Group Blog
 
<<
ตุลาคม 2558
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
 
26 ตุลาคม 2558
 
All Blogs
 
คุณค่าอมตะของ “ข้างหลังภาพ” ของศรีบูรพา โดยอาจารย์ตรีศิลป์ บุญขจร

26 ตุลาคม 2558




ผมมีโอกาสได้ไปอบรมในโครงการการอบรมเชิงปฏิบัติการ ในวาระครบรอบชาตะกาบ 110 ปี”ศรีบูรพา” (กุหลาบ สายประดิษฐ์) ซึ่งเป็นการเขียนนวนิยายโดยการแกะรอยนวนิยายของศรีบูพาเรื่อง “ข้างหลังภาพ” ซึ่งจัดโดยสถาบันปรีดี พนมยงค์ ร่วมกับกองทุนศรีบูรพา ในวันที่ 17-18 ตุลาคม 2558 ที่ผ่านมา โดยการอบรมในครั้งนี้สำหรับผู้ที่ได้เคยอ่านนวนิยายเรื่อง “ข้างหลังภาพ” มาแล้ว ผมจึงขอสรุปคำบรรยายไว้สำหรับการกลับมาทบทวนในภายหน้า และเพื่อเป็นประโยชน์สำหรับผู้สนใจในการเขียนนวนิยาย

โดยการอบรมในวันเสาร์ที่ 17 ตุลาคม 2558 เริ่มต้นด้วยการบรรยายในหัวข้อ คุณค่าอมตะของ “ข้างหลังภาพ” ของศรีบูรพา บรรยายโดย รองศาสตราจารย์ ดร.ตรีศิลป์ บุญขจร ผู้อำนวยการศูนย์วรรณคดีศึกษา คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งผมขอสรุปเป็นหัวข้อดังนี้











-การแกะรอยก็คือการติดตามตัวบทของเรื่องนั้นเอง

-อ.ตรีศิลป์ บอกว่าเคยทำหนังสือ “100 ปีบทวิจารณ์วรรณกรรมไทย” ทำให้พบว่านวนิยายที่มีคนหยิบมาวิจารณ์มากที่สุดก็คือเรื่อง “ข้างหลังภาพ” เพราะว่าเป็นวรรณกรรมที่เป็นอมตะ คือสามารถเติบโตไปตามกาลเวลา คือคนเขียนอาจจะเขียนไปตามบริบทในยุคสมัยหนึ่งแต่เรื่องอาจจะไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น เพราะมันไม่ได้ผูกพันติดอยู่กับบริบท (ในยุคนั้น) นั้นอย่างแน่นแฟ้น จึงทำให้อ่านได้ในทุกยุคทุกสมัย

-ภาษาที่ใช้ในเรื่อง “ข้างหลังภาพ” เป็นภาษาโบราณในยุคสมัยนั้น ซึ่งเป็นภาษาที่แตกต่างจากในปัจจุบันแต่กลับเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของนวนิยายเรื่องนี้

-ลักษณะการเขียนของนวนิยายเรื่อง “ข้างหลังภาพ” นี้เป็นการเขียนในลักษณะย้อนกลับไปหวนหาอดีต หรือที่เรียกว่าเป็นแนวน็อตโซเฟียล (ภาษาอังกฤษเขียนไงหว่า?)

-อ.บุญเหลือ (หม่อมหลวงบุญเหลือ เทพยสุวรรณ) เคยวิจารณ์นวนิยายเรื่อง “ข้างหลังภาพ” ไว้ว่า เป็นนวนิยายแนวพาฝันที่มีการจบแบบสะเทือนอารมณ์ เรื่องเล่าผ่านตัวนพพรทำให้ผู้อ่านรู้จักหม่อมราชวงศ์กีรติผ่านมุมมองของนพพรเท่านั้น เป็นนวนิยายที่มีวาทศิลป์ดีมาก ในเรื่องเต็มไปด้วยคำพูดและวาทะกรรม การที่มองหม่อมราชวงศ์กีรติผ่านตัวนพพรนั้นทำให้ผู้อ่านไม่สามารถเข้าใจในตัวเธอได้อย่างถ่องแท้มากนัก

-ในยุคสมัยที่ศรีบูรพาเขียนเรื่อง “ข้างหลังภาพ” นี้เป็นช่วงเวลาก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งในช่วงหลังมีกระแสวรรณกรรมร่วมสมัยที่จบลงแบบโศกเศร้าหรือที่เรียกว่าโศกนาฏกรรมเกิดขึ้นเยอะพอสมควร อาทิเช่น เรื่อง “ละครแห่งชิวิต” ของหม่อมเจ้าอากาศดำเกิง รพีพัฒน์ , เรื่อง “ผู้ดี” ของดอกไม้สด (หม่อมหลวงบุปผา กุญชร) ฯลฯ

-ในเรื่อง “ผู้ดี” ของดอกไม้สดนั้น คำว่าผู้ดีแปลว่าคนดี เป็นวรรณกรรมไทยเรื่องแรก ๆ ที่แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงในระบบศักดินา

-อ.ตรีศิลป์ บอกว่า หม่อมราชวงศ์กีรตินั้นเป็นผู้หญิงที่ฉลาดมาก และเป็นผู้หญิงที่เข้าใจถึงความเป็นหญิงในชนชั้นของตัวเอง (ชนชั้นศักดินา) โดยดูได้จากประโยคแรก ๆ ที่หม่อมราชวงศ์กีรติกล่าวถึงตัวเองให้นพพรฟังว่า “เราไม่ได้ถูกอบรมให้เป็นคนช่างคิด ....”










-ในการที่เราจะวิเคราะห์นวนิยายเรื่อง “ข้างหลังภาพ” เราต้องย้อนเวลากลับไปในบริบทสมัยนั้น สตรีในยุคสมัยนั้นมีมายาคติที่จะต้องเป็นคนสวยและเป็นคนดี ศรีบูรพาจึงใช้ตัวละคร มรว.กีรติ เป็นตัวแทนของมายาคติของสตรีในยุคสมัยนั้น โดยเขียนให้ มรว.กีรติใช้คำพูดที่สวย พูดแล้วกลายเป็นวาทะกรรม เรียกได้ว่าเป็นผู้หญิงที่เต็มไปด้วยอุดมทัศนีย์ (อุดม แปลว่า สูงสุด เลิศ บริบูรณ์ , ทัศนีย์ แปลว่า งาม น่าดู )

-ในเชิงวรรณกรรมมีการอ่านหนังสือเล่มเดียวกันแต่มีการวิจารณ์ที่แตกต่างกัน ซึ่งเราเรียกว่า “ชุมชนวรรณกรรม” ซึ่งเป็นเรื่องของการอ่านและการตีความ ซึ่งการตีความวรรณกรรมที่เป็นอมตะนั้นจะต้องใช้เหตุผลมาประกอบด้วย

-ตัวละครนพพรเป็นตัวแทนของคนรุ่นใหม่ (ในสมัยนั้น) ที่แต่งงานโดยปราศจากความรัก แต่ตัวละคร มรว.กีรตินั้นติดอยู่กับมายาคติของสตรีในเรื่องความรัก โดยคิดว่าความรักเป็นที่สุดและต้องทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อความรัก เช่น รอคอยความรักได้ เป็นต้น

-ตัวละคร มรว.กีรติ ถือว่าเป็นกุลสตรีไทย แต่ก็ใช่ว่าจะไร้เสน่ห์หรือไร้มารยาเอาเสียเลย ที่ผ่านมาตัวละครที่เป็นนางในวรรณคดีไทยก็มีจริตมารยาเยอะพอสมควร บางครั้งมากกว่า มรว.กีรติเสียอีก เช่น นางพิมถวายผ้าห่มให้เณรพลายแก้ว เป็นต้น ผู้หญิงที่มีเสน่ห์มารยาแบบนี้มีมานานแล้วในวรรณคดีไทย และตัวละครที่เป็นหญิงไทยก็มีทางออกให้แก่ความปรารถนาของตัวเองในรูปแบบที่เป็นพาราด็อกซ์ ซึ่งพาราด็อกซ์คือการย้อนแย้งกันเอง เช่น รักแต่ต้องทำเป็นไม่รัก ไม่แสดงออก เป็นต้น

-อ.ตรีศิลป์ แนะนำให้ลองไปศึกษาจากในวรรณคดีเก่า ๆ ดู ดูพฤติกรรมของตัวละครหญิง อาทิเช่น เรื่องพระเพื่อนพระแพงที่ทำเสน่ห์ เป็นต้น

-อ.ตรีศิลป์ ตั้งข้อสังเกตว่า นักเขียนผู้ชายมักจะใช้ผู้หญิงเป็นตัวแทนของความคิดในเชิงอุดมคติ เช่น เสนีย์ เสาวพงศ์ ใช้ตัวละครรัชนีในนวนิยายเรื่อง “ปีศาจ” เป็นตัวแทนของความคิดทางอุดมคติ โดยเขียนให้รัชนีเป็นปีศาจที่คอยหลอกหลอนคนในชนชั้นเดียวกันกับเธอ (ชนชั้นศักดินา)

-ศรีบูรพาเอาต้นแบบของ มรว.กีรติมาจากหม่อมเจ้าบรรเจิดวรรณวรางค์ วรวรรณ ที่ศรีบูรพาเคยพบเจอ

-ศรีบูรพาเป็นมาร์กซิสต์ ศรีบูรพาเคยแปล “ปรัชญามาร์กซิสต์” เป็นภาษาไทย แต่มีข้อสงสัยประการหนึ่งว่า ทำไมมาร์กซิสต์ถึงมองเห็นสุนทรียะของศิลปะแบบกรีซ แสดงว่าความงามเป็นสากล

-ตัวละคร มรว.กีรติ เป็นแม่แบบของสตรีไทยที่เห็นว่างาม ซึ่งใช้ชีวิตเหมาะสมถูกต้องตามแบบฉบับของกุลสตรีไทยอันเป็นวิถีที่งดงาม

-นวนิยายเรื่อง “ข้างหลังภาพ” นี้มีพลังของเรื่องเล่าที่ยังรุนแรงอยู่ ถึงแม้ว่าจะอ่านในยุคสมัยใดก็ยังอ่านได้ดีอยู่เสมอ เรื่องนี้อ่านแล้วช่วยยกระดับจิตใจของผู้อ่านได้ เช่น อ่านแล้วสงสาร มรว.กีรติ เป็นต้น

-พลังของเรื่องเล่า “ข้างหลังภาพ” นี้มีอยู่ 2 ชั้น

-1. อ่านแล้วคิดว่า มรว. กีรติ ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น? คุณหญิงทำไมทำแบบนั้น? เราอ่านแล้วก็ช่วยลุ้นและรู้สึกเศร้าตามเธอไปด้วย อ่านแล้วต้องตั้งคำถามในใจว่า “ทำไมเธอจึงเป็นเช่นนี้? ทำไมเธอถึงทำอย่างนี้?” อ่านแล้วรู้สึกเป็นวิถีที่รันทดแต่งดงาม

-อ่านเรื่อง “ข้างหลังภาพ” แล้วก็ลองคิดตามดูว่า มีตัวละครในวรรณคดีไทยตัวไหนบ้าง? ที่เราอยากเอาเป็นแม่แบบให้เดินตาม

-2. ถ้อยคำของ มรว.กีรติ ในเรื่อง “ข้างหลังภาพ” คือมายาคติของผู้หญิงในระบบศักดินา ในเรื่องเต็มไปด้วยถ้อยคำ มีภาษาที่สวยงาม มีการเปรียบเทียบโดยใช้สีบอกอารมณ์ความรู้สึก เช่น ชุดสีน้ำเงินลายดอกขาวที่ มรว.กีรติ ใส่ตอนที่พบกับนพพรครั้งแรก , ชุดนักศึกษาสีน้ำเงินของนพพร ที่เป็นเครื่องแบบประจำตัวของเขา ฯลฯ

-เรา (ผู้อ่าน) ไม่ตำหนิตัวละครนพพร เพราะเขาดำเนินชีวิตไปตามแบบของเขา

-เมื่อได้อ่านเรื่อง “ข้างหลังภาพ” แล้ว เราจะได้ความรู้สึกที่ขัดแย้งในใจ รู้สึกได้ถึงความย้อนแย้งของชีวิต ซึ่งเป็นการแกะรอยวรรณกรรมในเชิงจิตวิทยา ที่เน้นในเรื่องการสร้างตัวละครเป็นหลัก

-เป็นนักเขียนต้องศึกษาเรื่องจิตวิทยาของคนด้วย เพื่อที่จะสร้างความขัดแย้งขึ้นในใจตัวละครได้

-อุดมคติทัศนีย์ คือ ความรักคือที่สุดของชีวิต

-ข้อแตกต่างประการหนึ่งระหว่างเรื่อง “ข้างหลังภาพ” กับเรื่อง “สงครามชีวิต” คือ ในเรื่องสงครามชีวิตศรีบูรพาวิพากษ์เรื่องชนชั้น แต่เรื่องข้างหลังภาพศรีบูรพาวิพากษ์เรื่องสตรี

-ฉากต่างแดนในเรื่อง “ข้างหลังภาพ” อาจมีความหมายในเชิงสัญลักษณ์หมายถึงการหลุดพ้นไปจากพันธนาการทางสังคมก็ได้ (เพราะไปอยู่ญี่ปุ่นไม่มีคนไทยเลย)

-ถ้าดูถึงความเป็นสากลของบริบท ในเรื่อง “ข้างหลังภาพ” จะเต็มไปด้วยความรักที่โรแมนติค ความรักที่ควรจะจบลงแบบที่มันเป็น (แต่ไม่เป็นไปตามนั้น)

-ความเป็นอมตะของ “ข้างหลังภาพ” ทำให้มีกระแสวิจารณ์เรื่องนี้เยอะมากในทุกยุคทุกสมัย ด้วยความเป็นอมตะนี้เองที่ทำให้ “ข้างหลังภาพ” กลายเป็นสมบัติของสาธารณะชนไทยไปแล้ว

-และความลุ่มรวยทางภาษาก็เป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้งานเขียนเรื่อง “ข้างหลังภาพ” เป็นอมตะ

-สรุปได้ว่าพลังความเป็นอมตะของนวนิยาย “ข้างหลังภาพ” เกิดจากองค์ประกอบดังนี้

1. เป็นไพรัชนิยาย ที่เป็นนิยายต่างแดน มีฉากที่งดงาม (ฉากมิตาเกะ)

2. มีความโดดเด่นของตัวละคร โดยเฉพาะตัวละครหลักซึ่งก็คือ หม่อมราชวงศ์กีรติ

3. มีวรรณศิลป์ที่งดงาม คำพูดของตัวละครกลายเป็นวาทะกรรมอมตะ

4. มีความซับซ้อนและมีความย้อนแย้งของในจิตใจของตัวละคร

-ศรีบูรพาจะให้ความสำคัญกับตัวละครผู้หญิงเสมอ เช่น มรว.กีรติ จาก “ข้างหลังภาพ” , เขียนบทความเรื่องนางฟ้า ฯลฯ

-ถ้าจะให้คำนิยามของนวนิยายเรื่อง “ข้างหลังภาพ” นี้ อาจได้คำนิยามว่า “เรื่องของความรักที่เป็นอมตะ ไม่ตกยุคไม่ตกสมัย อยู่ได้เพราะมีคนอ่านตลอด จึงเป็นอมตะตลอดกาล”

-กลวิธีการเขียนที่สำคัญในเรื่อง “ข้างหลังภาพ” นี้คือวิธีการเขียนที่บอกเล่าเพื่อแค่เป็นประโยชน์สำหรับการดำเนินเรื่องเท่านั้น เป็นการบอกเล่าเพื่ออธิบายการกระทำของตัวละคร แต่ไม่บอกหมดทุกอย่าง

-อ.ตรีศิลป์ แนะนำให้ผู้ที่สนใจเรื่องราวของศรีบูรพาไปดูวีดีทัศน์ชุด “สยามศิลปิน” ตอนศรีบูรพา

-ศรีบูรพาวิพากษ์ผู้หญิงในเรื่อง “ข้างหลังภาพ” เพราะศรีบูรพาคิดว่าในอนาคตผู้หญิงต้องเปลี่ยนแปลง

-นวนิยายเรื่อง “ป่าในชีวิต” ของศรีบูรพาเป็นเรื่องที่พูดถึงผู้หญิงที่มีสามีติดคุก (คดีกบฏบวรเดช) มีลักษณะคล้ายเรื่อง “เมืองนิมิตร” (ของ มรว.นิมิตรมงคล นวรัตน์)

-มีข้อมูลปรากฏว่าเพลง “มวลมหาประชาชน” ที่ใช้ในช่วง 14 ตุลา นั้นศรีบูรพาเป็นผู้แต่ง

-ศรีบูรพาต่อสู้เพื่อเสรีภาพทางวรรณศิลป์ พูดถึงการเปลี่ยนแปลงทางสังคมด้วยพลังแห่งวรรณกรรม

-อ.ตรีศิลป์ กล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า “เราต้องอ่านนวนิยายเรื่องข้างหลังภาพ เพื่อวิเคราะห์ เพื่อวิจารณ์ เพื่อความเป็นอมตะตลอดไป”


ท้ายสุดนี้ผมขอขอบคุณท่านรองศาสตราจารย์ ดร.ตรีศิลป์ บุญขจร ที่ให้ความรู้ที่เป็นประโยชน์สำหรับผม รวมทั้งขอขอบคุณสถาบันปรีดี พนมยงค์ ร่วมและกองทุนศรีบูรพา ที่ให้โอกาสผมได้เข้ารับอบรมเชิงปฏิบัติการในครั้งนี้

ขอบคุณครับ








Create Date : 26 ตุลาคม 2558
Last Update : 26 ตุลาคม 2558 10:07:14 น. 2 comments
Counter : 1361 Pageviews.

 
บันทึกการโหวตเรียบร้อยแล้วค่ะ



บันทึกการโหวต Blog ในวันนี้

ผู้เขียน Blog หมวดเนื้อหา Blog ได้รับโหวต
ชมพร About Weblog ดู Blog
เตยจ๋า Topical Blog ดู Blog
mastana Literature Blog ดู Blog

ระบบจะบันทึกคะแนนโหวต เฉพาะการโหวต 5 ครั้งล่าสุดในแต่ละวันเท่านั้น
........................
มาเป็นคนแรก


โดย: Opey วันที่: 27 ตุลาคม 2558 เวลา:14:10:38 น.  

 
บันทึกการโหวตเรียบร้อยแล้วค่ะ



บันทึกการโหวต Blog ในวันนี้

ผู้เขียน Blog หมวดเนื้อหา Blog ได้รับโหวต
ชมพร About Weblog ดู Blog
เตยจ๋า Topical Blog ดู Blog
mastana Literature Blog ดู Blog
อาคุงกล่อง Book Blog ดู Blog

ระบบจะบันทึกคะแนนโหวต เฉพาะการโหวต 5 ครั้งล่าสุดในแต่ละวันเท่านั้น
...................
โอ้ยยยยย
งัยเป็นงั้นไปอาการรีบ,,,,,,, พลาดจนได้ง่วงมากๆด้วย มีเรียนมีสอบทุกวันหลังชั่วโมง....ส่งกำลังใจไว้มาอ่านวันหลังค่ะ


โดย: Opey วันที่: 27 ตุลาคม 2558 เวลา:14:13:13 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

อาคุงกล่อง
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 57 คน [?]




อาคุงกล่องเป็นชายไทยนิสัยดีมีความฝัน ผู้ผันตัวมาเป็นทาสวรรณกรรมอย่างแท้จริง ใช้ชื่อกำหนดตัวตนว่า “อาคุงกล่อง” เป็นนามปากกาสร้างสรรค์ผลงานในเชิงหัสนิยาย และงานเขียนในรูปแบบต่าง ๆ อาทิเช่น เรื่องสั้น นวนิยาย สารคดี ความเรียง บทกลอน ไดอารี่เพ้อเจ้อละเมอเพ้อฝันต่างๆ ฯลฯ

ปัจจุบัน “อาคุงกล่อง” เป็นนักนักอ่าน นักคิดและนักเขียน รวมทั้งเป็นนักจินตนาการออกมาเป็นตัวอักษรด้วย ผู้มีความฝันอันยิ่งใหญ่คือการเป็นนักเขียนมีคุณภาพที่สรรค์สร้างผลงานอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ คาดว่าในเวลาอันใกล้นี้นาม “อาคุงกล่อง” จะเกิดปรากฎชัดในโลกวรรณกรรม จนเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางในหมู่หนอนนักอ่านทั่วไทย



"ในชีวิตจริงของคนเรา มีอะไรอีกมากมายที่จะต้องรับรู้และรับผิดชอบ ในแต่ละวันเรามีโอกาสที่จะหัวเราะได้สักกี่ครั้ง? แต่ถ้าเราได้มีโอกาสหัวเราะเสียบ้างเพื่อเป็นการผ่อนคลายหรือคลายเครียด ก็คงจะเป็นสิ่งที่ดีนะครับ"

ถ้าคุณเข้ามาในบล็อคของผมแล้ว คุณสามารถอมยิ้มหรือหัวเราะได้ ผมก็คงจะดีใจแล้วครับ (กรุณาช่วยทิ้งคอมเม้นท์วิจารณ์ไว้ให้ผมด้วยนะครับ จักขอบพระคุณมากเลยครับ)

akungklong@gmail.com
Friends' blogs
[Add อาคุงกล่อง's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.