เมษายน 2556

 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
29
30
 
 
โหราศาสตร์คืออะไร

โหราศาสตร์คืออะไร

เขมาเขมสรณคมนปริทีปิกาคาถา
พะหุง เว สะระณัง ยันติ ปัพพะเตนิ วะนานิ จะ
อารามะรุกขะเจตยานิ มะนุสสา ภะยะตัชชิตา
เนตัง โข สะระณัง เขมัง เนตัง สะระณะมุตตะมัง
เนตัง สะระณะมาคัมมะ สัพพะทุกขา ปะมุจจะติฯ

(ที่มา : หนังสือมนต์พิธี)

คำแปลจากบทสวดมนต์ภาษามคธบทนี้ ในวรรคแรกของบทเต็มผู้แต่งท่านมุ่งให้ความหมายแปลได้ว่า เพราะความกลัวภัยคุกคาม ตั้งแต่โบราณกาลมามนุษย์มักจะยึดถือเอา ภูเขาป่าไม้ สวน ต้นไม้ และเจดีย์ ว่าเป็นที่พึ่งคุ้มครองภัยที่ดี ทั้งยังให้ความหมายเสริมต่อมาอีกว่าสิ่งนี้ยังไม่ใช่ที่พึ่งที่ดี ย่อมไม่สามารถที่จะรอดพ้นจากสรรพทุกข์ทุกอย่างไปได้

ดังนั้น เมื่อเวลาผ่านล่วงไปนานเข้า และเกิดมีผู้ที่มีปัญญาอันเป็นผลเนื่องจากมีวิวัฒนาการทางด้านอารยธรรมทางองค์ความรู้จนมีความคิดและมีฐานข้อมูลจากการรวบรวมมาเป็นลำดับจากรุ่นสู่รุ่นต่อเนื่องสืบต่อกันมา จนได้ผู้ที่มีภูมิญาณภูมิรู้ว่ามีอะไรที่พอจะเป็นองค์ความรู้ที่พอจะพึ่งพาได้อีกโดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ การเตือนภัยและ ช่วงเวลาที่เหมาะกับการทำมาหากินในสังคมเกษตรกรรม

หลักการที่เป็นที่ยอมรับกันมากที่สุดในทุกอารยธรรมก็ได้แก่เรื่องวิธีการที่จะรู้ล่วงหน้าเกี่ยวกับการหาจังหวะเวลาที่ดีและเวลาที่ร้าย นั่นเอง

โหรา แปลว่า เวลา โหราศาสตร์จึงแปลว่า วิชาที่ว่าด้วยเรื่องแห่งเวลา และโหร จึงแปลว่า ผู้ที่รู้เรื่องเวลา นั่นเอง การกำหนดเวลานั้นโดยปรากฏการณ์มี 3 ช่วง ได้แก่ อดีต ปัจจุบัน และอนาคต การจะพูดเรื่องเหตุการณ์ในอนาคตหรือที่เรียกกันว่าการพยากรณ์หรือการทำนายนั้น จะเป็นเรื่องที่คาดเดาจากฐานข้อมูลและองค์ความรู้และตีความทางความเข้าใจของผู้ทำนายหรือพยากรณ์ว่าจะให้ความรู้และวิชาการจากอะไร ซึ่งมีได้มากมายหลายอย่างซึ่งจะให้ได้ผลลัพธ์ที่ถูกต้องแตกต่างกัน เพราะเหตุนี้ พยากรณศาสตร์และโหราศาสตร์ จึงแตกต่างกัน แต่มีจุดมุ่งหมายเดียวกัน คือการตีความคาดการณ์ในเรื่องของอนาคตและอื่น ๆ โดยโหราศาสตร์นั้นใช้เฉพาะข้อมูลหลักจากความสัมพันธ์เรื่องดวงดาวกับโลกเท่านั้นในการทำนายหรือพยากรณ์ส่วนพยากรณศาสตร์นั้น ใช้ได้ทุกอย่างไม่จำกัด

เรื่องนี้สำคัญเป็นอย่างมากที่ต้องกล่าวแต่ตอนแรกเลย เพราะผู้คนทั่วไปมักจะแยกแยะไม่ออกว่าหมอดูกับโหร นั้นแตกต่างกันอย่างไร และมักจะตีขลุมรวมกันไปหมด เจตนาผู้เขียนต้องการชวนคนให้มาเป็นโหร ไม่ได้ชวนให้มาเป็นหมอดูจึงขอความเข้าใจในเรื่องนี้เป็นเรื่องแรกว่า โหรกับหมอดู นั้นแตกต่างกันเพียงแต่ต้องการทำนายและการพยากรณ์เป็นเป้าหมายเหมือนกัน

ส่วนโหราศาสตร์นั้นขัดกับหลักศาสนาต่างๆหรือไม่อย่างไรนั้น ถ้าในแง่ของโหราที่แปลว่าผู้รู้เรื่องเวลา ก็ไม่น่าจะขัดกับหลักศาสนาใด แต่ที่บางศาสดากล่าวประณามในบางกรณีนั้น แม้จะมีที่มาตามหลักฐานคัมภีร์ในทางศาสนาให้ปรากฏแต่เจตนาก็คงจะมุ่งแค่การเตือนในเรื่องที่สาวกไปงมงายเชื่อแต่ผลของคำพยากรณ์หรือคำสอนสืบๆกันมาแต่อย่างเดียวโดยไม่รู้ที่มาที่ไปมากกว่า และทางในพระพุทธศาสนาเอง ในบทมงคลสูตรเกี่ยวกับเรื่องที่ทั้งเทวดาและมนุษย์ควรจะเจริญเอาไว้ อันได้แก่ เรื่อง กาลัญญุตา ซึ่งแปลได้ว่า ผู้รู้จักกาล คือรู้จักว่าเวลาใดควรเวลาใดไม่ควรให้ประพฤติพอเหมาะคล้อยตามแก่กาล โดยเป็นทั้งผู้รู้เรื่องเวลา รู้ค่าของเวลา และรู้จักใช้เวลา ซึ่งก็น่าจะไม่ขัดกันแต่อย่างใดเลยในเรื่องหน้าที่ กับผู้รู้เวลาหรือ โหร นั่นเอง

ในเรื่องของเวลานั้นแม้จะเป็นเรื่องข้อกำหนดตกลงจนบัญญัติศัพท์ที่รู้เข้าใจเป็นความหมายทางภาษารู้ตรงกันของมนุษย์ในทุกอารายธรรมก็ตามไม่ว่าจะออกเสียงเช่นใดก็ตามแต่ที่มาที่ไปรากเหง้าก็ต้องไปเกี่ยวข้องกับดวงอาทิตย์และกลางวันกลางคืนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้อยู่นั่นเองและจากการที่ต้องศึกษาเรื่องกลางวันกลางคืนดวงอาทิตย์และโลกนี่เองทำให้มีสิ่งต่างๆตามเข้ามาให้รู้จักมากมายซึ่งเป็นที่มาของวิชาดาราศาสตร์นั่นเองโดยแต่เดิมนั้นโหราศาสตร์กับดาราศาสตร์อยู่ร่วมกันหาได้แยกส่วนวิชาออกจากกันอย่างปัจจุบันนี้ไม่ นักดาราศาสตร์แต่เดิมที่ยกย่องกันในทางวิทยาศาสตร์จริงๆแล้วท่านเหล่านั้นต่างก็เป็นโหรประจำราชสำนักของรัฐในทวีปยุโรปด้วยกันแทบจะทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น กาลิเลโอ กาลิเลอิ , นิโครลาส โคเปอร์นิคัส , โยฮันเนส เคปเลอร์ , ไทโค บาเฮ หรือแม้แต่ เซอร์ไอแซค นิวตันฯลฯ ก็ตามที

ส่วนประโยชน์ของโหราศาสตร์นั้น สามารถที่จะนำหลักการไปประยุกต์ใช้ได้อย่างมากมายหลายด้าน แต่โหราจารย์รุ่นเก่านั้นท่านสอนมุ่งให้ศึกษาเพื่อที่จะได้เป็นอิสระทางใจในการเลือกแนวทางการดำเนินชีวิตให้คล้องจองกับความเข้าใจในธรรมชาติของโลกและจักรวาลนั่นเองและส่วนของคำถามที่ว่า ทำไมดวงดาวถึงเกี่ยวข้องกับมนุษย์และโลกนั้น ก็ต้องตอบว่า ถ้าให้ไปยืนกลางแดด ไม่ว่าใครก็ย่อมร้อนส่วนจะหนักเบาอย่างไรแล้วแต่พื้นที่ เวลาที่ยืนและการเตรียมตัวป้องกันของผู้ยืน ส่วนในตอนกลางคืนเมื่อเจอดวงจันทร์ย่อมจะมีสภาวะร่างกายและจิตใจสบายกว่าตอนกลางวันกลางแดดเช่นกัน และเมื่อทุกคนเป็นเช่นนี้ เทหวัตถุอื่นๆที่มีขนาดใหญ่มากเมื่อเทียบกับโลกก็ย่อมมีผลกระทบต่อโลกและตัวเราที่อยู่บนโลกเช่นเดียวกัน

ในทฤษฎีปรัชญาหลักทางโหราศาสตร์มีหลักสำคัญอยู่ที่ว่า ปรมาตมันเป็นเช่นไร อาตมันซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของปรามาตมันนั้น ก็ย่อมเป็นไปในแนวทางเดียวกันตามหลักอุปมาอุปมัย ยกตัวอย่างเช่น ให้ทดลองกวนให้น้ำหมุนวนในถัง แรงแห่งกระแสน้ำวนย่อมทำให้น้ำทั้งถังในถังเหวี่ยงไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งทั้งกระแสน้ำในถังน้ำและสุริยจักรวาลกับวงโคจรหมุนรอบของดาวเคราะห์ต่างๆที่วนรอบดวงอาทิตย์ ต่างก็เป็นไปในทำนองเดียวกัน เช่นกัน หรือที่ยกกันมาเป็นกรณีศึกษาก็คือเรื่องธาตุน้ำตัวคนซึ่งมีมากถึงร้อย 70 ในรูปแบบต่างๆกันเมื่อปรากฏการณ์น้ำขึ้นลงยังเกี่ยวข้องกับโลก

เนื่องจากโหราศาสตร์เป็นองค์ความรู้ของโลกและเป็นสากลที่ตกทอดกันมาและยังคงวิวัฒนาการพัฒนาอยู่จนถึงปัจจุบันนี้ถึงแม้ว่าจะแยกกันอย่างเด็ดขาดกับวิชาดาราศาสตร์ปัจจุบัน แต่ข้อมูลทางดาราศาสตร์ยังเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องใช้ในงานโหราศาสตร์ชนิดขาดกันไม่ได้อยู่นั่นเองและเพราะเหตุที่เป็นวิชาสำคัญ ซึ่งผู้ที่ศึกษาสามารถนำจะไปใช้ให้เป็นประโยชน์ได้อย่างกว้างขวาง การนำเข้ามาของวิชาโหราศาสตร์นี้จึงแตกต่างกันในห้วงของเวลาแห่งการวิวัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของในแต่ละอารายธรรม และมีการพัฒนากันอย่างต่อเนื่องในพื้นที่นั้นๆสืบต่อกันมา เช่นในประเทศไทยเรารู้จักวิชานี้มาตั้งแต่อาณาจักรสุโขทัย และมีการพัฒนากันในสมัยอาณาจักรอยุธยาสุพรรณภูมิและ ล้านนาประเทศหรือพื้นที่แห่งอื่นๆ เช่น นครศรีธรรมราช เป็นต้นโดยนำเข้ามาจากครูพราหมณ์ จากอินเดีย และบางทีเป็นมาอิทธิพลจากพม่าเพื่อใช้งานในราชสำนัก ต่อจากนั้นจึงถ่ายทอดกันใช้มาจนถึงปัจจุบันซึ่งเราเรียกวิชานี้ว่า โหราศาสตร์ไทยซึ่งเห็นได้ชัดเจนเลยว่าแยกออกมาจากโหราศาสตร์ตะวันตกยุคใหม่อย่างมากมาย โดยที่มาที่ไปของวิชาเป็นการใช้ตำราวิธีการคำนวณหาตำแหน่งการเคลื่อนที่ของดาวในแบบดาราศาสตร์ยุคเก่า(ก่อนยุคกลางทางปัญญาภิวัฒน์ของยุโรปค.ศ.479 – 1453)(ที่มา://www.astroclassical.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=538784890)




Create Date : 28 เมษายน 2556
Last Update : 28 เมษายน 2556 12:55:10 น.
Counter : 572 Pageviews.

0 comments
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

aloha_123
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]