|
|
งานบุญขึ้นธาตุเดือนเก้า (อีก) อันซีนที่เมืองตาก
และแล้ว หัวใจใส่เกิ้บของฉันก็สูบฉีดเลือดแห่งการท่องเที่ยวเต็มกำลังขึ้นมาอีกครั้ง หลังจากเหี่ยวเฉา จับเจ่ากับการอยู่เหย้าเฝ้าเรือนมานานสองนาน...เช้าตรู่หลังจากหยาดฝนเม็ดสุดท้ายประพรมให้ชาวเมืองได้รับรู้ ถึงการค่อยๆ เยื้องย่างเข้ามาอย่างเป็นทางการของวสันตฤดูแล้วจริงๆ
ภายในสถานีเติมน้ำมันชื่อดังริมถนนวิภาวดี นอกจากจะมีร้านรวงต่างๆ ให้บริการแบบครบวงจร ที่นี่ยังมีผู้คนจำนวนมากพร้อมด้วยกระเป๋าสัมภาระใบเขื่อง บ้างก็แบก บ้างก็ลาก บ้างก็หิ้ว ตามความถนัดของแต่ละคน ด้วยว่านี่คือ จุดนัดพบชั้นเยี่ยมของนักเดินทางนั่นเอง
แม้จะมีจุดนัดพบเดียวกัน ก็ใช่ว่าจะต้องมีจุดหมายปลายทางเดียวกันซะที่ไหน ดูอย่างกระทาชายรูปงามนายหนึ่ง หลังจากนั่งหลังขดหลังแข็งรอเพื่อนร่วมทริปอยู่นานสองนาน ก็เลือกฆ่าเวลาด้วยการเอ่ยปากทักทายถามไถ่ ถึงเส้นทางของฉัน ว่าจะไปล่องแพยางที่จังหวัดปราจีนบุรีเหมือนเขาหรือไม่ ฉันตอบอย่างชัดถ้อยแต่ไม่ค่อยชัดความตามประสาคนขี้เล่นว่า "ใช่ล่องแพ" แต่แอบต่อในใจเองว่า "แพในเขื่อนภูมิพลที่จังหวัดตาก โน่นต่างหากล่ะ"
ก่อนที่มิตรใหม่จะมีโอกาสได้ทำความรู้จักกันมากกว่านี้ ก็ถึงเวลาต้องสวมคอนเวิร์สแยกย้ายกันไป ทางใครทางมันซะแล้ว...ขณะที่ขบวนรถคันอื่นๆ ทยอยออกตัวไปตามจุดหมายปลายทางของตัวเอง รถตู้ของฉันก็ทะยานสู่ "เมืองตาก" เช่นกัน
จากกรุงเทพฯ สู่อยุธยา...ฉันจำความได้เท่านี้จริงๆ จนเมื่อข้อเข่าเริ่มกระตุกหนึบๆ หนับๆ เป็นการส่งสัญญาณประท้วงเล็กๆ ว่าแข้งขาขาดการยืดเส้นยืดสายมาได้ระยะนานพอดู แต่นั่นก็เป็นเวลาเดียวกันที่รถตู้เลี้ยวสู่ "ศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช" เพื่อให้พวกเราได้ทำการกราบไหว้ขอพรตามขนบธรรมเนียม "ไปลา มาไหว้" พอดี
 สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
ว่ากันว่าศาลนี้เดิมอยู่ที่วัดดอยข่อยเขาแก้ว ต่อมาในปี พ.ศ. 2490 ชาวเมืองต่างพากันเห็นพ้องต้องกันว่า ศาลหลังเก่าไม่สมพระเกียรติพระองค์ จึงร่วมไม้ร่วมมือกันจัดสร้างขึ้นใหม่ พร้อมกับให้กรมศิลปากรหล่อพระบรมรูปสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชขนาดใหญ่กว่าพระองค์จริงเล็กน้อย ในพระอิริยาบถที่กำลังประทับอยู่บนราชอาสน์ มีพระแสงดาบพาดอยู่ที่พระเพลา...
 ฝูงสัตว์ต่างๆ บรรณาการจากชาวเมืองตากแด่พระเจ้าตากสินมหาราช
แม้ไม่มีใครบอกแต่ก็พอจะเดาได้ว่าศาลแห่งนี้ คงมีชื่อเรื่องความศักดิ์สิทธิ์ เพราะหลักฐานชั้นดีอย่าง ช้าง ม้า ไก่ และปืนใหญ่ (จำลอง) ที่ถูกนำมาวางรายรอบพลับพลาจนหนาตา
 ไม้กลายเป็นหิน กับ หินที่คนพยายามทำให้เป็นลายไม้
ภายในอำเภอบ้านตาก ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอีกแห่งที่น่าสนใจ นั่นคือ "ไม้กลายเป็นหิน" (ใหญ่สุดในเอเชีย) ภายในเขตวนอุทยานเขาพระบาท โดยไม้ที่พบมีความยาวถึง 72 เมตร และเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2 เมตร โดยไม้กลายเป็นหินจัดเป็นฟอสซิลชนิดหนึ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ซึ่งเกิดจากซากต้นไม้ถูกแทนที่ด้วยน้ำบาดาล และเกิดการตกตะกอนจนกลายสภาพเป็นหินอย่างช้าๆ คาดว่าน่าจะมีอายุไม่ต่ำกว่า 800,000 ปีเลยทีเดียว
 หลวงพ่อทันใจในพื้นที่ปลอดภัยสุดๆ
ด้วยว่าคืนนี้คณะของพวกเรามีนัดว่าจะไปล่องแพนอนนับดาวกลางเขื่อนภูมิพล ดังนั้น ก่อนที่รถจะเคลื่อนตัวไปถึงจุดหมายปลายทาง เราถือโอกาสแวะสักการะ "หลวงพ่อทันใจ" ภายใน "วัดชลประทานรังสรรค์" ที่อำเภอสามเงา ซึ่งตามประวัติเล่าว่า วัดแห่งนี้กรมชลฯ เป็นผู้สร้าง อยู่ห่างจากเขื่อนภูมิพลประมาณ 5 กิโลเมตร เพื่อทดแทนวัดจำนวน 8 แห่งได้แก่ วัดบ้านห้วย วัดศรีแท่น วัดดอนแก้ว วัดหลวง วัดท่าเดื่อ วัดท่าโป่ง วัดอุมวาบ และวัดพระธาตุลอย ที่ถูกน้ำท่วมจากการสร้างเขื่อน มาสร้างในพื้นที่ที่ทางกรมชลประทานจัดสรรให้ โดยได้นำพระบรมสารีริกธาตุขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์พระธาตุลอยอันศักดิ์สิทธิ์ ยอดฉัตรเจดีย์ และพระพุทธรูปทองคำศักดิ์สิทธิ์คือ หลวงพ่อทันใจ จำนวน 3 องค์ ฯลฯ มารวมไว้ที่วัดแห่งนี้
 บรรยากาศภายในเขื่อนภูมิพลก่อนฝนตก
แล้วความฝันที่จะได้นอนนับดาวก็มีอันต้องสลาย หลังจากก้าวเท้าลงแพได้ไม่นาน เพราะฟ้าถล่มถลายไปด้วยสายฝน แม้จะพลาดเป้าหมายแรกไปอย่างน่าเสียดาย แต่เพียง 20 นาทีเศษๆ พวกเราก็ได้ตื่นเต้นกับสิ่งใหม่เมื่อได้รับฟังข้อความจากคนขับเรือ ว่า เกาะเล็กๆ อันเป็นจุดจอดแพนี้เดิมมีชื่อว่า "ดอยลาน" แต่เมื่อครั้งที่คุณดำรง พุฒตาล แวะเวียนมาเที่ยว ก็ติดใจจนออกปากตั้งชื่อให้ใหม่สุดโรแมนซ์ว่า "เกาะวาเลนไทน์" ส่วนที่มาของแรงบันดาลใจก็สุดจะคาดเดา แต่ที่รู้ๆ ในช่วงกลางวันจะได้เห็นหาดทรายขาว และถ้ายิ่งอยู่ในช่วงน้ำลดก็จะยิ่งงดงามมาก... สรุปว่าครั้งนี้ทั้งดาวสวย ทั้งเกาะงาม พวกเราได้ยินแต่ในนามล้วนๆ ส่วนภาพจริงเป็นได้แค่อยู่ในจินตนาการ!!!
จากเขื่อนพวกเรามุ่งหน้ากลับสู่เมืองอีกครั้ง ด้วยว่าวันนี้เรามีภารกิจสำคัญ เพราะจะต้องไปร่วมงานบุญครั้งใหญ่ของคนเมืองตาก นั่นคือ "งานบุญขึ้นธาตุเดือนเก้า" ซึ่งถือเป็นประเพณีของชาวอำเภอบ้านตากที่ยึดถือปฏิบัติสืบสานกันมายาวนานหลายชั่วอายุคน โดยจะจัดขึ้น ทุกวันขึ้น 14-15 ค่ำ เดือน 9 (เหนือ) หรือประมาณปลายเดือนพฤษภาคมถึงต้นเดือนมิถุนายนของทุกปี เพื่อบูชาพระบรมสารีริกธาตุ แห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธ เจ้า ตามวิถีชีวิตของชาวบ้านอันมีวัฒนธรรมค่อนไปทางล้านนา ที่มียังมีความเชื่อผูกพันกับไสยศาสตร์และภูตผีต่างๆ
 ขบวนแห่ในงานบุญขึ้นพระธาตุเดือนเก้า
สำหรับขบวนแห่ผ้าห่มพระธาตุในแต่ละครั้งจะมีความยาว 63 เมตร ซึ่งห่มพระเจดีย์พระธาตุได้ชนพอดี และต้องเดินข้ามสะพานบุญระยะทาง 200 เมตรบนเนินเขาสูง ซึ่งในขบวนแห่จะมีทั้งขบวนของชาวบ้านที่นับถือผี และขบวนศรัทธาวัดประจำหมู่บ้านต่างๆ รวม 30 ขบวน ประดับประดาด้วยต้นไม้เงินต้นไม้ทอง ตุง อีกทั้งเครื่องสักการะ หาบอาหาร คาวหวาน ผลไม้ข้าวตอก ธูปเทียน ที่ชาวบ้านพร้อมใจกันนำมาถวายด้วยแรงศรัทธา เพื่อบูชาพระบรมสารีริกธาตุ และปวงเทพยดาบนสรวงสวรรค์
จากแรงศรัทธาของชาวบ้านอำเภอบ้านตากที่ร่วมแรงร่วมใจกันจัดงานเป็นประจำทุกๆ ปี วันนี้จึงส่งผลให้ "งานบุญขึ้นธาตุเดือนเก้า" เป็นอันซีนที่ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวไม่น้อยกว่างานบุญบ้านใดๆ ในเมืองไทย
ที่มา คมชัดลึก
| Create Date : 19 กรกฎาคม 2552 |
| Last Update : 19 กรกฎาคม 2552 11:08:59 น. |
|
0 comments
|
| Counter : 1792 Pageviews. |
 |
|
|
|
|
|
|