Live another day...
Group Blog
 
<<
มิถุนายน 2551
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
2930 
 
17 มิถุนายน 2551
 
All Blogs
 
หมอหมากับยาใจ ตอน 2 : มุงมั่น!

2.มุ่งมั่น !

นิตยสารและหนังสือพิมพ์ที่ลงประกาศรับสมัครงานกองอยู่เต็มโต๊ะในห้องนั่งเล่น ช่อม่วงหยิบขึ้นมาเปิดดูทีละเล่ม แล้วก็ถอนหายใจเมื่ออ่านหนังสือเล่มหนึ่งจบไป

“เป็นอะไรไปอีกล่ะช่อ” พุดกรองถามหลังนั่งมองใบหน้าห่อเหี่ยวของน้องอยู่นาน

ช่อม่วงถอนใจก่อนตอบอย่างไร้อารมณ์

“ยังไม่เจองานที่ถูกใจเลยพี่ หนังสือที่ซื้อมา ช่อก็อ่านดูเกือบหมดแล้วนะ แต่งานที่ชอบนี่สิ หายากชะมัด”

พุดกรองลุกไปนั่งใกล้น้อง หันไปมองกองนิตยสารและหนังสือพิมพ์สมัครงานที่ช่อม่วงไปขนซื้อมาจากแผงหนังสือ

“ซื้อมาตั้งหลายเล่ม ไม่มีงานอะไรถูกใจเราเลยเหรอ”
“ไม่มีเลยค่ะ”

แล้วช่อม่วงก็ตั้งหน้าตั้งตาหางานต่อไป เหลือหนังสือพิมพ์ที่เธอยังไม่ได้อ่านอีกแค่สองฉบับ พุดกรองอยากช่วยแต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร กลัวว่าจะเลือกงานได้ไม่ถูกใจน้องสาว ใจจริงนั้นไม่อยากให้น้องดิ้นรนหางานใหม่เสียด้วยซ้ำ ทั้งพุดกรองและแม่ต่างเห็นตรงกันว่า อยากให้ช่อม่วงอยู่ช่วยงานที่บ้านมากกว่า แม้อาชีพทำขนมหวานจะไม่ได้ร่ำรวยอะไรนัก แต่ก็พอมีพอใช้และแต่ละเดือนก็ยังมีเงินเหลือเก็บอยู่บ้าง

“เจอแล้ว ! ไชโย ในที่สุดก็เจอสักที” ช่อม่วงร้องอย่างดีใจ พลางชี้ตำแหน่งงานที่สนใจให้พุดกรองดู “พี่พุดดูนี่ งานนี้แหละที่ช่ออยากทำ บริษัทนี้ใหญ่ปึ่กด้วย ถ้าได้เข้าไปทำนะพี่ อนาคตสดใสแน่นอน”

“เหรอ งั้นก็ดีสิ”

พุดกรองตอบรับไปแกน ๆ เห็นช่อม่วงดีใจออกนอกหน้าจึงไม่อยากขัดคอ

“ดีสิพี่ ดีแน่ ๆ”

แววตาของช่อม่วงเป็นประกายวาววับ ตั้งใจแล้วว่าจะต้องไปสมัครงานที่นั่นให้ได้

“พักก่อนก็ได้นะช่อ ยังไม่ต้องรีบหางานหรอก...”

ไม่ทันที่พุดกรองจะพูดจบ ช่อม่วงก็รีบแทรกขึ้นทันที

“โอ๊ย จะไปรอช้าได้ยังไงล่ะพี่พุด ขืนช่อไม่รีบหา มีหวังพลาดงานดี ๆ น่ะสิ คนว่างงานน้อยที่ไหน แล้วไหนยังจะเด็กจบใหม่ แล้วยังคนที่ตกงานหรือเปลี่ยนงานอย่างช่ออีกล่ะพี่ ...ขืนชักช้าก็อดกันพอดี”

ว่าแล้วช่อม่วงก็รีบคว้ากรรไกรมาตัดประกาศรับสมัครงานของบริษัทที่ตนสนใจ พุดกรองด้วยความห่วงใยระคนเป็นห่วง เมื่อเห็นว่าตนเปลี่ยนใจน้องไม่ได้ จึงปล่อยเลยตามเลย

“ขอให้ได้งานนะจ๊ะ”

“ขอบคุณค่ะ” หญิงสาวยิ้มรับหน้าบาน

“งั้นพี่ไปช่วยแม่เตรียมของทำขนมก่อนนะ”

“จ้ะ”

พุดกรองสบตาน้องสาวแต่ไม่พูดอะไร จากนั้นก็เดินหายไปในครัวที่อยู่ทางด้านหลัง ช่อม่วงผ่อนลมหายใจออกมาอย่างหนักหน่วง ไม่สบายใจที่เห็นสายตาแสดงความห่วงใยของพี่สาว

แม้จะรู้ว่าทั้งพี่และแม่เป็นห่วง แต่เธอก็จำต้องเลือกสิ่งที่เห็นว่าดีที่สุดสำหรับตัวเอง

“แม่กับพี่พุดรอก่อนนะ ช่อจะต้องหางานใหม่ที่ดีกว่าเดิมให้ได้ คอยดูสิ ช่อม่วงสู้ ๆ !”

หญิงสาวให้กำลังตัวเอง ก่อนถลาขึ้นห้องไปเตรียมเอกสารสำหรับสมัครงานให้พร้อมสำหรับวันพรุ่งนี้

.
.
สูทสีเทาดำตัดเย็บด้วยผ้าเนื้อดีถูกสวมทับเสื้อเชิ้ตสีเลือดหมูที่ทอจากผ้าฝ้ายผสมเส้นไหม ทำให้เนื้อผ้ามีประกายวาว คล้ายผ้าราคาแพง ช่อม่วงยืนหันซ้ายหันขวาหน้าโต๊ะเครื่องแป้ง เส้นผมถูกถักเป็นเปียยาวเกือบกลางหลัง เธอมองหน้าตัวเองในกระจกก่อนหยิบเครื่องสำอางมาเติมอีกเล็กน้อย

“เป็นยังไงบ้างคะ ดูดีหรือยัง”

ช่อม่วงหันไปถามพี่สาวกับแม่ที่ยืนมองเธออยู่ตรงประตู ปลายมองลูกแล้วยิ้ม นางพยักหน้าเบา ๆ พลางพูดให้กำลังใจ

“ดีแล้วจ้ะ แม่ว่าดูสวยและเรียบร้อยดี”

ช่อม่วงชำเลืองไปทางพุดกรอง รอฟังว่าพี่สาวจะพูดว่าอย่างไร

“อืม... พี่ว่าดีแล้วนะ กำลังดี ไม่มากไม่น้อยเกินไป”

คำชมของทั้งสองทำให้ช่อม่วงฉีกยิ้ม มือเรียวคว้ากระเป๋าเอกสารกับกระเป๋าสะพายมาไว้กับตัว

“งั้นช่อไปก่อนนะคะ เดี๋ยวจะสาย”

“จ้ะ โชคดีนะลูก”

“ขอบคุณค่ะแม่” ช่อม่วงสวมกอดมารดา หน้าแนบชิดกับพวงแก้มของผู้เป็นแม่ เมื่อคลายมือออก เธอจึงร่ำลาพี่สาว “ช่อไปก่อนนะคะ”

“จ้ะ ขอให้โชคดีนะ” พุดกรองอวยพรน้องสาวด้วยอีกคน

“ขอบคุณค่ะ”

หญิงสาวยกไหล่ ยิ้มหน้าแป้นจนดวงตาเล็กหยี แล้วรีบวิ่งลงไปชั้นล่างด้วยท่าทางกระฉับกระเฉง ไม่ถึงนาทีก็เดินออกจากบ้านไปอย่างมีความสุข
.
.
มัจฉานุได้ยินเสียงประตูจากบ้านข้าง ๆ จึงหันไปมอง ทันเห็นร่างช่อม่วงในชุดทำงานดูเรียบร้อยภูมิฐาน เขาวางท่อนไม้ลงกับพื้น รีบเดินออกไปหน้าบ้านเพื่อมองตามหลังช่อม่วงที่กำลังเดินออกไปหน้าปากซอย

“ท่าทางแบบนี้ สงสัยจะไปสมัครงานแน่ ๆ”

ชายหนุ่มพึมพำกับตัวเอง สายตายังจับอยู่ที่แผ่นหลังของช่อม่วงขณะที่เธอเดินห่างออกไปเรื่อย ๆ

“น้องเราแต่งตัวแบบนี้ก็ดูสวยเหมือนกันนะ...”

มัจฉานุยืนมองจนน้องสาวข้างบ้านเดินลับตาไป ชายหนุ่มขยับแว่น แล้วเปลี่ยนเป็นยืนกอดอก ตามองทอดไปยังถนนคอนกรีตอันว่างเปล่า ปากซอยอยู่ห่างไปราวสามร้อยเมตร รถสองแถวและมอเตอร์ไซด์รับจ้างวิ่งสวนกันไปมา เด็กนักเรียนกับผู้ปกครองเดินผ่านไปอย่างเร่งรีบ ความเคลื่อนไหวทุกอย่างผ่านสายตาไปอย่างไร้การจดจำ

เพราะใจของมัจฉานุกำลังจดจ่ออยู่กับภาพลักษณ์ใหม่ของช่อม่วงที่ตนเพิ่งเห็น...






ณ บริษัทหรูหราทันสมัยใจกลางกรุง ช่อม่วงนั่งรอในห้องรับแขกด้วยกริยาสำรวม นอกจากเธอแล้วยังมีผู้หญิงรูปร่างหน้าตาดีอีกสามคน ไม่มีใครคุยกัน แค่หันไปสบตากันโดยบังเอิญยังทำไม่ได้ หากมีใครหันไปเจอสายตาคู่อื่นทีไร เป็นต้องหันหน้าหนีแทบจะทันที

“คุณช่อม่วงคะ”

ผู้หญิงในชุดขาวครีมเดินมาเรียกเธอหน้าห้อง ช่อม่วงลุกขึ้นโดยอัตโนมัติ ท่าทางกระฉับกระเฉงพร้อมลุยงานทุกสถานการณ์

“เชิญทางนี้ค่ะ”
ผู้หญิงคนเดิมบอกกับเธอด้วยรอยยิ้ม ประตูห้องทำงานที่เปิดทิ้งไว้ทำให้ช่อม่วงรู้ทันทีว่าตัวเองจะต้องไปที่ไหน

แผนกบุคคล

เธอทวนคำนั้นในใจ ก่อนเข้าห้อง ช่อม่วงไม่ลืมหันไปขอบคุณผู้หญิงชุดครีมที่เปิดประตูให้ มันคือการแสดงให้คนในห้องเห็นว่าเธอเป็นคนที่มีมนุษยสัมพันธ์ดี ใส่ใจเพื่อนร่วมงานแม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อย

ภายในห้องรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีโต๊ะทำงานตัวใหญ่ตั้งทางด้านลึกของห้อง ช่อม่วงยกมือไหว้ผู้หญิงหน้าตาดุที่นั่งอยู่ หล่อนรับไหว้แล้วบอกให้เธอนั่งลงที่ฝั่งตรงข้าม

“เชิญค่ะ”

“ขอบคุณค่ะ” ช่อม่วงเลื่อนเก้าอี้อย่างเบามือ เมื่อนั่งเรียบร้อยก็ให้อีกฝ่ายเริ่มคำถามก่อน

“...อืม ก่อนหน้านี้คุณทำงานเป็นเลขานุการมาก่อนเหรอคะ”

“ค่ะ ใช่ค่ะ”

“แล้วทำไมถึงอยากเปลี่ยนงานล่ะคะ มีปัญหาอะไรกับบริษัทเดิมที่คุณทำงานอยู่หรือเปล่าคะ”

คำถามตรงไปตรงมาทำช่อม่วงเกือบคุมสติไม่อยู่ โชคดีที่เธอเตรียมตัวสำหรับคำถามชนิดนี้มาบ้าง จะยั่วประสาทหรือแทงใจดำแค่ไหนก็ทนได้

“ดิฉันอยากหาประสบการณ์ใหม่ ๆ ในการทำงาน และอยากเป็นส่วนหนึ่งในองค์กรที่มั่นคงในระดับต้น ๆ ของประเทศค่ะ”

“เป็นเหตุผลที่ทำให้คุณตัดสินใจมาร่วมงานกับเราใช่ไหมคะ”

“ใช่ค่ะ”

คำตอบหนักแน่นของเธอทำให้อีกฝ่ายอมยิ้ม

“ขอบคุณค่ะ แล้วทางเราจะติดต่อกลับไปนะคะ”

การสัมภาษณ์งานที่จบลงในเวลาอันรวดเร็ว ทำให้ช่อม่วงพอจะเดาได้ว่า ตนอาจจะพลาดงานนี้ หญิงสาวเดินออกจากอาคารแห่งนั้นด้วยความรู้สึกเสียดาย แต่แล้วก็ต้องทำใจเผื่อไว้สำหรับความผิดหวัง

“...ไม่เป็นไร งานในหนังสือยังมีอีกตั้งเยอะ”

เป็นคำปลอบใจตัวเองที่ไม่ทำให้เธอรู้สึกดีขึ้นเท่าใดนัก ช่อม่วงกลับไปถึงบ้านด้วยอาการระโหยโรยแรง ทันทีหยุดหน้าประตูบ้าน เสียงเรียกของมัจฉานุก็ลอยข้ามมา

“ไปไหนมาจ๊ะ”

ช่อม่วงยิ้มแห้ง พลางตอบแบบไม่เต็มเสียง
“ไปสมัครงานมาค่ะพี่ แต่สงสัยจะไม่ได้ แผนกบุคคลเขาคุยแค่ไม่กี่นาทีเอง”

“เหรอ อืม แต่พี่ว่าอย่าคิดมากเลย ไม่แน่เขาอาจจะติดต่อขอสัมภาษณ์เพิ่มทีหลังก็ได้นะ” ชายหนุ่มให้กำลังใจ ขณะที่ช่อม่วงต้องฝืนยิ้มปลอบใจตัวเอง

“ก็อยากให้เป็นอย่างนั้นเหมือนกันค่ะ เอ่อ แล้วกิจการของพี่นุไปถึงไหนแล้วคะ ลูกค้าเยอะหรือยัง”

มัจฉานุหัวเราะออกมาเบา ๆ
“ยังไม่ถึงไหนเลยจ้ะ พี่เพิ่งปรับปรุงพื้นที่เสร็จน่ะ เหลือจัดของอีกนิดหน่อยก็เรียบร้อยแล้วล่ะ”

“ต้องการแรงงานฟรีไหมคะ ?” ช่อม่วงเสนอตัวด้วยนึกสนุก


ด้านมัจฉานุยังลังเลอยู่ว่าจะตอบรับดีไหม ความใจร้อนของช่อม่วง ทำให้เธอจัดการมัดมือชกสัตวแพทย์หนุ่มด้วยตัวเอง

“เอาละๆ มัวแต่คิดอยู่ได้ เดี๋ยวช่อขอไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน แล้วจะลงมาช่วยนะคะ” พอพูดจอ หญิงสาวก็เดินตัวปลิวขึ้นบ้านไป ทิ้งให้มัจฉานุยืนงงอยู่คนเดียว

“อะไรของเค้า ปุบปับก็ไปช่วย...” ชายขยับแว่นก่อนก้มมองสารรูปตัวเอง มือสองข้างเป็นรอยดำเพราะยกของ กางเกงสามส่วนสีครีมกลายเป็นสีมอม เสื้อยืดลายอุลตร้าแมนตัวเก่งมีคราบฝุ่นเปื้อนเกือบตั้งตัว “แล้วดูเราสิ เขรอะขนาดนี้ แล้วจะให้ผู้หญิงไปช่วยอีก ไม่ได้การแล้ว”

และแล้ว มัจฉานุก็วิ่งตื๋อหายเข้าไปในบ้าน เมื่อช่อม่วงกลับลงมาอีกครั้งจึงไม่พบเขา

“พี่นุ ช่อพร้อมแล้ว”

หญิงสาวร้องเรียกขณะวิ่งลงบันไดมา เธอมาใส่ชุดลำลอง กางเกงขาสั้นสีเทายาวเหนือเข่า ชิ้นบนเป็นเสื้อยืดสีน้ำเงินตัวโคร่ง ช่อม่วงวิ่งลงมาจนถึงบันไดชั้นล่าง จึงเพิ่งมองไปยังจุดที่ยืนคุยกับมัจฉานุเมื่อครู่

“อ้าว หายไปไหนแล้ว”

“หาตานุไม่เจอเหรอยายช่อ” พุดกรองเดินออกมาดูน้องสาว หลังจากได้ยินเสียงบ่นหาพี่ชายข้างบ้าน

“ค่ะ หายไปไหนก็ไม่รู้ เมื่อกี้ยังคุยกันอยู่เลย”

“คงเข้าบ้านไปแล้วมั้ง ช่อตามไปดูที่โรงเรือนสิ คงอยู่ตรงนั้นแหละ”

“ค่ะ เดี๋ยวช่อมานะคะ มีอะไรก็ตะโกนเรียกนะพี่”

“จ้ะแม่คุณ ไปเถอะ”

พุดกรองมองตามร่างน้องสาวจนเธอเดินผ่านช่องโหว่ของรั้วไม้ผุพังเข้าไปยังบ้านข้าง ๆ ช่อม่วงเดินเข้าไปอย่างระมัดระวัง ตาคอยมองหาว่ามัจฉานุไปอยู่ตรง ครั้นพอเจอก็รีบวิ่งไปหาอย่างรวดเร็ว

“เฮ้อ จนป่านนี้แล้วยังซนเป็นลิงเลยนะน้องเรา” ผู้เป็นพี่สาวรำพึงเบา ๆ ด้วยรอยยิ้ม




ภายในเรือนปลูกต้นไม้ของป้านกแปรสภาพจนเกือบจะเป็นคลินิกสัตว์เลี้ยงอย่างสมบูรณ์แบบ กรงสัตว์หลายขนาดถูกวางไว้บนชั้นเหล็กอย่างเป็นระเบียบ มัจฉานุเปลี่ยนชุดมอซอกลายเป็นเสื้อผ้าชุดใหม่ ดูสะอาดตา

“โห เปลี่ยนเสื้อผ้าเตรียมจะไปไหนหรือเปล่าพี่นุ แต่งซะหล่อเฟี้ยวเชียว” ช่อม่วงหยอกคุณหมอหนุ่มที่กำลังก้ม ๆ เงย ๆ อยู่หลังโต๊ะทำงาน

มัจฉานุแสร้งตีหน้าขรึม วางภูมิสมเป็นสัตวแพทย์มือฉมัง
“ไม่ได้ไปไหนหรอกจ้ะ เตรียมตัวทำงานนี่ล่ะ ทำร้านเองทั้งทีจะให้แต่งตัวโทรมได้ยังไงล่ะ จริงไหม”

“อืม ก็จริงของพี่นะคะ แต่ระวังน้า ต่อไปลูกค้าจะไม่ได้มาเพราะแค่จะเอาสัตว์เลี้ยงมารักษา แต่อาจจะมาเพราะหลงเสน่ห์คุณหมอก็ได้นะพี่” หญิงสาวหยอกอย่างอารมณ์ดี

มัจฉานุเหลือบมอง ‘หญิงสาว’ ใกล้ตัว ถ้าจะมีใครสักคนมาหลงเสน่ห์เขาจริง ๆ ชายหนุ่มก็อยากให้มีเธออยู่ในนั้นด้วย

“ไม่ขนาดนั้นหรอก...”
เขาแสร้งทำไม่สนใจ ทำเป็นจัดข้าวของโน่นนี่จนวุ่นวายไปหมด

“ไม่ต้องอายหรอกน่ะพี่นุ ช่อแค่ล้อเล่น”

ช่อม่วงยิ้มหน้าเป็น พลางเดินไปช่วยหยิบจับของให้เข้าที่ พอช่อม่วงไปป้วนเปี้ยนใกล้ ๆ มัจฉานุก็เดินหนีไปอีกทาง มือไม้เป็นระวิงกับการจัดยาเข้าตู้

“พี่นุ พี่มีอาหารสำเร็จรูปหรือยัง ต้องซื้อติดไว้ด้วยนะ เผื่อลูกค้าที่อยู่แถวนี้จะได้เดินมาซื้อได้”

ประโยคที่ช่อม่วงถามขึ้นลอย ๆ ทำให้มัจฉานุสะดุ้งโหยง ทั้งที่คิดจะเตรียมการเรื่องนี้ไว้เป็นอย่างแรก ๆ แต่เขาก็ลืมจนได้

“ตายละ พี่ลืมไปสนิทเลย”

“เอ้า เป็นคุณหมอยังไงนี่ แบบนี้หมาแมวก็อดตายหมดสิคะ”

“จริงสิ เฮ้อ ไม่น่าลืมเลยเรา...”

ช่อม่วงรีบจัดของอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็รีบเดินไปหามัจฉานุที่กำลังยืนหน้ามุ่ย ตำหนิตัวเองที่หลงลืมเรื่องง่าย ๆ

“งั้นรีบไปซื้อเลยสิพี่ ช่อว่างอยู่ เดี๋ยวไปช่วยถือของให้เอาไหม”

ชายหนุ่มนึ่งคิดครู่หนึ่ง ก่อนรับคำอย่างง่ายดาย
“ก็ดีนะ...”

“โอเค งั้นไปกันเลย”

“เดี๋ยว ๆ จะไปทั้งอย่างนี้เลยเหรอ”

ช่อม่วงทำหน้ายุ่ง บอกให้รู้ว่าไม่อยากเสียเวลา
“ก็ชุดนี้สิพี่ ทำไมล่ะ ใส่กางเกงสามส่วนกับเสื้อยืดไปซื้อของไม่ได้หรือไง มีเงินในกระเป๋าก็พอน่ะ ไปเถอะ”

มัจฉานุล้วงกระเป๋าดูจำนวนเงินที่มีอยู่โดยมีช่อม่วงคอยเร่งอยู่ข้างหลัง

“พอไหมพี่ ถ้าไม่พอ เดี๋ยวช่อวิ่งไปเอาที่บ้านมาให้”

“ไม่ต้องจ้ะ พี่มีพอ ว่าแต่ช่อจะไปช่วยถือของจริง ๆ นะ” ชายหนุ่มถามย้ำ

“จริงสิ แหม ก็พูดอยู่นี่ไง ไป ๆ รีบไปเร็วเข้า จะได้ไม่เสียเวลา ช่อเริ่มหิวแล้วด้วยนะ เดี๋ยวจะได้กลับมาทันเที่ยง ได้หม่ำข้าวแกงฝีมือป้านกพอดี”

“นั่นแน่ มิน่าทำไมถึงอยากช่วยพี่นัก ที่แท้ก็อยากกินข้าวฟรีนี่เอง”

ช่อม่วงยิ้มหน้าเป็น ท่าทางมีความสุข
“ก็แหงสิคะ นาน ๆ ช่อจะมีเวลาว่างสักทีนะพี่ มีอะไรให้ช่วยก็บอกมาเถอะ ช่ออาสาเป็นผู้ใช้แรงงานเอากับข้าวป้านกเป็นค่าแรง...”

“ตามใจ แล้วอย่ามาบ่นทีหลังแล้วกัน” ปลายนิ้วชี้และนิ้วโป้งของมัจฉานุบรรจงบีบลงที่ปลายจมูกกลมมนของช่อม่วงอย่างเอ็นดู สาวเจ้าทำหน้าทะเล้นยอมให้แกล้งแต่โดยดี

“ไปกันสักทีเถอะค่ะ เสียเวลามาตั้งนานแล้ว”

สองมือของช่อม่วงดันหลังมัจฉานุออกจากโรงเรือนอย่างรวดเร็ว จนเขาต้องรีบเดินนำหน้าไป จังหวะนั้น นกเพิ่งกลับจากขายของที่ตลาดพอดี
“สองคนพี่น้องจะไปไหนกันจ๊ะ หนูช่อ อยู่กินข้าวกลางวันด้วยกันสิ”

ยังไม่ทันที่ช่อม่วงจะได้พูด มัจฉานุก็ชิงบอกแม่ของตน

“กำลังจะไปซื้ออาหารสัตว์กันครับแม่ แม่ไม่ต้องห่วงหรอกว่าช่อจะไม่อยู่กิน นี่อุตส่าห์อาสาไปช่วยผมซื้อของแลกกับข้าวแกงของแม่เชียวนะ”

นกยิ้มหน้าบาน ดีใจที่ลูกสาวเพื่อนบ้านติดใจในรสมือของตน
“ตาย จริงเหรอจ๊ะหนูช่อ”

“จริงค่ะป้า”

“งั้นรีบไปรีบมานะลูก ป้าจะเตรียมกับข้าวอร่อย ๆ ไว้”

“ค่ะป้า เอ่อ ถ้าแม่กับพี่พุดถามถึง ฝากบอกด้วยนะคะว่าช่อไปช่วยพี่นุถือของ เดี๋ยวก็มาค่ะ”

“ได้จ้ะ ป้าจะบอกให้นะ”

“ขอบคุณค่ะ” ช่อม่วงย่อตัวไหว้อย่างสวยงาม

“ผมไปซื้อของนะแม่”
“เออ ๆ รีบไปเถอะ”





หนึ่งหนุ่มกับหนึ่งสาวจึงมุ่งหน้าไปยังห้างค้าส่งที่อยู่ใกล้บ้าน ทั้งสองช่วยกันหอบหิ้วอาหารสัตว์หลากรสที่ขนกันมาเต็มพิกัด ถุงพลาสติกใบโตที่ขอซื้อจากทางห้าง แทบจะจุของไม่หมด เพราะช่อม่วงจัดการยัดทุกสิ่งทุกอย่างลงไปเท่าที่จะทำได้

“เราซื้อมาเยอะเกินไปหรือเปล่าคะ ช่อถือจะไม่ไหวอยู่แล้วนะ” คนต้นคิดบ่นอุบ มัจฉานุหันมอง พอเห็นสีหน้าเมื่อยล้าของเธอเขาก็ออกปาก

“หนักล่ะสิ มา ให้พี่ถือเองก็ได้” ชายหนุ่มพูดพลางยื่นมือออกไปรับถุงจากมือช่อม่วง

“ไม่เป็นไรหรอกพี่นุ แค่นี้เอง ช่อบ่นไปอย่างงั้นแหละ ช่อถือเองได้ สบายมาก”

แล้วคนปากเก่งก็ทำเป็นออกแรงแข็งขัน ถึงขนาดเดินนำหน้ามัจฉานุไปด้วยซ้ำ แต่ออกเดินไปได้ไม่กี่ก้าวก็ต้องวางของทั้งหมดลง

“โอ๊ย ไม่ไหวแล้ว หนักชะมัด”

“นั่นไง พูดยังไม่ทันขาดคำ” ชายหนุ่มส่ายหน้าไปมา “ให้พี่ถือเองแต่แรกก็ไม่ยอม”

“ก็เค้าคิดว่าจะถือไหวนี่...”

หญิงสาวทำเสียงอิดออด ทว่า คำแทนตัวของเธอไปสะดุดหูอีกฝ่ายโดยไม่ตั้งใจ

“หือ เมื่อกี้ช่อว่าไงนะ ?”

ช่อม่วงทำหน้างง เธอลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่าเมื่อครู่นี้ตัวเองใช้คำแทนตัวว่าอะไร

“อะไรคะ อ๋อ ช่อก็บอกว่า ช่อคิดว่าช่อจะถือไหวไง พี่นุได้ยินเป็นอะไรเหรอ”

“เปล่า ๆ ไม่มีอะไร พี่คงหูฝาดไปเอง” สีหน้าของมัจฉานุปรากฏความผิดหวังออกมาเล็กน้อย แต่เขายิ้มกลบเกลื่อนได้ทันก่อนที่ช่อม่วงจะสังเกตเห็น
“เอาของมาให้พี่ถือแล้วกัน”

“...ดีเหมือนกันค่ะ แฮ่” ช่อม่วงยิ้มหน้าทะเล้น แววตาวิบวับส่องประกายเจ้าเล่ห์ เธอส่งของทั้งหมดให้มัจฉานุแต่โดยดี

“อ้าว ยายช่อ มาทำอะไรอยู่ตรงนี้ ไม่ไปทำงานเหรอ”

เสียงร้องทักของผู้หญิงคนหนึ่งทำให้ทั้งคู่ต้องหันไปมอง ริมฝีปากของช่อม่วงเผยยิ้มทันทีที่เห็นหน้าเพื่อนสนิท

“ยายจอม มาทำอะไรแถวนี้ แหม ได้จังหวะพอดี ช่วยไปส่งเราที่บ้านหน่อยสิ”

ช่อม่วงรีบเดินไปหาจอมใจซึ่งนั่งอยู่ในรถ กระจกที่นั่งข้างคนขับถูกเปิดจนสุดบาน จอมใจชะโงกหน้าข้ามเบาะมา รอให้ช่อม่วงเดินมาถึงรถแล้วจึงคุยต่อ

“มาคนเดียวเหรอ พี่พุดล่ะ”

“เปล่า เรามากับพี่นุ มาช่วยพี่นุซื้อของน่ะ”

“มากับพี่นุเหรอ ไหนล่ะ... อ้าว พี่นุคะ สวัสดีค่ะ” จอมใจมือยกไหว้มัจฉานุทันทีที่เห็น

“สวัสดีจ้ะน้องจอม” ชายหนุ่มรับไหว้พลางมองใบหน้าของจอมใจที่เขาไม่ได้เห็นมานานแล้ว เธอมีเชื้อสายจีน ผิวพรรณจึงขาวผ่องเป็นพิเศษ ขณะเดียวกัน จอมใจก็เป็นสาวสมัยใหม่ เธอจึงไว้ผมซอยสั้นได้อย่างไม่เคอะเขิน

“โห ไม่ได้เจอตั้งนาน เห็นทีแรก จอมเกือบจำไม่ได้แน่ะ ถ้ายายช่อไม่บอกว่าเป็นพี่นุ จอมคงคิดว่ายายช่อควงหนุ่มที่ไหนมาเที่ยวแล้วนะนี่”

“เว่อร์ไปละ ๆ น้อย ๆ หน่อยจ้ะแม่คุณ”

“แล้วนั่นหอบหิ้วอะไรกันมาเยอะแยะเชียว จะถือกลับกันไหวเหรอคะ” จอมใจกวาดตามองถุงพลาสติกสามใบใหญ่ ๆ ที่มัจฉานุถืออยู่

“ก็ไม่ไหวน่ะสิ เธอว่างใช่ไหม ไปส่งเรากับพี่นุหน่อยนะ”

“ได้ ๆ มา เดี๋ยวเราไปส่งเอง เอาของไว้ท้ายรถแล้วกันนะ” ว่าแล้วจอมใจก็รีบลงไปเปิดฝากระโปรงท้ายให้ มัจฉานุกับช่อม่วงช่วยกันเอาของใส่ท้ายรถ จากนั้นจอมใจก็พาทั้งสองไปส่งถึงบ้านด้วยตัวเอง

.
.

รถยุโรปสีดำเคลื่อนเข้าไปในซอยเล็ก ๆ อย่างเชื่องช้า จนไปหยุดนิ่งสนิทที่หน้าบ้านของช่อม่วง

“ใครมาเหรอลูก” ปลายถามพุดกรองซึ่งกำลังยืนอยู่ริมหน้าต่าง

“จอมใจค่ะแม่ สงสัยไปเจอยายช่อกลางทาง เลยพามาส่งบ้าน มัจฉานุก็มาด้วยกันค่ะ”

“ตานุก็นั่งมาด้วยเหรอ”

ปลายเดินไปที่ประตูบ้าน มองลงไปที่ลานด้านนอก เห็นลูกสาวตัวเองกำลังกุลีกุจอหยิบถุงอาหารสัตว์ออกมาจากท้ายรถของเพื่อน ส่วนมัจฉานุรับบทหนัก เพราะทุกอย่างที่ออกมาจากท้ายรถจะถูกส่งให้เขาโดยอัตโนมัติ ชายหนุ่มทั้งอุ้มทั้งสะพายถุงอาหารสัตว์ไว้กับตัว น้ำหนักของรวมกันได้หลายกิโล ทำเอาร่างของเขาโอนเอนไปมา

“ยายช่อ ช่วยพี่เขาถือหน่อยสิลูก”

ช่อม่วงหันมายิ้มแห้งให้มารดา เพราะไม่คิดว่าแม่จะออกมาเห็นว่าเธอกำลังแกล้งมัจฉานุอยู่ หญิงสาวจึงรีบหยิบถุงอาหารสัตว์ใบสุดท้ายมาถือไว้เอง จากนั้นก็รีบเดินหนี ทิ้งให้มัจฉานุรับน้ำหนักของที่เหลือต่อไป

“ดูลูกคนนี้สิ ยังทโมนเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน...”

พุดกรองขยับไปยืนข้างแม่ สายตามองตามร่างน้องสาวที่กำลังสาละวนกับการขนของ

“แบบนี้ล่ะค่ะ ยายช่อของแท้”
“นั่นสิ”

จอมใจเงยหน้าขึ้นไปมองบนบ้าน เห็นสองแม่ลูกยืนอยู่จึงยกมือไหว้ตามประสาคนคุ้นเคย

“สวัสดีค่ะแม่ สวัสดีค่ะพี่พุด”

ร่างบาง ๆ ของจอมใจเดินเข้ามาอย่างกระฉับกระเฉง ปลายกับพุดกรองรีบลงไปต้อนรับเพื่อนสนิทของช่อม่วงที่เชิงบันได สาวหน้าหมวยยิ้มกว้าง ดีใจที่ได้มาเยือนบ้านหลังนี้อีกครั้ง

“แม่เป็นยังไงบ้างคะ จอมไม่ได้แวะมาซะตั้งนาน”

“ก็สบายดีน่ะลูก แข็งแรงดี ไม่เจ็บไข้อะไร”

“ดีจังค่ะ เอ แล้วทำไมวันนี้ยายช่ออยู่บ้านได้ล่ะคะ หรือว่าคิดบ้านจนต้องโดดงาน”

สีหน้าล้อเลียนของจอมใจทำให้ปลายกับพุดกรองต้องหันไปสบตากัน ทั้งสองเผลอมองไปยังโรงเรือนราวนัดกันไว้ และผู้ที่ให้คำตอบกับจอมใจก็คือพุดกรองนั่นเอง

“ช่อม่วงไม่ได้ทำงานแล้วจ้ะ เพิ่งออกจากงานเมื่อวานนี้เอง”

“หา อะไรนะคะ จอมไม่เห็นรู้เรื่องเลย เมื่อกี้นั่งรถมาด้วยกันก็ไม่ยอมบอก จอมถามแล้วนะว่าทำไมถึงไม่ไปทำงาน ตกงานนี่เอง มิน่าถึงไม่ยอมบอก” น้ำเสียงขุ่นขึ้งของจอมใจสอดคล้องกับสีหน้าที่แสดงความโกรธระคนเป็นห่วงของเจ้าตัว “แล้วแม่ช่อม่วงเขาบอกไหมคะว่าทำไมต้องออกจากงานกะทันหันแบบนี้”

ปลายถอนหายใจ บอกกับเพื่อนของลูกด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
“อย่าไปโกรธช่อเลยจ้ะ ช่อเขามีปัญหากับผู้จัดการน่ะ”

“ปัญหาประเภทไหนคะ ?” จอมใจถามทันควัน

“ก็... พวกมือไม้อยู่ไม่สุขน่ะลูก พอเผลอไว้ใจเข้าก็ออกลาย”

“อ้ออออออ มิน่า” สาวหมวยลากเสียงยาว เข้าใจแล้วว่าทำไมคนอึดอย่างช่อม่วงถึงยอมถอยออกมาง่าย ๆ ลองถ้าเจอแบบนี้ หล่อนก็คงไม่ทนอยู่ให้ใครหน้าไหนมาลวนลามเหมือนกัน

“เดี๋ยวพอยายช่อมาก็ถามกันเอาเองนะลูก”

“ไม่เป็นไรค่ะแม่ เดี๋ยวถ้าอารมณ์ดี เจ้าตัวคงจะเล่าให้จอมฟังเอง เฮ้อ สมัยนี้ก็นะ จะทำงานทั้งทีก็ต้องคอยระวังพวกฉวยโอกาสในที่ทำงาน อ้อ แล้วตอนนี้ช่อหางานใหม่ได้หรือยังคะ”

“วันนี้ไปสมัครงานแต่เช้าเลยจ้ะ กลับมาถึง ยังไม่ทันได้คุยกัน ยายช่อก็วิ่งปรู๊ดไปช่วยมัจฉานุซื้อของซะแล้ว พี่กับแม่ก็เลยยังไม่รู้เหมือนกันว่าผลเป็นยังไง” พุดกรองพูดถึงน้องสาวอย่างห่วงใย

“อืม... ค่ะ งั้นจอมขอไปช่วยพี่นุจัดของแป๊บนึงนะคะ เห็นว่าจะทำคลินิกเอง จอมของไปดูลาดเลาก่อน เผื่อจะพาเจ้าจัมโบ้มาใช้บริการบ้าง”

“จ้ะ เสร็จแล้วเดี๋ยวมาทานข้าวด้วยกันนะลูก ป้านกเขาเข้าครัวเองเลยนะวันนี้”

“ค่ะแม่ เดี๋ยวจอมมานะคะ”





.

จอมใจเดินเข้าไปในเขตรั้วบ้านของมัจฉานุอย่างรวดเร็ว แค่ไม่กี่ก้าวจากประตูก็ถึงโรงเรือนที่ถูกดัดแปลงเป็นห้องทำงานของสัตวแพทย์หนุ่ม ช่อม่วงกับมัจฉานุกำลังช่วยกันจัดถุงอาหารสัตว์ให้เข้าที่ เมื่อจอมใจไปถึงก็แทบจะไม่ต้องทำอะไรแล้ว

“โอ้ โห พอจัดแบบนี้แล้วดูกว้างขวางดีเหมือนกันนะคะ พี่นุอย่าลืมหากรงใหญ่ ๆ มาใส่เจ้าจัมโบ้ด้วยนะ ไว้จอมจะพาเจ้าตัวโตมาอุดหนุน”

“ว่าง ๆ ก็พามาเล่นกับถุงเงินบ้างสิ” ช่อม่วงพูดทีเล่นทีจริง คนฟังหน้าง้ำ ตอบด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์

“จะบ้าหรือไง ฉันไม่พาจัมโบ้มาให้เจ้าถุงเงินมันตบจมูกเล่นหรอกนะ แมวอะไรไม่รู้ ดุเหมือนเจ้าของ”

มัจฉานุอมยิ้ม ทำไม่รู้ไม่ชี้แต่หูคอยฟังบทสนทนาของทั้งคู่อย่างตั้งใจ

“ดุเดอะอะไรกัน มันก็แค่ป้องกันตัว”

“ป้องกันตัวบ้านเธอสิ โจมตีซึ่งหน้าล่ะไม่ว่า”

เมื่อเห็นท่าว่าจะเถียงแพ้ช่อม่วง จอมใจก็รีบชิ่งไปหาพวกมาเข้าข้างสุนัขตัวโปรดของตน

“พี่นุ จอมมีเรื่องจะฟ้อง ตอนที่จอมพาจัมโบ้มาบ้านนี้นะ เจ้าถุงเงินมันเดินมาถึงก็ตบหน้าจัมโบ้ตั้งสองทีแน่ะ จัมโบ้ยังไม่ทันจะทำอะไรเลย แค่กระดิกหางอารมณ์ดีเหมือนหมาโกลเด้นทั่วไป แต่ไอ้ที่ไม่เหมือนใครน่ะ เป็นแมวของยายช่อนี่แหละ แมวอะไรก็ไม่รู้ ไม่กลัวหมา เห็นหน้าจัมโบ้เมื่อไหร่ เป็นต้องวิ่งเข้าไปตบจมูกทุกที”

ช่อม่วงหัวเราะเสียงดัง พูดถึงแมวตัวเองด้วยความภูมิใจเป็นนักหนา
“อะไรกัน แค่นี้ทำโวยวายไปได้ เจ้าจัมโบ้มันอยากใจเสาะทำไมล่ะ กะแค่แมวตัวเล็ก ๆ ยังกลัว แบบนี้จะปกป้องเจ้าของได้เหรอ”

“เชอะ เจ้าของไม่ต้องพึ่งหมาหรอกย่ะ ฉันคุ้มครองตัวเองได้”

“ดุกว่าหมาล่ะสิ”

“ย่ะ” จอมใจแสร้งกระแทกเสียงประชด

การปะทะคารมของทั้งคู่ไม่ทำให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดโกรธ เพราะต่างก็รู้นิสัยกันดีอยู่แล้ว มัจฉานุฟังไปยิ้มไป สรุปว่าสองสาวน่ากลัวพอกัน

“จัดของเสร็จแล้วเหรอคะพี่นุ ยืนยิ้มแฉ่งเลย”

สาวหมวยถามชายหนุ่ม ช่อม่วงหันไปมอง ถุงอาหารที่อยู่ข้างตัวเธอถูกหยิบไปตอนไหนเจ้าตัวก็ไม่ทันสังเกต ทุกอย่างถูกเก็บเข้าที่เรียบร้อยแล้ว ไม่ว่าจะเป็นอาหารชนิดเม็ดของสุนัขและแมว หรือจะเป็นอาหารนกและผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ล้วนอยู่ในที่ของมันอย่างเป็นระเบียบ

“เสร็จแล้ว งั้นก็ได้เวลากินแล้วสินะ” ช่อม่วงถามหน้าตายจนจอมใจอดเหน็บแนมไม่ได้

“อะไรกันเธอ ไม่เห็นจะช่วยอะไรเลย เหงื่อยังไม่ทันออกก็ถามหาของกินแล้ว”

“ก็หิวนี่นา วันนี้ออกไปธุระตั้งแต่เช้า ไม่ได้กินอะไรรองท้องด้วย หิวจนตายลายแล้ว”

จอมใจยืนจ้องหน้าช่อม่วง รอฟังว่าเมื่อไรเพื่อนคนนี้จะบอกเรื่องว่างานให้ฟังเสียที

“มองอะไรน่ะจอม ทำไม หน้าฉันมีอะไรประหลาดหรือไง” ช่อม่วงพูดติดตลก ทว่า จอมใจกลับไม่รู้สึกคล้อยตามอย่างที่คิด

“นี่ หยุดเลยนะยายช่อ อย่ามัวทำเป็นเล่น หล่อนตกงานแล้วทำไมไม่บอก มีอะไรก็เล่าให้ฟังกันบ้างสิ จะได้ช่วยกันคิด ไม่ใช่ปล่อยให้เรารู้เอง แล้วนายปรานนท์อะไรนั่นรู้เรื่องหรือเปล่า หรือหล่อนจะทำเงียบ รอให้เจ้าตัวมารู้เองเหมือนเรา ?”

“จอม...” ถ้อยคำต่อจากนั้นถูกกลืนหายไปในลำคอ ช่อม่วงสูดหายใจลึกก่อนตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ก็ไม่มีอะไรนี่นา อีกเดี๋ยวเราก็ได้งานใหม่แล้ว นี่ เมื่อเช้าเพิ่งไปสมัครมาเองนะ บริษัทยักษ์ใหญ่ด้วย ขอบอก”

รอยยิ้มที่บรรจงเสริมแต่งทำให้ทั้งจอมใจและมัจฉานุรู้สึกเป็นห่วง ทั้งสองดูออกว่าคนพูดกังวลเรื่องนี้อยู่ไม่น้อย ท่าทางที่แสดงออกจึงดูไม่แนบเนียนเท่าที่ควร

“เออ ๆ ยังไงก็ขอให้โชคดีแล้วกันนะ ได้เรื่องยังไงอย่าลืมมาเล่าให้ฟังด้วยล่ะ ถ้าหล่อนไม่ยอมบอก ฉันจะไม่พาเจ้าจัมโบ้มาให้เจ้าถุงเงินมันตบเล่นแน่นอน”

คำพูดแกมประชดของจอมใจทำให้ช่อม่วงยิ้มออก

“จ้ะ รับรองไม่พลาด”

“นุเอ๊ย เก็บของเสร็จหรือยัง แม่กับป้าปลายตั้งโต๊ะแล้วนะ”

เสียงตะโกนของนกทำให้ทั้งสามหยุดกิจกรรมของตน

“เสร็จแล้วครับแม่” มัจฉานุตอบกลับทันที “ไป ช่อ จอม ไปทานข้าวกัน”

“ทันทีเลยค่ะพี่ชาย” ช่อม่วงรับคำเสียงใสพลางคว้ามือจอมใจให้เดินไปด้วยกัน “ไป จอม ได้เวลากินแล้ว”

“วันนี้ป้านกกับแม่ทำอะไรกินเหรอ มีของโปรดของเราไหม...”

สองสาวพากันเดินไปยังทางลัดระหว่างสองบ้าน มัจฉานุยืนนิ่งอยู่กับที่ เสียงของช่อม่วงยังดังอยู่ในหัวเหมือนเธอยืนพูดอยู่ข้างหู

‘ทันทีเลยค่ะพี่ชาย’

“พี่ชาย...”

อยากรู้เหลือเกินว่าจะมีวันใดที่เขาจะเป็นได้มากกว่าพี่ชายของเธอไหม

ขออภัยที่อัพเดทช้าค่ะ มาแล้วนะคะ มาอ่านกันก่องนะ อย่าเพิ่งทิ้งกันนนนน


Create Date : 17 มิถุนายน 2551
Last Update : 17 มิถุนายน 2551 14:57:42 น. 5 comments
Counter : 261 Pageviews.

 
แวะมาให้กำลังใจ


โดย: อุ๊ IP: 117.47.59.197 วันที่: 18 มิถุนายน 2551 เวลา:13:19:48 น.  

 
อ๊ากๆๆๆๆ ขัดใจอย่างแรง อิอิ
กำลังเพลิน ๆ อะ ต้องรออีกแล้วหรอ ....
เหอๆๆๆ หนุกค่าหนุก

ขอบคุณนะค้า แล้วก้อ.........รอตอนต่อปาย ค่า


โดย: zMee วันที่: 18 มิถุนายน 2551 เวลา:20:40:37 น.  

 
แฮ่! มีให้อ่านฟรี มีรึจะพลาดได้


โดย: เจ้าชายไร้เงา วันที่: 26 มิถุนายน 2551 เวลา:14:27:20 น.  

 
เอิ้กกกกกก... คุณหมอนุขา ต้องการมือปืนรับจ้างช่วยงานในคลินิกไหมคะ?


แอบอ่านถึงตอนคุณหมอจ่ายยาโด๊ปให้ไก่แล้วขำกลิ้งไปเลยค่ะ คิดถึงสมัยออกค่าย มีคนมาตามไปรักษาไก่ เราก็เฮกันไป พอไปถึงเจ้าของบอกว่าเป็นไก่ชน ตัวนึงเป็นแสน เก็บของกลับมาเกือบไม่ทันแหน่ะค่ะ เหอเหอ... ไม่กล้ารักษาอะไรมาก กลัวไปทำไก่เค้าตาย ไม่มีตังค์ชดใช้อ่ะสิคะ


มาเอาใจช่วยคุณหมอ คุณหมา คุณแมว และคุณคนเขียนนะคะ สู้ สู้


โดย: Poceille วันที่: 28 มิถุนายน 2551 เวลา:12:45:28 น.  

 
ขออนุญาตตอบเม้นท์รวมๆ นะคะ
แห่ะๆ

ขอบคุณทุกข้อความค่ะ ทำให้คนหัวสมองตีบตันมีกำลังใจขึ้นเยอะเลย ตอนนี้สมองตีบอยู่ กำลังพยายามแคะๆ เขี่ยๆ ขี้เลื่อยออกจากหัวอยู่ค่ะ หวังว่าจะเรียบลื่นในเร็ววัน ฮา


เอ่อ ที่คุณโพฯ กล่าวมานั้น อ่านแล้วฮาค่ะ 555
โอ้ว นะ ไก่ชนตัวละเป็นแสน ถ้าพันธุ์ไม่ค่อยดี ราคาเหนาะๆ ยังไงก็ไปหลักหมื่นแล้ว เกิดให้ยาสุ่มสี่สุ่มห้าไป เสี่ยงต่อชีวิตเป็นอย่างยิ่งค่ะ



คุณอุ๊ - ขอบคุณที่ตามอ่านจนครบทุกตอนเลยนะคะ


คุณ zMee ตอนใหม่มาแย้วค่ะ จะสู้สองตอนที่แล้วได้หรือเปล่าน้อ


คุณเจ้าชายไร้เงา - อิอิ เขียนเรื่องฮาประชดชีวิตค่ะ เพราะคนเขียนซีเรียสที่ไม่มีงานส่งค่ะ เลยต้องบังคับตัวเองให้ฮา แห่ะๆ


โดย: อัญชา วันที่: 30 มิถุนายน 2551 เวลา:12:35:11 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

อัญชา
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




วันนี้ ::
:: ... อัญชา ยินดีต้อนรับค่ะ ... :: counter hit make

Friends' blogs
[Add อัญชา's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.