ชีวิตคือการเดินทาง........
Group Blog
 
<<
มกราคม 2551
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031 
 
4 มกราคม 2551
 
All Blogs
 
ปีใหม่ไปกาญจนบุรี (2)

วันอาทิตย์ที่ 30 ธันวาคม โปรแกรมวันนี้ของพวกเราก็คือไปวัดหลวงพ่ออุตมะ นั่งเรือชมโบสถ์เก่าของวัดหลวงพ่ออุตมะ และ ก็สะพานมอญ ด่านเจดีย์สามองค์ หลังอาหารเช้า ซึ่งเป็นอาหารบุฟเฟต์ของโรงแรม และ ขี่จักรยานรอบรีสอร์ทกันเป็นการอุ่นเครื่องแล้ว (จักรยานรีสอร์ทมีให้ยืนขี่ฟรีจ๊ะ) เราก็ได้ฤกษ์ออกเดินทางสู่ สังขละบุรี อันดับแรก ก็ต้องหาปั๊มน้ำมันก่อน เราก็ไปเจอผู้คนที่เริ่มหนาตาขึ้นในเช้าวันนี้ที่ปั๊มน้ำมัน ปตท ก่อนที่จะเลี้ยวไปสังขละ (ทำตามที่หนังสือแนะนำท่องเทียวบอกไว้ก่อนเป็นดีค่ะ กลัวหาปั๊มอีกไม่ได้)

(ชอบสองข้างทาง ช่วงที่ใบสักเริ่มผลัดใบมาก ๆ เลยค่ะ ถ่ายรูปออกมาไม่สวยเพราะถ่ายจากบนรถ ต้องดูของจริง)


(วิวภูเขาสูง ๆ ระหว่างทาง)


(สายหมอกยามสาย จริง ๆ อยากถ่ายแต่เช้าแต่ เด็ก ๆ ไม่ยอมตื่นค่ะ)

แถบนั้นปั๊มน้ำมันมีน้อยค่ะ เตรียมการให้พร้อมก่อนเป็นดี จากนั้นเราก็ขับรถไปเรื่อย ๆ ทางสบาย ๆ เช้านี้ขุนเขารอบ ๆ มีหมอกลงพอสมควร ให้ได้เห็นความสวยงามของธรรมชาติที่แต่งแต้มไว้ ให้ได้รู้สึกถึงไอหนาว และขุนเขาจริง ๆ ค่ะ เราขับรถขึ้นไปที่สังขละ ในตอนแรกเราถามพนักงานโรงแรมเพื่อหาจุดชมวิวสวย ๆ จะได้ถ่ายรูปเก็บไว้เป็นทื่ระลึก พนักงานก็บอกว่าที่ใกล้ทึ่สุดก็อยู่เลยไปหน่อย คือจุดชมวิวป้อมปึ่ เลยเกริงกระเวียไปหน่อย (ขอย้ำค่ะตอนที่บอกเลยไปหน่อยอ่ะ ทำให้เราจินตนาการว่าเลยไปแค่ 3-4 กิโล แต่ในความเป็นจริงแล้ว มันปาเข้าไปครึ่งทางไปสังขละแล้วนะคะ น่าจะเกือบ 50 กิโลได้ เจอกิโลแม้วจนได้สิ....) เราก็เลยต้องฝากไว้ก่อน เพราะป้อมปี่เป็นจุดชมวิวิพระอาทิตย์ตก เราจึงขับไปเรื่อย ๆ เลียบเขื่อนเขาแหลมไป จนเจอจุดชมวิวเขื่อนอีกที่นึง ที่สวยพอใช้ เราก็เลยเริ่มทำการแวะบันทึกภาพกันต่อ

(จุดชมวิวเขี่อนระหว่างทางไปสังขละบุรี)


(จุดชมวิว ของเทศบาลสังขละ สวยดีค่ะ)


จากนั้นจึงขับไปจนถึงจุดชมวิวของเทศบาลสังขละ เป็นจุดที่เราจะได้มองเห็นสะพานมอญเต็ม ๆ ที่จุดนี้ ต้องขอบอกว่าทำได้สวยดีค่ะ มีคนไปกางเตนท์ กัน หลายรายอยู่ เราก็ได้ถ่ายรูปกันเป็นที่เรียบร้อย ก็ตกลงใจว่าไปด่านเจดีย์สามองค์ก่อนดีกว่า แล้วค่อยกลับมานั่งเรือชมความงามของเขื่อนกัน การเดินทางไปด่านเจดีย์สามองค์ ต้องบอกได้ว่าค่อนข้างผิดหวัง ไม่ใช่ด่านพม่าปิดหรืออะไรหรอก แต่เป็นที่เจดีย์สามองค์นั่นเอง (แบบว่าเพิ่งเคยไปเห็นเป็นครั้งแรกค่ะ) เสียดายจริง ลักษณะที่ตั้งอย่างนั้นดูแล้วเกือบมองเลยผ่านไป และ ไม่ให้ความสำคัญเสียแล้วสิ มันเหมือนถูกทิ้งขว้างไม่ได้รับการบูรณะให้เหมาะสมดูดีเลย ทั้ง ๆ ที่เป็นจุดสำคัญในประวัติศาสตร์ชาติไทยด้วยเช่นกัน ในแวบแรกที่มองไปต้องเรียกได้ว่าสะท้อนใจ เสียมากกว่า จากนั้นเราก็เดินช้อปปิ้งที่ร้านค้าตรงด่านฝั่งไทย เลือกซื้อสินค้ากันพอสมควรก็กลับ สิ่งที่ได้ก็คงเป็นกล้วยไม้นั่นแหละ และของ ๆ พม่านิด ๆ หน่อย ๆ ใช้เวลาที่นี่ไม่ถึง ครึ่งชั่วโมงเราก็เดินทางกลับไปที่เจดีย์พุทธคยา

(ด่านเจดีย์สามองค์ ตอนแรกมองเลยไปเลย เพราะไม่มีอะไรชี้ชัดให้เป็นจุดเด่น เหมือนกับ เจดีย์ใส่อัฐิ ตามวัดมากกว่า ดูแล้วเศร้าเลยค่ะ)


(ป้ายสุดเขตแดนตะวันตกค่ะ)


(ด่านพม่า ทุกคนแห้วกันหมด เพราะด่านปิดค่ะ ลืมสอบถามข้อมูลก่อนมาได้ยินว่าปิดมา ประมาณ 9 เดือน ได้แล้วมั๊งคะ)


(เอาภาพหนุ่มพม่ากะ ร้านอาหารมือถือ มาฝากแทนละกัน)

โดยไปถึงก็เกือบเที่ยงแล้ว เราจึงต้องมองหาอาหารกินกัน แถววัดจะมีร้านก๋วยเตี๋ยวอยู่ร้านนึง อร่อยจริงสมคำโฆษณาของพ่อค้าว่า ไม่อร่อยไม่ต้องจ่ายเงิน เราก็กินก๋วยเตี๋ยวให้พออยู่ท้องกัน เดินช้อปปิ้งกันต่อที่นี่ดีกว่า ของก็เยอะเหมือนกันแถมราคาก็ถูกด้วย เราก็ได้ไม้แกะสลักไม้ตกแต่งบ้าน และของจิปาถะนิด ๆ หน่อย ๆ

(เจดีย์พุทธคยา)

จากนั้นก็ไปติดต่อคนที่ให้เช่าเรือ เราเช่าเรือแบบเหมาลำ ไป-กลัย 300 บาท (เราว่าราคาค่อนข้างแพงนะเนี่ย แค่ประมาณครึ่งชั่วโมงเอง ชม 2 ที่ หมดไปละ 300 บาท) พวกเราต้องเอารถเข้าไปจอดที่หมู่บ้านมอญแถบนั้นแล้วก็ขึ้นเรือที่ท่าแถวนั้น เด็ก ๆ ดีใจกันมาก ก็รบเร้ากันมาตั้งแต่เช้าว่า เรือเราอยู่ไหน แล้วก็ได้เรือเรา แต่เจ้าตัวเล็ก ก็ลงมือหลับซะตั้งแต่เรือเริ่มออกเลยแหละ เราว่าถ้าไปตอนช่วงเช้าและน้ำลดมากกว่านี้คงจะสวยอยู่ แต่เราไปกลางวันแดดเปรี้ยง ๆ มันก็ไม่ค่อยจะงามเท่าไหร่ แถมน้ำก็ค่อนข้างเต็ม มองไม่เห็นลวดลายเก่าของตัวโบสถ์เลย แต่เอาเถอะ ก็ได้รสชาติกันไปอีกแบบนึง คุณลุงคนขับเรือก็เล่าให้ฟังว่าสมัยก่อนที่จะปล่อยน้ำเข้าเขื่อน น่าจะประมาณ ปี 2527 นะ

(เตรียมตัวลงเรือค่ะ )


(บรรยากาศหมู่บ้านมอญ ที่เราต้องเอารถมาจอดเพื่อขึ้นเรือค่ะ)


(หอระฆัง วัดวังก์วิเวการามเก่า ที่อยู่กลางน้ำ)


(โบสถ์กลางน้ำ วัดวังก์วิเวการามเก่า ไฮไลท์สังขละค่ะ)


(บ้านแพหลังนี้เก๋ดีค่ะ มีกกไม้น้ำ คล้ายสวนลอยหลังบ้านเลย)

แถบนั้นก็จะเป็นที่อยู่อาศัยของชาวมอญ มีวัดมีโรงเรียน ที่บัดนี้จมลงสู่ใต้น้ำเสียแล้ว ชุมชนต่างก็แยกย้ายกัน 2 ฟากฝั่ง แบ่งเป็นกลุ่มกะเหรี่ยงและมอญ ซึ่งตีกันเสมอ นึกไปทำให้คิดถึงภาพพวกเด็กช่างกลเลยนะเนี่ย 55555 ที่นี่จะมีประมาณตำนานโรมิโอ กะ จูเลียตมั่งมั๊ยไม่รู้นะ เพราะหมู่บ้านนึงกะเหรี่ยง หมู่บ้านนึงมอญ ก้าวล้ำอาณาเขตกันไม่ได้ ถ้าหนุ่มสาว สองหมู่บ้านนี้ชอบกัน คงได้เกิดตำนาน โรมิโอ กะ จูเลียตจริง ๆ นั่นแหล่ะ....

(ภาพสะพานมอญ )

สะพานมอญ หรือ สะพานไม้อุตตมานุสรณ์ ซึ่งเป็นสะพานไม้ที่นับได้ว่ายาวที่สุดในประเทศ คือยาวเกือบ 900 เมตร ต้องขอนับถือจริง ๆ เพราะสร้างจากความศรัทธา ในหลวงพ่อ อุตตมะ ของชาวบ้านแถวนั้น เสียดายจริงที่ครั้งนี้เราไม่มีเวลาเดินเล่นที่สะพานมอญ จึงได้แต่ถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึกว่า เดินทางมาเยือนถึงที่นี่แล้ว..... หลังจากขึ้นจากเรือเราก็เดินทางไปกราบหลวงพ่ออุตตมะ ที่วัดวังก์วิเวการาม ผู้คนก็คลาคร่ำ แวะกินโรตี ที่วัด สอบถามได้ความว่าวันนี้ขายไปแล้ว 300 กว่าอัน โอ้ ขายดีจังเลย พอเราจะไปซื้ออีกครั้งก็ขายหมดซะแล้ว.....

(วัดวังก์วิเวการาม)


(อีกมุมนึงค่ะ)


(ข้างในค่ะ)


(นมัสการหลวงพ่ออุตมะ)

ก่อนกลับเราก็ไปช้อปปิ้งกันอีกที่ที่วัดพุทธคยา จากนั้นก็ทำเวลาสุดฤทธิ์ ด้วยความที่อยากไปถ่ายรูปพระอาทิตย์ตกที่ ป้อมปี่ เกือบไม่ทันแน่ะ ตอนแรกที่จะเข้าป้อมปี่ โห รถจอดเยอะมาก ๆ ล้นออกมาข้างนอกเลย เจ้าหน้าที่อุทยานก็ถาม เพราะปกติจะต้องเสียเงินงัย แต่เราเข้าไปชมวิว ไม่ได้พักก็เลยไม่ต้องเสียเงิน เค้าก็ว่ารถมันเต็มต้องเดินอีก 200-300 เมตร (คราวนี้เรารู้แล้วไม่เชื่อหรอก เพราะเดินเข้าจริง ๆ มันไกลกว่านี้เยอะเลยอ่ะ) ที่นี่ก็เป็นอีกที่ ที่น่ามากางเต้นท์นอน (ถ้าไม่ใช่ช่วงเทศกาลนะ เพราะคนอย่างกะมดแน่ะ) ทุกคนต่างมุงหน้าลงไปที่จุดชมวิว เป็นภาพที่สวยมาก บนทางเดินที่จะลงไปชมพระอาทิตย์ตก แสงสะท้อนของพระอาทิตย์ส่องมาจับใจจริง และทุกคนต่างก็วุ่นวายตั้งกล้องเฝ้ารอเวลาที่แสงอาทิตย์จะลาลับขอบฟ้า เสียดายที่แสงสุดท้ายในวันนี้ไม่เจิดจ้า จึงได้ภาพที่ค่อนข้างธรรมดา แต่ก็เป็นที่นึงที่งดงามตามสไตล์ธรรมชาตินั่นแหละ

(ทางเดินลงไปชมพระอาทิตย์ยามเย็นที่จุดชมวิว ป้อมปี่)


(เหล่านักล่าแสงอาทิตย์อัสดง พากันติดตั้งอาวุธเตรียมยิงกันใหญ่ค่ะ)


(ไหน ๆ มาแล้วก็ต้องล่าลำแสงกันด้วยค่ะ)


(อีกภาพนะคะ)




(ภาพนี้เรือผ่านมาพอดีค่ะ)

ออกจากที่นี่ก็ 6.30 น. กว่าจะเดินทางไปถึงโรงแรมก็สองทุ่มกว่า แล้ว หาร้านอาหารก็ไม่ค่อยจะมีซักเท่าไหร่ เลยจำต้องหิ้วท้องไปที่โรงแรม แต่ด้วยคนก็มากมาย มาจัดงานที่ห้องอาหารที่โรงแรม เลยได้อาหารช้ามาก ๆ แต่เราว่ารสชาติอาหารที่นี่อร่อยใช้ได้ เราก็สั่งแกงส้มไข่ชะอมรสชาติเข้มข้นที่เดียว คะน้าปลาเค็ม ก็อร่อย และหอมปลาเค็มมาก แต่ราคาก็แพงได้ที่เลย ข้าวเปล่ายังจานละ 20 บาทเลยอ่ะ เอาเถอะ หาที่กินไม่ได้นี่หน่า พรุ่งนี้ค่อยว่ากัน...........


Create Date : 04 มกราคม 2551
Last Update : 9 มกราคม 2551 13:04:30 น. 1 comments
Counter : 962 Pageviews.

 
รูปภาพรอก่อนนะจ๊ะ


โดย: แอมป้า วันที่: 4 มกราคม 2551 เวลา:11:35:38 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

แอมป้า
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add แอมป้า's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.