|
"วัดบางอ้อยช้าง" มรดกล้ำค่าแห่งเมืองนนท์
 หน้าอาคารพิพิธภัณฑ์มีต้นอ้อยช้างที่วัดปลูกไว้ให้ผู้ผ่านไป-มาได้รู้จัก "บางอ้อยช้างโอ้ช้างที่ร้างโขลง มาอยู่โรงรักป่าน้ำตาไหล พี่คลาดแคล้วแก้วตาให้อาลัย เหมือนอกไอยราร้างฝูงนางพัง ฯ" ......โดยสุนทรภู่ ที่ฉันนำกลอนบทนี้มาเปิดเรื่อง ก็เพราะอยากจะพาพี่น้องย้อนเวลากลับไปในอดีตในสมัยอยุธยา ชุมชน "บางอ้อยช้าง" แห่งนี้เคยมีต้นอ้อยช้างอยู่มาก โดยต้นอ้อยช้างไม่เหมือนกับต้นอ้อยธรรมดา แต่เป็นต้นไม้ยืนต้นมีใบคล้ายใบโพธิ์ มีกิ่งเป็นชั้นๆ เป็นไม้เนื้ออ่อนคล้ายต้นงิ้ว มีรสหวานเจือรสฝาด เป็นที่ชื่นชอบของช้าง ซึ่งช้างจะกินเป็นอาหารและเป็นยารักษาโรค อีกทั้งต้นอ้อยช้างนี้ยังใช้เป็นที่รองพระที่นั่งบนหลังช้าง เวลาออกทัพไกลๆ อีกด้วย ชุมชนนี้จึงมีหน้าที่ส่งส่วยอ้อยขึ้นไปเลี้ยงช้างหลวง ที่กรุงศรีอยุธยา เดิมจึงเรียกชุมชนบางอ้อยช้างว่า "บ้านส่วยช้าง"
 อนุสาวรีย์พระเจ้าตากสิน ต่อมาในสมัยอยุธยาตอนปลาย ราวพ.ศ. 2304 ชาวบ้านก็ได้ร่วมใจกันสร้างวัดขึ้นในบริเวณชุมชนและเรียกกันว่า "วัดบางอ้อยช้าง" ประวัติยังเล่าว่า บ้านบางอ้อยช้างเป็นหนึ่งในสามชุมชน ที่รวบรวมเสบียงเวลาเกิดศึกสงครามร่วมกับทัพหลวง รวมถึงส่งชายฉกรรจ์ในพื้นที่ไปร่วมรับใช้ชาติ ร่วมกับกองทัพของสมเด็จพระเจ้าตากสินในการกู้แผ่นดิน ทำให้มีการสร้าง "อนุสาวรีย์พระเจ้าตากสิน" เพื่อเป็นอนุสรณ์ไว้ที่วัดแห่งนี้ด้วย อีกทั้งพื้นที่ชุมชนบางอ้อยช้างนี้ ยังเป็นที่รักษาพยาบาลทั้งคนและสัตว์ที่ใช้เป็นพาหนะในสมัยนั้นด้วย
 เครื่องมือเครื่องใช้โบราณที่จัดแสดงไว้ภายในพิพิธภัณฑ์ สำหรับสิ่งน่าสนใจในวัดบางอ้อยช้างนั้นมีอยู่มากหลาย ซึ่งทริปนี้ฉันโชคดีมากที่ได้คุณธีรวัฒน์ กลีบผึ้ง ผู้ดูแลพิพิธภัณฑ์วัดบางอ้อยช้าง ขันอาสามาเป็นไกด์พิเศษ พาชมสิ่งต่างๆในวัดแห่งนี้ เริ่มจากจุดแรก เพื่อเป็นการปูพื้นความเข้าใจต่างๆในวัดแห่งนี้ คุณธีรวัฒน์ พาฉันไปรู้จักกับ "พิพิธภัณฑ์วัดบางอ้อยช้าง" ที่ทางวัดรวบรวมของเก่าแก่ของสำคัญในชุมชน มาจัดแสดงไว้ให้เป็นดังมรดกล้ำค่าของชุมชน คุณธีรวัฒน์ เล่าว่า พระครูนนทวัตร วิบูลย์ อดีตเจ้าอาวาส ได้ก่อตั้งพิพิธภัณฑ์ขึ้น เพื่อเก็บรักษาโบราณวัตถุที่มีในวัดและชุมชนบางอ้อยช้าง เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ให้แก่ประชาชนทั่วไป โดยพิพิธภัณฑ์วัดบางอ้อยช้างแห่งนี้ เปิดอย่างเป็นทางการราวปี พ.ศ. 2541-2542 ซึ่งได้ใช้พื้นที่เดิมของหอฉันท์ที่เป็นเรือนไม้เก่าแก่อายุกว่า 100 ปี มาดัดแปลงทำเป็นพิพิธภัณฑ์
 ข้าวของโบราณในพิพิธภัณฑ์ คุณธีรวัฒน์ พาฉันขึ้นไปชมยังชั้นที่ 3 ซึ่งเป็นชั้นบนสุดก่อน โดยในชั้นนี้จัดแสดงสมบัติมีค่าอันเกี่ยวเนื่องกับพระพุทธศาสนา เช่น ชุดของหลวงปู่ที่เย็บด้วยมือทั้งหมด, ตาลปัตรของรัชกาลที่ 5 ที่มีสัญลักษณ์นารายณ์ทรงครุฑตามศิลปะของรัชกาลที่ 5, ตะลุ่มหรือพานแว่นฟ้า เป็นศิลปหัตถกรรมชั้นสูงของไทยโบราณ อยู่ในกลุ่มช่างรักงานประดับมุก ซึ่งโดยปกติแล้วชาวบ้านจะไม่ค่อยมีใช้กัน ส่วนใหญ่จะมีในสำนักพระราชวังเท่านั้น
 ภายในพิพิธภัณฑ์เก็บรักษาตู้พระธรรมลายรดน้ำหลายตู้ ตู้พระธรรมลายรดน้ำ ก็เป็นสิ่งสำคัญที่ทางพิพิธภัณฑ์ได้จัดแสดงไว้มากมายหลายตู้ ซึ่งอยู่ในสมัยรัตนโกสินทร์ราวรัชกาลที่ 3-5 ตู้ลายรดน้ำต่างๆ นี้หากลองพินิจดูแล้วก็จะทำให้ได้เห็นถึงสภาพความเป็นอยู่ วัฒนธรรมในสมัยนั้นๆ เช่น ลวดลายหนุมานรามเกียรติ์ต่อสู้กัน หางหนุมานไปเกี่ยวกับตัวคิวปิด บอกถึงความสัมพันธ์ของชาวไทยกับฝรั่ง บางตู้ที่กระจังหน้าแทนที่จะเป็นสัญลักษณ์ครุฑ แต่กลับเป็นลวดลายคิวปิดสวมใส่ชุดครุฑ ซึ่งแสดงถึงสัมพันธไมตรีอันแน่นแฟ้นกับต่างชาติ เป็นต้น ส่วนด้านในตู้เป็นที่เก็บหนังสือเก่าแก่ บอกเล่าความเป็นมาของจังหวัดนนทบุรี และบางตู้ก็จัดไว้เป็นที่เก็บพระไตรปิฎกใบลานที่มีอายุราว 200-300ปี บนผนังจัดแสดงภาพเขียนบนกระดาษของขรัวอินโข่ง ที่มีอายุกว่า 250 ปี ถึง 4 ภาพ และในชั้นที่ 3 นี้ยังมีห้องจำวัดของพระครูนนทวัตร และจัดแสดงเครื่องถ้วยชามของจีนในสมัยราชวงศ์ชิง และสมุดข่อยโบราณอีกด้วย
 ลวดลายของตู้ลายรดน้ำหางหนุมานเกี่ยวตัวคิวปิด สำหรับในชั้นที่ 2 คุณธีรวัฒน์ เล่าว่า ได้จัดแสดงข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันของชาวสวนเมืองนนท์ เช่น หม้อไว้เพาะทุเรียน, หม้อหุงข้าว, ไห, โอ่งทำมือยุคแรกของจีนมีสีเขียวหยก, หนังสือพระไตรปิฎก, ตู้ลายรดน้ำไม้สักที่ยังไม่ปิดทอง, หีบทองที่ใช้บรรจุศพลายเทพพนม, พิกุลและลายบัว เป็นต้น
 หนึ่งในภาพวาดของขรัวอินโข่งที่ถูกเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์ นอกจากพิพิธภัณฑ์แล้ว วัดบางอ้อยช้างยังมีโบราณวัตถุและปูชนียสถานที่สำคัญอีกมากมาย แต่ก่อนที่จะไปชมกันฉันขอไปกราบไหว้พระประธานภายใน "อุโบสถ"กันก่อน ซึ่งองค์พระประธานนี้เป็นพระพุทธรูปสลักด้วยศิลาแลงสมัยสุโขทัย และถอดได้เป็นท่อนๆ อายุประมาณ 600 ปี สันนิษฐานว่าเอาแบบมาจากลังกา แต่เดิมประดิษฐานในอุโบสถหลังเก่าที่มีลักษณะเป็นแบบมหาอุตย์จนถึง พ.ศ.2495 เพราะเนื่องจากอุโบสถหลังเก่านี้ได้ทรุดโทรมตามกาลเวลา จึงได้อันเชิญพระประธานไปประดิษฐานยังอุโบสถหลังใหม่
 พระประธานในอุโบสถวัดบางอ้อยช้าง จ.นนทบุรี ภายในพระอุโบสถ ยังมีจิตกรรมฝาผนังที่แม้จะเป็นงานเขียนที่เขียนขึ้นมาใหม่ในปี พ.ศ.2549 ด้วยสีอะครีลิก แต่ก็มีความวิจิตรสวยงาม ลักษณะของภาพแบ่งเป็น 4 ผนังคือ ผนังด้านที่ 1 ตอนมหาสุบินนิมิต, ตอนประสูติ, ตอนมหาภิเษกรมณ์, ตอนตรัสรู้ ผนังด้านที่ 2 ตอนเสด็จโปรดปัญจวคีย์, ตอนแสดงปาฏิหาริย์, ตอนเสด็จลงจากดาวดึงส์, ตอนปรินิพาน ผนังด้านที่3 (ผนังหุ้มกลองหลังพระประธาน) วาดเรื่องไตรภูมิ และผนังด้านสุดท้าย (ผนังหุ้มกลองด้านหน้าพระประธาน) วาดเป็นตอนมารผจญ โดยภาพจิตกรรมเหล่านี้ จะวาดสอดแทรกประวัติศาสตร์ของวัดบางอ้อยช้างเข้าไปด้วย ได้แก่ ภาพวาดตอน ร.5 เสด็จมาบำเพ็ญพระราชกุศลทางชลมารค เป็นต้น
 รอยพระพุทธบาท ในมณฑปริมน้ำ จากนั้นคุณธีรวัฒน์พาฉันเดินจากอุโบสถไปยังด้านริมน้ำ เพื่อไปกราบไหว้ "รอยพระพุทธบาทเบื้องซ้าย" อันประดิษฐานอยู่ภายในมณฑปที่จัดสร้างเมื่อปี พ.ศ.2535 ตกแต่งแบบไทยเดิมสวยสง่างาม รอยพระพุทธบาทนี้หล่อด้วยทองสำริดขนาด 54 นิ้ว กว้าง 19.5 นิ้ว หนัก190 กิโลกรัม โดยสันนิษฐานว่าท่านพระอธิการทองอยู่ เจ้าอาวาสวัดองค์แรกได้ธุดงด์ไปทางเหนือแล้วพบพระพุทธบาทในป่า และพระศาสดาที่พิษณุโลกเมื่อ พ.ศ.2339 จึงได้อาราธนาลงแพไม้ล่องลงมาประดิษฐาน ณ วัดบางอ้อยช้างแห่งนี้ ส่วนพระศาสดาปัจจุบันประดิษฐานอยู่ที่วัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพฯ
 มณฑปพระพุทธบาทริมน้ำ อีกแห่งหนึ่งที่ประดิษฐานรอยพระพุทธบาท ได้แก่ที่ "ศาลาการเปรียญ" โดยเป็นภาพจิตรกรรมลวดลายทองรอยพระพุทธบาทเบื้องขวา บนฝ้าเพดานไม้เหนือศีรษะ สันนิษฐานว่าน่าจะมีมานานแล้ว นอกจากนี้ภายในศาลาการเปรียญ ยังมีธรรมมาสน์บุษบกยอดมหากฐินที่เป็นศิลปะสมัยอยุธยาอันวิจิตรสวยงามให้เห็นกันด้วย
 ภาพรอยพระพุทธบาทบนผนังเหนือศีรษะในศาลาการเปรียญ นอกจากสิ่งน่าสนใจในวัดแล้ว บรรยากาศริมน้ำในวัดก็ดูสงบร่มเย็นเป็นสะอาดสะอ้านสบายตา ฉันขอแนะนำว่าใครที่ชมวัดและพิพิธภัณฑ์เสร็จแล้ว ลองมาแวะนั่งพักผ่อนหย่อนใจริมน้ำก่อนจะกลับก็ดีไม่น้อยเลยทีเดียว เพราะจะได้ความอิ่มบรรยากาศ อิ่มใจ และอิ่มบุญ กลับบ้านไปแบบคุ้มค่าไม่น้อยเลย
 บรรยากาศริมคลองอันสงบร่มเย็น * * * * * * * *
วัดบางอ้อยช้าง ตั้งอยู่ที่ 79 บ้านบางอ้อยช้าง คลองบางกอกน้อย หมู่ที่ 2 ซ.บางกรวย-ไทรน้อย 29 ถ.บางกรวย-ไทรน้อย ต.บางสีทอง อ.บางกรวย จ.นนทบุรี พิพิธภัณฑ์วัดบางอ้อยช้างเปิดทำการทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 09.00-13.00 น. หากต้องการเจ้าหน้าที่นำชมกรุณาติดต่อล่วงหน้า โดยผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร.0-2447-5124, 08-1268-1723
การเดินทางสู่วัดบางอ้อยช้าง จากถนนรัตนาธิเบศร์ฝั่งขาออกจากกรุงเทพฯ เลี้ยวซ้ายแยกเข้าถนนนครอินทร์ ตรงมาเรื่อยๆ ข้ามสะพานพระราม 5 ออกทางคู่ขนานแล้วเลี้ยงซ้ายไปเล็กน้อยฝั่งตรงข้ามจะเห็น ซ.บางกรวย-ไทรน้อย 29 มีซุ้มประตูวัดบางอ้อยช้างตรงเข้าไปสุดซอยจะเจอกับวัดบางอ้อยช้าง หรือมาจากทางถนนสิรินธรขาเข้า (ไปทางสะพานกรุงธน) เลี้ยงซ้ายเข้า ถ.บางกรวย-ไทรน้อย ตรงไปเรื่อยๆ จนถึงแยกที่จะเลี้ยวขวาขึ้นสะพานพระราม 5 ก่อนถึงแยกเล็กน้อยด้านซ้ายมือเป็น ซ.บางกรวย-ไทรน้อย 29 มีซุ้มประตูวัดบางอ้อยช้าง ตรงเข้าไปสุดซอยจะเจอกับวัดบางอ้อยช้าง ปัจจุบันมีเรือนำเที่ยวแวะขึ้นที่ท่าเรือวัดบางอ้อยช้างด้วย
โดย : หนุ่มลูกทุ่ง ที่มา : //www.manager.co.th
| Create Date : 15 พฤษภาคม 2553 |
|
1 comments |
| Last Update : 15 พฤษภาคม 2553 12:18:40 น. |
| Counter : 2775 Pageviews. |
|
 |
|
หนูอาจจะโมโหจนฆ่าตัวตายก็ได้ ยังไงก็ช่วยหน่อยนะค่ะขอบคุณมากๆค่ะ