Group Blog
 
<<
เมษายน 2553
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
252627282930 
 
4 เมษายน 2553
 
All Blogs
 
ทัวร์บุญ "อำนาจเจริญ" เพลินธรรม สงบใจ

พระมงคลมิ่งเมือง
พระมงคลมิ่งเมือง

หลายๆจังหวัดในเมืองไทย แม้เป็นเมืองผ่านไม่ใช่เมืองท่องเที่ยวหลัก แต่ว่าถ้ามีโอกาสไปเยือนแล้ว
ใช้เวลาสักนิดเพ่งพินิจสำรวจสิ่งน่าสนใจก็จะพบ เห็นในมนต์เสน่ห์ของเมืองผ่านเหล่านั้น
ดังเช่นจังหวัดอำนาจเจริญที่ "ตะลอนเที่ยว" มีโอกาสไปเยือนแบบทัวร์บุญมาเมื่อไม่นานมานี้

อำนาจเจริญ เริ่มก่อตั้งเป็นเมืองตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 ขึ้นตรงต่อนครเขมราฐ
ก่อนจะย้ายมาอยู่ขึ้นต่อเมืองอุบลราชธานี กระทั่งในวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2536 รัฐบาลได้แยกเมืองนี้
ออกมาตั้งเป็นจังหวัดอำนาจเจริญ จังหวัดลำดับที่ 76 ลำดับสุดท้ายของเมืองไทย ณ ปัจจุบัน

สำหรับการมาเที่ยวอำนาจเจริญ สิ่งแรกที่ควรทำก็คือการไปสักการะ "พระมงคลมิ่งเมือง" หรือ "พระใหญ่"
สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองอำนาจเจริญและจังหวัดใกล้เคียง ในพุทธอุทยาน เขาดานพระบาท อ.เมือง
เพื่อเอาฤกษ์เอาชัยเสริมสิริมงคล

พระมงคลมิ่งเมือง เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ออกแบบโดยจิตร บัวบุศย์ ศิลปินแห่งชาติ
ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากสกุลศิลปะอินเดียเหนือ(แคว้นปาละ)
ที่แผ่อิทธิพลมาทาง ภาคอีสานตั้งแต่เมื่อกว่าพันปีที่แล้ว โดยสร้างเป็นคอนกรีตเสริมเหล็กครอบองค์พระเดิม

พระพุทธรูปหลังองค์พระมงคลมิ่งเมือง
พระพุทธรูปหลังองค์พระมงคลมิ่งเมือง

พระมงคลมิ่งเมือง ตั้งเด่นเป็นสง่ากลางลานโล่ง องค์พระมีขนาดหน้าตักกว้าง 11 เมตร มีความสูงจากพื้นดิน
ถึงยอดเปลวรัศมีถึง 20 เมตร ภายในองค์พระบรรจุพระสารีริกธาตุ ที่ได้รับมาจากประเทศอินเดีย
ส่วนที่ผิวขององค์พระแต่งด้วยโมเสคสีทอง ทำให้เมื่อมองแล้วดูงามอร่ามตา เปี่ยมศรัทธายิ่งนัก
ว่ากันว่าการมาไหว้พระมงคลมิ่งเมืองนั้น เหมือนดังได้ไปกราบไหว้พระสารีริกธาตุที่ประเทศอินเดีย
รวมถึงยังเป็นการเสริมมงคลแก่ชีวิตให้มีความเจริญก้าวหน้า ประสบความสำเร็จในสิ่งที่หวังต่างๆ

ใครที่ไหว้พระมิ่งมงคลเสร็จแล้วอย่างเพิ่งรีบกลับเพราะด้านหลังของ องค์พระ ยังมีพระพุทธรูปเก่าแก่
ลักษณะ 3 องค์ ให้สักการะ องค์หนึ่งอยู่ตรงกลางห่มจีวรใต้ต้นศรีมหาโพธิ์ ส่วนอีก 2 องค์ขนาบข้าง
มีรูปร่างค่อนข้างแปลกตา ห่มจีวรปิดเกือบมิด ชาวบ้านเรียกขานกันว่า "พระขี่ล่าย"
ที่มาจากนาม"พระละฮาย" หมายถึง ไม่สวย ไม่งาม พบในปี พ.ศ. 2505 ในหนองน้ำ
ถือเป็นพระพุทธรูปที่ขึ้นชื่อเรื่องการให้โชคลาภ ซึ่งชาวบ้านมักมาบนบานขอพรกันเป็นประจำ

นอกจากพระทั้ง 3 องค์แล้ว ในพุทธอุทยาน อันร่มรื่นไปด้วยพันธุ์ไม้ยังมีลานหินดานเป็นลานหินโล่งมีรอยหิน
ที่ชาวบ้านเชื่อว่าเป็นรอยพระพุทธบาทเพียงแต่ว่า ต้องสังเกตมองหากันให้ ดีๆ

พระยืนองค์ใหญ์ที่วัดถ้ำแสงเพชร
พระยืนองค์ใหญ์ที่วัดถ้ำแสงเพชร

หลังเอาฤกษ์เอาชัยด้วยการไหว้พระมิ่งมงคลแล้ว เราเดินทางไปทัวร์บุญต่อที่วัดถ้ำแสงเพชรหรือศาลาพันห้อง
บนถนนสายอำนาจเจริญ-เขมราฐ ใน เขต อ.เมือง

วัดถ้ำแสงเพชรเป็นสถานปฏิบัติธรรมของพระสายหลวงปู่ชา สาขาวัดหนองป่าพง
เพราะฉะนั้นอย่าได้แปลกใจเลยว่า ทำไมวัดแห่งนี้จึงดูร่มรื่นอุดมไปด้วยแมกไม้ มีอาณาบริเวณกว้างขวาง
ดุจดังวัดป่าในแนวทางปฏิบัติของหลวงปู่ชา ส่วนเหตุที่ได้ชื่อว่าถ้ำแสงเพชร
ก็เนื่องมาจากที่นี่มีถ้ำที่เป็นไปด้วย ประกายของเกล็ดหินกระจายอยู่ทั่วไป
เมื่อต้องแสงตะวันเกล็ดหิน จะส่องประกายระยิบระยับแวววับคล้ายเพชรส่องแสง

รูปเคารพหลวงปู่ชา
รูปเคารพหลวงปู่ชา ในเจดีย์วัดถ้ำแสงเพชร

วัดถ้ำแสงเพชร มีสิ่งน่าสนใจมากหลาย
ไม่ว่าจะเป็น ถ้ำขนาดใหญ่ที่ภายในมีพระประธานพุทธลักษณะงดงามให้สักการะ
ศาลาพันห้องที่มีธรรมชาติสวยๆงามๆแวดล้อมไปด้วยโขดหินน้อยใหญ่ พระยืนองค์โตสูงเด่นเป็นสง่า
พระนอนข้างวิหารศิลปะแบบอินเดียที่มีพุทธลักษณะงดงามมาก
และสถูปเจดีย์ ที่ภายในตั้งเด่นไปด้วยรูปเหมือนหลวงปู่ชาอันน่าเลื่อมใส
สอดรับกับภาพจิตรกรรมฝาผนังเรื่องราวพุทธประวัติอันวิจิตรงดงาม

พระนอน วัดถ้ำแสงเพชร
พระนอน วัดถ้ำแสงเพชร

จากวัดถ้ำแสงเพชร เราเปลี่ยนบรรยากาศจากการไหว้พระไปดูของเก่าของแก่
อย่าง "เสมาพันปี" ที่แหล่งโบราณสถานบ้านเปือยหัวดง ต.เปือย อ.ลืออำนาจ

แหล่งโบราณคดีแห่งนี้มีความสำคัญมากแห่งหนึ่งในภาคอีสาน เพราะขุดค้นพบว่ามีใบเสมาเก่าแก่อายุนับพันปี
ในสมัยทวาราวดีอยู่เป็นกลุ่ม ใหญ่ๆอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกันถึง 3 กลุ่ม
ซึ่งการที่มีใบเสมาปักหรือตั้งวางในที่ต่างๆนั้น เพื่อแสดงให้เห็นบริเวณนี้เป็นเขตศักดิ์สิทธิ์ของคนสมัยก่อน

ใบเสมากลุ่ม 1 บ้านเปือยหัวดง
ใบเสมากลุ่ม 1 บ้านเปือยหัวดง

กลุ่มแรกอยู่ที่วัดโพธิ์ชัย เป็นใบเสมาแผ่นหินทรายขาวทรงใบหอก อายุราว พ.ศ. 12-13
จัดเป็นกลุ่มใบเสมาที่เก่าแก่ที่สุดในพื้นที่แถบนี้ ใบเสมาที่นี่มีสภาพดีอยู่หลายใบ
(ส่วนใบเสมาที่สภาพดีกว่าอีกหลายใบถูกนำไป จัดแสดงที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอุบลราชธานี)
ทำให้สามารถเห็นลวดลายการแกะสลักได้อย่างปราณีตชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นลายกลีบบัว ลายดอกไม้ ลายหม้อน้ำ
และยอดสถูป ซึ่งนักวิชาการระบุว่าเป็นศิลปะขอมแบบไพรกเมง

กลุ่มที่ 2 อยู่ที่บริเวณเนินวัดป่าเรไร เป็นใบเสมาศิลาแลงทั้งแบบแท่งและแบบแผ่น
แบบแผ่นจะมีการทำลายนูนเป็นเส้นตรงแกน ส่วนแบบแท่งแปดเหลี่ยมไม่มีการสลักลวดลายใดๆ

ใบเสมากลุ่ม 3 บ้านเปือยหัวดง
ใบเสมากลุ่ม 3 บ้านเปือยหัวดง

กลุ่มที่ 3 อยู่บริเวณที่หลังโรงเรียนเปือยหัวดง เป็นใบเสมาอายุราว พ.ศ. 15-18 มีทั้งใบเสมาศิลาแลงและหินทราย
มีลักษณะเป็นแผ่นหินสลัก ส่วนปลายหักตรางเข้าหาส่วนยอด แกนเสมาเป็นเส้นนูนเด่นชัด
ใบเสมาที่นี่วางปักรายรอบศาลเจ้าปู่ ภายในศาลประดิษฐานพระพุทธรูปดอนปู่ตาหรือพระพุทธรูปหลังโรงเรียน
เป็นพระพุทธรูปหินทรายเก่าแก่ปางสมาธิสมัยทราวดีตอนปลาย ซึ่งชาวบ้านเคารพศรัทธามาก

โบสถ์วัดพระเหลาเทพนิมิตร
โบสถ์วัดพระเหลาเทพนิมิตร

หลังชื่นชมและซึมซับกับใบเสมาจำนวนมากแล้ว ก็ได้เวลาออกเดินทางต่อไปยังแดนธรรมจุดสุดท้ายของทริป
ซึ่งถือเป็นสถานที่ไฮไลท์ที่ใครมาอำนาจเจริญแล้ว ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง
นั่นก็คือ การไปสักการะ "พระเหลาเทพนิมิตร" ที่วัดพระเหลาเทพนิมิตร อ.พนา

วัดพระเหลาเทพนิมิตรแห่ง นี้มีความโดดเด่นสวยงามไม่น้อย แถมยังมีความแปลกแฝงอยู่อีกด้วย
เพราะโบสถ์ที่นี่มีลักษณะเป็นสถาปัตยกรรมแบบล้านนา ประดับประดาไปด้วยลวดลาย อันอ่อนช้อยสวยงาม
สร้างในราว พ.ศ.2263 แต่องค์พระเหลาเทพนิมิตรที่เป็นพระประธานภายในนั้น
กลับเป็นงานศิลปะแบบล้าน ช้าง(ลาว)

พระเหลาเทพนิมิตร
พระอมยิ้มตลอดเวลาของพระเหลาเทพนิมิตร

พระเหลาเทพนิมิตร ถือเป็นอีกหนึ่งพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองอำนาจเจริญ ที่ชาวบ้านเลื่อมใส ศรัทธาเป็นอย่างยิ่ง
ได้รับการขนานนามให้เป็น"พระพุทธชินราชแห่งอีสาน"
เพราะมีพุทธลักษณะงดงามมาก(หลายคนฟังธงว่างดงามที่สุดในภาคอีสาน)

พระเหลาเทพนิมิตร เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยขนาดสูง 2.70 เมตร หน้าตัก กว้าง 2.85 เมตร
ก่อด้วยอิฐถือปูนลงรักปิดทองสร้างขึ้นเมื่อประมาณพ.ศ. 2263 พร้อมๆกับการสร้างโบสถ์
องค์พระเหลามีพุทธลักษณะสมบูรณ์สมส่วน โดยเฉพาะพระพักตร์นั้นจะอมยิ้มเล็กน้อย
ยามเมื่อเราเดินเข้าโบสถ์เพื่อกราบไหว้ท่านนั้นเห็นได้ชัดว่า พระเหลาท่านยิ้มต้อนรับเราอย่างน่าอัศจรรย์
เรียกได้ว่าท่านสร้างความสบายใจเย็นจิตตั้งแต่แรกพบเลยทีเดียว

เหตุที่พระประธานวัดแห่งนี้ได้ชื่อ "พระเหลา" นั้นเพราะชาวบ้านบอกว่าท่านงดงามหล่อเหลายิ่งนัก
ซึ่งมีตำนานความเชื่อของชุมชนเล่าว่าตอนเททองหล่อพระเหลานั้น มีเทวดาลงมาช่วย
(คล้ายตำนานการหล่อพระพุทธชินราช) ทำให้องค์พระมีความงดงามดุจดังเทพเนรมิต
นอกจากนี้ยังมีเรื่องเล่าอีกว่า ทุกคืนวันพระจะปรากฏลำแสงลอยออกจากโบสถ์ใน ยามที่เงียบสงัดอีกด้วย

พระเหลาเทพนิมิตร
พระเหลาเทพนิมิตร

ด้วยความที่พระเหลา เป็นที่เคารพศรัทธายิ่งของชาวอำนาจเจริญและชาวอีสาน
ทุกๆปีในวันมาฆะบูชา(วันเพ็ญเดือนสาม) ทางวัดได้จัดเทศกาลปิดทองพระเหลาขึ้น
ในวันนั้นจะมีพุทธศาสนิกชนจากทั่วทุกสารทิศ หลั่งไหลกันมาบำบุญและแก้บนกัน ไม่ได้ขาด
โดยชาวพุทธนิยมนำปราสาทผึ้งมาทอดถวาย และนำดอกไม้ธูปเทียนมาสักการะบูชา

สำหรับการมาไหว้พระเหลานั้น ชาวอำนาจเจริญเชื่อว่าใครที่ได้กราบไหว้ท่าน จะพบแต่ความสุขสบาย
เป็นที่รักใคร่เอ็นดูของผู้บังคับบัญชา มีวาสนาสูงส่งเป็นที่รักและเคารพนับถือแก่คนทั่วไป
ซึ่งสำหรับ"ตะลอนเที่ยว"แล้ว ยอมรับว่าการได้มาไหว้พระเหลานั้น ทำให้เรารู้สึกอิ่มบุญ สบายจิตใจไม่น้อยเลย
นับเป็นการเที่ยวปิดท้ายทริปที่ลงตัวเป็นอย่างยิ่ง

********

นอก จากสถานที่ท่องเที่ยวตามที่กล่าวมาในเนื้อเรื่องแล้ว อำนาจเจริญยังมีที่เที่ยวน่าสนใจ
อาทิ อุทยานแห่งชาติภูสระดอกบัว วัดไชยาติการาม หมู่บ้านหมอลำ ภูจำปา วนอุทยานภูสิงห์-ภูผาผึ้ง เป็นต้น
ซึ่งผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูลของจังหวัดอำนาจเจริญเพิ่มเติมได้ที่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.)
สำนักงานอุบลราชธานี(ดูแลพื้นที่อำนาจเจริญด้วย) ที่ โทร.0-4524-3770, 0-4525-0714


ที่มา : //www.manager.co.th




Create Date : 04 เมษายน 2553
Last Update : 4 เมษายน 2553 13:22:01 น. 1 comments
Counter : 3130 Pageviews.
Share to Facebook

 
เยี่ยมเยี่ยม


โดย: ยีหวา IP: 223.204.48.239 วันที่: 5 มีนาคม 2555 เวลา:22:21:00 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

ทุกคนไม่ได้รู้ทุกสิ่ง
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 200 คน [?]




Friends' blogs
[Add ทุกคนไม่ได้รู้ทุกสิ่ง's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.