|
|
“ภูเรือ”หนาวเนื้อ ห่มแดด
 แสงสุดท้ายบริเวณปรอทยักษ์ พูดถึงดินแดนหนาวๆในบ้านเรานั้นมีอยู่มากมายหลายที่ แต่ที่ที่ได้รับฉายาว่า หนาวสุดในสยามนั้น ทอดตาทั้งแผ่นดินจนตากรอบเกรียมมีเพียงไม่กี่แห่ง หนึ่งในนั้นก็คือ อำเภอ “ภูเรือ” จ.เลย แดนหนาวที่มีสโลแกนประจำอำเภอสุดเท่ว่า “เมืองแห่งทะเลภูเขา สุดหนาวในสยาม ดอกไม้งามสามฤดู” รับตะวันบนยอดภูเรือ จากกรุงเทพฯผมออกเดินทางแบบชิลล์ ชิลล์ ไปถึงยัง อ.ภูเรือในช่วงเย็นของวันหนึ่ง หลังเข้าที่พัก บรรยากาศดี ราคาเยา เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เย็นวันนี้ผมของดเที่ยวสักเสี้ยววัน แต่จะขอพักผ่อนเอาแรงและปรับตัวให้ชินกับความหนาว เพราะวันพรุ่งนี้มีนัดกับพระอาทิตย์ตั้งแต่ช่วงหัวรุ่ง งานนี้หากตื่นสายตะวันไม่คอยท่าส่องแสงเจิดจ้าเร่าร้อน นั่นเท่ากับว่า เราต้องพลาดหนึ่งในไฮไลท์สำคัญของการเที่ยวภูเรือไปทีเดียว
 อรุณแย้มเบิกฟ้าบนยอดภูเรือ ...บางครั้งการเดินทางบ่อยๆ ประสบการณ์มันก็สอนให้ผมเลือกที่จะอดเปรี้ยวไว้กินหวาน หรือผ่อนสั้นผ่อนยาวเหมือนกัน... เพราะฉะนั้นค่ำคืนวันแรกในภูเรือ ผมจึงเลือกที่จะนอนซุกตัวอยู่ใต้ผ้านวมของที่พัก(+ผ้าคลุมเตียง) ก่อนม่อยหลับไปท่ามกลางราตรีอันเหน็บหนาว ที่บนฟากฟ้าพร่างพราวไปด้วยหมู่ดาวระยิบ ระยับ ...ตี 4 ครึ่ง เช้าวันใหม่ ปกติหากเป็นที่บ้านหนาวๆแบบนี้(แต่ที่บ้านมันไม่หนาวแบบนี้นะสิ) ผมคงนอนซุกตัวหลับอุตุอยู่ใต้ผ้าห่ม กรนครอก...ฟี้...แข่งกับเสียงไก่ขันยามเช้าไปแล้ว แต่สำหรับเช้าวันนี้มันแตกต่างออกไป เพราะแม้จะหนาวเหน็บขนาดไหน แต่ก็ต้องยอมฝืนใจสลัดความงัวเงียออกเดินทางจากที่พัก สู่อุทยานแห่งชาติภูเรือ เพื่อเฝ้ารอชมอรุณเบิกฟ้าบนยอดภูเรือ จุดสูงสุดของดินแดนแห่งนี้ แม้อากาศจะหนาวได้ใจ แต่เมื่อได้เดินขึ้นเขา ที่ชันเล็กน้อยถึงปานกลางจากที่จิดรถไปยังยอดภูเรือ ร่างกายมันก็อดรนทนไม่ไหว เกิดออกอาการต่อมเหงื่อตื้นผุดพรายซึมมาตามผิวกายอย่างช่วยไม่ได้ แต่เหงื่อผุดมาเพียงแป๊บเดียวเท่านั้น เพราะเมื่อสายลมกระโชกวูบวาบมา 2-3 ทีก็กลับไปหนาวยะเยือกเหมือนเดิม นี่แหละคือเอกลักษณ์อันเป็นเอกอุแห่งภูเรือ บนยอดภูเรือผมเดินสอดส่ายหามุมถ่ายรูป ก่อนจะมาได้มุมหลังยอดหญ้าริมภูที่พลิ้วไหวเริงระบำไปตามสายลม ระหว่างรอพระอาทิตย์ขึ้นเราใช้โอกาสนี้สอดส่ายสายตามองหา “แม่คะนิ้ง” (น้ำค้างแข็ง)ตามยอดหญ้า ใบไม้ เพราะได้ยินมาว่าวันไหนหนาวจัดๆบนยอดภูเรือมักเกิดปรากฏการณ์ “แม่คะนิ้ง” อยู่บ่อยครั้ง
 ตะวันแยงฟ้าหลังองค์พระ บนยอดภูเรือ งานนี้จนแล้วจนรอดหาเท่าไหร่ก็หาไม่เจอ นั่นคงเป็นเพราะ วันที่เราขึ้นภูเรือคงหนาวไม่ได้ที่ขนาดเกิดแม่คะนิ้งได้ แต่สำหรับผมแล้วเช้านี้มันช่างหนาวจับใจจริงๆ จากนั้นอีกไม่กี่อึดใจถัดมา ฟ้าเริ่มคลี่คลาย เส้นขอบฟ้าเริ่มเปลี่ยนสีจากน้ำเงินเข้ม เป็นเรื่อเรืองด้วยสีเหลืองแดง ก่อนที่ดวงตะวันจะค่อยๆแย้มพรายโผล่พ้นม่านเมฆสู่ฟากฟ้า ให้บรรดาเหล่านักท่องเที่ยวบนยอดภูเรือ ได้บันทึกภาพกันคนละหลายๆช็อต จังหวะนี้ถือเป็นช่วงนาทีทอง เพราะอีกเพียงแป๊บเดียวแสงอาทิตย์ ที่ใช้สายตามองได้ก็ทวีความร้อนแรงส่องแสง เจิดจ้าอาบไล้ท้องฟ้า จนผมต้องเบือนหน้าหนีแสงแรงร้อน เดินไปหามุมถ่ายวิวทิวทัศน์ของทะเลภูเขา ที่มีสายหมอกลอยจางๆในทะเลภูเขา เบื้องล่างแทน แล้วต่อด้วยการไปถ่ายรูปนักท่องเที่ยวกับป้าย “ยอดภูเรือ : สุดหนาวในสยาม” และเดินชมสีสันอันสดใสของดอกไม้บนยอดภู พร้อมๆกับปิดท้ายด้วยการไปไหว้ขอพร “พระพุทธรูปนาวาบรรพต” อันเป็นที่เคารพศรัทธาของชาวภูเรือ ที่ประดิษฐานในซุ้มโดดเด่น เพื่อความเป็นสิริมงคล ก่อนล่ำลายอดภูเรือเดินทางกลับลงสู่พื้นล่างอีกครั้ง
 หินประหลาดรูปเต่า เดินตามตำนาน หินพานขันหมาก ถึงจะลงจากยอดภูเรือ แต่ผมยังไม่ออกจากอุทยานฯภูเรือ เพราะไหนๆมาแล้ว งานนี้ขอเดินป่าระยะสั้น ประมาณ 200 เมตร จากศูนย์บริการนักท่องเที่ยวที่ 2(ภูสน) ไปยัง “หินพานขันหมาก” ที่มีลักษณะเป็นก้อนหินก้อนเดียว ที่ตั้งอยู่บริเวณลานหินพานขันหมาก รูปร่างลักษณะเหมือนกับพานขันหมาก แต่กำลังพลิกคว่ำ หินพานขันหมาก ก้อนนี้ไม่เพียงแปลกประหลาดเท่านั้น ยังมีตำนานพื้นบ้านเกี่ยวพันกับบรรดาหินรูปทรงประหลาดต่างๆ ในอุทยานฯภูเรือ ด้วย ซึ่งตามตำนานเล่าว่า... เดิมนั้นดินแดนแถบนี้เป็นเมืองที่ชาวบ้านเรียกขานกัน ว่า "ภูทุ่ง" มีเจ้าเมืองภูทุ่งเป็นผู้ครองเมือง และมีเจ้าเมืองภูครั่งเป็นพระสหายสนิท
เจ้าเมืองภูทุ่ง มีโอรส ส่วนเจ้าเมืองภูครั่งมีธิดาสวยงาม ต่างฝ่ายต่างก็อยากเป็นทองแผ่นเดียวกัน แต่ธิดาเมืองภูครั่งนั้นมีคนรักอยู่แล้ว เมื่อโอรสเมืองภูทุ่งจัดขันหมากมาสู่ขอ ธิดาภูครั่งไม่ยอมลอบหลบหนีไป โอรสเจ้าเมืองภูทุ่งโกรธจึงทำลายขันหมากทิ้ง กลายเป็นหินเรียงรายอยู่ที่ "ทุ่งหินพานขันหมาก" และสร้าง "หินศิวลึงค์" ไว้ให้คนที่ผ่านไป-มา เคารพบูชา รวมถึงยังสร้าง "หินเต่า" ที่มีรูปร่างคล้ายเต่า อยู่ห่างออกไปริมถนนทางลงจากยอดภูเพื่อประชดตัวเอง ส่วนชื่อ “ภูเรือ” นั้น มาจากลักษณะของภูเขาที่มีส่วนยื่นออกมาคล้ายเรือสำเภาขนาดใหญ่ และมีส่วนที่ราบบนภูเขามีลักษณะคล้ายท้องเรือ คนโบราณจึงเรียกดินแดนแห่งนี้ว่า “ภูเรือ” ที่ต่อมากลายเป็นดินแดนสุดหนาวแห่งสยามประเทศ ที่นักท่องเที่ยวหลายคนถวิลหา
 ตลาดไม้ดอกเมืองหนาวบ้านหนองบง เลาะเลียบชมดอกไม้ นอกจากจะขึ้นชื่อเรื่องของความหนาวเย็นแล้ว ภูเรือยังมีลักษณะความพิเศษทางภูมิศาสตร์ ทำให้สามารถเพาะปลูกพืชพันธุ์เมืองหนาวได้มากมาย ที่โดดเด่นมากก็มี คริสต์มาส เห็ดหอม และองุ่นที่ปลูกไว้ทำไวน์จากสวนองุ่นในละแวกนั้น ส่วนผู้ที่นิยมบุปผา ชื่นชอบดอกไม้ ต้นไม้ ที่ภูเรือมีสวนและแหล่งเพาะไม้ดอกไม้ประดับให้เลือก แวะเวียนเข้าไปชม+ช้อป กันอยู่หลายจุดด้วยกัน แต่ที่โดดเด่นที่สุดคงหนีไม่พ้น ตลาดไม้ดอกเมืองหนาวบ้านหนองบง แหล่งท่องเที่ยวดาวเด่นอีกแห่งหนึ่งในภูเรือ ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวปิดท้ายของผมในทริปนี้ ที่นี่ถือเป็นแหล่งจำหน่ายไม้ดอกไม้ประดับแหล่งใหญ่ ที่นอกจากจะมากไปด้วยพืชพันธ์ ไม้ดอกไม้ประดับแล้ว ที่นี่ยังมี “เทอร์โมมิเตอร์ยักษ์” หรือ “ปรอทยักษ์” ตั้งโดดเด่นเป็นสัญลักษณ์แห่งภูเรือ เอาไว้ให้นักท่องเที่ยวถ่ายรูปและรับรู้อุณหภูมิว่า วันนี้หนาวกี่องศา หลังจากที่ผมเดินชมและถ่ายรูปดอกไม้สวยงามๆที่นี่ แสงแห่งวันก็ค่อยๆลาลับ ก่อนทิ้งแสงสุดท้ายอันสวยงามสีแดงอมม่วงที่มีเงาดำของทิวเขา และปรอทยักษ์เป็นฉากหน้าไว้ให้เก็บความประทับใจส่งท้ายวัน ณ เวลานั้น อุณหภูมิที่ปรอทยักษ์วัดได้ 10 องศาเซลเซียส ซึ่งเมื่อค่ำมืดดึกดื่นที่นี่ย่อมหนาวกว่านี้แน่นอน แต่เพราะไม่ใช่ความหนาวนะหรือ ที่ถือเป็นหนึ่งในเสน่ห์สำคัญ ชวนให้นักเดินทางรุ่นแล้วรุ่นเล่าไปค้นหา และ สัมผัสในดินแดนสุดหนาวในสยาม ที่มีนามว่า “ภูเรือ”...
*********** สอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆในภูเรือได้ที่ ศูนย์บริการการท่องเที่ยว อ.ภูเรือ โทร. 0-4289-9004 (ตลอด 24 ชั่วโมง) อุทยานแห่งชาติภูเรือ โทร. 0 - 4288 – 4144
โดย : ปิ่น บุตรี ที่มา : //www.manager.co.th/Travel/ViewNews.aspx?NewsID=9520000160551
| Create Date : 02 มกราคม 2553 |
| Last Update : 2 มกราคม 2553 12:34:51 น. |
|
2 comments
|
| Counter : 1946 Pageviews. |
 |
|
|
| โดย: กอดฟ้า กอดน้ำ กอดภูเขา IP: 124.121.208.227 วันที่: 31 ตุลาคม 2553 เวลา:17:58:17 น. |
|
|
|
|
|
|
|