ความรู้คือประทีป
Group Blog
 
 
กุมภาพันธ์ 2550
 
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728 
 
11 กุมภาพันธ์ 2550
 
All Blogs
 
มะละกา..Melaka..Malacca





ยังจำกันได้ไหม ?


เมื่อสมัยวัยเด็ก ตอนที่เรียนวิชาประวัติศาสตร์ จะมีเมืองท่าสำคัญอยู่เมืองนึงที่มักถูกกล่าวถึงอยู่เป็นประจำ..นั่นคือเมือง " มะละกา " หรือไม่ก็ " ช่องแคบมะละกา " ว่าแต่เมืองมะละกานี่มันมีอาไรน่าสนใจเหรอ...

ถ้าอยากรู้จัก...ตามาดูกันได้เลยครับ...ผมจะพาเที่ยวเอง..

รูปแรกนี่เป็นหอนาฬิกากับน้ำพุแถว Dutch Square..




มะละกา เป็นเมืองท่าที่สำคัญเมืองหนึ่ง ในคาบสมุทรมลายูแห่งนี้ ปัจจุบันเป็นรัฐที่ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศมาเลเซีย ถ้านึกแผ่นที่กันออกก็จะอยู่ตรงข้ามกับเกาะสุมาตรา โดยมีช่องแคบมะละกากั้นอยู่...เขาว่ากันวันไหนที่ท้องฟ้าเปิดมากๆ จะมองข้ามไปเห็นเกาะสุมาตราอยู่..ลิบ..ลิบ.เลยทีเดียว

อันนี้เป็นโบสถ์ เซนต์ พอล (St. Paul Church )อายุหลายร้อยปี สร้างโดยชาวโปรตุเกส ตั้งอยู่บนเนินเขา แต่ต่อมาถูกพวกดัชท์ เปลี่ยนไปเป็นที่ฝังศพผู้มีชื่อเสียง และขุนนาง ต่างๆ



ชื่อของเมืองนี้ก็ทำเอาผมปวดหัวสะเหลือเกิน บางครั้งก็เขียนว่า " Malacca " (คาดว่าน่าจะเป็นภาษาอังกฤษ) เดินไปอีกที่ก็เขียนว่า "Melaka " (อันนี้ก็สัณนิษฐานว่าเป็นภาษามาเลย์) " แต่เอาเป็นว่าพี่ไทยของเราเรียกว่า เมือง"มะละกา" ก็แล้วกันนะครับ ซึ่งในภาษามาเลย์นั้นชื่อเมืองแปลว่า" ต้นมะขามป้อม " ไม่ใช่ต้น มะละกอ อย่างที่บางคนกำลังจะเดากันนะเอออ..มีที่มาที่ไปยังไงถึงได้ตั้งชื่อว่าเมืองมะขามป้อม ก็ไปลองหาอ่านกันนะครับ หรือเมลล์มาถามผมได้..เพราะเรื่องมันยาวววว


รูปนี้ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ของเมืองนี้ เป็นโบสถ์คริสถ์ Protesatant สีแดงสด สร้างในปี 1753 โดยชาวดัชท์




ด้วยการที่มีเมืองมะละกาแห่งนี้ตั้งอยู่ในบริเวณที่ลมมรสุมทั้งสองด้านพัดผ่านมาบรรจบกัน จึงทำให้เป็นเมืองท่าที่สำคัญ ในช่วงมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ เรือจากจีนและ อินโดนีเซียก็แล่นมาทำการค้า...ในขณะเดียวกันเมื่อถึงช่วงลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ พ่อค้าวาณิชจากทางฝั่งอินเดีย..เปอร์เซีย..และแถบยุโรป ก็มาทำการค้าเช่นกัน ดังนั้นเมืองท่าแห่งนี้จึงคราคร่ำไปด้วยพ่อค้านานาชาติที่พลัดเปลี่ยนมาค้าขายอยู่เนืองนิจ



แต่อย่างไรก็ดี....เพราะความที่เมืองมะละกาเป็นเมืองท่าหลักในแถบภูมิภาคนี้ จึงเป็นที่ต้องตาต้องใจของชาติที่มีอิทธิพลทั้งหลายในยุคนั้น....จากเดิมที่ปกครองกันด้วยชนท้องถิ่นชาวมลายูอย่างสันติ...แต่ในที่สุดเมืองมะละกาก็ถูกชาติตะวันตกไล่ล่าและผลัดเปลี่ยนเข้ามายึดครองเป็นเจ้าอาณานิคมอยู่นานนับร้อยปี

อันนี้เป็นรูป Dutch Square อีกมุมนึงครับ..สถาปัตยกรรมของดัชท์แถบนี้เขาจะทาสีตึกเป็นสีแดง..ถนนตรงบริเวณนี้ก็จะปูด้วยอิฐบล๊อกดูเก่าๆ ดีครับ





เริ่มจากชาติที่มีความเจริญทางด้านการเดินเรือที่สุดในยุคสมัยนั้นอย่างโปรตุเกสที่เข้ามายึดมาละกาได้ไนปี1511-1641 จากนั้นเมืองนี้ก็ถูกปกครองโดยชาวฮอลันดาในปี1641-1795 และติดตามมาด้วยชาวอังกฤษในปี 1795-1941 ต่อจากนั้นก็ถูกปกครองโดยชาวญี่ปุ่นเป็นช่วงสั้นๆในช่วงปี 1941-1945 ก่อนที่อังกฤษจะกลับมาปกครองอีกครั้งในปี 1945-1957 จนกระทั่งในปี 1957 มาเลเซียจึงได้ประกาศอิสรภาพและนับแต่นั้นมาเมืองท่าแห่งนี้ก็กลับมาปกครองโดยชาวมลายูท้องถิ่นดังเเดิม ด้วยเหตุนี้เองผู้คนแถบนี้จึงมีความหลากหลาย ทั้งทางด้านชาติพันธุ์...ศาสนา..รวมจนถึงวัฒนธรรม แต่กาลเวลาก็ได้หล่อหลอมเอาความหลากหลายเหล่านี้ไว้ด้วยกัน และนี่ก็คงเป็นอีกหนึ่งเสน่ห์ของเมืองมะละกาแห่งนี้...ความหลากหลาอย่างกลมกลืนและลงตัว…

นี่เป็น Art Gallery ครับ เมืองนี้มี Museum เยอะมากใครชอบเที่ยวแนวนี้ไม่น่าพลาดครับ




เรามาดูกันสิว่าเมืองมะละกาแห่งนี้มีความหลากหลายยังไงบ้าง....ตามมากันเลยครับ

รูปนี้เป็นมัสยิดเก่าแก่แห่งหนึ่งของเมืองนี้..ชื่อว่า Kampong Kling Mosque (ถ้าจำไม่ผิด Kampong น่าจะแปลว่า Village ) มัสยิดนี้สร้างเสร็จในปี 1748 ก็ประมาณ250 กว่าปีแล้วเก่าพอดู มีสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานกันหลายแบบ ถ้าสังเกตุดูให้ดีหอสูงๆ นั่นลักษณะคล้ายกับเจดีย์ และมัสยิดนี้ไม่ได้สร้างเป็นโดม เหมือนกับที่อื่นๆ แต่เป็นศิลปะแบบสุมาตรา ในช่วงที่ได้รับอิทธิพลจาก ศาสนา ฮินดู





ส่วนนี้เป็นโบสถ์ของพราหมณ์-ฮินดู ตั้งอยู่ใกล้ๆ กันเลยครับ




เดินถัดมาอีกก็จะเป็นวัดจีนครับ...ตั้งอยู่ละแวกเดียวกันเลย วัดนี้ก็เป็นวัดเก่าแก่อีกวัดอีกวัดหนึ่งครับ ชื่อว่าวัด Kuil Cheng Hoon Teng temple สร้างขึ้นตั้งแต่ชาวจีนกลุ่มแรกๆ มาตั้งถิ่นฐานที่เมืองมะละกาแห่งนี้ ตั้งแต่ปี 1673 ชื่อวัดนี้แปลว่า Green Clouds temple นับเป็นวัดจีนที่เก่าแก่ที่สุดของเมืองนี้



ลวดลายบนหลังคาเป็นปูนปั้น ประดับกระเบื้องเคลือบสวยงามมากครับ





อย่างที่ได้เล่าไปแล้วนะครับว่าที่นี่มีคนกันหลากหลาย..ชุมชนชาวจีนที่นี่ก็นับว่าใหญ่มาก และที่สำคัญตึกรามบ้านช่องแถบนี้ส่วนมากก็สร้างแบบ ชิโน-โปรตุกีส แถบถนนTun Tan Cheng Lock กับ Hang Jebat จะหาดูได้มากมาย..สวยงามมาก ..บางบ้านมองเข้าไปแล้วเหมือนโรงเตี๊ยมเก่าๆ ในหนังจีนเมื่อร้อยกว่าปีมาแล้วครับ...




ระหว่างตึกจะมีทางเชื่อมต่อกันเพราะแถบนี้ฝนจะตกบ่อย เวลาคนเดินทางมาซื้อขายของกันจะได้สะดวก เขาเลยสร้างหน้าบ้านไว้ให้ป้องกันฝนสาดได้





เดินแถวมาเรื่อยๆ ก็ถึงแถบตลาดขายของเก่าครับ..มีของเก่าแบบจีนๆๆ เยอะแยะมากมายราคาต่อรองกันได้ไม่ถึงกับว่าสูงมากนัก..ตัวผมเองก็อยากซื้อกลับมาบ้าง แต่คิดไปคิดมา....กลัวผีจีน-มาเลย์ ไม่กล้าซื้อกลับมาเมืองไทยเดี๋ยวเผื่อเจ้าของเก่าเขาจะทวงกลับ..เป็นเรื่องเลย..ต้องมามาเลย์อีกรอบ

อันนี้เป็นนาฬิกาลูกตุ้มโบราณครับ



ส่วนนี้ก็เป็นแผ่นเสียงใหญ่ๆ เก่าๆ หลากหลายชาติ




อันนี้อยู่บนหลังคาชาวบ้านแถวนี้ครับเป็นหัวสิงโต..คาบกระจกใส อยู่ในปาก (แปลกหว่า...ไม่ได้คาบแก้ว) อาจจะใช้แก้เคล็ดทางฮวงจุ้ยบางประการเพราะบ้านหลังนี้มีถนนพุงตรงมาเป็น 3 แยกครับ ( อันนี้เดาๆ เอานะครับ)




ส่วนนี้ก็เป็นส่วนของหลังคาร้านอาหารละแวกนี้เก๋ดีครับ...เพราะผมชอบลูกโลกเป็นการส่วนตัวครับ




อีกหนึ่งความหลากหลายของที่นี่ครับ...ชาวอินเดียก็เยอะเหมือนกัน..ส่วนตัวแล้วชอบภาพนี้ครับมันดูหลากหลายดี..หญิงชาวอินเดียในชุดส่าหรี..เดินมากับหญิงอีกคนหน้าตาอินเดียแต่แต่งชุดลำลอง..เดินผ่านมาแถบย่านที่มีตึกทรงชิโน-โปรตุกีสสีแสบสัน..แถมแผ่นป้ายประกาศข้างหลังก็มีภาพพระพุทธรูปสีทองสว่างสดใส.....และเขียนด้วยตัวอักษรเป็นภาษาจีนอีกครับ ดูแล้วหลากหลายดีครับ





ชอบรูปนี้ด้วยครับ..น่ารักดีเจี๊ยก..เจี๊ยก..อุรังอุตัง




อ้าว..คราวนี้เดินกลับมาเจอโบสถ์คริสต์อีกแล้วครับ ชื่อโบสถ์เซนต์ฟรานซิส เซเวียร์สร้างในปี ค.ศ. 1849 เป็นของนิกายโรมันคาทอลิก สร้างโดยบาทหลวงฟาร์ฟแห่งคณะฑูตฝรั่งเศส เป็นศิลปะแบบโกธิคสร้างขึ้นเพื่ออุทิศแด่นักบุญฟรานซิส เซเวียร์ ชึ่งเป็นผู้ที่เผยแผ่ศาสนามายังดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แถบนี้ครับในศตวรรษที่ 16 ( ผมม่ายแน่ใจว่าจะเกี่ยวของกับ ร.ร.เซนต์ฟรังค์รึคึป่าวครับ เห็นชื่อคล้ายๆกัน)





อันนี้เป็น Guest House ที่มาพักครับชื่อว่า Kancil..แรกๆ ก็ไม่สงสัยอะไรมากกับชื่อนี้แต่ว่าเที่ยวๆๆไปเจอเจอรถบางคันแปะสติ๊กเกอร์คำว่า Kacil อยู่เลยลองไปค้นดู เลยถึงบางอ้อว่า..มันเป็นชื่อกวาง (Mouse deer :แต่ผมว่ามันคล้ายๆกระจงยังไงไม่ทราบดิครับ ) ซึ่งถือว่าเป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ของเมืองนี้ เกี่ยวข้องกับประวัติการสร้างเมืองมะละกาเชียวหละครับ..ยิ่งใหญ่..ยิ่งใหญ่



ในบ้านหลังนี้เจ้าของตกแต่งโดยใช้ของเก่าๆ ที่เก็บสะสมไว้ดูแล้ว Classic ดีมากครับ..บ้านใครยังมีอยู่บ้างครับ จักรเย็บผ้ารุ่นนี้



แล้วด้วยการที่ว่าบ้านหลังนี้เป็นบ้านไม้เพราะฉะนั้นเวลาเดินชั้นบนจะต้องเดินอย่างเบาเท้าที่สุดเพื่อไม่ให้เป็นการรบกวนแขกที่มาพักท่านอื่น..ตรงทางขึ้นบรรไดเลยต้องบอกกล่าวกันสะหน่อย..เดินกันเบาๆ นะลูก อย่าวิ่งดังดัง...แม่ไม่ปลื้ม..อิอิอิ




เอาหละครับ..พอหอมปากหอมคอแค่นี้ก่อนแล้วกันนะครับ...วันหลังมีเวลาว่างอีกเมื่อไหร่แล้วจะมาโพสต์เพิ่มอีก..ยังไงก็ช่วยกัน comment กันด้วยนะครับว่าภาพที่ถ่ายมาเป็นยังไงบ้าง ขอบคุณครับ

free counters


Create Date : 11 กุมภาพันธ์ 2550
Last Update : 3 มิถุนายน 2553 0:39:42 น. 5 comments
Counter : 2330 Pageviews.

 
บ้านเมืองดู classic มาก น่าไปเที่ยวจริงๆครับ


โดย: กะได วันที่: 12 กุมภาพันธ์ 2550 เวลา:7:46:44 น.  

 
สวยจังค่ะ ไม่เคยคิดว่าจะเป็นงี้อ่ะ
น่าไปแฮะ ขอบคุณนะค๊า


โดย: NiToRiA วันที่: 12 กุมภาพันธ์ 2550 เวลา:17:40:58 น.  

 
เพิ่งได้เข้ามาเยี่ยมเจ้าค่ะ
รูปพี่แมกซ์สวยจัง ของเราไปตอนเมฆมาก ฝนตกแดดออก สีแปลกๆไม่สวยเลย งือ


โดย: marinepig วันที่: 30 เมษายน 2552 เวลา:14:49:23 น.  

 
เราจะไป ฮันนีมูนที่นี่ล่ะ เลยเข้ามาเก็บข้อมูล

รูปสวยมากๆ


โดย: Halimeda Lover วันที่: 3 มกราคม 2553 เวลา:23:07:56 น.  

 
เป็น blog มาเลย์ และแปลภาษามาเลย์ได้ดีจริงๆครับ


โดย: ต้าโก่ว วันที่: 12 กรกฎาคม 2554 เวลา:8:39:13 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

Oceanophila
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




อดีตคือรากฐานของปัจจุบัน... ปัจจุบันคือรากฐานของอนาคต..
Friends' blogs
[Add Oceanophila's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.