สิงหาคม 2553

1
2
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31
 
 
ละวาง"อัตตา"ชีวิตเป็นสุข






SmileySmileySmiley
                     



           SmileySmileySmiley ทำจิตใจให้งดงามดุจ



 



         "พระจันทร์วันเพ็ญ"


 




                                         จึงจะเห็น 


                         SmileySmileySmiley



                   "ตัวบุญ"



                      




                           SmileySmileySmiley

















   



" การมีจิตและกายที่ละเอียดอ่อน(สำรวม)อยู่เสมอ.
มีธรรมะอยู่ในใจ..ความเป็นอัตตาไม่เกิด"

Free TextEditor



Create Date : 03 สิงหาคม 2553
Last Update : 22 มิถุนายน 2554 7:29:25 น.
Counter : 776 Pageviews.

17 comments
  
..แวะมาทักทายจ๊ะ..ขอให้มีความสุข สดใส..หัวใจเบิกบาน..


วาง ว่าง ว่างงงงงง...ชีวิตก็เป็นสุข


..HappY BrightDaY To You..
โดย: *~ต้นกล้า...ของหัวใจ~* วันที่: 4 สิงหาคม 2553 เวลา:13:57:38 น.
  
แนะนำการอ่านเนื้อหา...

ในหัวข้อ "Group Blog" ซ้ายมือบนสุด จะมีบทความ2กลุ่มคือ
1.การปฏิบัติธรรม
2.การปฏิบัติสมาธิ

1.กลุ่ม "การปฏิบัติสมาธิ"
เป็นการอธิบายตัวเราในทางกายภาพ ว่าความเป็นตัวเรามันทำงานว่ามันทำงานเป็นความรู้สึกนึกคิดของเราอยู่อย่างไร ซึ่งเป็นการอธิบายตามการอธิบายใน"อภิธรรม"ซึ่งเหมือนเป็นทฤษฏีที่จะทำให้เราเข้าใจตัวเราเองว่ามันทำงานเป็นตัวเราอยู่อย่างไรนั่นเอง

........หัวข้อหลักคือ "การศึกษา"ตัวเรา"ทางกายภาพ.......




2.กลุ่ม"การปฏิบัติธรรม"

แนะนำการปฏิบัติธรรม หรือแนวทางในการแก้ไขความเป็นสัญชาตญาณทางธรรมชาติของตัวเรา คือการทำงานของจิตกับกาย ซึ่งจะมีความเกี่ยวข้องกับความรู้สึกของเราอย่างมาก โดยสรุปจะหมายถึงการละวาง ความเคยชินเดิม ที่เป็นเหตุให้เกิดความรู้สึกหยาบ(ตามปกติของสัตว์โลก)เพื่อการเปลี่ยนแปลงให้เกิดเป็นความรู้สึกที่ละเอียดขึ้นเพื่อพัฒนาความเข้าใจชีวิตให้สูงขึ้น


คำแนะนำคือ
การละวางความเป็น "อัตตา" เพื่อให้เกิดความเป็น "อนัตตา" จึงควรมีคติประจำใจเตือนตนเองว่า
"ละวาง"อัตตา"ชีวิคเป็นสุข " เพื่อสรุปรวบยอดให้สั้นเพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติที่เราจะระลึกได้อยู่เสมอ

แต่หัวข้อหลักในการฝึกหรือการปฏิบัติในรายละเอียดคือ
"ว่างจากการสัมผัส" ทางกาย,ใจ

เมื่อเกิดเป็นความเข้าใจได้ว่าความเป็นโลกิยะคือความเป็นสัตว์โลกคือการถูกครอบงำจากความเป็นธรรมชาติอยู่ เราจึงจะเกิดความเห็นได้ว่าเราควรจะละวางอาการที่ตนเป็นอยู่นั้นด้วยความเข้าใจในความเป็นเหตุผล เมื่อความเห็นนั้นเกิดขึ้นมันจึงจะส่งผลทางความรู้สึก



จึงจะเห็นได้ว่าความเป็น"อัตตา"เป็นความรู้สึกหยาบทำให้เราหลงวนอยู่ในความเป็นธรรมชาติของตนเอง เมื่อความรู้สึกของเราละเอียดขึ้นคือการยึดมั่นคลายออกเราจึงสามารถเข้าใจอาการที่หลงอยู่นั้นได้ เราก็จะละวางได้การเกิดสัมผัสทางใจเราก็รู้สึกถึงความแตกต่างถึงความหยาบหรือละเอียดของจิตตัวเองได้

การฝึกปฏิบัติก็เพื่อให้เห็นความหยาบของจิตตัวเองนั่นเองเพื่อจะแยกแยะอาการของตนได้ การนำเพลงธรรมะมาประกอบเพื่อให้เกิดความละเอียดอ่อนทางความรู้สึกที่การบรรยายไม่สามารถทำให้เกิดได้ เพื่อให้เกิดการน้อมเข้าไปในรสพระธรรม เป็นความสุขเกิดขึ้น เมื่อจิตมีความละเอียดอ่อนจึงจะสัมผัสกับความหยาบที่เกิดอยู่ได้ จึงจะละวางความหยาบทางความรู้สึกของตนนั้นได้

ดังนั้นจึงต้องมีคติประจำใจในการปฏิบัติคือ...

.............ละวาง"อัตตา"ชีวิตเป็นสุข.................




 ละวาง'อัตตา'ชีวิตเป็นสุข
สร้างกริตเตอร์
| .postjung.com">ฟังเพลง | ดารา |




โดย: ไพรสณฑ์ (ไพรสณฑ์ ) วันที่: 5 สิงหาคม 2553 เวลา:5:22:58 น.
  


.พระมหากัสสปเถระ(ปิปผลิ)
พระพุทธองค์ประทานโอวาท3ข้อแก่ปิปผลิคือ
1.กัสสปะเธอพึงศึกษาอย่างนี้ว่าเราจักเข้าไปถึงความละอายและเกรงใจไว้อย่างแรงกล้าในภิกษุผู้เป็นเถระ ผู้เป็นนวกะและผู้เป็นมัชฌิมะ
2.เราจักฟังธรรมอย่างใดอย่างหนึ่งซึ่งประกอบด้วยกุศลเราจักตั้งใจฟังธรรมนั้น
พิจารณาเนื้อความแห่งธรรมนั้น
3.เราจักไม่ละสติไปในกายคือพิจารณาร่างกายเป็นอารมณ์
ซึ่งเรียกว่าโอวาท “ปฏิคคหณูปสัมปทา”หลังจากอุปสมบทและได้บำเพ็ญเพียรปฏิบัติ



***ธรรมสม่ำเสมอประมาณ๗วันในวันรุ่งขึ้นเช้าวันที่๘ก็ได้บรรลุอรหันตตผล

......................................................................


***ปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธองค์ที่แนะนำ...ปิปผลิคือ.พระมหากัสสปเถระ...ในข้อ3


3.เราจักไม่ละสติไปในกายคือพิจารณาร่างกายเป็นอารมณ์

***....เราแยก จิต จาก กาย โดยใช้สติหรือความรู้สึกตัวอยู่ในกายต่อเนื่องอยู่เสมอ...เราจะรู้สึกว่ามีความว่างเกิดขึ้นในความรู้สึก เราอาจจะไม่ไปหวังผลเลิศอย่างปิปผลิ แต่เราต้องการทำความรู้สึกให้ว่างจาก "อัตตา"

........ลองปฏิบัติตามแนวทางของพระพุทธองค์..........




โดย: ไพรสณฑ์ IP: 125.25.70.135 วันที่: 8 สิงหาคม 2553 เวลา:12:48:08 น.
  




.......ถ้าจะเปรียบเทียบการปฏิบัติที่ส่งผลทางความรู้สึกอาจจะเปรียบได้ว่า การเข้าใจธรรมะเปรียบเหมือนความศรัทธาในพระเจ้า

ความศรัทธาเปรียบได้กับ "อนัตตา"
ความไม่ศรัทธาก็อาจจะเปรียบได้กับ "อัตตา"

ดังนั้นเมื่อมีความศรัทธาเกิดขึ้นความรู้สึกย่อมแตกต่างคือมีความละเอียดอ่อนเกิดขึ้น และละเว้นการกระทำที่ไม่พึงประสงค์ได้โดยไม่ต้องใช้ความพยายามอะไรมากนักเพราะผลมันเกิดที่ความรู้สึกนั่นเอง

........การเปรียบเทียบนี้น่าจะทำให้เกิดเป็นความเข้าใจได้ว่า การเข้าใจธรรมะนั้น จะมีความรู้สึกอย่างใด.....



โดย: ไพรสณฑ์ (ไพรสณฑ์ ) วันที่: 8 สิงหาคม 2553 เวลา:19:49:32 น.
  
แวะมาทักทายค่ะ

สบายดีใช่มั๊ยค่ะ
โดย: นุ่มณอ่อนนุช วันที่: 9 สิงหาคม 2553 เวลา:14:46:11 น.
  



สวัสดีครับป้านุ่ม,อ.เกศ,ต้นกล้าฯ.........


.......การศึกษา "ธรรมะ" มันก็มีจุดจบ แต่การปฏิบัติจะไม่มีจุดจบ เพราะมันเหมือนการเดินทางนั่นเอง แต่เป็นการเดินทางที่จะไม่แบกอะไรมากนัก โดยเฉพาะความเป็นอัตตา เพราะมันหนัก เข้าใจว่าการปฏิบัติธรรมน่าจะมีเป้าหมายอย่างนี้นะครับ

โดย: ไพรสณฑ์ (ไพรสณฑ์ ) วันที่: 10 สิงหาคม 2553 เวลา:6:12:27 น.
  
ขอบคุณอย่างสูงค่ะ ที่ไปเยี่ยมบ้าน..ก่อนหน้าดิฉันจะเปลี่ยนศาสนานั้น..ดิฉันสนุกมากกับการนั่งสมาธิ เหมือนเสพติดเลย เป็นเรื่องเหลือเชื่อมาก..ที่จะเสพติดการนั่งสมาธิ..ทุกครั้งก่อนนอนหลังอาบน้ำเสร็จ ต้องปิดไฟมืด ๆ ห้องนอนเงียบ ๆ แล้วนั่งสมาธิ ...นั่งจนเห็นเป็นดวงไฟ
(ไม่เกี่ยวกับวัดไหนนะค่ะ) คำว่า ปิติ มันมีจริง ๆ

ทุกวันนี้ โชคดี ยังนั่งได้ค่ะ ไม่เป็นที่ต้องห้าม เพราะดิฉันไม่เคยติดนั่งสมาธิแบบกำหนดลมหายใจคำว่า พุทธโธ มันไปเองอัตโนมัติได้เลย จิตนิ่งเร็วมาก..นั่งเพื่อการบำบัดจิตใจค่ะ จิตควบคุมทุกอย่างจริง ๆ บางครั้งเรา ๆ ท่าน ๆ เจอฤทธิ์ของจิตไปบังคับ หรือสั่งการอะไร โดยไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ
ซึ่งดิฉัน ช่วงวินาทีไหนว่าง ๆ การเฝ้าดูจิต เป็นอีกกิจกรรมหนึ่งชอบทำ เมื่อรู้ทันกันแล้ว ชอบยิ้มให้ค่ะ..และบอกว่า ฉันชนะ เธอไม่สามารถทำให้ฉันโกรธได้...

ขอบคุณสำหรับการเปิดกว้าง ในมิตรภาพแห่งธรรม ที่ไม่รังเกียจว่าดิฉันต่างศาสนา...

ว่าง ๆ จะเข้ามาเยี่ยมอีกค่ะ..แล้วสนทนาธรรมแลกเปลี่ยนกันนะค่ะ
โดย: มาดามพันชั่ง วันที่: 11 สิงหาคม 2553 เวลา:16:54:42 น.
  
ขอบคุณมาดามที่มาเยี่ยม

ผมเห็นว่าความเชื่อในพระเจ้านั้นทำให้เราน้อมเข้าไปในธรรมได้ง่าย เพราะมันเป็นเรื่องของความรู้สึก แบบพุทธมีความเห็นในการเข้าถึงธรรมไปต่างๆนานา.....เพราะมัวแต่ตีความหมายในเชิงตรรกะ

ขอบคุณครับและยินดีในการแลกเปลี่ยน,
สนทนาธรรมครับ เพราะธรรมน่าจะเป็นสากล
โดย: ไพรสณฑ์ IP: 125.25.12.139 วันที่: 11 สิงหาคม 2553 เวลา:19:04:07 น.
  
หลังการตรัสรู้ในสัปดาห์ที่3......พระพุทธเจ้าประทับใต้ต้นจิก ทรงเปล่วอุทานปรารภ สุขอย่างยิ่งสี่ประการ ข้อหนึ่งคือการ...ละ "อัตตา".... ดังนี้





***ทรงเปล่งอุทานที่ต้นจิก***

ครั้นครบ ๗ วันแล้ว ทรงออกจากสมาธินั้น เสด็จจากโคนไม้อชปาลนิโครธ ไปยังต้นจิก ประทับนั่งเสวยวิมุติสุข ณ โคนไม้จิกนั้นตลอด ๗ วัน. ได้เกิดเมฆใหญ่ผิดฤดูกาล มีฝนตกพรำเจือด้วยลมหนาวตลอด ๗ วัน. พญานาคชื่อมุจลินท์มาวงด้วยขนดรอบพระกายของพระผู้มีพระภาค ๗ รอบ เพื่อป้องกันหนาว ร้อน เหลือบ ยุง เป็นต้น.


*** ทรงเปล่งอุทานปรารภสุข ๔ ประการ คือ สุขเพราะความสงัด, สุขเพราะไม่เบียดเบียน, สุขเพราะปราศจากราคะ ก้าวล่วงกามเสียได้

..... และประการสุดท้าย สุดอย่างยอด คือการนำความถือตัวออกเสียได้.

โดย: ไพรสณฑ์ (ไพรสณฑ์ ) วันที่: 14 สิงหาคม 2553 เวลา:15:47:59 น.
  



แอบไปดูลำตัด ยอมรับว่าชั้นเชิงสมเป็นศิลปินระดับชาติ
มองในความเป็นศิลปะจึงเห็นความมีพรสวรรค์ของศิลปิน
โดย: ไพรสณฑ์ IP: 125.25.246.163 วันที่: 16 สิงหาคม 2553 เวลา:9:47:10 น.
  





จากบทมงคลสูตรที่พระพุทธเจ้าตรัสตอบปัญหาเทวดาที่ถามว่า คุณธรรมอันใดที่ทำให้ชีวิตประสบความเจริญหรือมี "มงคลชีวิต" ซึ่งมี ๓๘ ประการได้แก่


๑. การไม่คบคนพาล
๒. การคบบัญฑิต
๓. การบูชาบุคคลที่ควรบูชา
๔. การอยู่ในถิ่นอันสมควร
๕. เคยทำบุญมาก่อน
๖. การตั้งตนชอบ
๗. ความเป็นพหูสูต
๘. การรอบรู้ในศิลปะ
๙. มีวินัยที่ดี
๑๐. กล่าววาจาอันเป็นสุภาษิต
๑๑. การบำรุงบิดามารดา
๑๒. การสงเคราะห์บุตร
๑๓. การสงเคราะห์ภรรยา
๑๔. ทำงานไม่ให้คั่งค้าง
๑๕. การให้ทาน
๑๖. การประพฤติธรรม
๑๗. การสงเคราะห์ญาติ
๑๘. ทำงานที่ไม่มีโทษ
๑๙. ละเว้นจากบาป
๒๐. สำรวมจากการดื่มน้ำเมา
๒๑. ไม่ประมาทในธรรมทั้งหลาย
๒๒. มีความเคารพ
๒๓. มีความถ่อมตน
๒๔. มีความสันโดษ
๒๕. มีความกตัญญู
๒๖. การฟังธรรมตามกาล
๒๗. มีความอดทน
๒๘. เป็นผู้ว่าง่าย
๒๙. การได้เห็นสมณะ
๓๐. การสนทนาธรรมตามกาล
๓๑. การบำเพ็ญตบะ
๓๒. การประพฤติพรหมจรรย์
๓๓. การเห็นอริยสัจ
๓๔. การทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน
๓๕. มีจิตไม่หวั่นไหวในโลกธรรม
๓๖. มีจิตไม่เศร้าโศก
๓๗. มีจิตปราศจากกิเลส
๓๘. มีจิตเกษม
...............................................................



***สำรวจตัวเอง เพื่อความเจริญก้าวหน้าในการปฏิบัติ
โดย: เอามาฝาก (ไพรสณฑ์ ) วันที่: 17 สิงหาคม 2553 เวลา:6:56:40 น.
  



........การละวาง"อัตตา"ก็มีตั้งแต่หยาบถึงละเอียด........


***ขั้นต้นจะเป็นการทำความรู้จักความเป็น"อัตตา"ที่เกิดขึ้นทางความรู้สึกของตนเอง

***ขั้นที่สองเริ่มละวาง"อัตตา"หยาบได้

***ขั้นที่สาม จะเห็นความละเอียดของ"อัตตา"
ว่ามันคือการปรุงแต่งทางความรู้สึกของเรานั่นเอง ที่แสดงความรู้สึกเป็นตัวเราอยู่ การหายไปของอัตตาในขั้นละเอียด ความเป็นตัวเราจึงไม่มีอยู่ เราจึงเห็นว่ามันเป็นการปรุงแต่งกันอยู่ของธาตุธรรมชาติเท่านั้นไม่มีความเป็นตัวเราเกิดขึ้น

ทำให้เห็นได้ว่าความเป็น"อัตตา"คือความหลงในการ
ปรุงแต่งทางความรู้สึกนั่นเอง


........การเห็นความเป็นเหตุผลเกิดขึ้นได้ มันจึงเกิดเป็นความรู้ว่าที่ถูกเราต้องมีความเห็นเป็นอย่างนี้จึงจะเป็นการเข้าใจความเป็นธรรมชาติของตนเองได้




โดย: ไพรสณฑ์ (ไพรสณฑ์ ) วันที่: 19 สิงหาคม 2553 เวลา:20:16:13 น.
  
***คำศัพท์ในการปฏิบัติธรรม

.....เราอาจจะพบคำแนะนำในแนวทางปฏิบัติในหลายแนวทาง แต่ถ้าเราวิเคราะห์ผลที่เกิดขึ้นคือการหยุดปรุงแต่งทางความรู้สึกนั่นเอง เป็นความว่างเกิดขึ้น ลองพิจารณาคำเหล่านี้.



*ความว่าง(ความสงัดจากอารมณ์)
*ความรู้สึกตัว(สติ)
*ความรู้สึกที่เป็นปัจจุบัน(หยุดความรู้สึกไว้)
*การละวาง"อัตตา"
*การวางเฉย(อุเบกขา)

.....ความหมายของคำเหล่านี้เป็นสื่อให้เกิดทางความรู้สึก คือการให้ จิต แยกจาก กาย ทำให้ไม่ปรุงแต่งกันอยู่จึงเกิด..ความว่างเบา...ให้จับความรู้สึกที่เกิดขึ้น "ธรรม"เป็นเพียงสื่อ(มรรค)ให้เกิดเป็นผลทางความรู้สึกนั่นเอง การรู้จุดมุ่งหมาย จะทำให้เราปรับความรู้สึกของตนเองได้.

....การทำจิตใจให้งดงาม หรือการยิ้มในใจ ก็ทำให้เกิดความว่างได้เช่นกัน



โดย: ไพรสณฑ์ (ไพรสณฑ์ ) วันที่: 19 สิงหาคม 2553 เวลา:20:23:42 น.
  



......การอ่านบล็อคนี้ บางท่านอาจจะรู้สึกว่ามีแต่ข้อมูลที่เป็นเนื้อหาสาระ ไม่ค่อยมีคำอธิบาย

ความจริงคำอธิบายได้เขียนไว้ในหนังสือ "ทางวิเวกฯ"ซึ่งเขียนเป็นบันทึกจากประสบการณ์ในการปฏิบัติธรรม....เหตุที่ต้องปฏิบัติธรรมและจากการแสวงหา ลองผิดลองถูกจนพบความจริงว่าแท้จริงคือการทำความรู้สึกที่ดิ้นรนอยู่ให้สงบลงนั่นเอง

ดังนั้นเราต้องรู้ความเป็นธรรมชาติของตัวเราเอง เราจึงจะเข้าใจการปรุงแต่งของมัน ซึ่งความจริงในอภิธรรมอธิบายอย่างละเอียดแล้วนั่นเอง เราจึงไม่จำเป็นต้องแต่งขึ้นมาใหม่แต่เราต้องอธิบายให้สอดคล้องกับศาสตร์ธรรมชาติเพราะคำอธิบายดั้งเดิมอาจจะเป้นไปตามสังคมในยุค2550ปีมาแล้วซึ่งความรู้ทางวิทยาศาสตร์ยังไม่มีมากนัก

......พระพุทธเจ้าอธิบายไว้ชัดเจนแล้ว ว่ามันเป็นการทำงานของขันธ์ห้า,ผ่านอายตนะหก เป็นการทำงานกันอยู่ของธาตุธรรมชาตินั่นเอง ตัวเราคือการปรุงแต่งกันอยุ่ของธรรมชาติหรือความเป็นสภาพธรรม การเข้าใจความเป็นปรมัตถ์ธรรมมันจึงไม่มีความเป็นตัวเรา เพราะความเป็นตัวเรามันปรุงแต่งอยู่นั่นเอง การปรุงแต่งทางความรู้สึก(อัตตา)จึงเป้นสิ่งที่เราจะต้องทำความเข้าใจ ว่ามันทำให้เราเกิดการยึดมั่น เพราะเหตุไม่รู้ความจริงว่ามันทำงานอยู่อย่างไร ดังนั้นการแก้ไข จึงต้องแก้ไขในความเป็นเหตุผลทางธรรมชาติ การไม่เข้าใจจุดมุ่งหมายเราจึงพบว่าเราเข้าใจธรรมะของพระพุทธองค์ในระดับแค่จริยะธรรมเท่านั้น โดยเอาความเข้าใจทางสังคมมาเป็นบรรทัดฐาน ทำให้ไม่สามารเข้าใจความเป็นปรมัตถ์ธรรม

.........การละวางความเป็น"อัตตา"จึงเป็นการหยุดสัญชาตญาณทางธรรมชาติของมันนั่นเอง ในอภิธรรมอธิบายความจริงของตัวเราอย่างชัดเจนแล้ว นั่นคือสิ่งที่ผู้ปฏิบัติธรรมจะต้องทำความเข้าใจ จึงจะเกิดความเป็นสัมมาทิฐิ คือการเข้าใจในความเป็นเหตุผลในทางธรรมชาติของตนเองได้ จึงจะเห็นได้ว่ามันเป็นการหลงอยู่ในความเป็นธรรมชาติเท่านั้น .......เพราะการไม่รู้ความจริงของตัวเอง........



โดย: ไพรสณฑ์ (ไพรสณฑ์ ) วันที่: 30 สิงหาคม 2553 เวลา:10:07:30 น.
  



...............พิจารณาความรู้สึกของตนเองอยู่เสมอจะเห็นการปรุงแต่งของมันในแต่ละขณะ ที่ทำให้เกิดความเป็น "อัตตา"
โดย: ไพรสณฑ์ IP: 125.25.231.25 วันที่: 31 สิงหาคม 2553 เวลา:6:45:16 น.
  


........ปกติเรามีจิตที่เป็นสภาพรู้(ธาตุรู้)เกิดอยู่เท่านั้น การปรุงแต่งทำให้เกิดเป็น "อัตตา"หรือ "ตัวเราเกิดขึ้น


*** ให้พิจารณาจิตในความเป็นสภาพรู้หรือธาตุรู้ ให้เห็นประจักษ์ว่าสภาพดั้งเดิมมันเป็นอย่างนั้น ถ้ามันเลือนไปคือมันมีการปรุงแต่งเกิดขึ้นนั่นเอง ***
โดย: ไพรสณฑ์ IP: 125.25.15.229 วันที่: 4 กันยายน 2553 เวลา:14:20:29 น.
  



........และสุดท้ายคือ นิ่ง-สงบ แต่รู้อยู่ หยุดพิจารณาสิ่งต่างๆลง รักษาความรู้สึกให้.นิ่ง-สงบ.ไว้อยู่เสมอ
อาการที่นิ่ง-สงบนั่นคือสิ่งที่จะเกิดได้จริง สิ่งที่พิจารณาเป็นเพียงความรู้เชิงตรรกะเท่านั้น เพื่อให้เข้าใจการทำงานของจิตกับกาย แต่การเกิดผลคือ นิ่ง-สงบ คือสิ่งที่เราจะต้องทำให้เกิดขึ้น........

ธรรมะคือความสงบเย็น.......!
โดย: ไพรสณฑ์ IP: 125.25.234.42 วันที่: 9 กันยายน 2553 เวลา:15:29:57 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

ไพรสณฑ์
Location :
อำนาจเจริญ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]



การปฏิบัติธรรม...
คือการมีสติรู้ความจริงของชีวิต

ชีวิตคือความเป็นธรรมชาตินั่นเอง
การมองชีวิตในมุมกลับจึงเห็นความจริงว่ามันคือการเกิด-ดับของความเป็นธรรมชาตินั่นเองที่เป็นอยู่คือการยึดมั่น...

...การเห็นความจริงนี้จึงเป็นการเห็น"สัจจะธรรม"จึงพบคำตอบเกิดขึ้นว่าพวกเรามาทำธุระอะไรกันอยู่บนโลกใบนี้. แท้จริงมันคือการเกิด-ดับของความเป็นธรรมชาติเท่านั้น...คือความจริงที่จะต้องทำความเข้าใจ เพราะการเข้าใจว่าเป็น "ตัวเรา"มันเป็นการหลงอยู่ในการปรุงแต่งของความเป็นธรรมชาติเท่านั้น.


...การเข้าใจมันตามจริง.... จึงเห็นความเป็นเหตุผลเกิดขึ้น..."ตัวเรา"เป็นเพียงการสมมุติของธรรมชาติเท่านั้น จึง เกิดความวิเวก วังเวง เพราะมันเป็นความจริงนั่นเอง
New Comments