Group Blog
 
<<
พฤศจิกายน 2558
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
2930 
 
12 พฤศจิกายน 2558
 
All Blogs
 
“อ่าน เขียน เปลี่ยนชีวิต”

12 พฤศจิกายน 2558


ผมมีโอกาสได้ไปฟังการเสวนาในหัวข้อ “อ่าน เขียน เปลี่ยนชีวิต” ที่จัดขึ้นโดยสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย โดยจัดขึ้นเมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2558 ที่ห้องมิตติ้งรูม 3 ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งเป็นกิจกรรมหนึ่งที่จัดขึ้นในงานหนังสือ โดยเป็นการพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องการอ่านและการเขียน มีวิทยากร 4 ท่านคือคุณจำลอง ฝั่งชลจิตร คุณกนกวลี พจนปกรณ์ คุณคามิน คมนีย์และคุณอาชญาสิทธิ์ ศรีสุวรรณ ดำเนินรายการคือคุณจรูญพร ปรปักษ์ประลัย

ผมขอสรุปรายละเอียดจากการพูดคุยบนเวทีเสวนานี้เอาไว้ ผมใช้วิธีการฟังแล้วจดบันทึกเป็นเลคเชอร์ ก่อนที่จะนำมาเขียนเรียบเรียงอีกครั้ง โดยผมเขียนขึ้นจากความเข้าใจของผมไม่ใช่การถอดเทปบันทึกคำสนทนา ซึ่งเป็นไปได้ว่าอาจจะไม่ตรงตามทุกคำที่ท่านวิทยากรพูด แต่ผมก็พยายามจะเรียบเรียงออกมาให้ตรงกับประเด็นมากที่สุด








บนเวทีเสวนาเริ่มต้นจาก อ.จรูญพร ปรปักษ์ประลัย ถามคุณกนกวลี พจนปกรณ์ ว่าหลังจากได้จัดงาน “อ่าน เขียน เปลี่ยนชีวิต” แล้วเป็นอย่างไรบ้าง

คุณกนกวลี พจนปกรณ์ บอกว่าที่ผ่านมาทางสมาคมนักเขียนได้จัดเป็นงาน 4 ภูมิภาคก่อน โดยเริ่มต้นจากในยุคที่คุณชมัยภร แสงกระจ่างเป็นนายกสามาคมนักเขียนแห่งประเทศไทยได้เริ่มวางรากฐานเอาไว้ให้ ในครั้งแรกได้ทำโครงการ 100 ปีชาตะกาลของยาขอบก่อน หลังจากนั้นจึงปรับมาเป็นการจัดงาน 4 ภูมิภาค

-เวลาที่จัดงาน 4 ภูมิภาคนั้น ทีมงานในสมาคมนักเขียนฯ ได้ทุ่มเทแรงใจให้อย่างเต็มที่ การใช้งบประมาณก็มาก ดังนั้นในบางครั้งคุณเจน(อดีตนายกสมาคมนักเขียน)ยังต้องทำหน้าที่ขับรถให้แก่คณะที่จะเดินทางไปทั้ง 4 ภูมิภาค พอกลับมาถึงกรุงเทพฯ ทุกคนแทบจะสลบหมดแรงเลย

-หลังจากนั้นจึงได้ไปของบประมาณสนับสนุนโครงการ โดยคุณคามิน คมนีย์ได้แนะนำสมาคมนักเขียนฯ ให้ติดต่อไปยัง สสค. ซึ่งก็ได้งบประมาณสนับสนุนโครงการมา

-ล่าสุดโครงการ 4 ภูมิภาคนี้จัดงาน 2 วันติดต่อกัน โดยเริ่มจากครั้งที่ไปจังหวัดแพร่ได้เปลี่ยนเป้าหมายในการไปหาใหม่ เปลี่ยนจากมหาวิทยาลัยเป็นกลุ่มครูในโรงเรียนแทน เพื่อที่จะให้คุณครูนำไปต่อยอดที่โรงเรียนของตัวเอง ที่จังหวัดแพร่และนครสวรรค์เป็นครูประถม ที่จังหวัดตรังเป็นครูมัธยม ส่วนที่จังหวัดมหาสารคามเป็นมหาวิทยาลัย โดยเริ่มใช้หัวข้อว่า “อ่าน เขียน เปลี่ยนชีวิต” เพื่อพูดถึงความสำคัญของการอ่านและการเขียนเป็นหลัก

-การอ่านหนังสือนั้นอ่านแล้วต้องสนุก โดยอธิบายให้ผู้เข้าร่วมโครงการได้รับรู้ว่า 1.)อ่านอย่างไรให้สนุก? 2.)จะเลือกหนังสืออะไรให้เด็กอ่าน? 3.)หนังสือที่ดีเป็นอย่างไร?

-ในการดำเนินการมีการแนะนำนักเขียนและผลงานให้ผู้เขาร่วมโครงการฯ ได้รู้จักด้วย ที่จังหวัดแพร่ แนะนำหนังสือเรื่อง “โรงเรียนริมทะเล” ของสาคร พูนสุข เพราะคิดว่าน่าจะให้เด็กที่อยู่ในภาคเหนือได้รู้จักกับทะเล , ที่จังหวัดตรัง แนะนำหนังสือเรื่อง “วัยฝันวันเยาว์” ของคุณพิบูลศักดิ์ ละครพล , ที่มหาสารคามแนะนำหนังสือเรื่อง “เดินสู่อิสรภาพ” ของคุณประมวล เพ็งจันทร์ , ส่วนที่จังหวัดนครสวรรค์แนะนำหนังสือเรื่อง “ขวัญสงฆ์” ของอ.ชมัยภร แสงกระจ่าง

-การไปจัดงานทั้ง 4 จังหวัดนี้ได้รับการต้อนรับจากผู้สนใจเป็นอย่างดี ในตอนแรกผู้ที่เข่ามาร่วมโครงการฯ คิดว่าทางสมาคมนักเขียนฯ จะมาขายหนังสือ แต่พอเขาได้เข้าร่วมแล้วก็ได้ทราบถึงวัตถุประสงค์ที่เราต้องการ ซึ่งทางสามคมนักเขียนฯ จะได้เก็บรายละเอียดและความบกพร่องเอามาปรับปรุงเพื่อใช้ในการจัดงานปีต่อ ๆ ไป



อ.จรูญพร ปรปักษ์ประลัย ถามคุณคามิน คมนีย์ ว่าหลังจากที่ได้เขาร่วมโครงการนี้แล้วได้เห็นอะไรจากการจัดกิจกรรมในครั้งนี้บ้าง?

คุณคามิน คมนีย์ บอกว่า สสค. (สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และพัฒนาคุณภาพเยาวชน) เป็นหน่วยงานลูกของทาง สสส. (สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ) ทาง สสค. มีนโยบายที่ต้องการทำให้คนมีสุขภาพที่ดี ซึ่งการจะทำให้มีสุขภาพที่ดีนั้นสุขภาพจิตจะต้องดีด้วย คือต้องมีการศึกษาที่ดีก่อน ดังนั้นทาง สสค. จึงส่งเสริมด้านการอ่านการเขียนเพื่อเป็นพื้นฐานที่ดีของการศึกษา

-ทาง สสค. มีเงินงบประมาณสนับสนุนจึงคิดว่าทำอย่างไรถึงจะได้ผลมากที่สุด? จึงมองไปที่ครูเพื่อการนำไปขยายผลต่อ ซึ่งคุณครูผู้เข้าร่วมจะได้รับทั้งแรงบันดาลใจและเทคนิคต่าง ๆ เพื่อที่จะนำกลับไปใช้ได้อย่างเป็นประโยชน์มากที่สุด

-จากการที่คุณคามิน คมนีย์ ได้ไปร่วมงานฯ มา 2 ครั้ง ต้องถือว่าเป็นการจัดงานที่ดีมาก โดยดูได้จากการที่ผู้เข้าร่วมงานทุกคนเห็นประโยชน์ของงานกิจกรรมฯ ในครั้งนี้ แต่ละท่านจึงดูมีความกระตือรือร้นเป็นพิเศษ

อ.จรูญพร ปรปักษ์ประลัยถามต่อว่าหลังจากที่ได้จัดงานมา 4 ครั้งแล้วได้เห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง?

คุณคามิน คมนีย์ บอกว่าไม่เข้าใจเหมือนกันที่ทำไมเราต้องออกมาบอกให้คนอ่านหนังสือ ทั้ง ๆ ที่การอ่านหนังสือมันคือพื้นฐานของชีวิตอยู่แล้ว

-ถ้าถามว่ามีการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง? ต้องตอบว่าเราต้องการให้มีการเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างที่เป็นส่วนรวม โดยต้องการทำให้คนอ่านหนังสือมากขึ้น



อ.จรูญพร ปรปักษ์ประลัย ถามคุณจำลอง ฝั่งชลจิตรว่า ทำไมเราต้องมาพูดเรื่องการอ่านการเขียน ซึ่งการอ่านและการเขียนนั้นมันมีความสำคัญอย่างไร?

คุณจำลอง ฝั่งชลจิตร บอกว่าในเรื่องการอ่านการเขียนนี้ ตัวเองได้รับเกียรติให้ไปพูดที่จังหวัดตรัง โดยในตอนนั้นได้คุยกับคนที่มีอาชีพขับรถมอเตอร์ไซด์รับจ้าง โดยถามเขาว่าเขาอ่านหนังสือบ้างไหม? คนขับมอเตอร์ไซด์รับจ้างบอกว่า “ผมไม่อ่าน ผมจึงไปไม่ถึง” แล้วเขาก็อธิบายให้ฟังว่า เขามีเพื่อนเป็นนายแพทย์เพราะเพื่อนคนนั้นอ่านหนังสือ และเขาก็คิดว่าผู้ว่าฯ ก็คงอ่านหนังสือเหมือนกันเขาจึงได้เป็นผู้ว่าฯ ได้ ตัวเขาไม่ได้อ่านหนังสือจึงต้องมาทำอาชีพขับรถมอเตอร์ไซด์รับจ้าง

-ดังนั้นผมขอสรุปว่า “การอ่านหนังสือ คือยานพาหนะที่นำเราไปถึงจุดหมายได้” หนังสือเป็นยานพาหนะที่สำคัญที่จะเราให้เราประสบความสำเร็จ

-สำหรับตัวเอง ในฐานะที่เป็นนักเขียน จำเป็นต้องอ่านซ้ำ ๆ ซาก ๆ เพื่อว่าจะเจอประโยชน์อะไรบ้าง โดยเฉพาะวิธีการเขียนที่เป็นกลเม็ดใหม่ ๆ

-ได้อ่านเรื่อง “หม้ายสาว” ของคุณพิมพ์ อ่านแล้วก็ถามตัวเองว่าเราได้อะไรจากมันบ้าง? ผมไม่ได้อ่านด้วยความเข้าใจแต่อ่านด้วยความรู้สึก เพราะว่าชีวิตมีเหลี่ยมมุมมากมายจนยากเกินกว่าที่เราจะเข้าใจได้ทั้งหมด ดังนั้นผมจึงอ่านด้วยความรู้สึก อ่านด้วยอารมณ์ ไม่ต้องไปหาเหตุผลให้มากเกิน

-ผมอ่านเพื่อศึกษาวิธีการเขียน โดยเฉพาะวิธีการเขียนของนักเขียนต่างประเทศ เพื่อดูว่าเดี๋ยวนี้เขาเขียนกันอย่างไรแล้ว การอ่านของผมจึงเป็นการอ่านเพื่อพัฒนางานเขียนของตัวเอง ผมอ่านเพื่อเน้นหาวิธีการเขียนเป็นหลัก

-การเขียนมันต้องพัฒนาไปให้ถึงขั้นที่ว่า เรื่องจริงกับเรื่องแต่งใกล้เคียงกันมากที่สุด

-ผมอ่านแล้วจะไม่สนุกเลยถ้าผมไม่พบวิธีการเขียนใหม่ ๆ การอ่านของผมเป็นการอ่านแบบมืออาชีพแล้วผมอ่านจนกระทั่งคิดว่า “เราอ่านเยอะเกินไปแล้ว เราพยายามจะผ่าตัดงานเขียนของเขา” ซึ่งนิสัยการอ่านของผมมันเสียไปแล้ว

-ผมอ่านด้วยแบบของผม ผมอ่านด้วยวิธีของผม ไม่ใช่การอ่านที่จะให้นักเขียนลากเราไปเรื่อย ๆ ได้ ผมจึงต้องอ่านให้เยอะ ๆ เพราะมันเป็นอาชีพของผม

-อ.จรูญพร ปรปักษ์ประลัย ถามคุณจำลองว่า แล้วคนอื่นต้องอ่านไหม? ซึ่งคุณจำลองตอบว่า เขาควรจะอ่าน เพราะถ้าไม่อ่านเขาจะไปไม่ถึง(จุดหมายของชีวิต) ผมไม่เคยเห็นประเทศไหนที่ก้าวหน้าด้วยการไม่อ่านเลย ยกตัวอย่างเช่น ที่ประเทศฟินแลนด์ซึ่งถือว่ามีระบบการศึกษาดีที่สุดในโลก ที่นั้นเขาสอนกันเป็นประเด็นแล้ว ไม่ได้สอนกันเป็นรายวิชาแบบในประเทศไทย นักเรียนของเขาจึงเป็นคนที่คิดเป็นซึ่งต่างจากนักเรียนของเรามาก

(สอนเป็นประเด็นคือครูยกหัวข้อขึ้นมา แล้วให้นักเรียนถกเถียงกัน ซึ่งจะได้ทั้งความรู้ในวิชาต่าง ๆ เช่นวิชาวิทยาศาสตร์ , วิชาสังคม , วิชาคณิตศาสตร์ ฯลฯ ควบคู่กันไปตลอด ไม่ได้เน้นสอนแค่รายวิชาเดียวแบบบ้านเรา)



อ.จรูญพร ปรปักษ์ประลัย ถามคุณอาชญาสิทธิ์ ศรีสุวรรณ ที่เป็นตัวแทนของคนรุ่นใหม่ โดยถามว่า คุณเกิดมาในยุคที่การอ่านไม่ได้รุ่งเรือง แล้วทำไมคุณถึงอ่านหนังสืออยู่?

คุณอาชญาสิทธิ์ ศรีสุวรรณ ตอบว่าให้เราลองย้อนกลับไปนึกถึงในสมัยก่อน ในสมัยก่อนไม่ใช่ว่าคนจะอ่านหนังสือกันได้ทุกคน คนในสังคมใช้วิธีการฟังเป็นหลัก จนกระทั่งมาถึงยุคที่มีการเปลี่ยนแปลง เมื่อเกิดมีโรงเรียนขึ้นในสมัย ร.5 คนจึงสามารถอ่านหนังสือได้

-การอ่านมี 2 แบบ คือ 1.) อ่านเพื่อความบันเทิง 2.)อ่านเพื่อความรู้

-ในสมัยเด็ก ๆ ผมได้อ่านหนังสือเยอะ เพราะว่าผมอยู่กับปู่กับย่าที่ชอบอ่านหนังสือเป็นทำนอง ปู่กับย่าผมอ่านหนังสือออกเสียงคล้าย ๆ กับการสวดมนต์ จึงทำให้ที่บ้านมีหนังสือจำนวนมาก ผมจึงได้อ่านหนังสือเยอะตามไปด้วย

-พอผมไปอยู่กับคุณยาย คุณยายผมชอบอ่านหนังสือของผู้หญิง ผมได้ทำหน้าที่อ่านสตรีสารและสกุลไทยให้ยายของผมฟัง ผมจึงกลายเป็นคนที่อ่านหนังสือเป็นประจำ

-ในสมัยเด็กที่ผมเรียนหนังสือ เพื่อน ๆ จะไปวิ่งเล่นไปเตะฟุตบอลกัน แต่ผมไม่ได้ไปเล่นกับเขา ผมไปอ่านหนังสืออยู่ในห้องสมุดแทน ในยุคนั้นผมได้อ่านงานเขียนของคุณวิลาศ มณีวัต , อ.พิมาน แจ่มจรัส , สด กูรมะโรหิต , อ.ประดิษฐ์วงศ์ ฯลฯ

-โดยจุดเปลี่ยนของผมอยู่ที่ผมได้ดูหนังเรื่องเหยื่ออธรรม ดูแล้วสะเทือนใจมาก ดูไปทั้ง ๆ ที่สะเทือนใจจนเกิดเป็นความประทับใจ หลังจากนั้นผมจึงไปหาหนังสือเรื่องเหยื่ออธรรมมาอ่าน เล่มที่คุณจูเลียตแปล ผมต้องอดทนอย่างมากในการอ่าน แต่ผมอ่านแล้วก็ชอบ

-พอผมเรียนมัธยม ที่โรงเรียนผมเชิญคุณจำลอง ฝั่งชลจิตร (คุณอาชญาสิทธิ์ ศรีสุวรรณหันไปยกมือไหว้คุณจำลอง) และคุณลาว คำหอม มาพูดที่โรงเรียน ผมได้ไปฟังแล้วคุณครูให้เขียนเรียงความส่ง ผมจึงได้รู้ว่าเรื่องสั้น(ที่วิทยาการพูด)นั้นแตกต่างจากเรียงความอย่างไร

-หลังจากนั้นผมจึงไปหางานเขียนเรื่องสั้นที่เป็นต้นแบบมาอ่าน ซึ่งหลายเล่มเป็นงานเขียนที่สำคัญของโลก ผมอ่านหลายเรื่องแล้วรู้สึกสะเทือนใจมาก จึงเป็นการเริ่มต้นการเขียนของผมด้วย



อ.จรูญพร ปรปักษ์ประลัย ถามอ.กนกวลี พจนปกรณ์ ว่าการอ่านมีผลกับชีวิตเสมอ ทำอย่างไรเราจึงจะชวนคนมาอ่านหนังสือกันเยอะ ๆ ?

อ.กนกวลี พจนปกรณ์ บอกว่า ตอนไปจัดงานทั้ง 4 ภูมิภาคที่ต้องพูดเรื่องถึงการอ่านการเขียน แต่ผู้ที่เข้าร่วมฯ ไม่ได้เป็นนักอ่านกันทั้งหมดทุกคน ซึ่งคนที่ไม่ได้อ่านนั้นเวลาที่เขาเห็นคนอ่านหนังสือ เขามักจะถามว่า “จะสอบเหรอ?” ซึ่งแสดงให้เห็นว่าคนทั่วไปคิดว่าการอ่านเป็นการหาความรู้อย่างเดียว

-การอ่านเพียงอย่างเดียวยังไม่พอ เมื่ออ่านจบแล้วต้องเขียนสรุปออกมาด้วยว่าได้อ่านเรื่องอะไร จะทำให้เราติดนิสัยรักการอ่าน

-ทำอย่างไรคนถึงจะเห็นคุณค่าของการอ่านแล้วจะรักการอ่าน ดังนั้นเราจึงเอาคำว่า “สนุก” เข้ามาใส่ไว้ด้วย เพราะถ้าเขาอ่านเล่มแรกแล้วไม่สนุกเขาคงไม่ประทับใจแน่ ๆ เพราะในปัจจุบันนี้มีอะไรที่สนุกเยอะ เช่นเล่นเกมส์ก็สนุก , ดูละครก็สนุก , ดูหนังก็สนุก , ฟังเพลงก็สนุก ฯลฯ เราจึงควรทำให้การอ่านต้องสนุกด้วย



อ.จรูญพร ปรปักษ์ประลัย ถามคุณคามิน คมนีย์ ว่าการเขียนเปลี่ยนแปลงชีวิตคุณอย่างไร?

คุณคามิน คมนีย์ บอกว่าผมเป็นคนที่ชอบอ่านชอบเขียนอยู่แล้ว แต่เมื่อใดที่ผมไม่ได้เขียนมันจะเปลี่ยนแปลงชีวิตผมให้แย่ลง ในช่วงปีที่ผ่านมาผมไม่ได้เขียนเลย จึงทำให้ผมรู้สึกไม่ค่อยดีเลย

-การอ่านและการเขียนเป็นค่าตั้งตนของคนเราอยู่แล้ว เราจึงไม่รู้สึกอะไรมากนัก การอ่านทำให้คนเราไปยังที่ชอบไปได้ และการอ่านพาเราไปยังที่ ๆ เรารักได้เช่นกัน

-การอ่านและการเขียนคือการสื่อสารของมนุษย์ เป็นการรับสาสน์และการส่งสาสน์ ซึ่งเป็นธรรมชาติของมนุษย์ ดังนั้นการอ่านและการเขียนบ่อย ๆ จึงทำให้ชีวิตของเราเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น

-รัฐบาลควรใช้ ม.44 เพื่อเรียกคนที่ไม่อ่านไม่เขียนมาปรับทัศนคติด้วย (อันนี้น่าจะเสนอเล่น ๆ นะ เป็นมุกของคุณคามิน คมนีย์)



อ.จรูญพร ปรปักษ์ประลัย ถามคุณจำลอง ฝั่งชลจิตร ว่าเมืองไทยมีวาระแห่งชาติเรื่องการอ่านแล้ว แต่ทำไมคนถึงยังไม่อ่านหนังสือ?

คุณจำลอง ฝั่งชลจิตร บอกว่า จริง ๆ แล้วเขาอ่านนะ ดูได้จากในงานหนังสือที่มีคนมาเดินหาซื้อหนังสือกันเยอะมาก ปัญหามันอยู่ที่ว่า เขาไม่อ่านหนังสือที่เราเขียนต่างหาก คนอ่านที่ต้องการมากว่าความบันเทิงเพียงอย่างเดียวเขาถึงจะอ่านหนังสือที่เราเขียน

-คุณจำลองพูดถึงเรื่องสั้นที่เป็นของถนัดว่า เรื่องสั้นเป็นองก์เอกของความสมบูรณ์ที่ไม่ลงตัว เรื่องสั้นที่กลมที่สุดไม่มี เรื่องสั้นบางเรื่องอาจจะไม่มีชื่อตัวละครเลยก็ได้ เพราะฉะนั้นอย่าไปหาเรื่องสั้นที่สมบูรณ์ที่สุดเลย มันไม่มีหรอก

-การอ่านหนังสือคือการค้นพบ ถ้าคุณอ่านแล้วน้ำตาไหล อ่านแล้วหัวเราะเสียงดัง แสดงว่าคุณค้นพบเสน่ห์ของหนังสือแล้ว หลังจากนั้นคุณจะรักหนังสือ ซึ่งของแบบนี้มันต้องรู้หรือค้นพบด้วยตัวเองเท่านั้น
-ในปัจจุบันนี้ที่เราเห็นคนติดมือถือกันเยอะ จริง ๆ แล้วมันไม่ใช่ “สังคมก้มหน้า” หรอก มันเป็นแค่อาการเท่านั้น จริง ๆ แล้วมันคือ “สังคมเชื่อมต่อ” ที่เห็นเขาก้มหน้าอยู่กับมือถือนั้นเขาอาจจะกำลังติดต่ออยู่ก็ได้ เราต้องให้เกียรติเขาเพราะเขากำลังเชื่อมต่อกับโลกภายนอกอยู่ (อันนี้คุณจำลองประชดนะ)




อ.จรูญพร ปรปักษ์ประลัย ถามคุณอาชญาสิทธิ์ ศรีสุวรรณ ว่าจะบอกคนรุ่นใหม่ให้อ่านหนังสือได้อย่างไร?

คุณอาชญาสิทธิ์ ศรีสุวรรณ บอกว่า การอ่านเป็นเรื่องของยุคนิยมในแต่ละสมัย

-ในยุคนี้คนอ่านนิยาย ก็เพราะว่าเป็นไปตามยุคสมัยที่เกิดขึ้น แต่ถ้าจะให้พวกเขาอ่าน “งานเขียนในเชิงความคิด” ถ้าเขาอ่านแล้วติดใจขึ้นมาเขาก็คงจะอ่านต่อ เพราะว่าในยุคสมัยปัจจุบันนี้มันมีอะไรให้เสพอีกมากมาย

-การอ่านจึงเป็นรสนิยมในแต่ละสมัย




มีความคิดเห็นจากผู้เข้าร่วมฟังการเสวนาในครั้งนี้ โดยผมขอสรุปให้ดังนี้

-มีคนเสนอว่า ถ้าคนไหนที่ไม่อ่านก็ให้ฟังเอา เพราะว่าการฟังอาจจะทำให้เกิดแรงบันดาลใจได้เช่นกัน

-มีคนยืนยันว่าทุกคนต้องอ่าน เพื่อที่จะได้มีแรงบันดาลใจและมีต้นแบบ

-มีคนบอกว่างานเขียนเป็นอะไรที่หยุดไม่ได้ (หยุดแล้วมันจะติดขัด) การเขียนต้องเริ่มจากการอ่านก่อนเสมอ





อ.จรูญพร ปรปักษ์ประลัย ให้ท่านวิทยากรแต่ละท่านพูดสรุปทิ้งท้าย



คุณอาชญาสิทธิ์ ศรีสุวรรณ สรุปทิ้งท้ายว่า

-การอ่านเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ไม่ว่ายุคสมัยจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร การอ่านคือได้ความรู้เสมอ การอ่านไม่เคยทำให้คนที่อ่านเสียหาย อ่านแล้วต้องได้อะไรตลอด

-คุณอาชญาสิทธิ์ ศรีสุวรรณ เสนอแนะวิธีการอ่านว่ามีอยู่ 3 แบบ คือ 1.) อ่านแบบชิม 2.) อ่านแบบเคี้ยว 3.) อ่านแบบกลืนแล้วย่อย ซึ่งการอ่านแบบที่ 3 นั้นเราต้องให้เวลากับมันมากพอสมควร



คุณคามิน คมนีย์ สรุปทิ้งท้ายว่า

-ในปัจจุบันคนเราสามารถเขียนเรื่องสั้นผ่านเครื่องมือทางเทคโนโลยีต่าง ๆ ได้ ในฐานะนักเขียนจึงไม่มีเหตุผลหรือข้ออ้างใด ๆ เลยที่จะไม่เขียน เพราะว่าการเขียนง่ายขึ้นมากแล้ว

-คนเราไม่ได้อยู่ที่เหตุผลเสมอไป แต่คนเราอยู่ด้วยอารมณ์และความรู้สึกต่างหาก



คุณจำลอง ฝั่งชลจิตร สรุปทิ้งท้ายว่า

-การอ่านและการเขียนจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ เพราะในปัจจุบันนี้สังคมมีคนสูงอายุเพิ่มมากขึ้นแล้ว

-การอ่านมีส่วนช่วยสังคมผู้สูงอายุมาก เพราะการอ่านจะช่วยกระตุ้นประสาทสัมผัส และช่วยกระตุ้นสมองในเรื่องความจำได้



อ.กนกวลี พจนปกรณ์ สรุปทิ้งท้ายว่า

-จะเขียนได้เราต้องอ่านก่อน การอ่านจะนำไปสู่การเขียน ซึ่งการอ่านนั้นมีหลายระดับ ยิ่งคุณอ่านเยอะมากขึ้นคุณอาจจะบรรลุถึงเป้าหมายในชีวิตก็ได้

-นักเขียนต้องเขียนเรื่องเพื่อตอบสนองผู้อ่าน จึงจะเป็นการช่วยเพิ่มนักอ่านให้มีมากขึ้น











ท้ายสุดนี้ผมต้องขอขอบคุณท่านวิทยากรทั้ง 4 ท่านและผู้ดำเนินรายการบนเวที ที่ทำให้ผมได้องค์ความรู้ที่เป็นประโยชน์จากการฟังเสวนาในครั้งนี้ และผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าท่านที่เข้ามาอ่านจะได้ความรู้ที่เป็นประโยชน์เช่นเดียวกับผม ดังนั้นถ้ามีส่วนใดที่ผิดพลาดหรือคลาดเคลื่อนไปบ้าง ผมก็ต้องกราบขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย

ขอบคุณครับ




Create Date : 12 พฤศจิกายน 2558
Last Update : 12 พฤศจิกายน 2558 17:34:43 น. 12 comments
Counter : 1130 Pageviews.

 
ขอบคุณมากๆค่ะ ได้ประโยชน์มากจริงๆ


โดย: ชลบุรีมามี่คลับ วันที่: 12 พฤศจิกายน 2558 เวลา:22:52:58 น.  

 
แวะเข้ามาอ่านความรู้ดีๆครับ


โดย: PZOBRIAN วันที่: 13 พฤศจิกายน 2558 เวลา:0:19:36 น.  

 
มาทักทายพี่กล่อง

สวัสดีค่าาาา สบายดีนะคะพี่


โดย: JenNy & Tristan @ The UK วันที่: 13 พฤศจิกายน 2558 เวลา:3:28:27 น.  

 
อ่านแล้วเปลี่ยนจริงๆ เลยล่ะน้องกล่อง
ชอบจัง


โดย: อุ้มสี วันที่: 13 พฤศจิกายน 2558 เวลา:16:00:04 น.  

 
อาคุงกล่อง Book Blog ดู Blog

อรุณสวัสดิ์จ้ะ
ยังไม่ได้อ่านนะค่ะ..ช่วงนี้วิ่งเยี่ยมเพื่อนๆนิดๆนึง
กำลังจะสอบค่ะ..อาทิตย์หน้าสอบเอาไลเซนของรัฐที่อาศัยอยู่
เป็นการรับรองประกอบอาชีพผู้ช่วยพยาบาลค่ะ..หัวฟูทุกวันเลยค่ะ


โดย: Opey วันที่: 14 พฤศจิกายน 2558 เวลา:5:34:21 น.  

 
คุณกล่องสรุปความได้ยอดเยี่ยมมากครับ
เข้าใจว่าไม่มีตกหล่นเลย รายละเอียดครบถ้วน
ใครได้มาอ่านถือว่าคุ้มค่ามากๆ
ผมคิดว่าการอ่านสมัยนี้เปลี่นไป สื่อไม่ใช้หนังสืออีกต่อไป
การก้มหน้าของผู้คน ถือเป็นการเพิ่มจำนวนคนช่างอ่าน
อีกมหาศาล
โหวดครับ


โดย: Insignia_Museum วันที่: 14 พฤศจิกายน 2558 เวลา:7:52:04 น.  

 
เหยื่ออธรรม เป็นหนังที่ดูแล้วสะเทือนใจมากผมรู้จักเรื่องนี้ครั้งแรกจากการ์ตูน ซึ่งดีกรีความแรงไม่มากนัก เวอร์ชั่นหนังนี่สิที่ดีกรีความแรงมีมาก ดูแล้วสะเทือนใจ

ความเห็นผู้เข้าร่วมฟังน่าสนใจครับ ก่อนจะเขียนเองก็ต้องมีข้อมูล ข้อมูลหลายๆ ครั้งก็มาจากการอ่านนี่แหละ


โดย: คุณต่อ (toor36 ) วันที่: 14 พฤศจิกายน 2558 เวลา:12:42:39 น.  

 
ได้ข้อคิดดีๆเยอะเลยค่ะ

อ่านให้สนุก...น้องซีก็ชอบอ่านหนังสือค่ะ. แรกๆ ก็ให้แม่อ่านให้..ตอนนี้เริ่มอ่านเองได้แล้ว


โดย: kae+aoe วันที่: 14 พฤศจิกายน 2558 เวลา:13:20:56 น.  

 
ขอบคุณสำหรับข้องมูลที่มีประโยชน์ค่ะ


บันทึกการโหวต Blog ในวันนี้

ผู้เขียน Blog หมวดเนื้อหา Blog ได้รับโหวต
กะว่าก๋า Literature Blog ดู Blog
อาคุงกล่อง BookBlog ดู Blog


โดย: newyorknurse วันที่: 16 พฤศจิกายน 2558 เวลา:2:49:49 น.  

 
คุณกล่องรีวิวละเอียดมาก ชื่นชมค่ะ


โดย: sawkitty วันที่: 17 พฤศจิกายน 2558 เวลา:18:00:44 น.  

 
สวัสดีค่า คุณกล่อง ^^
มาอ่านเขียนเปลี่ยนชีวิตค่ะ
ชื่อหัวข้อได้ใจมาก ชอบทั้งอ่านทั้งเขียน
แต่ช่วงนี้ห่างทั้งสองอย่างเลยค่ะ T T

ได้ไปงานสมาคมนักเขียนบ่อยๆ
ดีจังเลยค่ะ ได้ความรู้กลับมาเยอะ
ขอบคุณที่นำมาแบ่งปันนะคะ



โดย: lovereason วันที่: 18 พฤศจิกายน 2558 เวลา:1:27:51 น.  

 
เกิดมาในช่วงที่ไม่มีเทคโนโลยี สิ่งเดียวที่มีคือหนังสือ
การได้อ่านหนังสือคือความสุขอย่างหนึ่งค่ะ

ชอบประโยคนี้จัง....
คนเราอยู่ด้วยอารมณ์และความรู้สึก


แอมอร



โดย: peeamp วันที่: 19 พฤศจิกายน 2558 เวลา:21:57:25 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

อาคุงกล่อง
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 62 คน [?]




อาคุงกล่องเป็นชายไทยนิสัยดีมีความฝัน ผู้ผันตัวมาเป็นทาสวรรณกรรมอย่างแท้จริง ใช้ชื่อกำหนดตัวตนว่า “อาคุงกล่อง” เป็นนามปากกาสร้างสรรค์ผลงานในเชิงหัสนิยาย และงานเขียนในรูปแบบต่าง ๆ อาทิเช่น เรื่องสั้น นวนิยาย สารคดี ความเรียง บทกลอน ไดอารี่เพ้อเจ้อละเมอเพ้อฝันต่างๆ ฯลฯ

ปัจจุบัน “อาคุงกล่อง” เป็นนักอ่าน นักคิดและนักเขียน รวมทั้งเป็นนักจินตนาการออกมาเป็นตัวอักษรด้วย ผู้มีความฝันอันยิ่งใหญ่คือการเป็นนักเขียนมีคุณภาพที่สรรค์สร้างผลงานอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ คาดว่าในเวลาอันใกล้นี้นาม “อาคุงกล่อง” จะเกิดปรากฎชัดในโลกวรรณกรรม จนเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางในหมู่หนอนนักอ่านทั่วไทย



"ในชีวิตจริงของคนเรา มีอะไรอีกมากมายที่จะต้องรับรู้และรับผิดชอบ ในแต่ละวันเรามีโอกาสที่จะหัวเราะได้สักกี่ครั้ง? แต่ถ้าเราได้มีโอกาสหัวเราะเสียบ้างเพื่อเป็นการผ่อนคลายหรือคลายเครียด ก็คงจะเป็นสิ่งที่ดีนะครับ"

ถ้าคุณเข้ามาในบล็อคของผมแล้ว คุณสามารถอมยิ้มหรือหัวเราะได้ ผมก็คงจะดีใจแล้วครับ (กรุณาช่วยทิ้งคอมเม้นท์วิจารณ์ไว้ให้ผมด้วยนะครับ จักขอบพระคุณมากเลยครับ)

akungklong@gmail.com
Friends' blogs
[Add อาคุงกล่อง's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.