Live another day...
Group Blog
 
<<
มิถุนายน 2551
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
2930 
 
30 มิถุนายน 2551
 
All Blogs
 
หมอหมากับยาใจ ตอน 3 : ตกงาน

ข่าวช่อม่วงกลับมาอยู่บ้านเพราะตกงานากระจายไปอย่างรวดเร็ว ไม่นานเรื่องก็ถึงหูปรานนท์ เขาอดใจรอจนโรงเรียนเลิก จากนั้นก็รีบขี่จักรยานคู่ใจตรงไปยังบ้านของช่อม่วงทันที

จักรยานสีฟ้าขมุกขมัวถูกจอดทิ้งไว้ริมรั้วหน้าบ้าน ครูหนุ่มเดินเข้าไปภายใน ใต้ถุนบ้านไม่มีใครอยู่ รถเข็นขายขนมของปลายจอดนิ่งสงบข้างเสาต้นหนึ่ง ปรานนท์จรดปลายเท้าลงบนบันไดแต่ละขั้นอย่างระมัดระวัง เมื่อขึ้นไปถึงชานบ้าน เขาเห็นปลายกับพุดกรองนั่งอยู่ในส่วนนั่งเล่น แต่ไร้เงาของช่อม่วงคนที่เขาต้องการพบ

“สวัสดีครับแม่”

ครูหนุ่มทักเบา ๆ สองแม่ลูกหันมาตามเสียง ความยินดีถูกส่งผ่านทางสีหน้า สองแม่ลูกทักทายกับปรานนท์อย่างสนิทสนม

“อ้าว ปรานนท์ ทำไมมาเงียบ ๆ ล่ะ มาหายายช่อเหรอ”

คำถามของปลายทำให้ครูหนุ่มแอบยิ้มเขิน ทั้งยังตอบรับไม่เต็มเสียง

“เอ่อ... ครับ พอดีผมได้ข่าวว่าตอนนี้ช่อไม่ได้ทำงาน เลยว่าจะแวะมาถามข่าวคราวสักหน่อยน่ะครับ”

“ยายช่อไม่อยู่หรอกจ้ะ โน่น ไปนั่งเล่นอยู่บ้านโน้น”
พุดกรองชี้ไปยังโรงเรือนที่ถูกดัดแปลงเป็นสถานพยาบาลสัตว์เลี้ยงขนาดย่อม ปรานนท์มองตาม สายตาเต็มไปด้วยคำถาม

“แล้วช่อม่วงไปทำอะไรตรงนั้นล่ะครับ”

“ไปช่วยมัจฉานุดูร้านน่ะจ้ะ นุเขาเปิดคลินิกสัตว์เลี้ยงเอง ยายช่อเขาว่างอยู่ คงอยากหาอะไรทำฆ่าเวลามั้ง เลยไปขอเป็นผู้ช่วยมัจฉานุชั่วคราว” พุดกรองอธิบายต่อ

“งั้นหรือครับ...” ปรานนท์มองไปบ้านคลินิกสัตว์เลี้ยงที่เขาเพิ่งรู้จัก ชายหนุ่มนิ่งคิดครู่หนึ่งแล้วจึงพูดออกมาอย่างไม่ลังเล “งั้นผมขอตัวสักครู่นะครับ”

“ตามสบายจ้ะ”

ขาดคำของปลาย ร่างของปรานนท์ก็เดินลงจากบันไดไปอย่างรวดเร็ว จากนั้นเขาก็เดินแกมวิ่งไปยังบ้านของนก ตามองตรงไปยังห้องไม้ระแนงข้างบ้าน

“นนท์เขาเหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยนเลยนะแม่”
ปลายหันไปพยักหน้ากับลูกสาวคนโต

“นั่นสิ เทียวไปเทียวแบบนี้ตั้งหลายปีแล้ว ทำไมลูกสาวแม่ไม่ใจอ่อนสักทีก็ไม่รู้”

พุดกรองหัวเราะเบา ๆ พูดเหมือนคนเจนโลก

“ของแบบนี้กะเกณฑ์กันได้ที่ไหนล่ะแม่ ลองถ้าไม่รักก็คือไม่รัก บังคับกันไม่ได้หรอก”

“เฮ้อ มันก็จริงของเอ็งนะ แต่แม่ก็ยังเสียดาย นนท์เขาก็ไม่ได้มีอะไรเสียหายนะ เอาใจใส่ยายช่อดีด้วยซ้ำ ทำไมคนของเราถึงไม่เปิดใจให้บ้างก็ไม่รู้” ปลายพูดเหมือนรำพึง พุดกรองเดินมาโอบเอวแม่พลางเอียงหน้าซบบนไหล่

“แม่จ๊ะ ไม่ใช่ทุกคนหรอกนะที่จะเป็นคนรักของเราได้ กับบางคน ไม่ว่าจะนานเท่าไหร่ เขาก็เป็นได้แค่เพื่อนของเรานะแม่ ตรงกันข้าม ถ้าเป็นคนที่เรารัก จะให้นานแค่ไหนเราก็รอเขาได้...”

ปลายหัวเราะออกมาเบา ๆ พลางกอดบุตรสาวอย่างรักใคร่

“ปลงได้แบบนี้ สงสัยแม่จะอดมีลูกเขยคนโตแล้วล่ะสิ”

“แม่ก็...” พุดกรองย่นจมูก ซุกหน้ากับไหล่ของแม่แน่นขึ้น



เสียงหัวเราะของช่อม่วงกับมัจฉานุกระตุ้นปรานนท์ให้เร่งฝีเท้าเร็วขึ้น ภาพภายในคลินิกสัตว์เลี้ยงขนาดเล็กปรากฏชัดขึ้นเรื่อย ๆ เขาเห็นช่อม่วงกำลังยิ้มและหัวเราะอย่างมีความสุข นั่นทำให้ปรานนท์ยิ่งอยากเห็นหน้ามัจฉานุมากกว่าเดิม ครูหนุ่มเดินเร็วเท่าใจคิด ไม่กี่วินาทีเขาก็เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการสนทนา

“อ้าว ช่อ มาอยู่นี่เอง นนท์แวะไปหาที่บ้าน แม่กับพี่พุดบอกว่าตัวมาอยู่นี่ ทำไมออกจากงานล่ะ ที่เก่าไม่สนุกแล้วเหรอ ไปเป็นครูที่โรงเรียนนนท์ไหม ตอนนี้ผอ.กำลังอยากได้ครูอัตราจ้างพอดีเลย”

ทั้งช่อม่วงและมัจฉานุต่างแปลกใจที่อยู่ ๆ ปรานนท์ก็โผล่มาที่ร้าน ทว่า คนที่รู้สึกว่าตัวเองเป็นส่วนเกินกลับกลายเป็นมัจฉานุเสียเอง เขารู้ว่าผู้ชายรูปร่างสันทัดไว้ผมรองทรงในชุดข้าราชการครูผู้นี้ไม่ได้สนใจจะพูดคุยกับเขาเท่าใดนัก ความสนใจทั้งหมดของ ‘นนท์’ เหมือนจะพุ่งไปที่ช่อม่วงเพียงคนเดียว

“มาไงนนท์ นี่แวะไปบ้านเรามาแล้วเหรอ แหม มาเงียบ ๆ ไม่ให้สุ้มให้เสียง จริง ๆ รอที่บ้านก็ได้นะ อีกเดี๋ยวเราก็จะกลับไปแล้ว”

“ไม่ล่ะ นนท์อยากคุยกับช่อเร็ว ๆ เลยรีบมาหาไง”

สายตาของปรานนท์สื่อความหมายอย่างสุดซึ้ง เท่านี้มัจฉานุก็รู้แล้วว่าเขาไม่ควรจะอยู่เป็นก้างชิ้นโตของใคร

“กลับเลยก็ได้ช่อ พี่กำลังอยากจะปิดร้านพอดี” สัตวแพทย์หนุ่มพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ สีหน้าไม่บ่งบอกความรู้สึกใด

“อ้าว จะปิดร้านไล่ช่อเลยเหรอพี่นุ ...ช่อมากวนก็ไม่บอก”

คำพูดคล้ายตัดพ้อทำให้สีหน้าของครูหนุ่มเข้มขึ้น ปรานนท์มองมัจฉานุด้วยแววตาแข็งกระด้างก่อนทำเป็นทักทายตามประสาคนรู้จัก

“อ้อ พี่นุก็อยู่ด้วยเหรอครับ โทษทีครับ ผมมัวแต่มองหายายช่อ เลยไม่ทันสังเกตว่าพี่อยู่ด้วย”

มัจฉานุยิ้มเยือกเย็น จู่ ๆ ก็รู้สึกเหมือนถูกลองดีซึ่งหน้า รับรู้ได้ทันทีว่าปรานนท์ไม่พอใจที่เห็นช่อม่วงอยู่ที่นี่กับเขา อาการหึงหวงที่แสดงออกนั้นชัดเจนเสียจนไม่ต้องใช้คำพูดให้มากความ ในฐานะผู้ชายด้วยกัน แค่มองตาเขาก็รู้ว่าอีกฝ่ายคิดอย่างไร

“ไม่เป็นไรหรอก คนกันเอง ผมไม่ถือ”

“ขอบคุณครับ”

“งั้นช่อกลับก่อนนะคะ ไว้พรุ่งนี้มากวนใหม่” หญิงสาวทำหน้าทะเล้น

“จ้ะ ถ้าไม่มีอะไรทำก็มาแล้วกัน” ใบหน้าของมัจฉานุแฝงรอยยิ้มขณะตอบ ข้างปรานนท์ทำหน้าฮึดฮัดไม่พอใจ

“งั้นเจอกันพรุ่งนี้นะพี่นุ ช่อไปล่ะ”

ว่าแล้วช่อม่วงก็คว้าแขนปรานนท์ออกไปด้านนอก ครูหนุ่มสะดุ้งที่จู่ ๆ หญิงสาวก็คว้าแขน ความแปลกใจกลายเป็นความพอใจ ก่อนที่ร่างจะเดินพ้นจากเรือนไม้ ปรานนท์หันไปยิ้มให้ผู้ชายอีกคนที่นั่งอยู่ด้านใน

“ไปก่อนนะครับ”

“ครับ...” มัจฉานุพยักหน้าให้อีกฝ่าย รอยยิ้มและสายตาที่ปรานนท์มีให้เขาก่อนไป สะท้อนความรู้สึกไม่เป็นมิตร ดวงตาคู่นั้นประกาศชัดแจ้งว่าจะไม่ปล่อยให้ช่อม่วงมีใจให้ใครอื่น

โดยเฉพาะเขา !





บนพื้นโรยกรวดมีฝีเท้าของคนสองคนกำลังเดินอยู่ ช่อม่วงปล่อยแขนปรานนท์ทันทีที่เดินถึงประตูรั้ว เธอเดินนำหน้าออกไปก่อน ปรานนท์รีบเดินตาม รู้สึกเสียดายที่ช่อม่วงปล่อยมือจากท่อนแขนของตน

“ไม่เกาะแขนเราแล้วเหรอ...”

ครูหนุ่มทำเสียงออดอ้อน ช่อม่วงค้อนขวับ ตอบด้วยน้ำเสียงที่คล้ายจะดุอยู่ในที

“บ้าสิ เกาะทำไม เราไม่ได้ตาบอดนะ”

“อ้าว ทีเมื่อกี้ตอนอยู่ต่อหน้าพี่นุยังเกาะได้เลย”

ช่อม่วงถอนหายใจออกมาเบา ๆ พูดกับปรานนท์โดยไม่หันไปมองหน้า

“ก็เมื่อกี้เราเห็นพี่นุเขาอยากปิดร้านแล้วน่ะ เลยไม่อยากรบกวนเวลาส่วนตัวของเขา เราก็เลยดึงแขนนายออกมาเลยไง จะได้ไม่ต้องรบกวนเค้านาน”

ปรานนท์ชะงัก แล้วรีบเดินมาดักหน้าช่อม่วงทันที

“ทำไมต้องกลัวด้วยล่ะ ตัวกับเค้าก็สนิทกันไม่ใช่เหรอ เพื่อนบ้านกันนี่” ชายหนุ่มลองหยั่งความรู้สึกหญิงสาวโดยที่เธอไม่รู้ตัว

“อือ ถึงจะเป็นเพื่อนบ้านกันแต่ก็ต้องเกรงใจกันสิ จะให้เราทำอะไรตามใจเหมือนเป็นบ้านตัวเองได้ยังไง บางทีพี่เขาอาจจะอยากพักผ่อนนานแล้วก็ได้ แต่เห็นเราเพลินอยู่เลยไม่กล้าบอก พอนนท์มา เขาเลยได้โอกาสไล่เรากลับบ้าน ตัวเองก็จะได้ไปพักผ่อนสักที”

คำพูดของเธอแม้จะแฝงความน้อยใจเอาไว้ แต่มันเจือจางเสียจนปรานนท์แทบไม่รู้สึก ตรงกันข้าม เขากลับคิดว่าเป็นโอกาสดีที่จะทำให้ช่อม่วงเข้าใจเช่นนั้นต่อไป

“ก็อาจจะเป็นได้นะ ตอนที่นนท์คุยกับช่อ นนท์เห็นหน้าเขาดูเซ็ง ๆ ยังไงไม่รู้ บอกไม่ถูก สงสัยคงไม่อยากให้นนท์ไปคุยกับช่อที่ร้านเขามั้ง”

“โอ๊ย คงไม่ใช่หรอกมั้ง เธอคงคิดไปเอง ปกติพี่นุใจดีจะตาย”

“อ้าว แล้วไหงเมื่อกี้ตัวถึงพูดคล้ายกับว่าพี่เขารำคาญตัวล่ะ” ปรานนท์จี้จุด ช่อม่วงนึกฉุนขึ้นมาทันที จึงพูดตัดบทอย่างรวดเร็ว

“ช่างเถอะ เรื่องของเค้า ไปนั่งคุยในบ้านเราดีกว่า ไปกินขนมด้วย เดี๋ยวเราไปขอขนมของแม่มาให้นนท์นะ” พอพูดจบ ช่อม่วงก็รีบเดินขึ้นบ้านไปทันที

ปรานนท์อมยิ้ม พอใจที่รู้ว่าความสัมพันธ์ของช่อม่วงกับมัจฉานุยังไม่ได้พัฒนาไปไกลอย่างที่คิด ครูหนุ่มเดินขึ้นบ้านของหญิงสาวที่ตนหมายปองด้วยใจลำพอง เขาสนิทกับคนบ้านนี้ไม่น้อยไปกว่ามัจฉานุ เรื่องทำคะแนนกับคนในบ้านไม่ต้องพูดถึง จะเหลือก็แค่หาทางพิชิตหัวใจเพื่อนรักให้ได้เท่านั้น ครูหนุ่มแน่ใจว่าทั้งพุดกรองและปลายเข้าข้างเขาเต็มที่ มัจฉานุเป็นแค่ตัวแปรเล็ก ๆ ที่ไม่สำคัญอะไร

ตราบใดที่ช่อม่วงยังไม่ได้เทใจให้ผู้ชายคนนั้น เขาย่อมมีสิทธิ์ได้ครอบครองหัวใจเธอก่อนใครอื่น !




ประตูห้องที่แง้มออกเล็กน้อย เป็นช่องทางให้ถุงเงินเดินเข้าออกห้องเจ้านายของมันได้อย่างสบายใจ แมววิเชียรมาศตัวน้อยส่งเสียงร้องเบา ๆ ขณะเดินวนไปรอบเตียง ทว่า ร่างที่นอนอยู่กลับไม่มีทีท่าว่าจะลุกขึ้นมาดูมันแต่อย่างใด ถุงเงินร้องครางพลางเดินไปรอบ ๆ เมื่อไม่ได้ผล มันจึงเปลี่ยนยุทธวิธีใหม่ ปลายเท้าที่โผล่พ้นผ้าห่ม กลายเป็นเป้าหมายให้มันยืดตัวขึ้นงับอย่างหมั่นไส้ คมเขี้ยวที่ขบลงบนหลังเท้าแม้จะไม่เต็มแรง แต่ก็ปลุกเจ้านายของมันให้ตื่นได้ทันตาเห็น

“โอ๊ย !”

ช่อม่วงร้องด้วยความตกใจ สะบัดปลายเท้าเร่า ๆ เพราะคิดว่าตัวเองคงถูกสัตว์มีพิษกัด ส่วนเจ้าตัวต้นเหตุถอยหนีไปอยู่หน้าตู้เสื้อผ้า รอจนเจ้านายของมันลุกขึ้นจึงส่งเสียงเรียกเบา ๆ

“เหมียว...”

หญิงสาวคลายความกังวลเป็นปลิดทิ้ง หล่อนรู้แล้วว่าเป็นฝีมือของเจ้าแมวแสนรักนี่เอง

“ไงเจ้าถุงเงิน มางับทำไม คนกำลังหลับเพลิน ๆ ตกใจหมด”

เสียงขุ่น ๆ ของช่อม่วงทำให้แมวน้อยเบิกตากว้างขึ้น ถุงเงินไม่ยอมขยับไปไหน มันรอดูอยู่ว่าเจ้านายจะสนใจคำขอของมันหรือไม่

“หิวล่ะสิ มาปลุกแต่เช้าเชียว”

เสื้อคลุมสีม่วงอ่อนถูกสวมอย่างลวก ๆ สองมือรวบเส้นผมไว้ด้านหลัง ช่อม่วงสำรวจใบหน้าของตัวเองในกระจกก่อนหันมาใส่ใจกับหน้าแป้นแล้นของแมวตัวโปรด

“มามะ เจ้าถุงเงิน”

แมวน้อยถูกอุ้มตัวลอย ช่อม่วงอุ้มมันลงไปที่ชั้นล่าง เท้าของถุงเงินแตะพื้นอีกครั้งเมื่อถึงบันไดขั้นสุดท้าย เมื่อร่างเป็นอิสระ เจ้าแมววิเชียรมาศก็วิ่งหายเข้าไปในครัว พอเธอเดินไปถึงก็เห็นถุงเงินนั่งรออยู่ข้างชามอาหารแล้ว

“กินซะเกลี้ยงเชียวนะ”

กล่องอาหารแมวถูกหยิบจากชั้นวาง อาหารสำเร็จรูปแบบเม็ดค่อย ๆ ไหลลงสู่ชามเซรามิคสีชาม เจ้าถุงเงินแลบลิ้นสีชมพูออกมาเลียริมฝีปากที่เต็มไปด้วยขนปุกปุย มันรอจนช่อม่วงเทอาหารเสร็จจึงเริ่มกิน เธอลูบหลังมันเบา ๆ ก่อนเดินเลยไปที่ห้องนั่งเล่น

รอบบ้านมีแต่ความเงียบ ปลายกับพุดกรองออกไปขายขนมแต่เช้ามืด ช่อม่วงแทบจะไม่ได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวต่าง ๆ เลยด้วยซ้ำ ดูเหมือนทั้งสองจะพร้อมใจให้เธอพักผ่อนอย่างเต็มที่ ไม่มีเสียงใดมารบกวนการนอนของเธอเลยแม้แต่น้อย พอคิดมาถึงตรงนี้ ช่อม่วงก็ผ่อนลมหายใจออกมาเบา ๆ ความรู้สึกภายในยังอัดแน่นด้วยรู้สึกผิดหวังในตัวเอง

“เฮ้อ คิดเรื่องหางานต่อดีกว่า...”

ร่างของช่อม่วงหันกลับอย่างรวดเร็ว เธอจะไม่ยืนหายใจทิ้งให้เสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์อีกแล้ว


เสียงนกร้องที่ข้างหน้าต่างยามเช้า ประกอบกับเสียงเตรียมอาหารในครัว ทำให้มัจฉานุตื่นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง ชายหนุ่มรีบอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วไปขลุกอยู่ในคลินิกของตัวเองตั้งแต่เช้า ชายหนุ่มนั่งจัดของในห้องทำงานของตัวเองไปเรื่อย ๆ จากนั้นจึงเริ่มการทำป้ายชื่อร้าน เขามีชื่อที่ตัวเองพอใจอยู่แล้ว หลังจากนั่งก้ม ๆ เงย ๆ อยู่พักใหญ่ ป้ายชื่อที่ทำอย่างง่าย ๆ ก็สำเร็จเป็นชิ้นเป็นอัน

“เสร็จสักที”

มัจฉานุมองป้ายร้านของตัวเองอย่างภูมิใจ ‘มัจฉานุ pet care’ ชื่อนี้ดีที่สุดในความคิดเขา ชายหนุ่มถือป้ายหน้าไปคล้องไว้ที่รั้วหน้าบ้าน เลือกตำแหน่งที่คิดว่าคนทั่วไปจะมองเห็นได้สะดวก

“ทำอะไรอยู่เหรอพี่นุ”

สัตวแพทย์หนุ่มหันไปยังต้นเสียง เห็นช่อม่วงยืนยิ้มแฉ่งอยู่หน้าบ้าน ท่าทางเหมือนเตรียมตัวจะออกไปธุระนอกบ้าน

“ติดป้ายชื่อร้านจ้ะ”

“เหรอคะ ไหน ขอช่อดูหน่อย... อ้อ ชื่อ มัจฉานุ pet care นี่เอง เข้าใจตั้งชื่อนะพี่นุ”
“พี่ว่าชื่อนี้ความหมายมันตรงดีน่ะ” เขาว่า

“ดีค่ะ สื่อสารง่าย ๆ ตรงเป้าหมายดี อืม แต่ช่อว่านะ ถ้ามีรูปหมาแมวแปะไว้หน่อยน่าจะดีนะพี่ ให้คนที่เดินผ่านไปผ่านมา เห็นปุ๊บรู้ปั๊บเลยว่าเป็นคลินิกสัตว์เลี้ยง”

“ความคิดเราก็เข้าท่าดีนะ”


“แหงสิคะ ช่อเก่งอยู่แล้ว” เจ้าหล่อนยิ้มเผล่ พอเห็นแบบนั้น มัจฉานุก็พลอยยิ้มตามไปด้วย

“จ้ะ แม่คนเก่ง”

“พี่นุจะเอาอะไรไหม ช่อจะไปซื้อหนังสือหน้าปากซอย เดี๋ยวมา”
“หือ หนังสืออะไรเหรอ”

“ก็หนังสือประกาศรับสมัครงานน่ะค่ะ” ช่อม่วงตอบไม่เต็มเสียง

เธอรู้สึกว่าการว่างงานแบบนี้เป็นเรื่องน่าอาย และไม่ควรที่เธอจะอยู่เฉย ๆ แต่ควรอย่างยิ่งที่จะทำให้คนอื่นรู้ว่าเธอมีความกระตือรือร้นในการหางานอยู่เสมอ และทั้งหมดก็เป็นสิ่งที่เธอคิดและเข้าใจอยู่คนเดียว...

“อ้อจ้ะ งั้นไปเถอะ พี่ไม่รู้จะฝากซื้ออะไร” ชายหนุ่มอมยิ้ม

“งั้นช่อไปก่อนนะคะ”

แล้วช่อม่วงก็เดินปร๋อจากไปทันที มัจฉานุมองตามอย่างนึกเป็นห่วง เขาเห็นรอยหมองในแววตาที่ดูคล้ายสดใสคู่นั้น ตัวเขาเองก็เคยตกอยู่ในสภาวะที่ไม่ต่างอะไรจากช่อม่วง แต่โชคดีที่แม่ของเขาไม่ได้ถามอะไรมาก ซ้ำยังดีใจที่เขาจะกลับมาอยู่บ้านเสียที คลินิกสัตว์เลี้ยงแห่งนี้จึงเกิดขึ้นจากความตั้งใจและความยินยอมของแม่

“ไอ้นุ ไง ได้ข่าวว่าเปิดร้านเหรอ”

เพื่อนบ้านคนหนึ่งที่ขี่จักรยานผ่านมาร้องทัก ชายหนุ่มทิ้งความคิดลงชั่วคราว หันไปคุยกับเพื่อนบ้านจากเป็นกันเอง

“ครับลุง”

“เออ ดี ๆ กลับมาอยู่บ้านเป็นเพื่อนแม่เค้าซะ เขาจะได้ไม่เหงา นี่นะ แม่เราเที่ยวไปป่าวประกาศจนคนเขารู้กันทั้งตลาดแล้วว่าลูกกลับมาเปิดคลินิกที่บ้าน เอาไว้ถ้าตัวที่บ้านไม่สบาย ลุงจะมาพาที่นี่นะ”

“ขอบคุณครับ”

ทั้งสองยิ้มให้กันก่อนที่ลุงคนนั้นจะขี่จักรยานจากไป มัจฉานุมองตามจนจักรยานคันนั้นวิ่งไปไกลแล้ว ริมฝีปากสีชมพูซีดมีรอยยิ้มแต้มเป็นประกาย สีหน้าดูมีความสุข

“...ขอบคุณครับแม่” เขารำพึงกับตัวเองเบา ๆ ก่อนกลับเข้าไปประจำตำแหน่งในร้านของตัวเอง




สองสัปดาห์ผ่านไป ช่อม่วงยังคงวุ่นวายกับการไปตระเวนสมัครงานไม่เว้นแต่ละวัน เธอไปสัมภาษณ์งานมาสี่แห่งแล้ว และทุกที่ก็ให้คำตอบเหมือน ๆ กัน

‘แล้วทางเราจะติดต่อกลับไปนะคะ’

นั่นคือประโยคซ้ำซากที่เธอได้ยิน ช่อม่วงหอบแฟ้มประวัติเดินกลับมาบ้านด้วยใจห่อเหี่ยว ถุงเงินรีบวิ่งมารับหน้ารั้วโดยไม่ต้องเรียก

“ไง วิ่งหน้าตั้งมาเชียวนะ”

หญิงสาวย่อตัวนั่งยองกับพื้น ปล่อยให้เจ้าถุงเงินมาทักทายเธอตามชอบใจ มันเดินเอาหัวและตัวถูเกือบจะรอบตัวช่อม่วง เมื่อเธอลุกขึ้น เสื้อสูทสีกรมท่าจึงมีขนแมวติดอยู่รอบตัว

“กลับมาแล้วเหรอช่อ ไง วันนี้โอเคไหม” พุดกรองถามพร้อมกับเดินลงมาที่ลานดินหน้าบ้าน ช่อม่วงเข้าไปหาอย่างอ่อนใจ สีหน้าไม่สู้ดี

“เฮ้อ เหมือนเคยแหละพี่ มีแต่บอกให้รอไปก่อน”

พุดกรองมองน้องสาวถอดรองเท้าส้นสูงออกด้วยอาการเบื่อหน่าย ตามองไปที่พื้น แต่ไม่รู้ว่าความคิดกำลังล่องลอยไปไหน พอเห็นเช่นนั้น ผู้เป็นพี่สาวก็เลี่ยงไปคุยเรื่องอื่น

“อ้อ เมื่อเช้าปรานนท์เขาแวะมาหาเราด้วยนะ หลังช่ออกไปสักสองสามนาที คลาดกันนิดเดียวเอง”

“หือ นนท์มาเหรอคะ บอกไหมคะว่าธุระอะไรหรือเปล่า” ช่อม่วงหันไปถามด้วยฉงนใจ

“อืม คงจะไม่ได้มีธุระอะไรมั้ง เขาซื้อน้ำเต้าหู้มาฝากน่ะ เอามาฝากพี่กับแม่ด้วยนะ”

“โถ เอาน้ำเต้าหู้มาฝากเหรอ ไม่รู้จักมาถามก่อน เสียดายที่ช่อไม่ได้กิน ป่านนี้คงเย็นชืดหมดแล้ว”

น้ำเต้าหู้เป็นเครื่องดื่มที่เธอโปรดปราน เพราะเชื่อในคุณค่าทางโภชนาการที่ร่างกายจะได้รับ และแน่นอนว่าผู้หญิงที่ห่วงเรื่องความสวยความงามอย่างเธอ จะต้องเลือกน้ำเต้าหู้ที่ใส่น้ำตาลน้อยจนแทบจะไม่ออกรสหวาน เพราะเธอไม่อยากให้ความเคยชินมาทำให้ตัวเองเป็นโรคเบาหวานตอนแก่

“เอาไปอุ่นสิ จะทิ้งก็เสียดายของเปล่า ๆ”

ช่อม่วงนั่งเอียงคอ นิ่งคิดสองสามวินาทีก่อนตอบ

“ก็ได้ค่ะ งั้นช่อไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนนะพี่”

“จ้ะ อาบน้ำซะหน่อยก็ดีนะ จะได้สบายตัว”

ผู้เป็นพี่สาวพูดไล่หลังร่างของน้องที่กำลังเดินขึ้นบ้านไป มีเสียงตอบรับดังตามหลังมาให้ได้ยินแว่ว ๆ ตามด้วยเสียงฝีเท้าเดินขึ้นไปยังห้องชั้นบน


ม้วนใบตองกองใหญ่ที่วางอยู่ในครัว ดึงความสนใจของช่อม่วงให้ต้องเดินไปดูทันที ภายในครัว สองแม่ลูกกำลังช่วยกันเช็ดทำความสะอาดใบตองอย่างพิถีพิถัน หญิงสาวย่องเข้าไปดูใกล้ ๆ จากนั้นก็นั่งเยื้องมาทางด้านหลังของแม่

“ทำอะไรกันคะ เอาใบตองมาซะเชียว”

ปลายวางมือจากการเช็ดใบตอง หันมาตอบลูกสาวคนเล็กด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
“แม่ก็จะเอามาห่อขนมน่ะสิจ๊ะ ลืมแล้วเหรอว่าตัวเองเป็นลูกแม่ค้าขนมหวาน” คำหยอกของแม่ทำให้ช่อม่วงยิ้มเขิน คำถามนี้ไม่ควรจะออกจากปากเธอเลยจริง ๆ

“ขอโทษค่ะ ช่อลืมไป ไม่ได้กลับบ้านนานเลยชักจะลืม ๆ แต่ว่า เมื่อก่อนแม่ใช้ถุงพลาสติกไม่ใช่เหรอคะ หรือว่าตอนนี้ราคาถุงขึ้นตามราคาน้ำมันอีกแล้วคะ”

“ทำนองนั้นจ้ะ จริง ๆ แม่เปลี่ยนมาใช้ใบตองแทนถุงพลาสติกนานแล้วล่ะ ไม่ต้องซื้อ จะใช้ก็เดินไปตัดเอาที่หน้าบ้าน ไม้กลัดก็ใช้ก้านมะพร้าวหลังบ้านมาตัด ๆ ให้ได้ขนาด แค่นี้ก็ได้ห่อขนมจากธรรมชาติโดยที่เราไม่ต้องลงทุนซื้อแล้ว”

“โห แนวคิดอนุรักษ์ธรรมชาติเลยนะคะ แม่ของช่อทันสมัยจัง” หญิงสาวพูดเอาใจพลางยิ้มประจบ

พุดกรองกรีดใบตองในมือให้ได้ขนาดที่ต้องการ แล้วจึงเงยหน้ามาคุยน้องสาว

“ไม่ได้สิ เดี๋ยวนี้อะไร ๆ ก็ต้องประหยัด เงินทั้งนั้นเลยนะ ไข่เอย น้ำตาลเอย ก๊าซหุงต้มเอย ขึ้นราคามาหมดทุกอย่างแล้ว ดีนะที่รถเราใช้แรงเข็น ขืนใช้รถที่ต้องเติมน้ำมันล่ะก็ สงสัยต้นทุนคงเพิ่มอีกบานตะไท”

“เฮ้อ อะไร ๆ ก็แพงไปหมดเลย...” คำพูดต่อจากนั้นถูกกลืนหายไปในลำคอ ช่อม่วงอยากบอกเหลือเกินว่า หล่อนจะต้องหางานดี ๆ เงินเดือนสูง ๆ ให้จงได้ และจะอาสาช่วยแบ่งเบาภาระในบ้านให้เอง แต่ตอนนี้ก็ทำได้แค่คิด

“เป็นอะไรไปจ๊ะ แค่คุยเรื่องของแพงก็เซ็งเลยเหรอ”
ช่อม่วงรีบปรับสีหน้าทันที ตอบด้วยน้ำเสียงร่าเริงเหมือนไม่ได้คิดอะไร

“เปล่าสักหน่อยพี่พุด ช่อแค่คิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยเท่านั้นเอง หาอะไรกินรองท้องก่อนดีกว่า เดี๋ยวช่อมาช่วยนะคะ” หญิงสาวพูดเร็วปร๋อ จากนั้นก็เดินตรงไปหยิบน้ำเต้าหู้มาเทใส่แก้ว เธอมองหาเจ้าถุงเงินแต่ไม่รู้ว่ามันหลบไปอยู่ไหนแล้ว

“แม่เห็นถุงเงินหรือเปล่าคะ เมื่อกี้ยังมาประจบอยู่เลย หายไปไหนแล้วก็ไม่รู้...” ช่อม่วงบ่นพึม ตาก็คอยมองหาแมวตัวโปรดไปด้วย

“ไม่เห็นเหมือนกันจ้ะ พุดล่ะ เห็นหรือเปล่า”

“อืม เหมือนกับว่าเจ้าถุงเงินจะยังไม่ได้ขึ้นบ้านมานะคะ สงสัยจะเดินเล่นอยู่ข้างล่างล่ะมั้ง”

“เหรอคะ งั้นเดี๋ยวช่อลงไปดูหน่อยดีกว่า”

ยังไม่ทันที่ช่อม่วงหรือใครจะขยับตัว เสียงร้องด้วยความเจ็บปวดของหมาตัวใหญ่ก็ดังเข้ามาในบ้าน ตามด้วยเสียงเจ้าของหมาที่กำลังตกใจ

“เฮ้ย ! ตายแล้ว ! เจ้าถุงเงินตบจมูกจัมโบ้อีกแล้ว ! ยายช่ออยู่ไหน มาเอาแมวยากูซ่าของเธอไปเก็บเดี๋ยวนี้เลยนะ อยู่ไหนยายช่อ มาเร็ว ๆ เข้า จัมโบ้ของชั้นหน้าลายพร้อมไปหมดแล้ว”

ช่อม่วงวางแก้วลงแล้วรีบวิ่งไปตามเสียงเรียกทันที เมื่อมองออกไปจึงเห็นรถของจอมใจจอดอยู่หน้าบ้าน ภาพต่อมาคือเจ้าจัมโบ้กำลังร้องงี๊ดด้วยความตกใจกลัว ขณะที่เจ้าถุงเงินกำลังทำตัวพองขู่ฟ่อ ทั้งยังทำท่าเหมือนจะเข้าไปตะปบหน้าของเจ้าหมาขนยาวขี้ตกใจอีกด้วย

“เจ้าถุงเงิน !”

ถุงเงินชะงักฝ่าเท้าที่กำลังจะตบซ้ำลงไปที่จมูกอ้วน ๆ ของจัมโบ้ พอเห็นเจ้านายทำท่าจะลงมาจับตัว มันก็รีบวิ่งหนีขึ้นบ้านไปหาที่ซ่อนอย่างรวดเร็ว

“อ้าว เฮ้ย ไปไหน ถุงเงิน !”

เสียงเรียกของหล่อนไม่ทำให้เจ้าแมววิเชียรมาศหยุดชะงัก มันวิ่งหนีหายเข้าไปในบ้าน แล้วไม่ยอมโผล่หน้าออกมาอีกเลย

“ยังไงกัน ตบแล้วหนีนี่หว่า”

คำพูดของจอมใจแทบจะทำให้ช่อม่วงหลุดขำออกมา เธอเพิ่งเคยเห็นคาตาวันนี้เองว่าเจ้าถุงเงินร้ายกาจแค่ไหน

“ยังจะมีหน้ามาหัวเราะอีกนะ เห็นหรือยังว่าแมวหล่อนน่ะร้าย จัมโบ้ที่แสนบอบบางของชั้นยังไม่กล้าแหยมกับมันเลย”

หน้าจอมใจงอง้ำ หล่อนนั่งกอดปลอบขวัญจัมโบ้ด้วยการลูบหัวและเนื้อตัวของมัน รอยแผลเล็ก ๆ เป็นทางยาวพาดผ่านสันจมูก มีเลือดซึมออกมาเล็กน้อย แต่เจ้าหมาของหล่อนขวัญหายเหมือนโดนหมาฝูงใหญ่รุมกัด ทั้งที่เจ้าแมวโหดตัวนั้นมีขนาดลำตัวเล็กกว่ามันเกือบสิบเท่า

“โธ่ แผลแค่นี้เอง เอาสำลีชุบยาฆ่าเชื้อเช็ดสักหน่อยก็ไม่เป็นไรแล้ว”

“ย่ะ เดี๋ยวชั้นให้พี่นุทำให้ก็ได้ย่ะ” จอมใจแกล้งลงเสียงกระแทก หมั่นไส้ทั้งแมวทั้งเจ้าของ “มาจัมโบ้ ไปหาคุณหมอนุดีกว่า มามะลูกแม่”

จัมโบ้ลุกขึ้นอย่างว่าง่าย เพียงจอมใจกระตุกสายจูงเบา ๆ มันก็เดินตาม ช่อม่วงอยากไถ่โทษที่แมวของเธอทำให้หมาเพื่อนเจ็บ เธอจึงรีบวิ่งไปเปิดประตูรั้วบ้านคุณหมอหมาให้ก่อนที่เจ้าของหมาจะเดินไปถึง

“เชิญค่ะ เชิญ” ช่อม่วงวาดมือเป็นเส้นโค้งราวบริกรในโรงแรมกำลังต้อนรับแขกผู้มีเกียรติ จอมใจเชิดหน้า แม้จะรู้สึกขำกับท่าทางและคำพูดของเพื่อน แต่หล่อนก็จำต้องวางท่าเป็นสาวเริ่ด เชิด หยิ่ง เพื่อข่มขวัญเอาไว้ก่อน

“ขอบใจจ้ะ”

มือที่กรีดกรายอย่างตั้งใจบรรจงแตะที่ไหล่ของช่อม่วงเบา ๆ ต่างคนต่างกลั้นหัวเราะเมื่อต้องสบตากัน สุดท้ายก็หลุดหัวเราะออกมา

“โธ่เอ๊ย เธอนี่เก๊กเป็นบ้า”

จอมใจเชิดหน้าตามสไตล์คุณหนูผู้มีอันจะกิน

“เอ้า ก็เห็นเธอทำตัวเป็นบ๋อยโรงแรม ฉันก็เลยเล่นบทคุณนายให้ดูไง ไม่ดีเหรอ”

“ไม่ต้องเลย พูดมากอยู่ได้ โน่น พาหมาของเธอไปหาหมอได้แล้ว” ช่อม่วงว่าพลางชำเลืองไปทางห้องทำงานของมัจฉานุ



ขณะนั้น เจ้าของสถานที่รู้แล้วว่ามีลูกค้าแวะมา เขาจึงมายืนรออยู่ที่ประตูคลินิกของตน

“สวัสดีจ้ะน้องจอม พาจัมโบ้มาฉีดยาเหรอ”

“ค่ะพี่นุ จริง ๆ ตอนแรกจอมตั้งใจจะพาจัมโบ้มาฉีดวัคซีนรวมค่ะ แต่ตอนนี้ขอเพิ่มวัคซีนกันแมวบ้าอีกสักเข็มด้วยนะคะ แมวอะไรก็ไม่รู้ ดุชะมัด สงสัยได้เชื้อมาจากเจ้าของ”

“บ้าสิ โรคแมวบ้ามีที่ไหน เธอนี่ พูดไปเรื่อย” ช่อม่วงตวัดสายตาดุ ๆ ใส่เพื่อนตัวแสบ แต่จอมใจหาได้นึกกลัวไม่

“งั้นพาเข้ามาก่อนสิ เดี๋ยวเข้าไปเอาวัคซีนก่อน เชิญนั่งกันตามสบายนะ ช่อ พี่ฝากดูแลน้องจอมให้ด้วยนะ”

“เจ้าค่ะ”

มัจฉานุเดินอมยิ้มเข้าไปในบ้าน ปล่อยให้สองสาวนั่งคุยกันตามลำพัง
“พี่นุนี่ดีเนอะ มีการบอกให้หล่อนดูแลชั้นด้วย เอาใจใส่ลูกค้าดีแบบนี้ สงสัยกิจการจะรุ่ง”

“จ้ะ ดี ดีแน่ ๆ นี่ถ้าเราไม่ได้สนิทกับพี่นุนะ เราต้องคิดว่าตัวเองกลายเป็นลูกจ้างพี่นุไปแล้วแน่ ๆ ฝากฝังซะ ยังกับเจ้านายฝากงานลูกน้อง”

จอมใจหัวเราะถูกใจ ทั้งยังแกล้งพูดทับถมช่อม่วงซ้ำอีก

“เออใช่ สงสัยพี่นุเขาเห็นเธอว่างงานน่ะสิ เลยให้มาซ้อมมือเป็นผู้ช่วยไปพลาง ๆ ก่อน ประสบการณ์การทำงานจะได้ไม่ขาดช่วงไง”

พอได้ยินคำว่า ‘งาน’ หญิงสาวก็ถึงกับถอนใจออกมา

“เฮ้อ อย่าไปพูดถึงมันเลย นี่เราไปสมัครทิ้งไว้หลายที่แล้วนะ มีแต่ให้รอ ๆๆๆๆ เมื่อไหร่จะเรียกไปสัมภาษณ์ก็ไม่รู้”

“โถ ใจเย็นสิช่อ งานที่ไหนจะเรียกตัวปุบปับล่ะ คนสมัครมีตั้งเยอะตั้งแยะ ใจเย็น ๆ ค่อย ๆ คิดไป ถ้าตัวอยากทำงานจริง ๆ ไปทำกับเราก่อนก็ได้” คำพูดของจอมใจแฝงทั้งความห่วงใยและหวังดี

ช่อม่วงหันไปมองเพื่อนอย่างคนที่หมดกำลังใจ
“เฮ้อ... เมื่อวานปรานนท์ก็มาชวนให้เราไปทำงานกับเขา เห็นว่าที่โรงเรียนมีตำแหน่งว่าง บอกตรง ๆ ว่าเราไม่อยากไปทำเท่าไหร่ แต่ไม่อยากพูดให้นนท์เขาเสียกำลังใจ อุตส่าห์หวังดีเอาเรื่องงานมาบอก จะปฏิเสธไปตรง ๆ เราก็กลัวนนท์เค้าจะน้อยใจ”

“เฮ้อ...”

คราวนี้เป็นเสียงถอนหายใจของสาวหมวย จอมใจมองหน้าช่อม่วง ถามอย่างจริงจังว่า

“ไอ้ดีก็ดีอยู่หรอกนะ แต่นนท์เขาคิดกับตัวเกินเพื่อนไม่ใช่เหรอ ถามจริงเถอะ ตัวมีใจให้นนท์เขาบ้างหรือเปล่า”

“ก็...”

การสนทนาสะดุดลงพร้อมเสียงฝีเท้าของมัจฉานุ สัตว์แพทย์หนุ่มกลับมาพร้อมกล่องบรรจุวัคซีนสองกล่อง ใบหน้ายิ้มแย้ม ดูมีความสุขที่จะได้ฉีดยาให้ลูกค้าที่เป็นหมาตัวแรก

“โทษทีจ้ะที่ปล่อยให้รอ พี่เอามาแล้วทั้งสองอย่าง วัคซีนรวมกับกันพิษสุนัขบ้า น้องจอมจะฉีดทั้งสองเข็มเลยใช่ไหม”

จอมใจสะดุ้งโหยง รีบปฏิเสธทันที
“ไม่ค่ะพี่ จอมไม่ฉีดค่ะ จัมโบ้ค่ะ พี่นุฉีดให้เจ้าจัมโบ้นะคะ”

มุขสดของจอมใจทำให้มัจฉานุยิ้มเขิน อายที่ตัวเองพูดไม่ครบ ทำให้คนฟังหาเรื่องเข้าใจผิดไปอีกเรื่อง

“ขอโทษจ้ะ พี่พูดผิดไป พี่หมายถึงว่าจอมจะให้พี่ฉีดยาเจ้าจัมโบ้ทั้งสองอย่างเลยใช่ไหม หรือจะเอาแค่วัคซีนรวมอย่างเดียวจ๊ะ”

จอมใจกลั้นหัวเราะ หล่อนตอบหน้าตายแบบไม่สะทกสะท้าน

“เอาแค่วัคซีนรวมอย่างเดียวก็พอค่ะ ตัวที่กันพิษสุนัขบ้าไว้รอดูเจ้าของแมวก่อนก็ได้ ถ้าสามวันแล้วยายช่อยังไม่น้ำลายฟูมปาก หมาของจอมก็คงไม่เป็นไรค่ะ”

ฝ่ามือขาว ๆ ฟาดลงบนไหล่ของอีกฝ่าย ช่อม่วงนึกอยากจะหยิกแฟนสักทีด้วยซ้ำ โทษฐานที่จิกกัดเธอต่อหน้าคนอื่น

“หนอย ว่าชั้นดีนักนะ เธอเองก็ใช่ย่อย”

จอมหัวเราะใจชอบใจ ถือว่าการจิกกัดเป็นความบันเทิงส่วนตัว
“แค่นี้ทำโกรธ ฉันกับเธอก็พอ ๆ กันนั่นแหละ”

คนที่ยืนฟังอยู่เงียบ ๆ ถึงกับส่ายหน้า ถ้าคนที่ถูกรุมเป็นเขา เชื่อแน่ว่าคงไม่เหลือซากให้แร้งกาทึ้งได้อีกแน่

“มาทางนี้จ้ะจัมโบ้ ไปให้คุณหมอเขาฉีดยานะ จะได้แข็งแรง”

แล้วจอมใจก็พาจัมโบ้ของเธอไปให้มัจฉานุฉีดวัคซีนให้ เจ้าโกลเด้นแสนรู้ถูกคุณหมอหมาอุ้มขึ้นมาไว้บนโต๊ะ แค่มัจฉานุลูบหัวกับเกาคางเบา ๆ มันก็ยอมนอนให้ฉีดวัคซีนแต่โดยดี

“ดีมาก ว่าง่าย ๆ แบบนี้แหละดี หมอชอบ”

มัจฉานุใช้ยาฆ่าเชื้อเช็ดผิวหนังบริเวณที่เขาจะฉีดยา เข็มแหลมถูกแทงเข้าไปในเนื้อจัมโบ้อย่างระมัดระวังและรวดเร็ว ไม่กี่วินาที การฉีดวัคซีนก็เสร็จสิ้น สัตวแพทย์หนุ่มดึงเข็มออกแล้วเอาไปใส่ไว้กล่องเก็บเข็มฉีดยาที่ใช้แล้ว เจ้าจัมโบ้เหมือนจะรักหมอหมารายนี้ขึ้นมาทันที เพราะเขาไม่ทำให้เจ็บและตกใจเหมือนสัตวแพทย์บางราย

“เรียบร้อยแล้วจ้ะ”

“แป๊บเดียวเอง พี่นุเก่งชะมัด ดูสิ เจ้าจัมโบ้มันไม่กลัวเลย ท่าทางจะชอบพี่นุด้วยนะคะ”

มัจฉานุยิ้มเขินกับคำชม ช่อม่วงกำลังจะเดินเข้าไปสมทบ พุดกรองก็เข้ามาพอดี

“มาอยู่นี่เอง มีโทรศัพท์มาน่ะช่อ ไปรับสายก่อน เขารออยู่”

“ใครโทร.มาเหรอคะพี่พุด”

“เอ จำชื่อไม่ได้นะ บอกว่าจากบริษัทอะไรสักอย่าง รีบไปคุยสิ เผื่อเขาโทร.มานัดไปสัมภาษณ์”

นัยน์ตาของช่อม่วงเบิกกว้างด้วยความดีใจ หล่อนแทบจะกระโดดตัวลอย ดีที่ยังพอเก็บความรู้สึกได้บ้าง

“บริษัทโทร.มาเหรอคะ ไชโย ! สงสัยช่อจะได้งานทำแล้วแน่ ๆ เลย เย้ ๆ ๆ” แล้วช่อม่วงก็รีบวิ่งกลับไปที่บ้านทันที จอมใจพลอยรู้สึกยินดีไปกับเพื่อน

“ดีใจกับยายช่อนะคะพี่พุด ถ้าได้งานทำจริง ๆ ก็ดีสิ”

“จ้ะ พี่ก็ภาวนาอยู่เหมือนกัน เห็นยายช่อทำหน้าเบื่อหน่ายแล้วรู้สึกยังไงก็ไม่รู้ พลอยซึมกันไปทั้งบ้าน แม่ก็ห่วงอยู่เหมือนกัน กลัวช่อม่วงจะคิดมากจนไม่เป็นอันทำอะไร”

“ได้ไปสัมภาษณ์งานก็ดีแล้วล่ะค่ะ ดูสิ แค่เขาโทร.มาก็วิ่งหน้าตั้งไปแล้ว นี่ถ้าได้งานด้วย สงสัยหน้าบานเป็นกระด้งแน่เลยค่ะ”

พุดกรองหัวเราะเบา ๆ

“นั่นสิ พี่ก็ว่าอย่างงั้น”

ขณะที่ทั้งสองกำลังคุยกันเรื่องข่าวที่น่าจะเป็นข่าวดีของช่อม่วง สีหน้าของมัจฉานุก็ดูหม่นลงเล็กน้อย ใจหนึ่งเขาก็ดีใจหากช่อม่วงจะได้งานใหม่ทำจริง ๆ แต่อีกใจก็อดเสียดายไม่ได้ว่าต่อไปเขาคงจะมีเวลาได้เจอเธอน้อยลง...




วันรุ่งขึ้น ช่อม่วงรีบอาบน้ำแต่งตัวแต่เช้ามืด เธอเตรียมตัวพร้อมก่อนหกโมงเช้าเสียอีก ช่อม่วงออกมาพร้อมกับแม่และพี่สาวที่กำลังจะเตรียมไปขายของที่ตลาดใกล้บ้าน

“ขอให้โชคดีนะลูก” ปลายอวยพรให้บุตรสาว

“ขอให้ได้งานสมใจนะจ๊ะ”

ช่อม่วงไหว้ขอบคุณแม่และพี่สาว คำอวยพรของทั้งสองคือสิ่งที่เธออยากให้เป็นจริงมากที่สุด

“ขอบคุณค่ะ งั้นช่อรีบไปก่อนนะคะ เดี๋ยวจะไม่ทัน”

“จ้ะ เดินทางดี ๆ ลูก”

“ค่ะแม่”

ช่อม่วงออกเดินไปได้แค่สองสามก้าว ปรานนท์ก็ตะโกนเรียกเสียงดังจนได้ยินไปเกือบทั้งซอย

“เดี๋ยวก่อนช่อม่วง !”

คนถูกเรียกหันไปด้วยความตกใจ ทั้งปลายและพุดกรองต่างหันไปมองปรานนท์เป็นตาเดียว ครูหนุ่มรีบปั่นจักรยานเข้ามาหาเพื่อนหญิงสุดที่รักของเขา ถุงน้ำเต้าหู้ที่คล้องอยู่กับมือจับของจักรยานกวัดแกว่งไปมา ปรานนท์หยุดรถแล้วกระชากถุงใส่น้ำเต้าหู้ออกมา แล้วปล่อยจักรยานล้มกองไปกับพื้น ส่วนตัวเองรีบเดินมาหาช่อม่วงโดยที่ยังไม่ทันได้ทักทายปลายกับพุดกรองด้วยซ้ำ

“จะไปไหนแต่เช้าเหรอ”
คำถามของเขามาพร้อมกับใบหน้าวิตกกังวลระคนเป็นห่วง

“กำลังจะไปสัมภาษณ์งานน่ะ นนท์มีอะไรเหรอ มาซะเช้าเชียว แล้วทิ้งจักรยานแบบนั้นไม่กลัวพังเหรอไง” ช่อม่วงกระเซ้า

ปรานนท์หันไปมองสภาพจักรยานคู่ชีพก่อนชำเลืองมองปลายกับพุดกรองอย่างอาย ๆ ชายหนุ่มค่อย ๆ ยกมือไหว้ทั้งสอง ก่อนจะหันกลับมาพูดกับช่อม่วง

“นนท์รีบเอาน้ำเต้าหู้มาให้ตัวไง” ชายหนุ่มชูถุงน้ำเต้าหู้กับปลาท่องโก๋ให้ดู
“อ๋อ ขอบใจนะ พอดีวันนี้เรารีบน่ะ สงสัยจะไม่ได้กิน”

“ไม่เป็นไร เอาไว้กินตอนกลับมาแล้วก็ได้ นี่นนท์เอามาฝากแม่กับพี่พุดด้วยนะ” แล้วเขาก็หันไปหาปลายกับพุดกรอง “แม่ครับ พี่พุดครับ ผมซื้อน้ำเต้าหู้กับปลาท่องโก๋มาฝากครับ”

“ขอบใจมากจ้ะ คราวหน้าไม่ต้องลำบากก็ได้นะ ดูซิ จักรยานพังหรือเปล่า คราวหน้าไม่ต้องรีบร้อนแบบนี้ก็ได้นะนนท์”

“ไม่เป็นไรครับแม่ ขนาดผมรีบแบบนี้ ยังไม่ทันยายช่อเลย” ปรานนท์พูดพลางหันไปสบตาช่อม่วง หวังให้เธอเห็นในความจริงใจที่เขาพยายามทำให้เห็น

“ขอบใจนะ เอ่อ เราไปก่อนนะนนท์ เดี๋ยวจะไม่ทัน”

“จ้ะ โชคดีนะช่อ นนท์จะเอาใจช่วย”

ยิ้มกว้างที่ปรานนท์ส่งมาให้ ทำให้ช่อม่วงจำต้องยิ้มตอบกลับไป หญิงสาวรีบเดินหันหลัง ไม่อยากเห็นใบหน้ายิ้มแย้มของปรานนท์ในเวลานี้
เธอให้เขาได้แค่คำว่าเพื่อน แม้ช่อม่วงจะรู้ดีว่าปรานนท์ไม่ได้ต้องการแค่นั้น




คราวหน้าจะเอาตอน 4 มาส่งก่ะ
แต่คงขยัก แปะสองที
เพราะยาวมั่กๆ

ขอบคุณสำหรับกำลังใจของทุกคนนะคะ
ตอนนี้ขมองกำลังตันอยู่ตอนที่ 6 เลยค่ะ
ตันมาเป็นอาทิตย์แล้ว



Create Date : 30 มิถุนายน 2551
Last Update : 30 มิถุนายน 2551 12:26:46 น. 14 comments
Counter : 320 Pageviews.

 
ผ่านมาครับ เลยแวะอ่าน
แต่อ่านไม่ทันจบ ขอยอมแพ้ เนื่องจากสีพื้นและสีตัวหนังสือ กลมกลืนจนอ่านยากมาก ต้องเข้าใจนะครับ ว่าเป็นเรื่องลำบากพอสมควรสำหรับผม ซึ่งปัจจุบันเพิ่งก้าวเข้ามารับตำแหน่ง สว. (สูงวัย) แต่ยังงัยก็เป็นกำลังใจให้สร้างสรรค์งานเขียนดีๆ ออกมานะครับ


โดย: ครูเอก วันที่: 30 มิถุนายน 2551 เวลา:21:32:09 น.  

 
มาอ่านทีเดียว สอง ตอนรวดเลย อิอิ


โดย: โยเกิตมะนาว วันที่: 5 กรกฎาคม 2551 เวลา:11:39:54 น.  

 
อิอิ หนุกดีก้า ติดตาม และรอคอยตอนต่อปาย อิอิ ถ้าตัน ๆ มาก ๆ ก้อแวะมาดูเหมียวๆๆ นะคะ
จะได้ปลอดโปร่ง สู้ นะค้า


โดย: zMee วันที่: 6 กรกฎาคม 2551 เวลา:19:30:23 น.  

 
มาแปะโป้งไว้ก่อนนะคะ ไว้สุดสัปดาห์จะมาอ่านครับผม


โดย: Poceille วันที่: 7 กรกฎาคม 2551 เวลา:19:36:13 น.  

 
อ่า... หมอหมา 55555
คือขำชื่อนี้นานละ แวะมาหัวเราะในบล้อคอีกรอบนะน้องสาว


โดย: แฟนไท วันที่: 29 กรกฎาคม 2551 เวลา:18:10:44 น.  

 


โดย: mymamee วันที่: 14 สิงหาคม 2551 เวลา:3:02:07 น.  

 


โดย: รักบังใบ วันที่: 22 สิงหาคม 2551 เวลา:17:18:48 น.  

 
ฉันนั้นอยู่ผู้เดียว ฉันเปล่าเปลี่ยวหัวใจ
ฉันคิดถึงคนไกล ไม่มีใครดูแล
แต่ฉันต้องอยู่ให้ได้ ฉันต้องไม่ร้องไห้
ต้องเข้มแข็ง ไม่หวั่นไหว




โดย: เจ้าชายไร้เงา วันที่: 28 สิงหาคม 2551 เวลา:3:03:24 น.  

 
คิดถึงเฉยๆ น้า
มะได้มาทวงจักหน่อย อิอิ


โดย: zMee วันที่: 13 กันยายน 2551 เวลา:16:36:25 น.  

 

หลับแล้วเหรอ มาปลุก เพื่อจะบอกว่า นอนหลับฝันดีน้า


โดย: โสมรัศมี วันที่: 29 กันยายน 2551 เวลา:22:36:32 น.  

 
คิดถึงมากคร้าบบบบบบบบบบบบบบบ...


คิดถึงจ้าดนักกกกกกกกกกกกกกกกกก


คิดถึงหลายหลายยยยยยยยยยยยยยยย




ไอ้โพหาย(หัว)ไปนาน คิดถึงคุณอัญมากมาย สบายดีไหมคะ? ^^


คิดถึงนะคร้าบบบบบบบบบบบบบบบบบบ






Jubbbbbb Jubbbbbbbbb




โดย: Poceille หนีนายมาเล่นเน็ต IP: 161.200.255.162 วันที่: 9 ตุลาคม 2551 เวลา:10:21:18 น.  

 
คิดถึงหลายเด้อ

แอบเลียนแบบโพซังค่ะ

คุณอันอัน หายไปไหนน๊อ คิดถึงจัง

สงสัยเพลิดเพลินกับการปั่นนิยาย

สบายดีนะคะ ว่างๆ มาวิ่งเล่นกันนะคะ


โดย: Hachi_chan วันที่: 18 ตุลาคม 2551 เวลา:9:48:46 น.  

 
อ๊ายอาย
กลับมาแล้วค่ะ
ส่งงานละ โล่งงงงงงงงงงง
555

พอดีมีแก้ไขฉากระหว่างเขียนค่ะ เลยไม่ได้เอามาลงต่อ

ถ้าแปะตอนใหม่แย้วจะไปเคาะประตูบล๊อคนะค๊า


โดย: อัญชา วันที่: 13 พฤศจิกายน 2551 เวลา:19:26:25 น.  

 
อิอิ


โดย: zMee วันที่: 23 พฤศจิกายน 2551 เวลา:13:22:40 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

อัญชา
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




วันนี้ ::
:: ... อัญชา ยินดีต้อนรับค่ะ ... :: counter hit make

Friends' blogs
[Add อัญชา's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.