมเด็จเจ้าฟ้าพระองค์นี้ไว้ในจดหมายเหตุรายวันของพระองค์ว่า เราตื่นนอนเช้า กินข้าวแล้วไปเรียนหนังสือ เสด็จน้าประชวรพระครรภ์ เราไปเฝ้าทูลหม่อมบนก่อนแล้วออกไปเรียนหนังสือ บ่ายสองโมงเศษประสูติเป็นผู้ชาย เราดีใจมาก เราได้รับไว้กับเสด็จน้าแล้วว่า ถ้าเป็นผู้ชายเราจะทำขวัญสิ่งของ ถ้าเป็นหญิงเราไม่ให้ เย็นกินข้าวที่บน สมเด็จแม่รับสั่งให้เรานอนบน เรานอนกับน้อง ๆ ในห้องประทมเก่าของเสด็จน้า นอนสี่ทุ่ม เมื่อเรานอนสมเด็จแม่เสวยอยู่ เรากินเครื่องฝรั่งด้วย แล้วตามเสด็จสมเด็จแม่ไปดูดาวตก เรายังไม่เคยเห็นเลย ตกมากจริง ๆ ลางทีก็เห็นย้อยลงมายาวคล้ายดอกไม้เพลิง วันนี้พระยาภาสได้ให้สมุดฝรั่งต่าง ๆ เราหลายเล่ม หลังจากนั้น ในวันที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2428 จึงมีพิธีสมโภช 3 วันสมเด็จพระเจ้าลูกเธอประสูติ และสมโภชเดือนในวันที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2428 ณ พระที่นั่งบรมราชสถิตยมโหฬาร พร้อมกันนี้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระนามสมเด็จพระเจ้าลูกเธอพระองค์นี้ว่า สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าศิริราชกกุธภัณฑ์ สรรพวิสุทธิมหุดิมงคล อเนกนพดลดารารัตน์ สมันตบริพัตรวโรกาส อดิศรราชจุฬาลงกรณ์ บดินทรเทพยวโรรส วิสุทธิสมมติวโรภโตปักษ์ อุกฤษฐศักดิ์ อัครวรราชกุมาร โดยสร้อยพระนาม "อเนกนพดลดารารัตน์" แปลว่า ดวงดาวราวแก้วมณีพร่างพรายเต็มท้องฟ้า มาจากวันที่พระองค์ประสูตินั้นมีฝนดาวตกเต็มท้องฟ้าและสามารถมองเห็นได้ในพระนคร ดังนั้น ชาววังจึงได้ออกพระนามของพระองค์ว่า ทูลกระหม่อมดาวร่วง พระองค์ทรงมีพระเชษฐภคินี พระเชษฐา และพระอนุชาร่วมพระมารดา ได้แก่ เจ้าฟ้าพาหุรัดมณีมัย เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ (รัชกาลที่ 6) เจ้าฟ้าตรีเพ็ชรุตม์ธำรง เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ เจ้าฟ้าศิริราชกกุธภัณฑ์ เจ้าฟ้าอัษฎางค์เดชาวุธ เจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลก และเจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดช (รัชกาลที่ 7) รวมทั้งสิ้น 8 พระองค์ สิ้นพระชนม์ เมื่อแรม 8 ค่ำ 9 ค่ำ เดือนหก ปีกุน นพศก พระองค์ทรงเริ่มพระประชวร มีอาการทรงพระอาเจียนบ่อย ๆ และพระกายซูบลง พระอาการทรุดลงเรื่อย ๆ จนกระทั่ง วันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2430 เวลา 7 ทุ่ม 24 นาที สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าศิริราชกกุธภัณฑ์สิ้นพระชนม์ด้วยโรคบิด ณ พระที่นั่งบรมราชสถิตย์มโหฬาร สิริพระชนมายุ 1 ปี 6 เดือน เป็นที่ทรงพระอาลัยเศร้าโศกของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรีเป็นอันมาก งานพระศพ การประดิษฐานพระศพ หลังจากการสิ้นพระชนม์ สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระภาณุพันธุวงศ์วรเดชทรงให้เจ้าพนักงานเตรียมการอัญเชิญพระศพ โดยสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช พระบรมวงศานุวงศ์ และเสนาบดี สรงน้ำพระศพตามลำดับ หลังจากนั้น เจ้าพนักงานทรงเครื่องพระศพตามโบราณราชประเพณีและอัญเชิญพระศพลงพระโกศลองในอย่างเล็ก ประกอบพระโกศมณฑปน้อย ประดิษฐานบนพระแว่นเท่นฟ้า 3 ชั้น รายด้วยเครื่องสูงตามพระเกียรติยศ ณ หอธรรมสังเวช พระราชทานเพลิงพระบุพโพ หลังจากนั้น ในวันพุธ เดือนสิบ ขึ้น 13 ค่ำ ปีกุน นพศก พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชทานเพลิงพระบุพโพ โดยเจ้าพนักงานได้อัญเชิญพระศพเปลี่ยนพระโกศลงพระโกศลองในกลมอย่างเล็ก ประกอบพระโกศหุ้มทองคำรูปทองใหญ่ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระองค์เจ้าขจรจรัสวงศ์ทำขึ้นใหม่เฉพาะแต่งานนี้งานเดียว แล้วอัญเชิญขึ้นประดิษฐานบนพระแว่นเท่นฟ้าเดิม และเชิญเครื่องที่บรรจุในพระโกศเดิมลงในถ้ำพระบุพโพ แล้วจึงเชิญพระบุพโพไปพระราชทานเพลิง ณ วัดมหาธาตุ ![]() พระเมรุ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงกำหนดงานพระเมรุ ณ ท้องสนามหลวง โดยสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระภาณุพันธุวงศ์วรเดชเป็นแม่กองในการก่อสร้างพระเมรุห้ายอด ซึ่งนอกจากใช้เป็นพระเมรุถวายพระเพลิงพระศพของสมเด็จฯ เจ้าฟ้าศิริราชกกุธภัณฑ์แล้ว ยังใช้สำหรับถวายพระเพลิงพระศพของสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าตรีเพ็ชรุตม์ธำรง, สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพาหุรัดมณีมัย กรมพระเทพนารีรัตน์ และพระอรรคชายาเธอ พระองค์เจ้าเสาวภาคนารีรัตน์ รวมทั้งหมด 4 พระองค์ ซึ่งสิ้นพระชนม์ภายในระยะเวลาใกล้เคียงกัน ภายหลังงานพระเมรุโปรดให้รื้อไม้ที่ใช้ในการก่อสร้างพระเมรุไปสร้างเรือนคนไข้ภายในโรงพยาบาลวังหลัง พร้อมทั้งพระราชทานเครื่องใช้สอยต่าง ๆ ที่ใช้ในการออกพระเมรุให้นำไปใช้ภายในโรงพยาบาลด้วย นอกจากนี้ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระราชเทวี (พระยศขณะนั้น) ยังพระราชทานเงินของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าศิริราชกกุธภัณฑ์เป็นจำนวน 700 ชั่ง เพื่อใช้สำหรับเป็นค่าใช้จ่ายในการสร้างถาวรวัตถุขึ้นภายในโรงพยาบาล และพระราชทานนามโรงพยาบาลวังหลังใหม่ว่า "โรงศิริราชพยาบาล" พระราชทานเพลิงพระศพ เมื่อวัน 6 เดือน 4 ขึ้น 6 ค่ำ เจ้าพนักงานได้อัญเชิญพระโกศพระศพสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าศิริราชกกุธภัณฑ์ประกอบพระโกศทองเล็ก พร้อมด้วยพระโกศพระศพสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ พาหุรัดมณีมัยประกอบพระโกศทองใหญ่ ขึ้นพระยานมาศสามลำคาน แล้วจึงเชิญพระศพพระโกศทองใหญ่ขึ้นทรงพระมหาพิไชยราชรถ และพระศพพระโกศทองเล็กขึ้นทรงเวชยันตราชรถบริเวณหน้าวัดพระเชตุพน แล้วเชิญไปยังพระเมรุบริเวณท้องสนามหลวง หลังจากนั้น มีการแห่พระโกศเวียนพระเมรุโดยอุตตราวัฏ 3 รอบ แล้วจึงเชิญพระโกศทั้ง 2 ประดิษฐานเหนือพระแท่นแว่นฟ้าทองคำ 3 ชั้น ภายใต้เบญจปดลเศวตรฉัตร โดยพระศพพระโกศสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าศิริราชกกุธภัณฑ์ประดิษฐานทางด้านทิศตะวันตกของพระเมรุ และพระศพพระโกศสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ พาหุรัดมณีมัยประดิษฐานทางด้านทิศตะวันออกของพระเมรุ วัน 2 เดือน 4 ขึ้น 9 ค่ำ เป็นวันพระราชทานเพลิงพระศพ โดยได้เชิญพระโกศทั้ง 2 พระโกศลงจากพระเมรุเพื่อเปลื้องพระโกศแล้วประกอบพระโกศจันทน์แทน แล้วจึงเชิญพระโกศทั้งสองขึ้นยังพระเมรุซึ่งได้รื้อพระแท่นแว่นฟ้าออก แล้วตั้งฐานพระพระราชทานเพลิงประดับพระจิตกาธารบริเวญทิศเหนือและทิศใต้อย่างละแห่ง โดยพระโกศสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าศิริราชกกุธภัณฑ์ประดิษฐานทางด้านทิศใต้ และพระศพพระโกศสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ พาหุรัดมณีมัยประดิษฐานทางด้านทิศเหนือ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระเจ้าลูกเธอทั้ง 2 พระองค์ หลังจากนั้น จึงเชิญหีบพระสรีรางคารของสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าศิริราชกกุธภัณฑ์ พร้อมทั้งหีบพระสรีรางคารของสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าตรีเพ็ชรุตม์ธำรงและสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพาหุรัดมณีมัย กรมพระเทพนารีรัตน์ ไปบรรจุ ณ พระเจดีย์เสาวภาประดิษฐาน ภายในสุสานหลวง วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร ซึ่งเป็นพระเจดีย์สำหรับบรรจุพระสรีรางคารพระราชบุตรในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี พระพันปีหลวง อนุสรณ์สถาน อนุสาวรีย์ราชานุสรณ์ เป็นอนุสาวรีย์ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาฯ โปรดเกล้าให้สร้างขึ้น ณ พระราชวังบางปะอิน เพื่อระลึกถึงพระอัครชายาเธอ 1 พระองค์ พระราชโอรส 2 พระองค์ และพระราชธิดา 1 พระองค์ ที่สิ้นพระชนม์ในปีเดียวกัน ได้แก่ 1. สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าศิริราชกกุธภัณฑ์ สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2430 2. พระอรรคชายาเธอ พระองค์เจ้าเสาวภาคนารีรัตน์ สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2430 3. สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพาหุรัดมณีมัย กรมพระเทพนารีรัตน์ สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2430 4. สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าตรีเพ็ชรุตม์ธำรง สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2430 อนุสาวรีย์ราชานุสรณ์ ตั้งอยู่ด้านตะวันออกของพระราชวังบางปะอิน อยู่ใกล้กับอนุสาวรีย์สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ สร้างด้วยหินอ่อน แต่ละด้านของอนุสาวรีย์ประดับด้วยพระรูปเหมือนแกะสลักด้วยหินอ่อนของทั้ง 4 พระองค์ ![]() ![]() โดย: a IP: 203.148.192.120 วันที่: 20 มีนาคม 2551 เวลา:12:09:15 น.
กลุ้มใจจิง
โดย: JOHN IP: 125.24.84.167 วันที่: 16 พฤศจิกายน 2551 เวลา:16:10:32 น.
|
อยากขอบใจสักครั้งหนึ่ง
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]![]() |






ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [