Live another day...
Group Blog
 
<<
พฤศจิกายน 2551
 
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
30 
 
24 พฤศจิกายน 2551
 
All Blogs
 
หมอหมากับยาใจ : ตอน 6.นับหนึ่งอีกครั้ง

6.นับหนึ่งอีกครั้ง

อิสระครั้งที่สองทำให้ช่อม่วงรู้ตัวว่า เธอจะต้องรอบคอบในการใช้ชีวิตมากกว่าเดิม การตัดสินใจใด ๆ ที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้ จะต้องผ่านการคิดไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วนเสียก่อน


“เฮ้อ ขนาดเลือกบริษัทที่คิดว่าดูดีมีความมั่นคงแล้วนะ ยังไม่วายเจอคนใส่หน้ากากเข้าหากันจนได้สิน่า”

หญิงสาวบ่นพลางพับผ้าใส่กระเป๋า เย็นนี้เธอจะกลับบ้านพร้อมเสื้อผ้าสามสี่ชุด จากที่เคยคิดว่าจะฝากชีวิตหน้าที่การงานไว้ที่นี่ เห็นทีคงต้องทบทวนใหม่
ปัญหาไม่ได้อยู่แค่ว่าต้องหางานทำให้ได้ แต่ยังรวมไปถึงการหาเพื่อนร่วมงานดี ๆ ให้ได้ด้วย ซึ่งไม่ใช่ของง่ายเลย และคงไม่ทุกคนที่จะโชคดีได้พบงานในตำแหน่งที่ดี และได้เพื่อนร่วมงานดี ๆ สำหรับเธอ ตอนนี้มันเป็นแค่ฝันกลางวันเท่านั้น

สัญญาเช่าห้องพักถูกวางไว้บนโต๊ะอย่างไม่ใส่ใจ ช่อม่วงคิดว่า บางทีเธออาจจะไม่ต้องการมันแล้วก็ได้ คราวนี้คงได้กลับไปอยู่บ้านเป็นเรื่องเป็นราวเสียที

“กลับไปเป็นแม่ค้าก็ไม่เห็นจะมีอะไรเสียหายนี่เนอะ”

หญิงสาวบอกกับตัวเองเช่นนั้น แม้ในใจลึก ๆ จะยังรู้สึกเสียดายชีวิตฟู่ฟ่าแบบคนเมืองอยู่ก็ตาม...

เสียงเดินในจังหวะคุ้นหูมาพร้อมกับใบหน้าเรียบเฉย ช่อม่วงผลักประตูรั้วเบา ๆ ตั้งใจจะเดินเข้าบ้านอย่างเงียบ ๆ หากมัจฉานุหันมาเห็นเข้า จึงร้องทักก่อนที่เธอจะเดินพ้นจากลานกว้างหน้าบ้าน

“ช่อ ทำไมวันนี้กลับเร็วจัง ยังไม่ถึงวันศุกร์ไม่ใช่เหรอ หรือว่าพรุ่งนี้บริษัทให้หยุด” ชายหนุ่มถามพาซื่อ ไม่รู้ตัวเลยว่ากำลังจี้จุดน้อยใจของอีกฝ่ายเข้า
ช่อม่วงหันไปมองหน้าเขา ใจหนึ่งก็อยากตอบกลับไปแรง ๆ แต่เพราะรู้ว่าพี่ชายคนนี้คงถามตามประสาคนรู้จักอีกทั้งยังเป็นเพื่อนบ้านที่สนิทสนมกัน เมื่อมีอะไรเปลี่ยนแปลง เขาจึงเห็นผิดสังเกตก่อนเป็นธรรมดา

“เปล่าค่ะพี่ ช่อลาออกแล้วค่ะ”

“อ้าว เพิ่งไปทำได้เดือนเดียวเองไม่ใช่เหรอ”

“ค่ะ เดือนเดียวก็ไม่ไหวแล้วละพี่นุ เจอแต่พวกจอมปลอม ช่ออึดอัดเต็มทีแล้ว” เธอว่า

ชายหนุ่มพยักหน้าอย่างเข้าใจ แม้ไม่รู้รายละเอียดแต่ก็พอเดาได้ว่าหญิงสาวตรงหน้าได้พบเจออะไรมาบ้าง เขาเองก็เคยผ่านการทำงานร่วมกับคนอื่นมาแล้ว ปัญหาเรื่องความไม่จริงใจต่อกัน เหมือนจะเป็นเรื่องปกติที่พบเจอได้ในทุกสังคม

“แล้วเราคิดไว้หรือยังว่าจะทำอะไรต่อ หรือจะหางานใหม่อีก”

ช่อม่วงผ่อนลมหายใจออกมาเบา ๆ นิ่งคิดใคร่ครวญก่อนจะตอบออกมาว่า
“หนนี้คงต้องขอพักก่อนล่ะค่ะพี่ ช่อปล่อยให้แม่กับพี่พุดทำขนมอยู่ตั้งนานแล้ว คงถึงเวลาที่ต้องกลับมาช่วยงานที่บ้านแล้วล่ะ”

“ก็ดีเหมือนกันนะ เข้าท่าดี” มัจฉานุอมยิ้ม ใจยังนึกอะไรต่ออีกมากมาย

“ช่อขอตัวก่อนนะพี่ กลับบ้านกะทันหันอีกแล้ว แม่กับพี่พุดยังไม่รู้เรื่องเลย สงสัยคราวนี้คงเลิกหวังอะไรกับช่อแล้วล่ะ ทำงานกี่ที่ มีปัญหาทุกที่ ให้มันได้อย่างนี้สิน่า” แล้วเธอก็หัวเราะออกมา ตั้งใจกลบเกลื่อนความรู้สึกผิดหวังและเสียใจในตัวเอง

“อย่าเพิ่งคิดไปเองสิ ไปถามแม่กับพี่พุดก่อน บางทีป้าปลายอาจจะดีใจก็ได้นะที่ช่อกลับมาอยู่บ้านสักทีน่ะ”

“ช่อก็อยากให้เป็นอย่างนั้นเหมือนกันค่ะ”

สายตาของช่อม่วงเบนกลับไปที่ชั้นสองของบ้านโดยอัตโนมัติ มีหลายเรื่องที่เธอต้องบอกเล่าให้แม่กับพี่สาวได้ฟัง สิ่งที่หญิงสาวต้องการตอนนี้คือได้พักใจสักระยะ ความไม่แน่นอนในชีวิตทำให้ท้อจนแทบหมดแรง และบ้าน...ก็คือที่พักทั้งกายและใจที่เธอต้องการ...

.
ขนมหวานหลายชนิดถูกบรรจุลงถุงพลาสติก ทั้งที่ตั้งใจว่าจะลดการใช้ผลิตภัณฑ์ชนิดนี้ แต่พอเอาเข้าจริง พุดกรองก็ต้องยอมรับว่าหล่อนยังต้องพึ่งพามันอยู่ ขนมประเภทถั่วเขียวต้มและเต้าส่วนจึงถูกตักใส่ถุงพลาสติกดังเดิม

“สุดท้ายก็ยังต้องใช้มันอีกจนได้ เฮ้อ...”

พุดกรองถอนหายใจยาว ยอมรับความจริงที่หนีไม่พ้น

“พี่พุดคะ... ช่อกลับมาแล้วค่ะ”

เสียงพูดเบา ๆ จากด้านหลังทำให้พุดกรองรีบหันไปมองทันที พบว่านอกจากกระเป๋าสะพายแล้ว น้องสาวของหล่อนยังหอบหิ้วกระเป๋าใส่ของมาอีกใบหนึ่งด้วย

“อ้าว ทำไมกลับเร็วล่ะช่อ”

พุดกรองสำรวจเครื่องแต่งกายของช่อม่วง พอเห็นเสื้อยืดกับกางเกงสีดำลักษณะคล้ายชุดลำลองก็แทบจะไม่ต้องเดาแล้วว่าช่อม่วงกลับบ้านเร็วเพราะอะไร

“หรือว่า...”

“ค่ะ ช่อตกงานอีกแล้วค่ะพี่ เพิ่งลาออกสด ๆ ร้อน ๆ เมื่อเช้านี้เอง” หญิงสาวตอบหน้าเป็น ทำเหมือนไม่ใช่เรื่องใหญ่

“ทำไมล่ะ มีปัญหาอะไรอีกเหรอ รึว่าโดนเค้าบีบให้ออก ?”

คำถามของพุดกรองทำให้คนฟังอมยิ้ม ช่อม่วงส่ายหน้าเบา ๆ บอกเหตุผลเพียงสั้น ๆ

“ก็ไม่เชิงค่ะ ปัญหาเรื่องคนนั่นแหละพี่ งานหนักช่อไม่ท้อหรอกนะ แต่ปัญหากับคนด้วยกันนี่สิ สาหัสยิ่งกว่างานซะอีก ช่อทนให้เค้าดูถูกอาชีพทำขนมของบ้านเราไม่ได้หรอกค่ะ”

ช่อม่วงวางของไว้บนเก้าอี้ในครัว เธอเดินไปที่ตู้เย็นและเทน้ำเปล่าใส่แก้วแล้วจึงมาคุยกับพี่สาว

“คนพวกนั้นน่ะ ต่อหน้าก็พูดดี ลับหลังก็จับกลุ่มนินทา แบ่งเขาแบ่งเราว่าตัวเองเป็นพวกมีการศึกษาสูง เขาไม่อยากเป็นลูกน้องช่อกันหรอกค่ะ เพราะช่อจบแค่มหาวิทยาลัยเปิดธรรมดา คนพวกนั้นก็เลยยิ่งไม่อยากข้องเกี่ยวกับช่อเข้าไปใหญ่ ที่มาพูดดีด้วยก็เพราะเรื่องงานเท่านั้น ช่อคิดว่าช่อคงไม่จำเป็นต้องทนกับเรื่องบ้า ๆ พรรค์นี้หรอกนะคะ ไหน ๆ ก็ได้ชื่อว่าเป็นลูกสาวแม่ค้า ช่อก็จะลองเป็นแม่ค้าดูสักตั้ง ให้มันรู้กันไปเลยว่าเป็นแม่ค้าแล้วจะเอาดีไม่ได้”

ใบหน้าขึงขังเอาจริงเอาจังของช่อม่วงทำให้พุดกรองถึงกับเผยยิ้มออกมา แม้จะรู้ว่านี่เป็นทางเลือกแบบจำยอม แต่หล่อนก็ดีใจ

“ดีแล้ว อยู่ใกล้แม่ แม่จะไม่ได้เป็นห่วง”

หญิงสาวยิ้มรับด้วยใบหน้าราบเรียบ ยากจะคาดเดาได้ว่าเจ้าตัวกำลังคิดอะไรอยู่ พุดกรองมองตอบอย่างเข้าใจ น้องสาวหล่อนก็เป็นแบบนี้ ชอบเก็บความรู้สึก มีปัญหาอะไรก็มักจะขบคิดคนเดียว และจะบอกกับทุกคนก็ต่อเมื่อตัดสินใจด้วยตัวเองไปเรียบร้อยแล้ว

“ช่อเอาของไปเก็บก่อนนะคะ เดี๋ยวจะลงมาช่วย” หญิงสาวยิ้มแก้มปริ มองบรรดาขนมหวานมากมายที่กำลังรอให้บรรจุลงถุง

“อือ ดีแล้วล่ะ ไปอาบน้ำอาบท่าให้สบายตัวก่อนก็ได้นะ ไม่ต้องรีบหรอก ยังมีขนมอีกตั้งเยอะ ได้ทำจนเบื่อแน่ยายช่อ”

ช่อม่วงหัวเราะอย่างอารมณ์ดี

“งั้นเดี๋ยวมานะคะ”

กระเป๋าถูกหยิบขึ้นอย่างรวดเร็ว ช่อม่วงเดินขึ้นไปชั้นบนด้วยท่าทีที่ดูเหมือนร่าเริง แต่ก็เป็นแค่ท่าทางภายนอกเท่านั้น เมื่อเข้าไปในห้อง เธอก็ล้มตัวนอนอย่างหมดแรง ดวงตาดำขลับมองเหม่อขึ้นไปยังเพดาน ลวดลายบนเนื้อไม้ยังไม่สับสนเท่าความคิดของเธอในตอนนี้เลยด้วยซ้ำ

“ต้องได้สิ เธอต้องทำได้”

หญิงสาวกระซิบบอกตัวเองเช่นนั้น...

.
ผ่านไปราวห้านาที ช่อม่วงจึงกลับไปในครัวอีกครั้ง คราวนี้ทั้งแม่และพี่สาวนั่งรออยู่พร้อมหน้า ช่อม่วงมองหน้าแม่ไม่เต็มตา ความผิดหวังจากการทำงานยังเผาใจให้ร้อนรุ่ม ขณะเดียวกัน หญิงสาวก็รู้สึกผิดต่อแม่ที่ไม่สามารถรักษาหน้าที่การงานที่ดีเอาไว้ได้

“เป็นยังไงบ้างลูก ไหนมานั่งใกล้ ๆ ซิ”
เนื้อเสียงอ่อนโยนของปลายคล้ายสิ่งปลอบประโลมความรู้สึกอันย่ำแย่ของช่อม่วง เธอเข้าไปใกล้แม่แล้วนั่งลงกับพื้น สองมือบรรจงกราบแทบตักของแม่บังเกิดเกล้า

“ขอโทษด้วยนะคะแม่ ช่อทำให้แม่ผิดหวังอีกแล้ว...”

ปลายส่ายหน้า นางไม่เห็นว่านี่เป็นเรื่องเลวร้าย

“อะไรกัน ผิดหวังอะไรที่ไหนล่ะ แม่ไม่ได้หวังอะไรสักหน่อย ทำงานกับคนเยอะ ๆ มันก็แบบนี้ล่ะลูก ร้อยพ่อพันแม่ จะให้คิดเหมือนกันหมดคงเป็นไปไม่ได้ หนูกลับมาอยู่บ้านก็ดีแล้ว มาช่วยแม่กับพี่พุดทำขนมดีกว่า สบายใจด้วยนะลูก เราทำของเราเอง ได้เองใช้เอง เป็นเจ้านายตัวเองไม่ต้องไปเป็นลูกน้องใคร สบายออก”

“งั้นพรุ่งนี้ ช่อจะลงมาช่วยเป็นลูกมือให้แม่อีกคนนะคะ”

“ไม่ต้องรอเลยช่อ นี่ไง พี่มีขนมให้เธอช่วยเอาใส่ถุงอีกตั้งเยอะ” พุดกรองรีบแทรก เพราะเห็นท่าว่าน้องสาวจะลืมเรื่องที่เพิ่งคุยกันเมื่อครู่เสียแล้ว

ช่อม่วงหัวเราะ พลางลุกไปประจบพี่สาว

“โธ่พี่พุด ช่อไม่ลืมหรอกน่า มีอะไรให้ช่อทำบ้างล่ะ สั่งมาเล้ย”

พุดกรองชี้ไปยังถาดใส่ขนมเม็ดขนุน ทองหยอด และฝอยทอง

“โน่นไง ตักใส่ถุงอย่างละหน่อย เม็ดขนุนกับทองหยอดใส่อย่างละ 10 เม็ด ฝอยทองใส่ก้อนเดียวพอ แล้วก็มัดปากถุงให้ดี ๆ ล่ะ อย่าให้แฟบเกินหรือพองเกินไปนะ มันจะดูไม่น่ากิน”

“ได้เลยค่ะคุณพี่ขา”

รับคำเสร็จช่อม่วงก็รีบกุลีกุจอไปทำตามคำสั่งของพี่สาวทันที ปลายแอบหัวเราะในความเจ้ากี้เจ้าการของลูกสาวคนโต และเมื่อเห็นสองพี่น้องช่วยกันบรรจุขนมอย่างขยันขันแข็งผู้เป็นแม่ก็ยิ้มอย่างสบายใจ

.
ชีวิตในสถานะคนว่างงานครั้งใหม่เริ่มขึ้นตอนตีห้า ช่อม่วงรีบลุกมาทำธุระส่วนตัว จากนั้นก็รีบเข้าครัว แต่ก็ยังช้ากว่าแม่กับพี่สาว ทั้งปลายและพุดกรองเข้าครัวมาเตรียมของตั้งแต่ตีสี่แล้ว

“อรุณสวัสดิ์ค่ะ โห แม่กับพี่พุดตื่นเช้าจัง ช่อว่าตัวเองตื่นเร็วแล้วนะ ยังไม่ทันเลย”

ปลายหันมาส่งยิ้มอบอุ่นให้บุตรสาว

“ปกติก็ตื่นกันเวลานี้แหละจ้ะ ถ้าไม่รีบลุกแต่เช้ามืดแบบนี้ จะเตรียมของไปขายไม่ทันก่อนสว่างน่ะ แล้วหนูล่ะ ตื่นเช้าแบบนี้ไม่ง่วงแย่เหรอ”

“ไม่ง่วงหรอกค่ะ ปกติเวลาไปทำงาน ช่อก็ตื่นราว ๆ นี้ล่ะค่ะ”

“งั้นพรุ่งนี้ตื่นเร็ว ๆ กว่านี้หน่อยนะจ๊ะ จะได้มาช่วยพี่ทำถั่วกวน” พุดกรองบอกน้องสาว

“หือ ถั่วกวนเหรอคะ แหม ช่อเคยแต่กินซะด้วย ยังไม่เคยทำเองสักที”

“งั้นดีเลย ลองทำเองจะได้รู้ว่าเมื่อยขนาดไหน”

คนฟังย่นจมูก ทำหน้าเหมือนกำลังกินยาขม

“โห พี่พุดขู่ซะน่ากลัวเลย แล้วช่อจะทำไหวเหรอเนี่ย”

พุดกรองหัวเราะเบา ๆ ปลอบใจน้องรักให้พร้อมสำหรับพรุ่งนี้

“เถอะน่า อีกหน่อยก็ชิน”

“งั้นช่อจะพยายามนะคะ แม่กับพี่พุดเป็นกำลังใจให้ด้วยล่ะ”

ปลายกับพุดกรองมองหน้ากันแล้วอมยิ้ม

“ได้สิ แม่จะสอนให้เองเลยล่ะ”

“ขอบคุณค่ะ” ช่อม่วงยิ้มประจบ จากนั้นก็เดินไปหาพี่สาวที่กำลังง่วนอยู่กับการตักขนมใส่ถุง ถั่วเขียวต้มและขนมเต้าส่วนถูกตักใส่ถุงไปเกือบครึ่งหม้อแล้ว จะเหลือก็แค่ขนมลูกเดือย ข้าวเหนียวแดงเปียก และเผือกบวชเท่านั้น

“ให้ช่อช่วยไหม” หญิงสาวเสนอตัว

“เอาสิ จะได้เสร็จเร็ว ๆ” พุดกรองเงยหน้าขึ้นตอบขณะที่มือยังตักขนมไม่หยุด

ช่อม่วงเอื้อมมือไปหยิบถุงพลาสติกกับยางรัดของมาจำนวนหนึ่ง เห็นพี่สาวตักขนมถุงละสองทัพพีก็ทำบ้าง ไม่นาน ขนมหวานทั้งหมดก็พร้อมขนย้ายไปไว้ที่รถเข็น

.
ปลายประคองถาดใส่ห่อข้าวเหนียวหน้าสังขยาอย่างระมัดระวัง นางวางถาดขนมไว้บนแคร่ก่อนจะหันไปลากรถเข็นออกมาจากที่พักรถ อีกด้านหนึ่ง พุดกรองกับช่อม่วงกำลังช่วยกันยกหม้อขนมหวานออกมา กว่าจะเอาขนมลงมาหมด ทั้งสามก็เดินขึ้นเดินเข้าออกอยู่หลายเที่ยว

“โห เห็นมันไม่หนักเท่าไหร่ แต่ยกไปยกมาหลาย ๆ เที่ยวก็เมื่อยเหมือนกันนะคะ แม่กับพี่พุดเก่งจัง ช่อยกแค่วันเดียวก็เมื่อยหลังจะแย่” หญิงสาวทำหน้าเหยเกพลางเอี้ยวตัวไปมา

“แรก ๆ ก็เมื่อยแบบนี้แหละจ้ะ แต่พอทำไปนาน ๆ ก็ชิน” ปลายว่า

พุดกรองวางหม้อขนมใบสุดท้ายลง แล้วจึงเดินมานั่งบนแคร่กับช่อม่วง

“ยกของแค่นี้ก็บ่นซะแล้ว จะไหวเหรอเรา”

“แหม ก็ช่อยังไม่ชินนี่พี่...” ช่อม่วงบ่นกระปอดกระแปด วันแรกยังปวดเมื่อยขนาดนี้ กว่าร่างกายจะชินกับการใช้แรงงาน เธอคงต้องใช้เวลาอย่างน้อยสองถึงสามวัน

“งั้นวันนี้ช่ออยู่บ้านแล้วกันนะลูก คอยดูบ้านให้แม่แล้วกัน สาย ๆ เดี๋ยวก็กลับแล้ว”

ช่อม่วงเงยหน้ามองแม่ อยากจะอ้อนขอตามไปช่วยขายของด้วย แต่ยังไม่ทันปริปาก ปลายก็ชิงห้ามเสียก่อน

“เถอะน่า หนูอยู่บ้านพักผ่อนไปก่อน อีกสักสองสามวันค่อยไปช่วยแม่ที่ตลาดก็ได้นะ สลับกับพุดกรอง ดีไหม”

ข้อเสนอของแม่ทำให้ช่อม่วงยิ้มออก รีบตอบรับแต่โดยดี

“อย่างนั้นก็ได้ค่ะ ให้ช่อไปช่วยแม่สลับกับพี่พุดก็ดีเหมือนกัน พี่พุดจะได้มีเวลาพักบ้าง หาเวลาไปช้อปปิ้งซื้อเสื้อผ้าสวย ๆ ก็ดีนะพี่ คลายเครียดดีนักล่ะ”

“ยังไม่ทันไรเลย จะชวนพี่เสียเงินซะแล้ว เรานี่นะ จริง ๆ เลย”

พุดกรองอยากจะเอ็ดน้องแต่ก็พูดได้ไม่เต็มปาก นึกเห็นใจที่ตัวช่อม่วงเองก็เพิ่งว่างงาน คงไม่อยากฟังเรื่องสาระจริงจังมากนัก

ช่อม่วงหลิ่วตา ทำหน้าล้อเลียน

“ไม่แน่น้าพี่พุด ถ้าวันไหนพี่พุดแต่งตัวสวย ๆ เก๋ ๆ ขึ้นมา แม่อาจจะได้ลูกค้าหนุ่ม ๆ เพิ่มขึ้นก็ได้นะ”

“เรานี่ พูดเล่นไปใหญ่แล้วนะ อย่าไปฟังยายช่อเลยแม่ ชอบพูดเล่นเรื่อยเปื่อย” ใบหน้าที่เป็นสีแดงระเรื่อ ทำให้สองแม่ลูกรู้ว่าคนพูดไม่ได้โกรธอย่างปากว่า

“แต่แม่ว่าเข้าทีดีนะลูก เปลี่ยนแปลงอะไรบ้างก็ดี จะได้รู้สึกคึกคักมีชีวิตชีวาไงลูก อีกอย่าง พุดก็ช่วยแม่ขายของมาตั้งหลายปีจนเพื่อนหนีหายไปกันหมดแล้ว ถ้ามีเวลาก็ออกไปเที่ยวเล่นบ้างก็ดีนะลูก ไปเปิดหูเปิดตา เจออะไรใหม่ ๆ บ้างจะได้สดชื่น”

“แม่ก็เห็นดีไปกับยายช่อด้วยเหรอคะ” พุดกรองถามมารดาของตน สีหน้าของหล่อนคล้ายกำลังคิดไปเองว่าการทำแบบนั้นไม่น่าจะมีประโยชน์อะไร
ปลายพยักหน้าทั้งยังสำทับอีกว่า

“จริงสิ แม่เห็นหนูทำงานเหนื่อยทุกวัน เลยอยากให้ไปพักผ่อนบ้างไง อยู่กับบ้านทุกวันแบบแม่ไม่ดีหรอก หูตาจะไม่กว้างไกลเหมือนใครเขา” ปลายพูดพลางลูบหัวลูกสาวคนโต “ไม่ต้องกลัวว่าแม่จะเหงาหรอก มีเจ้าช่ออยู่เป็นเพื่อนแล้ว รับรองไม่เหงาแน่”

“ใช่ค่ะ พี่พุดไม่ห่วงนะ ถ้าพี่พุดไปเที่ยว ช่อจะอยู่เป็นเพื่อนแม่เอง เอ๊ะ หรือจะไปกันให้หมดทั้งบ้านเลย” หญิงสาวเสนอความคิดด้วยนึกสนุก นานแล้วที่ทั้งสามไม่ได้ออกไปไหนพร้อมกัน

พุดกรองยิ้มรับ เห็นด้วยความคิดอันนี้

“อืม แบบนี้ค่อยเข้าท่าหน่อย ให้ไปคนเดียวพี่ไม่เอาหรอก ถนนอะไร ๆ ก็เปลี่ยนไปหมดแล้ว ขืนไปคนเดียว มีหวังหลงทางแน่...”

พอฟังคำพูดของพี่สาวจนจบประโยค ช่อม่วงก็หัวเราะออกมาทันที

“นั่นแน่ ที่แท้พี่พุดก็กลัวหลงทางนี่เอง มิน่า ถึงได้ไม่อยากไปไหน”

“ฮึ่ย อยากไปก็ส่วนอยากไปสิ ห่วงแม่ก็ส่วนห่วงแม่ อย่าเอามาปนกัน”

เมื่อได้ฟังลูกทั้งสองคุยกัน ปลายก็เกิดความคิดขึ้นมา

“อืม แบบนั้นก็ได้นะลูก เอาไว้เราค่อยคุยกันวันหลังแล้วกันนะ ไว้แม่จะเลือกวันหยุดสักวัน พวกเราจะได้ออกไปเที่ยวพร้อมหน้ากัน ดีไหม”

สองสาวพร้อมใจกันเทคะแนนให้กับความคิดนี้ทันที

“ดีค่ะ ช่อเห็นด้วย แม่จะได้พักผ่อนบ้าง”

“พุดล่ะ ว่าไง เห็นด้วยกับแม่ไหม” นางหันไปถาม

“เห็นด้วยค่ะแม่ พุดว่าแบบนี้ดีแล้วล่ะ ไปด้วยกันนี่แหละ สนุกดี”

“งั้นก็ตกลงตามนี้นะ” ปลายเงยหน้ามองฟ้า แสงระเรื่อเริ่มแตะปลายเมฆ เป็นสัญญาณของการทำงาน “พุด แม่ว่าเราไปตลาดกันเถอะ เดี๋ยวจะสาย”

“ค่ะแม่” หญิงสาวรับคำ พลางหันไปหาน้อง “ดูบ้านดี ๆ นะช่อ อย่าลืมให้อาหารเจ้าถุงเงินด้วยล่ะ”

“รับรองไม่ลืมค่ะ”

ช่อม่วงเดินไปเปิดประตูรั้วให้แม่กับพี่สาว พุดกรองเข็นรถออกไปช้า ๆ ตาก็คอยระวังว่าจะมีรถวิ่งสวนมาหรือไม่ พอแม่กับพี่สาวไปแล้ว ช่อม่วงจึงปิดประตูแล้วกลับเข้าไปในบ้าน

คล้อยหลังแค่ไม่กี่นาที ปรานนท์ก็แวะเอาน้ำเต้าหู้มาแขวนไว้ที่รั้ว ชายหนุ่มมองขึ้นไปที่ชั้นบน เห็นเจ้าของบ้านปิดประตูเงียบจึงไม่กล้าเรียก เขารู้จากปลายและพุดกรองแล้วว่าวันนี้ช่อม่วงอยู่บ้าน

“เสียดาย มาช้าไปหน่อย...”

สายตาของปรานนท์จับนิ่งอยู่ที่ตัวบ้าน แม้จะไม่ได้พบหน้าพูดคุย แค่เขาได้รู้ว่า ‘เธอ’ อยู่ในบ้านหลังนี้ก็พอใจแล้ว

ครูหนุ่มละสายตาจากบ้านไม้สองชั้น ความสุขภายในเป็นพลังให้เขารีบมุ่งหน้าไปทำภารกิจของตน สิ่งแรกที่เขาจะทำหลังจากเสร็จหน้าที่ในวันนี้ก็คือรีบกลับมาหาเธอผู้เป็นแรงใจของเขานั่นเอง...

.
หลังจากเดินไปส่งแม่กับพี่สาวแล้ว ช่อม่วงก็กลับเข้าห้องของตัวเอง เธอนั่งที่ขอบเตียงก่อนล้มตัวนอนข้างเจ้าแมวแสนรัก ปลายนิ้วเรียวยาวบรรจงแตะที่ลำตัวของมันอย่างทะนุถนอม

“อิจฉาแกจัง...”

ถุงเงินปรือตาขึ้นมามองหน้าเจ้านายของมันหน่อยหนึ่ง ก่อนจะหลับตาพริ้มสบายอารมณ์ มือของช่อม่วงเคลื่อนไปสัมผัสที่หัวของเจ้าแมวขนนุ่มเบา ๆ พลางคิดถึงเรื่องของตัวเอง

“เอายังไงดีนะ...”

แม้จะบอกแม่กับพี่สาวไปแล้วว่าจะอยู่ช่วยงานทำขนมที่บ้าน แต่ลึก ๆ แล้ว ใจของช่อม่วงก็ยังดิ้นรนอยากทำงานที่เงินเดือนสูง ๆ เพราะเธอเชื่อว่าสิ่งนั้นจะช่วยเป็นหลักประกันให้แก่อนาคตของครอบครัวได้ ทั้งสองจะได้ไม่ต้องเหนื่อยกับการทำขนมขายอีกต่อไป ทว่า ความไม่แน่นอนทั้งหลายที่เกิดขึ้นทำให้ช่อม่วงต้องหยุดคิด และมองชีวิตของตัวเองใหม่อีกครั้ง

“อิจฉาพี่นุจัง ได้ทำงานที่ตัวเองรัก แถมยังมีกิจการเล็ก ๆ ของตัวเอง แล้วยังได้อยู่ใกล้ป้านกด้วย คงจะมีความสุขน่าดู”

แล้วรอยยิ้มก็ผุดขึ้นที่ริมฝีปากเรียวสวย ในที่สุดเธอก็รู้แล้วว่าควรจะไปขอคำปรึกษาจากใคร...

.
กรงนกสี่เหลี่ยมขนาดเล็กถูกนำมาแขวนรับแดดเช้าที่ชายคา นกพิราบสีขาวที่อยู่ในกรงกระพือปีกไปมาเหมือนกำลังตกใจ มัจฉานุมองไปที่ดวงตาของมัน พยายามสื่อสารให้รู้ว่าเขาไม่ได้คิดจะทำร้ายแต่อย่างใด

“ใจเย็น ๆ ไม่ทำอะไรหรอกน่า แค่พาออกมารับแดดหน่อยเท่านั้นแหละ” เขาว่า

ไม่รู้ว่านกตัวนั้นฟังภาษาคนรู้เรื่อง หรือเพราะมันเห็นว่าสัตวแพทย์หนุ่มถอยห่างไปแล้ว อาการหวาดกลัวจึงคลายลง แต่มันก็ไม่วายหันมามองอย่างหวาดระแวงอยู่ดี

“เอ้า ทำอะไรอยู่พี่นุ บ่นอะไรอยู่คนเดียวน่ะพี่”

พร้อมกับเสียงทักทาย ร่างของช่อม่วงก็ก้าวมายืนอยู่หน้ามัจฉานุเพ็ทแคร์พอดี

“อ้าว ช่อ ไง มาแต่เช้าเชียวนะ”

“ก็คนมันว่างนี่นา ไม่มีอะไรทำ เลยแวะมาคุยกับพี่นุไง” หญิงสาวว่าพลางทำหน้าทะเล้น พอเหลือบไปเห็นกรงนกก็อดถามไม่ได้ “เอ๊ะ พี่นุเลี้ยงนกด้วยเหรอคะ เมื่อก่อนไม่เห็นมี”

“ตัวนั้นเหรอ มันตกมาหลังบ้านเมื่อสองวันก่อนน่ะ เป็นแผลที่ขา สงสัยโดนหมาแมวไล่กัด พี่เลยจับมาทำแผลแล้วใส่กรงไว้ก่อน รอให้แผลหายแล้วค่อยปล่อยมันไป”

“แหม ไม่ยักรู้ว่าพี่นุรับสงเคราะห์สัตว์ด้วย งั้นช่อขอฝากเจ้าถุงเงินอีกสักตัวแล้วกันนะคะ ...เผื่อจะได้กินอาหารเม็ดฟรี”

คนพูดทำหน้าทะเล้น ส่วนคนฟังปั้นหน้าเหยเก เห็นแววขาดดุลอยู่รำไร
“ไม่ไหวล่ะมั้ง เดี๋ยวมากัดกระต่ายตาย”

“กระต่าย ? พี่นุเลี้ยงกระต่ายด้วยเหรอคะ อยู่ไหนเหรอ ขอช่อดูหน่อยสิ”
มัจฉานุเดินกลับเข้าไปในเรือนไม้อันเป็นที่ทำงานของเขา สัตวแพทย์หนุ่มชี้ให้ดูกรงกระต่ายสีฟ้าสดใสที่ตั้งอยู่หลังฉากกั้น ภายในมีกระต่ายสีขาวขนนุ่มสองตัว

“ที่จริงพี่ไม่ได้เลี้ยงเองหรอก มีลูกค้าเอามาฝากไว้น่ะ” เขาพูดพลางเอื้อมมือไปหยิบกรงกระต่ายนั้นขึ้นมาวางไว้บนโต๊ะทำงานของตัว

ช่อม่วงก้มหน้าไปดูใกล้ ๆ มองกระต่ายสองตัวที่ทำขยับปลายจมูกไปมาเหมือนจะตั้งหน้าสูดดมกลิ่นต่าง ๆ ตลอดเวลา

“น่ารักดีนะคะ ตาสีแดงสวยเชียว แล้วใครเป็นเจ้าของเหรอคะ เอามาฝากแบบนี้ พี่นุคิดค่าฝากด้วยหรือเปล่า ท่าทางมันจะกินจุไม่ใช่เล่นนะนี่”

ก้อนอุจจาระจำนวนมากที่หล่นอยู่ในถาดใต้กรง บ่งบอกถึงความอุดมสมบูรณ์ของอาหารที่ผู้ดูแลจัดหาให้ เธอมองดูแล้วก็ว่าเจ้าสองตัวท่าทางจะมีความสุขดี

“คิดสิ แต่ไม่แพงหรอกนะ ถือว่าช่วย ๆ กัน”

“แล้วเขาจะเอามาฝากกี่วันเหรอคะ”

“สามวัน มะรืนก็มาเอากลับไปแล้วล่ะ เจ้าของบอกว่าจะไปเที่ยวต่างจังหวัดกันทั้งบ้าน ห่วงเจ้าสองตัวกลัวมันจะหิว เลยเอามาฝากไว้ที่นี่ ก็ดีนะ พี่ก็มีรายได้เพิ่มอีกทาง” ชายหนุ่มพูดอย่างมีความสุข

ช่อม่วงยืนมองมัจฉานุนำกรงกระต่ายไปเก็บ จากนั้นก็ตั้งคำถามกับเขา
“พี่นุ ช่อขอถามอะไรหน่อยสิ” หญิงสาวเริ่มเรื่อง

“เรื่องอะไรล่ะ ถามมาสิ” มัจฉานุยืนพิงโต๊ะ สองแขนกอดอก รอฟังว่าสาวสวยข้างบ้านจะถามอะไร

“คือช่ออยากรู้ว่าทำไมพี่นุถึงตัดสินใจออกมาเปิดคลินิกเองคะ ทั้งที่รู้ว่าเสี่ยง...” เธอละคำบางคำไว้ ไม่พูดในสิ่งที่ยังไม่เกิด แม้จะคิดว่าสิ่งนั้นจะมีโอกาสเกิดขึ้นก็ตาม

ริมฝีปากที่กำลังแย้มยิ้มอย่างอารมณ์ดีปิดสนิทโดยพลัน ชายหนุ่มยืนนิ่ง ใช้ความคิดขณะเรียบเรียงคำพูด

“อืม จะว่ายังไงดีล่ะ เพราะพี่อยากได้ความก้าวหน้ามั้ง เลยไม่อยากเป็นลูกน้องใคร ออกมาทำเองแบบนี้ ได้เท่าไหร่ จ่ายไปเท่าไหร่ เราก็รู้ ถ้าบริหารจัดการดี ๆ โอกาสที่กิจการจะไปได้สวยก็มีมาก ทำงานเป็นลูกจ้างโอกาสก้าวหน้าก็มี แต่ให้ทำงานดีแค่ไหน ยังไงก็ยังเป็นแค่ลูกจ้างกินเงินเดือนวันยันค่ำ ออกมาทำแบบนี้ ถึงจะเสี่ยงขาดทุน แต่เราได้เป็นนายตัวเอง สำหรับพี่ พี่ภูมิใจกับชีวิตแบบนี้มากกว่า”

ช่อม่วงพยักหน้าช้า ๆ สมองพยายามทำความเข้าใจกับทุกคำพูดของมัจฉานุ ความคิดที่กำลังกระจัดกระจายอยู่ในหัวเหมือนถูกจัดให้เข้าที่ในระยะเวลาไม่กี่นาที

“ดีนะคะ อย่างน้อยพี่นุก็รู้ว่าตัวเองต้องการอะไร ช่อสิ พอตกงานแล้วตอนนี้เคว้งมาก คิดไว้แล้วว่าช่วงนี้จะอยู่ช่วยแม่กับพี่พุดทำขนมไปก่อน แต่ช่อก็ยังรู้สึกว่านี่ยังไม่ใช่สิ่งที่ตัวเองต้องการ ไม่ใช่ว่าช่อไม่อยากช่วยงานทำขนมนะคะ แต่ช่อไม่ถนัดเรื่องทำอาหาร กลัวจะทำได้ไม่ดี ตอนนี้ก็คิดอยู่ว่าจะทำอะไรเสริมขึ้นมาดีไหม จะได้ช่วยแม่ได้อีกทาง”

“แล้วช่อชอบอะไรเป็นพิเศษล่ะ อย่างพวกงานอดิเรก ลองเลือกมาสักอย่างสิ เผื่อจะเอามาสร้างรายได้ให้เราได้” ชายหนุ่มแนะ

“โอ้โห ถ้าพูดถึงงานอดิเรกนี่พูดยากนะคะ ช่อสนใจโน่นนี่เยอะแยะไปหมด ถ้าจะให้หยิบสักอันมาทำเป็นงาน สงสัยจะล้มไม่เป็นท่าแน่เลยค่ะ”
“อ้าว แล้วกันสิ”

พูดแล้วเขาก็อมยิ้ม มองหน้าช่อม่วงเหมือนผู้ใหญ่มองเด็กก่อนจะเสนอความคิดบางอย่างให้เธอ

“งั้นเอาแบบนี้ไหม ว่าง ๆ เราก็ลองไปถอนหญ้าหลังบ้านแล้วทำแปลงผักสวนครัว เอาแบบไว้เก็บกินเองกับเผื่อขายด้วย ยิ่งถ้าทำเป็นผักปลอดสารพิษได้จะยิ่งดีเลยนะ เพราะสมัยนี้เขานิยมกินผักปลอดสารพิษกัน”

ช่อม่วงตาวาว เห็นด้วยกับความคิดดี ๆ ของชายหนุ่ม

“เข้าท่าเหมือนกันนะพี่นุ จะว่าไป แม่ก็ทำแปลงผักไว้หลังบ้านอยู่แล้วนะพี่ แต่ไม่ค่อยได้ดูแลเท่าไหร่ แค่ทำขนมอย่างเดียวก็แทบจะไม่มีเวลาไปดูอย่างอื่นแล้วล่ะค่ะ เอาเป็นว่า ช่อจะลองทำอย่างที่พี่แนะนำนะคะ ดีเหมือนกัน มีอะไรให้ทำช่อจะได้ไม่ฟุ้งซ่านมากไปกว่านี้”

หญิงสาวพูดแขวะตัวเองเหมือนไม่คิดอะไร แต่เพียงมองด้วยสายตา มัจฉานุก็รู้ทันทีว่าอีกฝ่ายยังกังวลอยู่

“ไม่ต้องรีบร้อนหรอกจ้ะ มีเวลาคิดตั้งเยอะแยะ ไปเที่ยวเล่นให้สบายใจก่อนแล้วค่อยทำยังได้เลย”

“อืม... ค่ะ ขอบคุณมากนะคะพี่นุ เดี๋ยวช่อขอกลับไปคิดก่อนว่าจะทำอะไรกับแปลงผักหลังบ้านได้บ้าง”

“จ้ะ ได้เรื่องยังไงมาบอกพี่ด้วยนะ หรือจะเอาผักมาขายแม่พี่ก็ได้ แม่คงชอบผักที่เพิ่งเก็บสด ๆ จากแปลงมากกว่า” เขาว่า

“ได้ค่ะ เอาไว้ถ้าได้เรื่อง ช่อจะมาบอกนะ จะให้พี่นุกับป้านกเป็นลูกค้าคนแรก ๆ เลยคอยดู” ช่อม่วงพูดอย่างร่าเริง ความคิดมากมายเริ่มแตกยอดออกไปเรื่อย ๆ อะไรที่ไม่ค่อยได้ทำ ก็คงได้ลงมือทำในคราวนี้

.
ที่ตลาดท้ายซอยคลาคล่ำไปด้วยผู้คนมากมาย ด้านหน้าของตลาดนั้นติดกับถนนใหญ่จึงมีลูกค้าแวะมาซื้อของแทบไม่ขาดระยะ เส้นทางที่สองแม่ค้าคู่ซี้ใช้สัญจรไปยังตลาดนั้นเป็นถนนลูกรังสายเล็ก ๆ ที่ลาดยาวมาถึงท้ายตลาด เชื่อมต่อกับถนนคอนกรีตอีกเส้นที่ตัดออกมาจากหมู่บ้านจัดสรรแห่งใหม่ ปลายกับนกจึงอาศัยความสะดวกนี้มาช่วยในการหาเลี้ยงชีพไปด้วย

“ข้าวราดแกงร้อน ๆ จ้า อย่างเดียวยี่สิบ สองอย่างยี่สิบห้า ถ้าซื้อเป็นกับ ถุงละยี่สิบขาดตัวจ้ะ”

นกร้องขายข้าวราดแกงเสียงแจ้ว ใกล้กันเป็นรถขนมหวานของปลาย ทั้งสองเข็นรถไปยืนขายของบนบาทวิถีข้างตลาดด้านที่ติดกับถนนของหมู่บ้านจัดสรร ค่าเช่าที่ตรงนี้จะถูกกว่าด้านในเกือบสองเท่าตัว เพราะใช้เนื้อที่น้อยกว่า และไม่สะดวกสบายเท่าแผงขายของด้านในที่เจ้าของตลาดสร้างล็อคขายแบบสำเร็จรูปไว้ให้แล้ว แม้จะตั้งรถขายอยู่ด้านข้างตลาดแบบนี้ แต่สินค้าของทั้งคู่ก็มีลูกค้ามาอุดหนุนอย่างสม่ำเสมอ ส่วนหนึ่งของผู้ซื้อก็มาจากพ่อค้าแม่ขายในตลาดด้วยกันนั่นเอง

“นก วันนี้มีอะไรกินบ้าง” แม่ค้าผลไม้คนหนึ่งเดินออกมาจากแผงขายด้านใน สายตามองตรงมายังหม้อสแตนเลสและถาดใส่อาหารจำพวกผัดต่าง ๆ

“เหมือนเคยจ้ะพี่ วันนี้มีถั่วผัดพริกแกงหมู เขียวหวานไก่ ต้มฟักกระดูกหมู แกงหน่อไม้ไก่ ผัดผักรวมมิตรใส่หมูกรอบ แล้วก็มีหลนเต้าเจี้ยวด้วยนะ”

“มีหลนให้กินด้วยเหรอ งั้นพี่เอาหลนเต้าเจี้ยวแล้วกัน”

“อย่างเดียวเหรอพี่” นกหันไปถามลูกค้าประจำของตน

“อือ อย่างเดียวพอแล้ว กินอย่างอื่นด้วยเดี๋ยวหลนแม่นกจะเสียรสหมด”

“ได้จ้ะ รอเดี๋ยวนะพี่” นกรีบคดข้าวใส่จาน จากนั้นก็ตักหลนเต้าเจี้ยวราดไปบนข้าว ไม่ลืมหยิบผักสดวางเคียงไปในจานด้วย “ได้แล้วจ้ะ”

“เดี๋ยวพี่เอาจานมาคืนนะ ไปก่อนล่ะ ไม่มีคนเฝ้าแผง” พูดแล้วแม่ค้าผลไม้ก็ส่งธนบัตรฉบับละยี่สิบส่งให้

“ขอบใจจ้ะ ว่างตอนไหนค่อยเอามาคืนก็ได้พี่” นกบอกตามหลังร่างลูกค้าที่กำลังเดินกลับไปยังแผงขายของตน อีกฝ่ายหันมาพยักหน้าแล้วเดินหายไปในตลาด

“เฮ้อ ได้อีกหนึ่งจาน” นกว่าพลางพับธนบัตรใส่กระเป๋าสตางค์ก่อนยัดกลับไปในกระเป๋าเสื้ออีกที

“วันนี้ได้กี่จานแล้วล่ะนก”

แม่ค้าข้าวแกงยืนคิดคำนวณคร่าว ๆ ก่อนตอบ

“น่าจะสักยี่สิบจานแล้วมั้ง”

“แป๊บ ๆ ได้เท่านี้แล้ว สงสัยไม่ถึงเที่ยงก็คงหมดแล้วมั้งป้า” พุดกรองกระเซ้าแม่ครัวมือทอง

“ก็ปกติแหละ แหม พูดอย่างกับของเราขายไม่ดี เห็นมีลูกค้าเดินมาซื้อเรื่อย ๆ ไม่ใช่เหรอ”

ปลายซ่อนรอยยิ้มไว้ในหน้า กระนั้น ความสุขก็ฉายออกทางแววตา

“แค่พอเอาตัวรอดได้เท่านั้นแหละนกเอ๊ย ไม่ขาดทุนก็ดีถมไปแล้ว”

นกแค่นหัวเราะในลำคอก่อนพูดออกมาเหมือนปลงตก

“นั่นสิ สมัยนี้อะไร ๆ ก็แพงไปหมด ของก็ขึ้น ต้นทุนเราก็ขึ้น เจอลูกค้าบ่นก็ต้องทน ทำไงได้ อะไรลดได้ก็ลดกันไป ก็พอถูไถล่ะนะ”

“เฮ้อ เศรษฐกิจแย่ คนก็แย่ไปตาม ๆ กัน”

ทั้งสามมองหน้ากันแล้วพากันเงียบไปครู่หนึ่ง ผลพวงของความไม่แน่นอนจากภาวะเศรษฐกิจถดถอย ส่งผลกระทบต่อเนื่องคล้ายปฏิกิริยาลูกโซ่ หากไม่รู้จักปรับตัว ไม่ว่าใครก็ไม่อาจรอดพ้นจากวิกฤตนี้

“เอ้อ เจ้านุเล่าให้ฟังว่าหนูช่อออกจากงานอีกแล้วเหรอ คราวนี้ออกเพราะอะไรล่ะ เจอนายจ้างลวนลามอย่างคราวก่อนหรือเปล่า” นกถามด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยระคนห่วงใย

ปลายมองตาเพื่อนสนิทก็รู้ว่านกถามด้วยเจตนาดี หากคำถามนี้ออกจากปากคนอื่น หล่อนคงอดคิดไม่ได้ว่าคนถามคงต้องการเยยะเย้ยถากถางตนกับลูกเป็นแน่ หากเพราะรู้จักนิสัยใจคอกันดี จึงรู้ว่าผู้ถามไม่ได้มีเจตนาร้ายแอบแฝง

“ไม่ใช่เรื่องนั้นหรอก คราวนี้เป็นปัญหากับเพื่อนที่ทำงานน่ะ ช่อไม่ได้เล่าอะไรให้ฟังมากหรอกนะ บอกแค่ว่า คนที่นั่นเขาดูถูกอาชีพของเรา...”

พอได้ยินดังนั้น ดวงตาทั้งสองข้างของนกก็แทบจะถลนออกมานอกเบ้า
“อะไรนะ มีเรื่องแบบนี้ด้วยเหรอ ไหนว่าไปทำกับบริษัทใหญ่ไง ทำไม ช่อมันเก่งไม่พอเหรอ เขาถึงได้หาเรื่องน่ะ”

“มันพูดยากจะนก พวกนั้นน่ะเขาจบเมืองนอกกันมาทั้งนั้น แถมบางคนยังเจ้ายศเจ้าอย่าง ยายช่อออกมาได้ก็ดีแล้วล่ะ” ปลายพูดเสียงเนือย เรื่องแบบนี้กระทบความรู้สึกของหล่อนนัก แม้แต่อาชีพสุจริตแบบนี้ก็ยังมีคนดูถูก

“เฮ้ย จะไปพูดยากอะไรล่ะ คนมันจะดูถูกกันซะอย่าง เรื่องอะไรมันก็ขุดเอามานินทากันได้ทั้งนั้นล่ะ” นกพูดอย่างเหลืออด ในฐานะเพื่อนสนิทและเพื่อนร่วมอาชีพ หล่อนก็ไม่ชอบให้ใครมาดูแคลนเหมือนกัน

“แล้วตอนนี้หนูช่อทำอะไรล่ะ จะไปหางานใหม่อีกหรือเปล่า”

คำถามนี้ของนก ปลายเองก็ไม่แน่ใจว่าตนจะตอบได้ถูกต้องหรือไม่

“ช่วงนี้ก็คงหยุดหางานสักพักล่ะมั้ง ใจฉันก็อยากให้ลูกพักผ่อนอยู่กับบ้านนะ แต่ไม่รู้ว่ายายช่อเขาจะอยากอยู่หรือเปล่า กลัวแต่ว่า พอเผลอก็จะแอบไปสมัครงานที่ใหม่อีกน่ะสิ งานสมัยนี้ก็หาที่ดี ๆ เงินเดือนสูง ๆ ยากซะด้วย พอเจอเข้าก็ไปมีปัญหากับเพื่อนร่วมงานอีก อะไร ๆ ก็แย่ไปหมด”

นกหัวเราะเสียงดัง หันไปพูดกับลูกสาวคนโตของเพื่อนแทน
“นี่ยายพุด ฟังแม่เธอพูดสิ อย่างกับคนหมดความหวังแล้วอย่างนั้นแหละ”

ค่อนขอดเสร็จ นกก็หันมาปลอบเพื่อน

“เถอะน่า อย่าคิดมากเลยปลาย ปล่อยให้ช่อม่วงเป็นคนตัดสินใจเองเถอะ ชั้นว่าลูกหล่อนคงจะไม่โชคร้ายไปตลอดหรอกนะ ต้องสมหวังสักวันจนได้ละน่า”

“โชคดีของเธอนะ ที่ตานุกลับมาทำงานอยู่กับบ้าน ฉันอยากให้ช่อม่วงเป็นแบบนั้นบ้างจัง” ปลายรำพึงเบา ๆ

“โถ ลูกสาวแม่คนนี้เหมือนใครที่ไหนล่ะ ลองถ้าไม่ชอบก็ไม่สนใจหรอก แต่ถ้ามีอะไรที่เขาชอบล่ะก็ มุ่งมั่นตั้งใจทำไม่หยุดเชียวล่ะ” พุดกรองพูดขึ้นบ้าง
ปลายสบตากับลูกสาวคนโตด้วยเข้าใจในความรู้สึกของกันและกัน พวกเธอรู้ว่าช่อม่วงมีนิสัยอย่างไร และเช่นเดียวกับคำพูดของพุดกรอง อะไรที่ไม่ชอบ ช่อม่วงจะไม่สนใจเลยจริง ๆ

“เฮ้อ จะว่าดีก็ดีนะปลาย แต่บอกตรง ๆ นะ ฉันล่ะกลัวเจ้านุจะขาดทุนจริง ๆ มาเปิดคลินิกอยู่ในซอยเล็ก ๆ แบบนี้ ลูกค้าที่ไหนจะไปเจอ ถ้าไม่ได้คนรู้จักบอกต่อ ๆ กัน มีหรือจะมีลูกค้าเดินเข้าร้าน” นกระบายความรู้สึกออกมาด้วยสีหน้าวิตกกังวล นึกกลัวว่ากิจการของลูกจะไม่ประสบความสำเร็จ แล้วมัจฉานุจะเสียใจ

“คงไม่อย่างนั้นหรอกมั้ง คิดมากไปได้ ฉันก็เห็นว่ามีลูกค้ามาเรื่อย ๆ นี่นา ลองดูไปสักพักก่อน ถ้าเห็นท่าไม่ดีค่อยขยับขยายหาที่เปิดร้านใหม่ก็ได้” ปลายแนะ

“เฮ้อ...” นกพ่นลมหายใจออกมา ก่อนจะหันไปมองหน้าคนข้าง ๆ “สรุปว่าเราสองคนเป็นยายแก่ห่วงลูกกันใช่ไหม ?”
พอสิ้นประโยคนั้น ทั้งสามก็หัวเราะกันเป็นที่ครื้นเครง

.
ด้านช่อม่วงนั้นกำลังสนุกกับการเดินสำรวจพื้นที่ในบริเวณบ้าน และยังไม่ลืมโทรศัพท์ตามจอมใจมาช่วยเป็นเพื่อนคิดด้วย

หญิงสาวกวาดตามองแปลงผักขนาดเล็กของแม่ ผืนดินที่มีความกว้างยาวด้านละไม่ถึงเมตรมีพืชผักหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นพริกขี้หนูเม็ดเล็กแต่เผ็ดจนน้ำตาไหล มะเขือสีดาก็ออกลูกดกเต็มต้น แม่สงวนพื้นที่ด้านหนึ่งไว้ปลูกตะไคร้ เพราะใบยาว ๆ ของพวกมันกินพื้นที่มากกว่าผักสวนครัวอื่น นอกจากนั้นยังมีกะเพรา โหระพา รวมไปถึงผักชีฝรั่ง ทั้งหมดขึ้นปะปนกันบนพื้นดินที่ขุดยกร่องพอเป็นเนินเล็กน้อย

“ไงจ๊ะแม่คุณทูนหัว จะแปลงร่างเป็นคนสวนเหรอไง”

คำทักทายกึ่งเสียดสีของจอมใจดังมาก่อนที่เจ้าตัวจะเดินมาถึงเสียอีก ช่อม่วงหันไปมองเพื่อนที่กำลังเดินกระย่องกระแย่งอย่างขบขัน นอกจากจะไว้ผมซอยทรงทันสมัยแล้ว อีกหนึ่งอย่างที่จอมใจชอบนักหนาคือรองเท้าส้นสูง

“แล้วคุณนายล่ะคะ จะใส่ส้นสูงไปไหน รู้อยู่แล้วว่าชวนมาดูสวนหลังบ้าน ยังจะใส่รองเท้าแบบนี้มาอีกนะ”

จอมใจตาเขียว ฝืนใจเดินเขย่งปลายเท้าไปจนถึงตัวช่อม่วง

“ก็นึกว่าหลังบ้านดินจะเรียบเหมือนลานหน้าบ้านเธอนี่ ไอ้เราก็ลืมไปว่าหลังบ้านมีแต่ต้นไม้ พื้นจะไปเรียบได้ไง แล้วยังไงจ๊ะ ตกลงเธอจะเรียกชั้นมาดูแปลงผักหรืออะไร”

ช่อม่วงชี้ให้ดูที่ดินหลังบ้านพลางว่า

“ช่วยคิดหน่อยสิว่าควรจะปลูกต้นอะไรไว้ตรงไหนดี ที่เราคิดไว้นะ กะว่าคงจะตัดแต่งต้นไม้เดิมให้เป็นระเบียบสักหน่อย แล้วก็จะขยายแปลงปลูกผักออกไป ถ้ามีแรง ว่าจะขุดดินสักสองแปลง เธอว่าดีไหม”

“ฟังเข้าท่านะ ดีเลย ถ้าเยอะพอขายเมื่อไหร่ ฉันจะได้ซื้อไปให้อาม่าทำกับข้าวให้กิน” จอมใจทำหน้าฝันฟุ้ง นึกถึงผักสดเต็มกำมือและสารพัดรายการอาหารที่จะตามมา

“ตกลงไม่มีอะไรจะแนะนำเพิ่มเลยเหรอ”

“เอ้า จะให้แนะนำอะไรอีกล่ะ ก็เธอคิดเสร็จเรียบร้อยแล้วนี่” จอมใจว่า
ได้ยินอย่างนั้นช่อม่วงก็ถึงกับหัวเราะ

“จริงของเธอ...”

หญิงสาวพูดจบก็อมยิ้ม ที่จริงเธอแค่ต้องการความมั่นใจว่าสิ่งที่ทำจะไม่สูญเปล่า และน่าจะมีประโยชน์ต่อสมาชิกทุกคนในครอบครัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องเพิ่มรายได้ให้กับบ้าน ซึ่งเธอมุ่งหวังในจุดนี้เป็นพิเศษ

“เอาล่ะ ต่อไปนี้ฉันจะเป็นแม่ค้าเต็มตัวสักที”

“เอาเลย ฉันสนับสนุน อ้อ เกือบลืม...” จอมใจเว้นวรรคให้คนฟังฉงน

“อะไร ?”

อีกฝ่ายยักคิ้วแล้วว่า

“ยินดีต้อนรับสู่อาชีพแม่ค้านะจ๊ะ”

หนนี้ช่อม่วงอารมณ์ดีกว่าครั้งที่ยังเป็นพนักงานหน้าใหม่ท่ามกลางคนแปลกหน้า คำว่าแม่ค้าที่จอมใจเอ่ยนั้น ไม่ได้ทำให้รู้สึกระคายใจแม้แต่นิด เพราะตอนนี้เธอเริ่มซึมซับรสชาติของการยืนด้วยลำแข้งตัวเองขึ้นมาแล้ว
ไม่ว่าจะทำงานอะไรได้ดีแค่ไหน ก็คงไม่มีอะไรดีเท่าเป็นนายตัวเอง

.
เมื่อปลายกับพุดกรองกลับมาถึงในตอนบ่ายก็ต้องประหลาดใจกับเสียงจอบเสียมที่ดังมาจากหลังบ้าน สองแม่ลูกก็พากันเข็นรถไปเก็บเข้าที่ พอได้ยินเสียงล้อรถดังแว่วมา ช่อม่วงก็หันมายิ้ม แต่ยังไม่วางมือจากจอบเสียม กระทั่งปลายกับพุดกรองเดินเข้าไปดูใกล้ ๆ

“ทำอะไรกันน่ะลูก นึกยังไงถึงลุกมาขุดดินล่ะ

จอมใจรีบหันไปฟ้องทันที

“ยายช่อเขาอยากปลูกผักขายค่ะแม่ แค่คิดยังไม่พอ อุตส่าห์โทร.ไปตามให้จอมมาช่วยขุดดินด้วยนะคะ”

ช่อม่วงทำตาขุ่นใส่เพื่อนก่อนเงยหน้าบอกแม่กับพี่สาว

“ก็อยู่เฉย ๆ มันน่าเบื่อนี่คะ ช่อเห็นที่หลังบ้านเรายังว่างอยู่เยอะ น่าจะขยายแปลงผักสวนครัวให้กว้างกว่านี้หน่อย ถ้าเหลือกินจะได้เอาไปขายที่ตลาดไงคะ”

“งั้นหรอกเหรอ ก็ดีเหมือนกันนะลูก อย่าลืมเอาไปแบ่งป้านกด้วยล่ะ” ปลายกำชับบุตรสาว

“ไม่ลืมหรอกค่ะ พี่นุบอกว่าจะให้ป้านกเป็นลูกค้าช่อด้วยนะแม่” เธอว่า

พอชื่อลูกชายของคนข้างบ้านหลุดจากปากช่อม่วง พุดกรองก็หัวเราะทันที

“โถ มัจฉานุก็เอากับเค้าด้วยเหรอ แล้วให้ยายช่อเป็นแม่ค้านี่นะ เดี๋ยวได้โดนบังคับให้เหมาผักหมดทั้งแปลงหรอก”

“ช่วยไม่ได้นี่พี่พุด ก็พี่นุอยากแนะนำช่อทำไมล่ะ ช่อก็เลยต้องตอบแทนด้วยการขนผักไปขายให้น่ะสิ” หญิงสาวพูดพลางยิ้มเผล่ ทำหน้าล้อเลียนชวนให้ขบขันยิ่งนัก

“เอ้า เรื่องปลูกผักนี่เป็นความคิดพี่นุหรอกเหรอลูก”

“ใช่ค่ะแม่ ช่อคิดไม่ออกว่าจะทำอะไรดีน่ะค่ะ เลยไปคุยกับพี่นุ แล้วพี่นุแนะนำเรื่องผักปลอดสารพิษมาค่ะ ช่อเห็นว่าน่าสนใจดี คิดว่าจะลองทำดูค่ะ”
“แล้วยายช่อก็เรียกจอมมาช่วยขุดดินให้อีกทีค่ะ” จอมใจรีบฟ้องทันทีเมื่อสบโอกาส

“อย่างนี้แม่ก็ต้องตบรางวัลให้หนูจอมสินะ ว่าแต่อยากทานขนมอะไรล่ะ เดี๋ยวแม่จะทำเผื่อให้ไปฝากคุณพ่อคุณแม่ที่บ้านด้วย อ้อ แล้วหนูมาช่วยยายช่อแบบนี้ ที่บ้านไม่ว่าเอาเหรอจ๊ะ” ปลายถามเมื่อนึกได้ว่าบ้านของจอมใจมีธุรกิจขนาดกลางอยู่ในความดูแล

พอได้ยินแม่ของเพื่อนสนิทพูดถึงขนม จอมใจก็รีบเข้าไปยืนใกล้ ๆ ปลายทันที

“เรื่องนั้นไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ พี่ชายจอมเขาช่วยดูแลอยู่แล้วค่ะ นาน ๆ ป๊าถึงจะให้จอมไปช่วยงานสักทีค่ะ เอ่อ... ส่วนเรื่องขนม จอมก็แล้วแต่คุณแม่จะเมตตานะคะ” สาวหมวยยิ้มหวานประจบจนคนเป็นลูกตัวจริงอดหมั่นไส้ไม่ได้

“น้อย ๆ หน่อยย่ะ นี่แม่ชั้นนะไม่ใช่แม่เธอ ประจบให้มันน้อย ๆ หน่อยสิ...” แล้วช่อม่วงก็กระซิบข้างหูจอมใจ “...ฉันยังไม่เคยอ้อนแม่อย่างนี้เลย”
จอมใจสวนกลับทันควัน

“ช่วยไม่ได้ งานนี้ใครดีใครได้ย่ะ”

ปลายยืนยิ้มอย่างมีความสุข พุดกรองเดินเลี่ยงเข้าบ้านไปเงียบ ๆ หล่อนตั้งใจจะไปนั่งพักผ่อนเล็กน้อย ก่อนเตรียมของทำขนมในช่วงก่อนเย็น

“แม่ว่าพอแค่นี้ก่อนก็ได้ ไปล้างมือล้างไม้แล้วไปนั่งทานขนมด้วยกันดีกว่า”

“อุ๊ย ดีเลยค่ะแม่ ยายช่อใช้งานจอมหนักมากเลยค่ะ น้ำก็ไม่ให้กิน ขนมก็ไม่ให้ชิม แถมยังขู่ว่าถ้าถางหญ้าไม่เสร็จจะไม่ให้กลับบ้านด้วยนะคะ” สาวหมวยใส่ไฟเพื่อนตัวเองอย่างมันปาก

“ฝากไว้ก่อนเถอะยายจอม” ช่อม่วงแสร้งขู่อาฆาต

จอมใจหันมาทำหน้าทะเล้น แล้วก็หันกลับไปประจบปลายต่อ

“รอแป๊บนะคะคุณแม่ จอมขอล้างมือล้างขาแป๊บเดียวค่ะ” ว่าแล้วคนพูดก็วิ่งตื๋อไปที่ก๊อกน้ำซึ่งอยู่ห่างไปราวสิบเมตร จอมใจรีบล้างมือล้างเท้าจนสะอาด จากนั้นก็รีบไปสวมรองเท้าส้นสูงที่อยู่ห่างไปไม่กี่คืบ

“เรียบร้อยแล้วค่ะคุณแม่” จอมใจยืนตัวตรงเหมือนพลทหารที่พร้อมรับคำสั่งจากนาย

“งั้นเดี๋ยวแม่กับจอมเข้าบ้านก่อนนะลูก รีบตามมาเร็ว ๆ ล่ะ” ปลายบอกช่อม่วงที่ยังไม่ยอมวางมือจากจอบเสียม

“ค่ะแม่ เดี๋ยวทำตรงนี้เสร็จแล้วจะรีบตามไปค่ะ”

ผู้เป็นแม่พยักหน้ารับ ก่อนจะเดินไปพร้อมกับเพื่อนของบุตรสาว ช่อม่วงยกหลังมือขึ้นปาดเหงื่อที่ซึมออกมาตามไรผม ดวงตามองไปยังแปลงดินที่ขุดพรวนไว้สำหรับปลูกผักสวนครัว

“เอาน่า ลองดูสักตั้ง เธอต้องทำได้แน่ช่อม่วง”

เธอพูดให้กำลังใจตัวเองก่อนหยิบจอบเสียมไปไว้ใต้ถุนบ้าน จากนั้นตามขึ้นไปบนบ้านด้วยอีกคน

กลิ่นแห่งความหวังโชยจาง ๆ ในอากาศ ไม่ว่าการเริ่มต้นนี้จะให้ผลสำเร็จหรือไม่ แต่เธอก็ภูมิใจแล้วที่ได้ลงมือทำมันด้วยตัวเอง...


Create Date : 24 พฤศจิกายน 2551
Last Update : 24 พฤศจิกายน 2551 11:21:14 น. 7 comments
Counter : 349 Pageviews.

 
แวะมาทักทายค่ะ

อากาศหนาวแล้ว(แถวนั้นหนาวไหมไม่รู้แถวนี้หนาวมาก)
รักษาสุขภาพด้วยน้า


โดย: จริง วันที่: 10 ธันวาคม 2551 เวลา:20:40:49 น.  

 
ในที่สุดก็พิมพ์เม้นได้จนได้ 555

ไม่ได้คุยกันเลยน้อช่วงนี้ คงปั่นงานตัวเป้นเกลียวอยู๋แหงเลย

รักษาสุขภาพนะคะ




โดย: mymamee วันที่: 16 ธันวาคม 2551 เวลา:21:24:25 น.  

 


เมอรร์รี่คริสต์มาส 2009 จ้า...






โดย: Donut_ty วันที่: 25 ธันวาคม 2551 เวลา:18:43:41 น.  

 
แวะมาส่งความสุขปีใหม่ล่วงหน้าค่ะ ขอให้มีความสุขาก ๆ
คิดสิ่งใดขอให้ได้สิ่งนั้น ขอให้ร่ำรวยเงินทอง
ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน
มีสุขภาพแข็งแรง เป็นที่รักของคนใกล้ชิด
และมีแต่สิ่งดี ๆเข้ามาในชีวิตตลอดปีและตลอดไปค่ะ





โดย: บรรณภรณ์ วันที่: 29 ธันวาคม 2551 เวลา:0:18:05 น.  

 
สวัสดีปีใหม่จ้า




ขอให้สุขภาพแข็งแรงนะคะ
เงินทองไหลมาเทมา



โดย: จริง วันที่: 31 ธันวาคม 2551 เวลา:23:43:22 น.  

 


โดย: สายลมอิสระ วันที่: 2 มกราคม 2552 เวลา:23:59:40 น.  

 


โดย: แฟนไท วันที่: 5 มกราคม 2552 เวลา:18:57:03 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

อัญชา
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




วันนี้ ::
:: ... อัญชา ยินดีต้อนรับค่ะ ... :: counter hit make

Friends' blogs
[Add อัญชา's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.