|
|
| | 1 | 2 | 3 |
| 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 |
| 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 |
| 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 |
| 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | |
|
| |
|
|
|
|
|
|
|
|
ทัวร์บุญ "อำนาจเจริญ" เพลินธรรม สงบใจ
 พระมงคลมิ่งเมือง หลายๆจังหวัดในเมืองไทย แม้เป็นเมืองผ่านไม่ใช่เมืองท่องเที่ยวหลัก แต่ว่าถ้ามีโอกาสไปเยือนแล้ว ใช้เวลาสักนิดเพ่งพินิจสำรวจสิ่งน่าสนใจก็จะพบ เห็นในมนต์เสน่ห์ของเมืองผ่านเหล่านั้น ดังเช่นจังหวัดอำนาจเจริญที่ "ตะลอนเที่ยว" มีโอกาสไปเยือนแบบทัวร์บุญมาเมื่อไม่นานมานี้ อำนาจเจริญ เริ่มก่อตั้งเป็นเมืองตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 ขึ้นตรงต่อนครเขมราฐ ก่อนจะย้ายมาอยู่ขึ้นต่อเมืองอุบลราชธานี กระทั่งในวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2536 รัฐบาลได้แยกเมืองนี้ ออกมาตั้งเป็นจังหวัดอำนาจเจริญ จังหวัดลำดับที่ 76 ลำดับสุดท้ายของเมืองไทย ณ ปัจจุบัน สำหรับการมาเที่ยวอำนาจเจริญ สิ่งแรกที่ควรทำก็คือการไปสักการะ "พระมงคลมิ่งเมือง" หรือ "พระใหญ่" สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองอำนาจเจริญและจังหวัดใกล้เคียง ในพุทธอุทยาน เขาดานพระบาท อ.เมือง เพื่อเอาฤกษ์เอาชัยเสริมสิริมงคล พระมงคลมิ่งเมือง เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ออกแบบโดยจิตร บัวบุศย์ ศิลปินแห่งชาติ ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากสกุลศิลปะอินเดียเหนือ(แคว้นปาละ) ที่แผ่อิทธิพลมาทาง ภาคอีสานตั้งแต่เมื่อกว่าพันปีที่แล้ว โดยสร้างเป็นคอนกรีตเสริมเหล็กครอบองค์พระเดิม
 พระพุทธรูปหลังองค์พระมงคลมิ่งเมือง พระมงคลมิ่งเมือง ตั้งเด่นเป็นสง่ากลางลานโล่ง องค์พระมีขนาดหน้าตักกว้าง 11 เมตร มีความสูงจากพื้นดิน ถึงยอดเปลวรัศมีถึง 20 เมตร ภายในองค์พระบรรจุพระสารีริกธาตุ ที่ได้รับมาจากประเทศอินเดีย ส่วนที่ผิวขององค์พระแต่งด้วยโมเสคสีทอง ทำให้เมื่อมองแล้วดูงามอร่ามตา เปี่ยมศรัทธายิ่งนัก ว่ากันว่าการมาไหว้พระมงคลมิ่งเมืองนั้น เหมือนดังได้ไปกราบไหว้พระสารีริกธาตุที่ประเทศอินเดีย รวมถึงยังเป็นการเสริมมงคลแก่ชีวิตให้มีความเจริญก้าวหน้า ประสบความสำเร็จในสิ่งที่หวังต่างๆ ใครที่ไหว้พระมิ่งมงคลเสร็จแล้วอย่างเพิ่งรีบกลับเพราะด้านหลังของ องค์พระ ยังมีพระพุทธรูปเก่าแก่ ลักษณะ 3 องค์ ให้สักการะ องค์หนึ่งอยู่ตรงกลางห่มจีวรใต้ต้นศรีมหาโพธิ์ ส่วนอีก 2 องค์ขนาบข้าง มีรูปร่างค่อนข้างแปลกตา ห่มจีวรปิดเกือบมิด ชาวบ้านเรียกขานกันว่า "พระขี่ล่าย" ที่มาจากนาม"พระละฮาย" หมายถึง ไม่สวย ไม่งาม พบในปี พ.ศ. 2505 ในหนองน้ำ ถือเป็นพระพุทธรูปที่ขึ้นชื่อเรื่องการให้โชคลาภ ซึ่งชาวบ้านมักมาบนบานขอพรกันเป็นประจำ นอกจากพระทั้ง 3 องค์แล้ว ในพุทธอุทยาน อันร่มรื่นไปด้วยพันธุ์ไม้ยังมีลานหินดานเป็นลานหินโล่งมีรอยหิน ที่ชาวบ้านเชื่อว่าเป็นรอยพระพุทธบาทเพียงแต่ว่า ต้องสังเกตมองหากันให้ ดีๆ
 พระยืนองค์ใหญ์ที่วัดถ้ำแสงเพชร หลังเอาฤกษ์เอาชัยด้วยการไหว้พระมิ่งมงคลแล้ว เราเดินทางไปทัวร์บุญต่อที่วัดถ้ำแสงเพชรหรือศาลาพันห้อง บนถนนสายอำนาจเจริญ-เขมราฐ ใน เขต อ.เมือง วัดถ้ำแสงเพชรเป็นสถานปฏิบัติธรรมของพระสายหลวงปู่ชา สาขาวัดหนองป่าพง เพราะฉะนั้นอย่าได้แปลกใจเลยว่า ทำไมวัดแห่งนี้จึงดูร่มรื่นอุดมไปด้วยแมกไม้ มีอาณาบริเวณกว้างขวาง ดุจดังวัดป่าในแนวทางปฏิบัติของหลวงปู่ชา ส่วนเหตุที่ได้ชื่อว่าถ้ำแสงเพชร ก็เนื่องมาจากที่นี่มีถ้ำที่เป็นไปด้วย ประกายของเกล็ดหินกระจายอยู่ทั่วไป เมื่อต้องแสงตะวันเกล็ดหิน จะส่องประกายระยิบระยับแวววับคล้ายเพชรส่องแสง
 รูปเคารพหลวงปู่ชา ในเจดีย์วัดถ้ำแสงเพชร วัดถ้ำแสงเพชร มีสิ่งน่าสนใจมากหลาย ไม่ว่าจะเป็น ถ้ำขนาดใหญ่ที่ภายในมีพระประธานพุทธลักษณะงดงามให้สักการะ ศาลาพันห้องที่มีธรรมชาติสวยๆงามๆแวดล้อมไปด้วยโขดหินน้อยใหญ่ พระยืนองค์โตสูงเด่นเป็นสง่า พระนอนข้างวิหารศิลปะแบบอินเดียที่มีพุทธลักษณะงดงามมาก และสถูปเจดีย์ ที่ภายในตั้งเด่นไปด้วยรูปเหมือนหลวงปู่ชาอันน่าเลื่อมใส สอดรับกับภาพจิตรกรรมฝาผนังเรื่องราวพุทธประวัติอันวิจิตรงดงาม
 พระนอน วัดถ้ำแสงเพชร จากวัดถ้ำแสงเพชร เราเปลี่ยนบรรยากาศจากการไหว้พระไปดูของเก่าของแก่ อย่าง "เสมาพันปี" ที่แหล่งโบราณสถานบ้านเปือยหัวดง ต.เปือย อ.ลืออำนาจ แหล่งโบราณคดีแห่งนี้มีความสำคัญมากแห่งหนึ่งในภาคอีสาน เพราะขุดค้นพบว่ามีใบเสมาเก่าแก่อายุนับพันปี ในสมัยทวาราวดีอยู่เป็นกลุ่ม ใหญ่ๆอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกันถึง 3 กลุ่ม ซึ่งการที่มีใบเสมาปักหรือตั้งวางในที่ต่างๆนั้น เพื่อแสดงให้เห็นบริเวณนี้เป็นเขตศักดิ์สิทธิ์ของคนสมัยก่อน
 ใบเสมากลุ่ม 1 บ้านเปือยหัวดง กลุ่มแรกอยู่ที่วัดโพธิ์ชัย เป็นใบเสมาแผ่นหินทรายขาวทรงใบหอก อายุราว พ.ศ. 12-13 จัดเป็นกลุ่มใบเสมาที่เก่าแก่ที่สุดในพื้นที่แถบนี้ ใบเสมาที่นี่มีสภาพดีอยู่หลายใบ (ส่วนใบเสมาที่สภาพดีกว่าอีกหลายใบถูกนำไป จัดแสดงที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอุบลราชธานี) ทำให้สามารถเห็นลวดลายการแกะสลักได้อย่างปราณีตชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นลายกลีบบัว ลายดอกไม้ ลายหม้อน้ำ และยอดสถูป ซึ่งนักวิชาการระบุว่าเป็นศิลปะขอมแบบไพรกเมง กลุ่มที่ 2 อยู่ที่บริเวณเนินวัดป่าเรไร เป็นใบเสมาศิลาแลงทั้งแบบแท่งและแบบแผ่น แบบแผ่นจะมีการทำลายนูนเป็นเส้นตรงแกน ส่วนแบบแท่งแปดเหลี่ยมไม่มีการสลักลวดลายใดๆ
 ใบเสมากลุ่ม 3 บ้านเปือยหัวดง กลุ่มที่ 3 อยู่บริเวณที่หลังโรงเรียนเปือยหัวดง เป็นใบเสมาอายุราว พ.ศ. 15-18 มีทั้งใบเสมาศิลาแลงและหินทราย มีลักษณะเป็นแผ่นหินสลัก ส่วนปลายหักตรางเข้าหาส่วนยอด แกนเสมาเป็นเส้นนูนเด่นชัด ใบเสมาที่นี่วางปักรายรอบศาลเจ้าปู่ ภายในศาลประดิษฐานพระพุทธรูปดอนปู่ตาหรือพระพุทธรูปหลังโรงเรียน เป็นพระพุทธรูปหินทรายเก่าแก่ปางสมาธิสมัยทราวดีตอนปลาย ซึ่งชาวบ้านเคารพศรัทธามาก
 โบสถ์วัดพระเหลาเทพนิมิตร หลังชื่นชมและซึมซับกับใบเสมาจำนวนมากแล้ว ก็ได้เวลาออกเดินทางต่อไปยังแดนธรรมจุดสุดท้ายของทริป ซึ่งถือเป็นสถานที่ไฮไลท์ที่ใครมาอำนาจเจริญแล้ว ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง นั่นก็คือ การไปสักการะ "พระเหลาเทพนิมิตร" ที่วัดพระเหลาเทพนิมิตร อ.พนา วัดพระเหลาเทพนิมิตรแห่ง นี้มีความโดดเด่นสวยงามไม่น้อย แถมยังมีความแปลกแฝงอยู่อีกด้วย เพราะโบสถ์ที่นี่มีลักษณะเป็นสถาปัตยกรรมแบบล้านนา ประดับประดาไปด้วยลวดลาย อันอ่อนช้อยสวยงาม สร้างในราว พ.ศ.2263 แต่องค์พระเหลาเทพนิมิตรที่เป็นพระประธานภายในนั้น กลับเป็นงานศิลปะแบบล้าน ช้าง(ลาว)
 พระอมยิ้มตลอดเวลาของพระเหลาเทพนิมิตร พระเหลาเทพนิมิตร ถือเป็นอีกหนึ่งพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองอำนาจเจริญ ที่ชาวบ้านเลื่อมใส ศรัทธาเป็นอย่างยิ่ง ได้รับการขนานนามให้เป็น"พระพุทธชินราชแห่งอีสาน" เพราะมีพุทธลักษณะงดงามมาก(หลายคนฟังธงว่างดงามที่สุดในภาคอีสาน) พระเหลาเทพนิมิตร เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยขนาดสูง 2.70 เมตร หน้าตัก กว้าง 2.85 เมตร ก่อด้วยอิฐถือปูนลงรักปิดทองสร้างขึ้นเมื่อประมาณพ.ศ. 2263 พร้อมๆกับการสร้างโบสถ์ องค์พระเหลามีพุทธลักษณะสมบูรณ์สมส่วน โดยเฉพาะพระพักตร์นั้นจะอมยิ้มเล็กน้อย ยามเมื่อเราเดินเข้าโบสถ์เพื่อกราบไหว้ท่านนั้นเห็นได้ชัดว่า พระเหลาท่านยิ้มต้อนรับเราอย่างน่าอัศจรรย์ เรียกได้ว่าท่านสร้างความสบายใจเย็นจิตตั้งแต่แรกพบเลยทีเดียว เหตุที่พระประธานวัดแห่งนี้ได้ชื่อ "พระเหลา" นั้นเพราะชาวบ้านบอกว่าท่านงดงามหล่อเหลายิ่งนัก ซึ่งมีตำนานความเชื่อของชุมชนเล่าว่าตอนเททองหล่อพระเหลานั้น มีเทวดาลงมาช่วย (คล้ายตำนานการหล่อพระพุทธชินราช) ทำให้องค์พระมีความงดงามดุจดังเทพเนรมิต นอกจากนี้ยังมีเรื่องเล่าอีกว่า ทุกคืนวันพระจะปรากฏลำแสงลอยออกจากโบสถ์ใน ยามที่เงียบสงัดอีกด้วย
 พระเหลาเทพนิมิตร ด้วยความที่พระเหลา เป็นที่เคารพศรัทธายิ่งของชาวอำนาจเจริญและชาวอีสาน ทุกๆปีในวันมาฆะบูชา(วันเพ็ญเดือนสาม) ทางวัดได้จัดเทศกาลปิดทองพระเหลาขึ้น ในวันนั้นจะมีพุทธศาสนิกชนจากทั่วทุกสารทิศ หลั่งไหลกันมาบำบุญและแก้บนกัน ไม่ได้ขาด โดยชาวพุทธนิยมนำปราสาทผึ้งมาทอดถวาย และนำดอกไม้ธูปเทียนมาสักการะบูชา สำหรับการมาไหว้พระเหลานั้น ชาวอำนาจเจริญเชื่อว่าใครที่ได้กราบไหว้ท่าน จะพบแต่ความสุขสบาย เป็นที่รักใคร่เอ็นดูของผู้บังคับบัญชา มีวาสนาสูงส่งเป็นที่รักและเคารพนับถือแก่คนทั่วไป ซึ่งสำหรับ"ตะลอนเที่ยว"แล้ว ยอมรับว่าการได้มาไหว้พระเหลานั้น ทำให้เรารู้สึกอิ่มบุญ สบายจิตใจไม่น้อยเลย นับเป็นการเที่ยวปิดท้ายทริปที่ลงตัวเป็นอย่างยิ่ง
******** นอก จากสถานที่ท่องเที่ยวตามที่กล่าวมาในเนื้อเรื่องแล้ว อำนาจเจริญยังมีที่เที่ยวน่าสนใจ อาทิ อุทยานแห่งชาติภูสระดอกบัว วัดไชยาติการาม หมู่บ้านหมอลำ ภูจำปา วนอุทยานภูสิงห์-ภูผาผึ้ง เป็นต้น ซึ่งผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูลของจังหวัดอำนาจเจริญเพิ่มเติมได้ที่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) สำนักงานอุบลราชธานี(ดูแลพื้นที่อำนาจเจริญด้วย) ที่ โทร.0-4524-3770, 0-4525-0714
ที่มา : //www.manager.co.th
| Create Date : 04 เมษายน 2553 |
| Last Update : 4 เมษายน 2553 13:22:01 น. |
|
1 comments
|
| Counter : 3130 Pageviews. |
 |
|
|
| โดย: ยีหวา IP: 223.204.48.239 วันที่: 5 มีนาคม 2555 เวลา:22:21:00 น. |
|
|
|
|
|
|
|