Group Blog
 
<<
สิงหาคม 2556
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
 
7 สิงหาคม 2556
 
All Blogs
 
จินตนาการแห่งธรรม ... บทสรุปสุดท้ายในผลงานของศิลปิน





ผมไม่ใช่ศิลปินและผมก็ไม่ใช่ผู้ที่มีความรู้ทางศิลปะโดยตรง ตัวผมเลยไม่สามารถสรุปได้ว่าผลงานโดยรวมของอาจารย์ชลูด นิ่มเสมอนั้นเป็นผลงานศิลปะในแนวไหน? แต่มีสิ่งหนึ่งที่ผมรับรู้และสัมผัสได้จากการได้ชมงานนิทรรศการจิตรกรรมฝาผนังของอาจารย์ชลูด และผลงานย้อนหลัง ซึ่งสิ่งนั้นก็คือความหมายอันลึกซึ้งในเรื่องของธรรมะที่อ.ชลูด แฝงไว้ในผลงานศิลปะในช่วงยุคหลังตั้งแต่ พ.ศ. 2530 เป็นต้นมา


ถ้าจะอ้างถึงแรงบันดาลใจที่สะสมมาตลอดในช่วงชีวิตของท่าน อ.ชลูด นั้น เราต้องยกย่องท่านว่าเป็นศิลปินเอกที่เป็นลูกศิษย์รุ่นแรก ๆ ของอาจารย์ศิลป์ พีระศรี ที่กล่าวกันว่าในช่วงนั้นเป็นยุคเริ่มต้นของงานศิลปะสมัยใหม่ของไทย อีกทั้งในช่วงแรกของการเป็นศิลปินนั้น ท่านอ.ชลูด ยังทันได้อยู่ร่วมสมัยกับท่านพุทธทาสภิกขุ ซึ่งถือว่าเป็นผู้เริ่มต้นในการนำศิลปะมาใช้เป็นกุศโลบายในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาอย่างจริงจังอีกด้วย

อาจารย์ศิลป์ พีระศรี เชื่อว่าศิลปะนั้นคือความสูงส่งทางพุทธิปัญญา(ปัญญาที่มีความฉลาด) ซึ่งสามารถขัดเกลาจิตใจมนุษย์ได้ อีกทั้งศิลปะนั้นเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตทางด้านวัฒนธรรมซึ่งไม่อาจหยุดนิ่งอยู่ได้ตามสภาพเดิม กล่าวคือต้องแปรเปลี่ยนไปตามกาลเวลา ศิลปะจึงเป็นเครื่องแสดงถึงวัฒนธรรมอันเป็นลักษณะที่แท้จริงของชาติ ส่วนความเจริญทางด้านวัตถุต่าง ๆ นั้นไม่ใช่สิ่งที่แสดงถึงวัฒนธรรมของไทยเลย แต่การดำรงชีวิตความเป็นอยู่ที่เรียบง่ายตามขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดี รวมทั้งการดำเนินชีวิตตามหลักธรรมอันบริสุทธิ์แห่งพระพุทธศาสนาต่างหากที่เป็นวัฒนธรรมที่แท้จริงของไทยเรา ดังนั้นจึงไม่มีสิ่งใดที่แสดงความรู้สึกทางด้านวัฒนธรรมออกมาได้ดียิ่งกว่างานศิลปะอีกแล้ว

สำหรับท่านพระพุทธทาสภิกขุนั้น ท่านได้เป็นผู้ริเริ่มใช้ศิลปะในเชิงธรรมศิลป์เข้ามาเป็นเครื่องมือในการช่วยอธิบายเรื่องราวทางพุทธศาสนา ซึ่งจริง ๆ แล้วการนำศิลปะมาใช้ในทางพุทธศาสนานั้นมีมาตั้งแต่ในสมัยอดีตกาลแล้ว โดยส่วนมากจะออกมาในรูปแบบของพุทธศิลป์มากกว่า ซึ่งเป็นศิลปะที่ทำขึ้นเพื่อยกย่องพระพุทธเจ้าด้วยความศรัทธา งานศิลปะในเชิงพุทธศิลป์นั้นจะออกมาเป็นรูปธรรมต่าง ๆ ที่เราสามารถพบเห็นได้ตามวัดวาอารามต่าง ๆ เช่น พระพุทธรูป โบสถ์ วิหาร ศาลา ช่อฟ้า ใบระกา เป็นต้น แต่การใช้ธรรมศิลป์ในการเผยแผ่พระพุทธศาสนานั้นเป็นการตีความเรื่องราวของธรรมะที่เป็นหลักธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเป็นหลัก โดยจะสื่อออกมาจากจินตภาพในเชิงนามธรรมมากกว่า ซึ่งเป็นสิ่งที่ลึกซึ้งและกินใจเหล่าพุทธศาสนิกชนได้มากกว่า

ท่านพระพุทธทาสภิกขุเคยได้ศึกษาเรื่องราวศิลปะที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนาของอินเดียโบราณ ในยุคพ.ศ. 300-700 โดยท่านได้ทำการจำลองงานศิลปะของอินเดียโบราณบางส่วนมาไว้ที่ส่วนโมกขพลาราม ที่อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี (ปี พ.ศ.2505) ซึ่งงานศิลปะที่จำลองมานั้นส่วนใหญ่เป็นรูปสลักหินทราย ที่เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับพระพุทธประวัติตั้งแต่การประสูติ ตรัสรู้ และปริพาน รวมทั้งเรื่องราวการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในช่วงหลังจากที่พระพุทธเจ้าได้ดับขันธ์ปรินิพพานไปแล้ว งานศิลปะเหล่านั้นได้มีการสื่อออกมาเป็นภาพสัญลักษณ์ต่าง ๆ ที่แสดงความหมายในเชิงนามธรรม โดยไม่มีการแสดงรูปลักษณ์ที่แท้จริงของพระพุทธเจ้า แต่มีสัญลักษณ์แห่ง “ความว่าง” เอาไว้แทน เพื่อเป็นสิ่งแสดงให้รู้และเข้าใจได้ว่ามีพระพุทธเจ้าอยู่ในความหมายนั้นด้วย ซึ่งรูปสัญลักษณ์ในเชิงนามธรรมทั้งหลายนั้นได้มีการตีความหมายเอาไว้ อาทิเช่น รูปของวงกลมแสดงความหมายถึงความว่าง ซึ่งอาจจะหมายถึงจิตที่สงบนิ่งด้วยความระลึกถึงคำสอนของพระพุทธองค์ รูปของดอกบัวแทนความหมายถึงการประสูติ รูปของต้นโพธิ์และพระแท่นโพธิบัลลังก์แทนความหมายถึงการตรัสรู้ รูปของสถูปทรงบาตรคว่ำและเสาหินทรงกลมสูงแทนความหมายถึงการปรินิพพาน รูปวิหารและรูปรอยพระพุทธบาทแทนความหมายถึงการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ส่วนการที่ไม่ยอมทำรูปเหมือนพระพุทธเจ้านั้นไม่ใช่ว่าจะจนปัญญาหรือไร้ฝีมือในการทำพระพุทธรูป แต่การทำรูปสัญลักษณ์นั้นยากกว่าการทำพระพุทธรูปหลายเท่านัก เพราะเป็นการแสดงออกถึงความรู้สึกที่สูงส่งกว่า เป็นอุดมคติมากกว่า รวมทั้งเข้าถึงพระธรรมที่เป็นคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ได้อย่างลึกซึ้งมากกว่าด้วย

เวลาที่ศิลปินจะสร้างสรรค์ผลงานศิลปะขึ้นมาชิ้นหนึ่งนั้น ศิลปินจะต้องมีจินตนาการ (Imagination) ซึ่งก็คือพลังของจิตที่คิดสร้างภาพขึ้นภายในใจ หลังจากนั้นจินตนาการจะก่อให้เกิดภาพขึ้นภายในจิตสำนึก ที่เรียกว่า “จินตภาพ” (Image) ซึ่งภาพที่แสดงอยู่ในใจนั้นยังเป็นภาพที่เห็นไม่ชัดและจับต้องไม่ได้ ดังนั้นศิลปินจึงต้องใช้แรงบันดาลใจที่มีอยู่ในการดันภาพที่อยู่ในใจนั้นออกเป็นจิตนภาพภายนอก ซึ่งสุดท้ายก็แสดงออกมาในรูปของผลงานศิลปะนั้นเอง

ในเรื่องจินตนาการแห่งธรรมของท่าน อ.ชลูด นั้น ได้แสดงออกมาให้เห็นอย่างเด่นชัดในผลงานชุดธรรมศิลป์ (พ.ศ. 2530-2539) จะเห็นได้ว่าท่าน อ.ชลูด ได้มีการนำรูปสัญลักษณ์ทางพุทธศาสนาเข้ามาใช้ประกอบอยู่ในภาพต่าง ๆ ด้วย ถึงแม้ว่าท่านอ.ชลูด จะบอกว่าไม่ได้มีเจตนาเพื่อสื่อความหมายทางธรรมะในพระพุทธศาสนาโดยตรงก็ตาม แต่ก็เป็นการสื่อนำความคิดของผู้ชมให้โน้มน้าวไปสู่ความรู้สึกดีงามตามหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า ท่าน อ.ชลูด ยังได้กล่าวต่ออีกว่า ผลงานในชุดนี้ถ่ายทอดออกมาจากสภาวะจิตใจที่มีธรรมะเป็นเครื่องกล่อมเกลา เป็นการสร้างผลงานศิลปะออกมาจากจินตนาการทางธรรมอย่างแท้จริง โดยถ้ามองเข้าไปให้ลึกซึ้งในเนื้องานแล้วจะเห็นแรงบันดาลใจอันเกิดจากความเข้าใจในธรรมะที่เป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า

สำหรับท่านที่ไม่เข้าใจความหมายของพระพุทธศาสนาก็อาจจะมองเห็นความงามของผลงานศิลปะชุดธรรมศิลป์ได้เพียงแต่เปลือกนอก แต่สำหรับผลงานศิลปะที่เต็มเปี่ยมไปด้วยจินตนาการแห่งธรรมนั้น ท่านต้องมองให้ลึกซึ้งเข้าไปถึงข้างในที่ถือว่าเป็นแก่นแท้ของงานศิลปะ เพ่งพินิจด้วยความรู้สึกแล้วท่านจะเห็นสัญลักษณ์ทางธรรมต่าง ๆ ที่ศิลปินนำมารวมไว้ เพื่อต้องการจะสื่อเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับธรรมะ อันเป็นจุดเริ่มต้นให้ท่านอยากจะค้นหาความหมายทางธรรมในลำดับต่อไป






จากภาพข้างต้นนี้ท่านอาจจะเห็นความงดงามในเชิงศิลปะ องค์ประกอบของภาพ ลายเส้นและโทนสีกลมกลืนสอดคล้องดูสวยงาม แต่ท่านอาจจะนึกสงสัยอยู่ในใจว่า ทำไมต้องมีภาพหญิงสาวนอนอยู่ด้วย? ซึ่งถ้าท่านมองให้ลึกซึ้งเข้าถึงจินตนาการแห่งธรรมของศิลปินแล้ว ท่านก็จะทราบความหมายในเชิงนามธรรมที่แฝงอยู่ในภาพนี้ รูปสัญลักษณ์ต่าง ๆ ที่แสดงอยู่ในภาพนี้ได้แสดงถึงเรื่องราวของความซาบซึ้งในพระพุทธศาสนา ภาพของวิหารนั้นแสดงถึงการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ภาพของต้นฉัตรโพธิ์ที่อยู่ทางด้านซ้ายและขวานั้นหมายถึงการตรัสรู้ ภาพของเกลียวคลื่นที่เห็นเป็นน้ำนั้นสื่อความหมายของการรู้แจ้งแห่งธรรม ส่วนภาพหญิงสาวที่นอนอยู่นั้นหมายถึงสภาวะของจิตอันสงบของผู้ปฏิบัติธรรมที่มีสติสมบูรณ์แล้ว


ในภาพสลักหินทรายที่สวนโมกข์ฯ นั้น จะเห็นว่าในงานศิลปะบางภาพก็มีภาพของหญิงสาวหรือนางอัปสรนอนในลักษณะเดียวกันนี้ปรากฏอยู่เช่นกัน






ภาพแกะสลักหินทรายนี้เป็นภาพเทวดาประชุมกันทูลเชิญพระโพธิ์สัตว์บนแท่นว่างใต้ต้นโพธิ์จากสวรรค์ชั้นดุสิต จุติลงมาบังเกิดในพระครรภ์ของพระนางสิริมหามายาซึ่งกำลังบรรทมท่าสีหไสยาสน์อันเป็นท่านอนของผู้ปฏิบัติธรรมที่มีจิตสมบูรณ์ ท่ามกลางเทวดาชายหญิงคอยปรนนิบัติพัดวีชิดพระบาท (ภาพและคำบรรยายภาพจาก สวนโมกข์ฯ กรุงเทพ)




สำหรับอีกหนึ่งจินตนาการแห่งธรรมที่ท่านอ.ชลูด ได้แสดงออกมาเป็นผลงานประติมากรรมสาธารณะนั้น ถือว่าเป็นเครื่องการันตรีได้ถึงความเข้าใจอย่างท้องแท้ในการศึกษาพระธรรม โดยผลงานชิ้นใหญ่สุดที่คนไทยรู้จักกันทั้งประเทศก็คือ ผลงานประติมากรรม “โลกุตระ” ซึ่งติดตั้งแสดงอยู่ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ การที่ศิลปินตีความของพระธรรมออกมาเป็นผลงานรูปธรรมเพื่อสื่อให้เราย้อนกลับไปหาความหมายในเชิงนามธรรมได้นั้น ถือว่าเป็นผลงานที่มีแรงบันดาลใจที่ยิ่งใหญ่เป็นอย่างมาก เป็นผลงานที่มีแรงปะทะต่อความรู้สึกทางพุทธศาสนาอย่างแรง รวมทั้งเป็นผลงานศิลปะที่สะท้อนความหมายทางธรรมออกมาได้อย่างโดดเด่นมากที่สุดด้วย




“โลกุตระ” ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ได้แรงบันดาลใจมาจากเปลวรัศมีของพระพุทธรูปในศิลปะสุโขทัย โลกุตระนี้เป็นสัญลักษณ์แห่งการหลุดพ้น เปรียบเสมือนดอกบัวที่โผล่พ้นจากโคลนตม ก้านดอกบัวทั้งแปดเปรียบเสมอ มรรค ที่เป็นหนทางแห่งการดับทุกข์และพระอริยบุคคลทั้งแปดในพุทธศาสนา (คำอธิบายจากงานแสดงนิทรรศการจิตรกรรมฝาผนังของอาจารย์ชลูด และผลงานย้อนหลัง)



งานศิลปะที่แฝงธรรมศิลป์ของท่านอ.ชลูด นั้น ถือว่าเป็นงานศิลปะที่ลักษณะเฉพาะตัว มีการแสดงบุคลิกภาพของศิลปินออกมาได้อย่างชัดเจน เป็นงานศิลปะซึ่งสะท้อนความคิด อารมณ์ ความรู้สึก ที่ได้มาจากแรงบันดาลใจในพระพุทธศาสนา ดังนั้นผลงานศิลปะที่แฝงไปด้วยจินตนาการแห่งธรรมนี้จึงไม่ใช่เพียงแค่รูปลักษณ์ภายนอกที่เรามองเห็นได้ แต่สิ่งสำคัญที่สุดที่ซ้อนอยู่ข้างในนั้นคือคุณค่าทางศิลปะอย่างแท้จริง


จากบทสัมภาษณ์ของท่านอ.ชลูด นั้น ทำให้เราได้ทราบว่าในปัจจุบันนี้ตัวท่านยังคงทำงานศิลปะอยู่อย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ การทำงานศิลปะก็คือการปฏิบัติสมาธิที่ดีประการหนึ่ง (Art as Meditation) จิตที่มีสมาธิเป็นจิตที่ก่อให้เกิดปัญญา ประกอบกับแรงบันดาลใจในพระพุทธศาสนาที่สะสมมาโดยตลอดนั้น ยิ่งทำให้เกิดจินตนาการแห่งธรรมที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น ดังจะเห็นได้จากในผลงานชุดจิตรกรรมฝาผนังซึ่งเป็นผลงานชุดปัจจุบันของท่านอ.ชลูด ภาพจิตรกรรมที่ถูกวาดขึ้นบนกระดาษสาและกระดาษวาดเขียนขนาดต่าง ๆ จำนวนมากมายหลายร้อยภาพ ภาพทั้งหมดถูกจัดเรียงติดเอาไว้บนฝาผนังทั้ง 3 ด้านของห้องจัดแสดง ถึงแม้ว่าภาพแต่ละภาพนั้นอาจจะไม่ได้สื่อเป็นเรื่องราวเดียวกันที่สามารถไล่ชมไปเรื่อย ๆ ตั้งแต่ต้นจนจบ แต่ว่าผลงานโดยรวมทั้งหมดกลับมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่สะกดให้ผู้ชมไม่อาจจะละสายตาจากการจ้องมองอย่างละเอียดไปทีละภาพได้ ถึงแม้ว่าแต่ละภาพที่ติดตั้งอยู่ข้าง ๆ กันจะไม่เป็นเรื่องราวที่สอดคล้องกันเลย แต่ก็มีจุดหนึ่งที่เชื่อมโยงภาพทั้งหมดเอาไว้ด้วยกันได้






ในแต่ละภาพจะมีรูปแบบที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของศิลปินแสดงอยู่ในภาพ ภาพของหญิงสาวใบหน้ากลมไว้ผมทรงหมวกเหล็กที่เปิดหน้าผากกว้าง คิ้วโค้งข้างหนึ่งของหญิงสาวยาวเรียวลงมาเป็นรูปสันจมูก ดวงตาที่หรี่มองลงสู่เบื้องล่างเสมอนั้นเสมือนกริยาที่พึ่งสำรวม ปากซึ่งนิ่งสนิทไม่แสดงความรู้สึกใด ๆ นั้น ดูแล้วมีขนาดเล็กพอประมาณเข้ากับสัดส่วนโดยรวมของรูปหน้าได้เป็นอย่างดี ใบหน้าของหญิงสาวในภาพจิตรกรรมฝาผนังของท่าน อ.ชลูด นี้ช่างเหมือนกับใบหน้าของพระพุทธรูปในสมัยโบราณเป็นอย่างมาก เกือบทุกภาพในงานแสดงจิตรกรรมฝาผนังนี้มีภาพของหญิงสาวคนนี้อยู่ด้วย จะต่างไปก็เพียงเครื่องแต่งกายและองค์ประกอบต่าง ๆ ที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละภาพ รวมทั้งมีสัญลักษณ์ที่ใช้ในเชิงนามธรรมเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาแฝงไว้โดยตลอด ความหมายที่ศิลปินต้องการสื่อออกมานั้นช่างดูเรียบง่ายแต่กลับแฝงความหมายที่ลึกซึ้งเมื่อได้มองพิจารณาอย่างละเอียดเข้าไปในผลงานแต่ละภาพ





ภาพของหญิงสาวนั้นน่าจะแสดงความหมายถึงมนุษย์เราทั่วไปที่ดำเนินชีวิตอยู่ในสังคม แต่การที่ศิลปินสร้างภาพใบหน้าของหญิงสาวให้คล้ายกับใบหน้าของพระพุทธรูปโบราณนั้น น่าสื่อความหมายถึงผู้ที่มีจิตใจอันงดงามเนื่องจากมีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในหลักธรรมอันดีแล้ว ส่วนองค์ประกอบของภาพที่แปรเปลี่ยนไปนั้นสื่อถึงวัฒนธรรมที่มีความหลากหลายแต่เรียบง่ายด้วยรูปแบบความเป็นไทย ซึ่งสรุปโดยรวมแล้วก็คือการใช้ชีวิตอยู่ในสังคมตามหลักพระธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนา







ผลงานในชุดนี้ของท่านอ.ชลูด จึงได้แตกต่างจากงานจิตรกรรมฝาผนังที่เราพบเห็นตามวัดทั่วไป เนื่องจากเป็นงานศิลปะที่แฝงนัยทางธรรมไว้อย่างซ่อนเร้น ศิลปินที่มีดวงตาซึ่งมองเห็นธรรมแล้วเท่านั้นถึงจะสามารถสร้างสรรค์ผลงานศิลปะที่มีความหมายชวนให้คิดและตีความเพื่อหาความหมายต่อได้ ความเรียบง่ายในรูปลักษณ์ที่แสดงออกและสีสันที่ดูนุ่มนวลนั้น ทำให้ต้องหวนคิดกลับไปถึงสัญลักษณ์แห่ง “ความว่าง” ที่ใช้แทนพระพุทธเจ้า ถึงแม้ว่าจะไม่มีภาพที่บ่งบอกตัวตนของพระพุทธองค์อยู่ในงานจิตรกรรมฝาผนังนั้นเลยแต่เราก็สามารถรับรู้และสัมผัสได้ ดังนั้นการที่ได้เข้าไปยืนอยู่ในห้องจัดแสดงผลงานชุดจิตรกรรมฝาผนังของอาจารย์ชลูดนี้ ก็คงเปรียบเสมือนกับการที่เราเข้าไปยืนอยู่ท่ามกลางพระธรรม โดยให้คำสอนในพระพุทธศาสนาโอบล้อมอยู่โดยรอบตัวเรานั้นเอง



สรุปโดยรวมแล้วไม่ว่าผลงานของท่านอ.ชลูด จะเป็นงานศิลปะแนวไหนก็ตาม แต่การที่ผลงานในชุดปัจจุบันของท่านมีจินตนาการแห่งธรรมแฝงอยู่อย่างเปี่ยมล้นนี้ ก็น่าจะเป็นสิ่งที่บอกถึงตัวตนที่ชัดเจนเกี่ยวกับการเป็นศิลปินของตัวท่าน ดังที่ท่านอ.ชลูด ได้เคยกล่าวเป็นแง่คิดเพื่อเตือนใจให้แก่ศิลปินรุ่นหลังได้ทราบว่า

“ชีวิตของศิลปินเป็นอย่างไร ผลงานก็เป็นอย่างนั้น”

ดังนั้นผลงานชุดจิตรกรรมฝาผนังที่เป็นผลงานชุดล่าสุดนี้ ก็คงเป็นคำตอบสุดท้ายในคำถามเกี่ยวกับตัวศิลปินที่มีนามว่า อาจารย์ชลูด นิ่มเสมอ ได้อย่างแจ่มแจ้งและลงตัวมากที่สุด





บรรณานุกรม

1. “บทสัมภาษณ์ศาสตราจารย์ชลูด นิ่มเสมอ” . สูจิบัตรงานนิทรรศการจิตรกรรมฝาผนังของอาจารย์ชลูด และผลงานย้อนหลัง ; หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2556

2. ศจ.ชลูด นิ่มเสมอ เขียน , รศ.พิษณุ ศุภนิมิต บรรณาธิการ , “องค์ประกอบของศิลปะ” พิมพ์ครั้งที่ 7 กรุงเทพฯ ; สนพ. อมรินทร์ พ.ศ. 2553

3. ศิลป์ พีระศรี เขียน , เขียน ยิ้มศิริ ผู้แปล , “วัฒนธรรมและศิลปะ” . สูจิบัตรประกอบการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติครั้งที่ 10 , พ.ศ. 2502

4. จักรพันธ์ วิลาสินีกุล ผู้วิเคราะห์บทความ , “วัฒนธรรมและศิลปะ” พลังแห่งการวิจารณ์ : ทัศนศิลป์ ; สนพ. มิ่งมิตร พ.ศ. 2547

5. พระเทพวิสุทธิเมธี , “ภาพพุทธประวัติจากหินสลักยุคก่อนมีพระพุทธรูปในประเทศอินเดีย พ.ศ. 300-700” . กรุงเทพฯ ; กองทุนวุฒิธรรม ตีพิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2509









@@@@@@@@@@@@@@@


คุยกันท้ายเรื่อง

เรื่องราวในบล็อกนี้ผมเขียนขึ้นในลักษณะเป็นบทความวิชาการทางศิลปะ ซึ่งเป็นงานเขียนของผมจากการเข้าอบรมในหัวข้อ “การเขียนบทความเชิงวิชาการศิลปะ” ที่เป็นกิจกรรมระหว่างนิทรรศการ “จิตรกรรมฝาผนังของอาจารย์ชะลูด และผลงานย้อนหลัง” ซึ่งจัดโดยหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร เมื่อเดือนกรกฎาคม 2556 ที่ผ่านมาครับ

สำหรับงานนิทรรศการ “จิตรกรรมฝาผนังของอาจารย์ชะลูด และผลงานย้อนหลัง” นี้ ท่านใดที่สนใจยังสามารถเข้าไปชมได้ฟรีที่ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (สี่แยกปทุมวัน ตรงข้ามห้างมาบุญครอง) ณ ห้องแสดงนิทรรศการหลักชั้น 9 จนถึงวันที่ 18 สิงหาคม 2556 นี้ครับ ท่านใดที่มีลูกหลานซึ่งสนใจหรือมีแววในเรื่องงานศิลปะก็น่าจะลองพาลูกหลานของท่านไปชมงานนิทรรศการนี้ดูนะครับ เผื่อว่าจะมีประโยชน์และสร้างแรงบันดาลใจให้แก่ลูกหลานของท่านได้บ้างครับ

ขอขอบคุณทุก ๆ ท่านที่เข้ามาเยี่ยมชมบล็อกนี้ของผม ขอให้ท่านมีความสุขมาก ๆ นะครับ

อิอิ





Create Date : 07 สิงหาคม 2556
Last Update : 7 สิงหาคม 2556 10:13:30 น. 15 comments
Counter : 2840 Pageviews.

 
แวะมาชมค่ะ


โดย: never the last วันที่: 7 สิงหาคม 2556 เวลา:0:44:25 น.  

 

แวะมาอ่านและชมภาพด้วยค่ะ
กด like ค่ะ

ขอบคุณที่เป็นห่วงเรื่องขับรถค่ะ นอนไม่หลับแล้วไปขับรถไม่ดีแน่นอนค่ะ แต่วันน้ันก็ไม่ง่วงเลยค่ะ คงเป็นเพราะอยากกลับบ้านเร็วๆมัง

newyorknurse




โดย: newyorknurse วันที่: 7 สิงหาคม 2556 เวลา:5:32:38 น.  

 
อรุณสวัสดิ์ค่ะคุณอาคุงกล่อง
ตามมาอ่านและเยี่ยมชม "บทความวิชาการทางศิลปะ"
ขอบคุณค่ะที่นำสิ่งดีๆมาแชร์ สำหรับเราถือว่าได้เป็นความรู้
เพราะไม่ค่อยได้มีโอ กาสสัมผัสกับงานแบบนี้เท่ารัย
ชื่นชมศิลปินว่าท่านเก่งมาก สามารถนำศิลปะ
มาผสมผสานกับจินตนาการแห่งธรรมได้งดงามค่ะ


โดย: tui/Laksi วันที่: 7 สิงหาคม 2556 เวลา:6:43:55 น.  

 
บันทึกการโหวต Blog ในวันนี้
ผู้เขียน Blog หมวดเนื้อหา Blog ได้รับโหวต
น้ำ-ฟ้า-ป่า-เขา Travel Blog ดู Blog
อาคุงกล่อง Art Blog ดู Blog


Like ให้เป็นคนที่ 4
แหล่มเลยจ๊ะ
เป็นบทความวิชาการทางศิลปะที่เยี่ยมยอดเลยล่ะน้องกล่อง
สามารถรีวิวลงใน นสพ. ได้เลยนะเนี่ย




โดย: อุ้มสี วันที่: 7 สิงหาคม 2556 เวลา:9:17:26 น.  

 
สวัสดีค่ะ ..

แวะมาทักทายค่ะ แวะมาชมจิตรกรรมฝาผนังสวยๆด้วยคนค่ะ


ขอบคุณค่ะ ที่แวะไปเที่ยวกระบี่ด้วยกัน


โดย: Nongpurch วันที่: 7 สิงหาคม 2556 เวลา:9:54:44 น.  

 
ดูน่าค้นหาดีอะพี่


โดย: น้องผิง วันที่: 7 สิงหาคม 2556 เวลา:11:29:06 น.  

 
นิยมชมชอบศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ของเมืองไทยท่านนี้
ไม่โฉ่งฉาง..


โดย: เริงฤดีนะ วันที่: 7 สิงหาคม 2556 เวลา:14:23:55 น.  

 
บันทึกการโหวต Blog ในวันนี้

ผู้เขียน Blog หมวดเนื้อหา Blog ได้รับโหวต
อาคุงกล่อง Art Blog ดู Blog

แวะมาทักทายคุณกล่องและมาชมงานศิลป์ด้วยค่ะ ^_^


โดย: andrex09 วันที่: 7 สิงหาคม 2556 เวลา:16:52:22 น.  

 
ทักทายสวัสดีครับคุณกล่อง

งานจิตรกรรมฝาผนังของอาจารย์ชลูด ดุน่าชมกันมากๆ เลยครับ
มีโอกาสก็อยากไปเที่ยวชมกันบ้างครับ


โดย: ถปรร วันที่: 7 สิงหาคม 2556 เวลา:19:08:36 น.  

 
เคยไปสวนโมกข์กรุงเทพฯค่ะ
ภาพสลักหินทราย สวยงามมาก
ได้ความรู้เรื่องจินตนาการแห่งธรรมของศิลปิน
จากคุณอาคุงกล่องนี่เอง like #7 ค่ะ
ขอบคุณที่แวะทักทายนะคะ
นอนหลับฝันดีคืนนี้ค่ะ


โดย: Sweet_pills วันที่: 7 สิงหาคม 2556 เวลา:22:01:59 น.  

 
สวย มีเอกลักษณ์


โดย: Pikake วันที่: 8 สิงหาคม 2556 เวลา:9:52:30 น.  

 
เขียนดีนะคะ

อยากโหวตให้ หมวดไหนดีคะ?


โดย: สาวไกด์ใจซื่อ วันที่: 8 สิงหาคม 2556 เวลา:15:49:15 น.  

 
ขอบคุณนะคะที่แวะไปกดให้


แล้วแวะไปอีกนะคะ


บันทึกการโหวต Blog ในวันนี้

ผู้เขียน Blog หมวดเนื้อหา Blog ได้รับโหวต
คนบ้า(น)ป่า Home & Gargen Blog ดู Blog
อาคุงกล่อง Literature Blog ดู Blog


โดย: Calla Lily วันที่: 8 สิงหาคม 2556 เวลา:16:18:08 น.  

 
ขอบคุณสำหรับเรื่องราวดีๆนะคะ

ศิลปะของท่านมีเอกลักษณ์ดีนะคะ
หลายภาพแทบจะส่วนมากเลยเป็นภาพของ
ผู้หญิงผมสั้นตลอดเลย แปลกดีค่า



โดย: lovereason วันที่: 9 สิงหาคม 2556 เวลา:1:48:29 น.  

 
ไม่รู้จะได้ไปชมหรือเปล่า ถึงวันที่ 18 สิงหาคม

ได้ฟังคุณกล่องเล่า ก็ได้รายละเอียดเยอะพอสมควรค่ะ

ขอบคุณมากค่ะ สำหรับงานดีๆ ที่ไม่ควรพลาด


โดย: สายหมอกและก้อนเมฆ วันที่: 11 สิงหาคม 2556 เวลา:17:07:19 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

BlogGang Popular Award#14


 
อาคุงกล่อง
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 62 คน [?]




อาคุงกล่องเป็นชายไทยนิสัยดีมีความฝัน ผู้ผันตัวมาเป็นทาสวรรณกรรมอย่างแท้จริง ใช้ชื่อกำหนดตัวตนว่า “อาคุงกล่อง” เป็นนามปากกาสร้างสรรค์ผลงานในเชิงหัสนิยาย และงานเขียนในรูปแบบต่าง ๆ อาทิเช่น เรื่องสั้น นวนิยาย สารคดี ความเรียง บทกลอน ไดอารี่เพ้อเจ้อละเมอเพ้อฝันต่างๆ ฯลฯ

ปัจจุบัน “อาคุงกล่อง” เป็นนักอ่าน นักคิดและนักเขียน รวมทั้งเป็นนักจินตนาการออกมาเป็นตัวอักษรด้วย ผู้มีความฝันอันยิ่งใหญ่คือการเป็นนักเขียนมีคุณภาพที่สรรค์สร้างผลงานอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ คาดว่าในเวลาอันใกล้นี้นาม “อาคุงกล่อง” จะเกิดปรากฎชัดในโลกวรรณกรรม จนเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางในหมู่หนอนนักอ่านทั่วไทย



"ในชีวิตจริงของคนเรา มีอะไรอีกมากมายที่จะต้องรับรู้และรับผิดชอบ ในแต่ละวันเรามีโอกาสที่จะหัวเราะได้สักกี่ครั้ง? แต่ถ้าเราได้มีโอกาสหัวเราะเสียบ้างเพื่อเป็นการผ่อนคลายหรือคลายเครียด ก็คงจะเป็นสิ่งที่ดีนะครับ"

ถ้าคุณเข้ามาในบล็อคของผมแล้ว คุณสามารถอมยิ้มหรือหัวเราะได้ ผมก็คงจะดีใจแล้วครับ (กรุณาช่วยทิ้งคอมเม้นท์วิจารณ์ไว้ให้ผมด้วยนะครับ จักขอบพระคุณมากเลยครับ)

akungklong@gmail.com
Friends' blogs
[Add อาคุงกล่อง's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.