Group Blog
 
<<
มิถุนายน 2557
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
2930 
 
2 มิถุนายน 2557
 
All Blogs
 
สัมมนาเชิงปฏิบัติการงานเขียน โดย อาจารย์ชาติ กอบจิตติ

เมื่อวันวันเสาร์ที่ผ่านมา (31 พฤษภาคม 2557) ผมได้มีโอกาสไปร่วมงานสัมมนาเชิงปฏิบัติการงานเขียน ซึ่งเป็นกิจกรรมวรรณศิลป์ที่จัดขึ้นในงาน “อลังการผสานศิลป์กับศิลปินแห่งชาติ” จัดโดยห้างสรรพสินค้าซีคอน บางแค ร่วมกับหออัครศิลปิน กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม จัดขึ้น ซึ่งในงานสัมมนาวันนั้นมีท่านอาจารย์ชาติ กอบจิตติ ศิลปินแห่งชาติมาบรรยายวิชาการที่เป็นความรู้สำหรับผู้ที่สนใจในการเขียน ดังนั้นจึงเป็นอีกครั้งที่ผู้อยากจะเป็นนักเขียนอย่างผมจึงไม่พลาดที่จะเข้าร่วมฟังสัมมนาในครั้งนี้ด้วย

ผมจึงขออนุญาตนำความรู้ที่ผมได้รับจากการสัมมนาเชิงปฏิบัติการงานเขียนในครั้งนี้มาบันทึกเพื่อถ่ายทอดต่อให้แก่บุคคลที่สนใจ โดยรายละเอียดทั้งหมดเป็นการจดจากคำบรรยาย(จดเลคเชอร์)ที่ผมฟังเข้าใจ ซึ่งข้อมูลอาจจะไม่ครบถ้วนทั้งหมดแต่ก็น่าจะพอเป็นความรู้ที่เป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่อยากจะเป็นนักเขียนอยู่บ้าง ลองอ่านกันดูนะครับ

(ถ้ามีข้อมูลในส่วนใดผิดพลาดไปบ้างผมก็กราบของอภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับ)




อาจารย์ชาติ กอบจิตติ ศิลปินแห่งชาติผู้บรรยายให้ความรู้


ภาพบรรยากาศในการสัมมนา








@นักเขียนเป็นอาชีพที่ใคร ๆ ก็เป็นได้ เราไม่สามารถมีอาชีพเป็นตำรวจหรือเป็นทหารได้ แต่สำหรับอาชีพนักเขียนแล้วทุกคนสามารถเป็นได้ ที่ผ่านมาก็ยังมีนายตำรวจใหญ่กลายมาเป็นนักเขียนเลย (พล.ต.อ.วสิษฐ์ เดชกุญชร)

@การเป็นนักเขียนอยู่ที่การชอบเขียนและการฝึกฝน นักเขียนที่ดีต้องเป็นนักอ่านด้วย อย่างเช่นตัว อ.ชาติเองนั้นเป็นนักอ่านมาตั้งแต่เด็ก อ่านไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งคิดว่าเขียนได้จึงเริ่มต้นเขียน แล้วก็เขียนอย่างมีความสุขมากโดยตลอด

@งานเขียนเป็นงานที่น่าภาคภูมิใจ อ.ชาติ เคยเขียนนิยายเรื่องยาวเสร็จตอน 4 ทุ่ม แล้วก็รู้สึกอิ่มใจ ปลาบปลื้มใจจนนอนไม่หลับ นอนอมยิ้มได้จนสว่างเพราะว่ามันมีความสุขมาก

@บางคนคิดว่างานเขียนน่าจะยึดเป็นอาชีพได้ แต่เบื้องต้นอย่าเพิ่งไปคิดอย่างนั้น ให้เริ่มคิดว่าเราอยากเขียนเพราะว่าเขียนแล้วมีความสุขมากกว่า ซึ่งในครั้งแรกนั้นงานเขียนจะตอบแทนมาเป็นความสุข หลังจากนั้นเมื่อเราเขียนได้ดีขึ้นแล้วเงินทองและชื่อเสียงจะตามมาเอง ก่อนอื่นเราต้องถามตัวเองก่อนว่า เราชอบเขียนหรือไม่?

@การเขียนเริ่มต้นมาจากการอ่าน นักเขียนทุกคนต้องอ่านหนังสือ ซึ่งวิธีการอ่านของนักเขียนจะแตกต่างจากผู้อื่น นักเขียนจะต้องอ่านแบบวิเคราะห์เหมือนซื้อกางเกงมาเลาะตะเข็บดู เรียกว่าเป็นการอ่านแบบแกะตะเข็บเก็บประเด็น

@วิธีการอ่านของนักเขียนก็คือ อ่านแล้วต้องมีคำถามตามไปตลอด แรก ๆ ก็อ่านเอาเรื่องเหมือนคนอื่นทั่วไป อ่านให้รู้ว่าเรื่องราวเป็นมาอย่างไร หลังจากนั้นก็อ่านเพื่อเอากลวิธีการเขียน เช่น อ่านเรื่องคู่กรรมของคุณทมยันตรีแล้วก็ต้องตั้งคำถามว่าทำไมคนทั่วไปอ่านเรื่องนี้แล้วจึงติดใจและชอบ , อ่านเรื่องสี่แผ่นดินของอาจารย์คึกฤทธิ์ แล้วก็ตั้งคำถามว่าอาจารย์คึกฤทธิ์ใช้วิธีการเขียนอย่างไรคนอ่านถึงได้ชอบและติดตามกันเยอะมาก ฯลฯ

@การอ่านของนักเขียนเป็นการอ่านเพื่อการเลียนแบบ (แต่ไม่ใช่เพื่อลอก) ทำไมเวลาที่เราอ่านหนังสือเรื่องที่ชอบเราจึงสามารถอ่านได้จนถึงเช้า , ทำไมหนังสือเล่มนั้นจึงตรึงเราไว้ได้ , ทำให้เราต้องอ่านเล่มนั้นต่อโดยไม่อยากวางหนังสือลง ฯลฯ

@หนังสือ(เรื่อง)ที่ดีต้องมีคำถามให้ผู้อ่านตลอดทั้งเรื่อง จะทำให้ผู้อ่านอยากอ่านเพื่อติดตามเพราะอยากรู้คำตอบ เช่น นิทานเวตาล ถือว่าเป็นเทคนิคการเขียนที่ดีมาก

@หนังสือ(เรื่อง)ที่ดีต้องต้องมีสำนวนการเขียนที่ลึกซึ้ง ทำให้ผู้อ่านอ่านแล้วเกิดความสงสัยและสร้างความประทับใจให้แก่ผู้อ่าน

@นักเขียนต้องอ่านให้เจอเทคนิคการเขียนที่คนเขียนใช้ ถ้าอ่านแล้วไม่เจอต้องกลับอ่านใหม่

@อ.ชาติ เคยอ่านเรื่อง “คนปลูกต้นไม้” ซึ่งเป็นเรื่องแปลของฝรั่งเศสที่ลงในนิตยสารโว๊ค (Vogue) ผู้แต่งเขียนเป็นเหมือนสารคดี ทุกคนอ่านแล้วเชื่อว่าเป็นเรื่องจริงแม้กระทั่งตัว อ.ชาติด้วย เพราะว่ามีการเขียนโดยใช้เทคนิคการเขียนที่มีข้อมูล,ตัวเลขและสถิติมาประกอบ ซึ่งถือว่าเป็นอีกหนึ่งเทคนิคการเขียนที่ดี

@การเปิดตัวละคร สำหรับนิยายจีนกำลังภายในมักจะมีเทคนิควิธีการเปิดตัวละครที่น่าประทับใจ ผู้ที่อยากจะเป็นนักเขียนควรไปหาอ่านและศึกษาเทคนิคการเขียนเปิดตัวละครดู

@นักเขียนจะเป็นตัวของตัวเองโดยอัตโนมัติถ้าไม่ได้จงใจลอกใครมา ความเป็นตัวของตัวเองจะปรากฏออกมาในงานเขียนโดยไม่รู้ตัว นักเขียนบางคนมีเอกลักษณ์ที่เป็นของตัวเองอย่างชัดเจน เช่น ‘รงค์ วงษ์สวรรค์ มีสไตล์และสำนวนการเขียนที่เฉพาะตัว

@เออร์เนสต์ เฮมิงเวย์ เคยกล่าวไว้ว่า นักเขียนต้องเขียนในเรื่องที่ยังไม่มีใครเขียนมาก่อน หรือถ้าเขียนในเรื่องที่เคยมีใครเขียนมาก่อนแล้วก็ต้องเขียนให้ดีกว่า

@เรื่องที่เขียนจะต้องบอกว่า ใครทำอะไร? ที่ไหน? อย่างไร? เมื่อไหร่? ฯลฯ

@ตัวละครจะเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ผู้อ่านจดจำเรื่องที่เราเขียนได้ เช่น ผู้อ่านจำไอ้ฟักได้ แต่อาจจะจำไม่ได้ว่ามาจากเรื่องที่ชื่อว่า “คำพิพากษา” หรือผู้อ่านจำพระเอกชื่อโกโบริจากเรื่อง “คู่กรรม” ได้

@ผู้เขียนจำเป็นต้องรู้จักตัวละครที่เขียนให้ได้เป็นอย่างดี รู้จักถึงนิสัยใจคอของตัวละครว่าเป็นอย่างไร? หน้าตาของตัวละครเป็นอย่างไร? ผู้เขียนต้องมองตัวละครที่เขียนให้ทะลุปรุโปร่งมากที่สุด ต้องมองเห็นตัวละครให้ชัดเจนมากที่สุด

@เวลาที่เราอ่านนิยาย เราควรสังเกตว่ามีวิธีการบรรยายตัวละครอย่างไร? ผู้แต่งใช้เทคนิควิธีไหนในการบรรยายตัวละคร พยายามอ่านเพื่อศึกษาวิธีการบรรยายของผู้แต่งท่านนั้น ๆ

@เวลาที่เราจะเขียนบรรยายตัวละคร ให้พยายามบรรยายลักษณะเด่นของตัวละครนั้นออกมา เหมือนกับนักเขียนที่วาดภาพเหมือน นักเขียนจะพยายามวาดภาพโดยการดึงจุดเด่นบนใบหน้าขึ้นมาก่อนเสมอ

@อาชีพนักเขียนเป็นอาชีพที่ดี เป็นอาชีพที่มีต้นทุนต่ำมาก ไม่ต้องลงทุนทางด้านวัตถุมาก แต่ต้องลงทุนทางด้านจินตนาการสูง

@นักเขียนไม่ได้ทำภาพยนตร์หรือละคร แต่เป็นการเขียนเพื่อนำเอาจินตนาการของตัวเองให้ไปปรากฏเป็นภาพอยู่ในหัวของผู้อ่าน ดังนั้นต้องเขียนแล้วทำให้ผู้อ่านมองเห็นภาพตามได้ เขียนอย่างไรถึงจะทำให้จินตนาการของผู้อ่านตรงกับจินตนาการของผู้เขียนได้มากที่สุด

@นิยายต้องมีปม(ปัญหาของตัวละคร) นักเขียนจึงควรต้องรู้จักในเรื่องจิตวิทยาด้วยว่า สาเหตุใดตัวละครถึงทำสิ่งนั้น ทำไมตัวละครถึงทำเหตุการณ์แบบนี้ เช่น ทำไมตัวละครถึงเอาปืนไปยิงผู้อื่น? เพราะอะไร?

@ตัวละครต้องพูด ประโยคสนทนาระหว่างตัวละครต้องมีความเหมาะสม ตัวละครที่เป็นเพื่อนกันจะพูดกันอย่างไร? ตัวละครที่เป็นเจ้านายกับลูกน้องจะพูดกันในลักษณะใด? ต้องเขียนบทสนทนาให้ผู้อ่านอ่านแล้วรู้สึกลื่นไหลไม่ติดขัดและรู้สึกสมจริงไปกับเนื้อเรื่องด้วย

@คำพูดของตัวละคร รวมทั้งประโยคสนทนาของตัวละครต้องมีความเหมาะสมกับตัวละคร ฟัง(อ่าน)แล้วรู้สึกเป็นธรรมชาติ ซึ่งในบางครั้งประโยคสนทนาของตัวละครก็บอกถึงเรื่องราวในเรื่องได้ด้วย

@ฉาก คือที่ไหน? ในฉากต้องมีเวลา มีแสง มีเสียง มีกลิ่น ผู้เขียนควรจะเขียนบรรยายรวมไว้ให้ครบถ้วน จึงจะทำให้ฉากนั้นสร้างอารมณ์ให้แก่เนื้อเรื่องได้

@ฉากซึ่งเป็นสถานที่เกิดเหตุมีความสำคัญต่อเรื่อง ฉากที่เกิดเหตุแห่งเดียวกันอาจจะสร้างอารมณ์คนละอารมณ์กันได้ เช่น ฉากที่น้ำตกที่มีหนุ่มสาวกำลังพลอดรักกันอยู่ และฉากที่น้ำตกแห่งเดิมแต่ว่ามีการฆาตกรรมเกิดขึ้น ผู้เขียนต้องเขียนบรรยายฉากให้เกิดอารมณ์แก่ผู้อ่าน เนื่องจากว่าเป็นฉากน้ำตกแห่งเดียวกันแต่เหตุการณ์ซึ่งมีอารมณ์ต่างกัน ต้องเขียนบรรยายฉากเพื่อกำหนดอารมณ์ให้ได้ เปรียบเสมือนในภาพยนตร์หรือในละครที่มีดนตรีประกอบเพื่อสร้างอารมณ์ แต่ในหนังสือไม่มีเสียงดนตรี ดังนั้นจึงต้องใช้ฉากเป็นการสร้างอารมณ์เหล่านั้นขึ้นมา ด้วยการบรรยายฉากให้เข้ากับอารมณ์ของเรื่องให้ได้

@ดังนั้น ตัวละครและฉาก จึงเป็นสิ่งสำคัญที่นักเขียนควรจะฝึกในการเขียนบรรยายอยู่เสมอ





  ในระหว่างการสัมมนามีการให้ฝึกเขียนบรรยายตัวละครและบรรยายฉาก  เพื่อให้อาจารย์ชาติ กอบจิตติได้ให้คำแนะนำด้วย











@เรื่องที่เขียนจะต้อง

1.ให้ความคิดแก่ผู้อ่าน เป็นเรื่องที่อ่านแล้วให้ความคิด , เสนอความคิด หรือทำให้ผู้อ่านฉุกคิดขึ้นมา

2.ให้ความรู้แก่ผู้อ่าน เราควรจะเขียนเรื่องที่รู้จริงที่ผู้อ่านสามารถพิสูจน์ข้อมูลความถูกต้องได้ (ยกเว้นเรื่องในแนวแฟนตาซี) เรื่องที่เขียนควรจะมีข้อมูลที่ถูกต้องและสามารถตรวจสอบได้ อย่าพยายามเขียนอะไรโง่ ๆ หรือโกหกให้ผู้อ่านจับได้ , อย่าเขียนแบบมั่ว ๆ และอย่าคิดว่าผู้อ่านโง่กว่าเรา

3.ให้ความบันเทิงแก่ผู้อ่าน คือทำอย่างไรถึงจะน่าอ่าน , อ่านแล้วชวนให้ติดตามตลอด , อ่านแล้ววางหนังสือไม่ลง , อยากอ่านต่อไปเรื่อย ๆ เพราะอยากรู้เรื่องราวต่อไป , อ่านแล้วสนุกไปกับเรื่องราวของเรา ฯลฯ


@เรื่องที่เขียนนั้นมาจากไหน?

1.เขียนขึ้นจากประสบการณ์ของผู้เขียน อาจจะเป็นเรื่องที่ผู้เขียนเคยประสบพบเจอหรือพบเห็นมาก่อน การนำมาเขียนจะต้องบวกจินตนาการและความคิดใส่ลงไปด้วย

2.ตั้งความคิดขึ้นมาก่อนแล้วเรื่องค่อยตามมา ยกตัวอย่างเช่น “เรื่องคำพิพากษา” อ.ชาติบอกว่ามาจากความคิดเบื้องต้นว่า อย่าไปตัดสินใครง่าย ๆ แล้วเอามาสร้างเป็นเรื่องต่อ พยายามเขียนให้ผู้อ่านได้รู้ว่าอย่าไปตัดสินใครง่าย ๆ โดยการสร้างโครงเรื่องขึ้นมา ใส่ตัวละครลงไป ใส่เรื่องราวและรายละเอียดลงไปในเรื่อง โดยสาเหตุของความคิดมาจากการที่ครั้งหนึ่ง อ.ชาติ เคยรู้สึกไม่ดีและไม่ชอบเพื่อนคนหนึ่งเพราะรู้สึกว่าเพื่อนนี้ไม่ดีในเรื่องหนึ่ง แต่พอได้รู้จักกันอย่างลึกซึ้งมากขึ้นแล้วก็ได้รู้ว่าเขาไม่ได้เป็นคนไม่ดีอย่างที่เราคิดไว้ ในความเป็นจริงแล้วเพื่อนคนนี้เป็นคนดีคนหนึ่ง ซึ่งอาจจะต่างจากรูปลักษณ์ภายนอกที่ดูไม่ออก ดังนั้นก็จึงเกิดความคิดขึ้นมาว่า อย่าไปตัดสินใครง่าย ๆ แต่การจะเขียนบอกให้ผู้อ่านรู้ว่าอย่าไปตัดสินใครง่าย ๆ นั้น จำเป็นต้องสร้างเป็นเรื่องขึ้นมา แล้วสร้างตัวละครขึ้นมา ก่อนนำรายละเอียดใส่ลงไปในเรื่อง ดังนั้น อ.ชาติ จึงเขียนแต่งเป็นเรื่อง “คำพิพากษา” ขึ้นมา

3.สิ่งที่มากระทบ เช่นตอนที่ อ.ชาติ เขียนเรื่อง “รายงานถึง ฯพณฯ นายก” นั้น ในช่วงเวลานั้นเป็นช่วงที่มีนายกฯ ท่านหนึ่งที่ชอบตอบสัมภาษณ์นักข่าวอยู่เสมอว่าเรื่องนี้ยังไม่ได้รับรายงาน ประโยคที่ อ.ชาติ ได้ยินนั้นเป็นประโยคที่มากระทบ จึงได้เขียนเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการเสียดสีและล้อเลียนในเรื่องดังกล่าวขึ้นมา

@ตอนที่ อ.ชาติ เขียนเรื่อง “มีดประจำตัว” ขึ้นมานั้น เนื่องจากว่าในตอนนั้นมีคำว่า สังคมคนกินคน เกิดขึ้นมา โดยเป็นการพูดถึงเรื่องราวของคนในสังคมที่เป็นอภิสิทธิ์ชน อ.ชาติ จึงสร้างเรื่องราวขึ้นมาเป็นเรื่อง “มีดประจำ” ที่พูดถึงเรื่องราวในเชิงเปรียบเทียบไปถึงอภิสิทธิ์ชนในสังคม

@ตอนที่ อ.ชาติ เขียนเรื่อง “บริการรับนวดหน้าด้วยฝ่าเท้า” นั้น มีสิ่งที่มากระทบคือ มีเพื่อนคนหนึ่งที่เป็นคนพิการขาเสียได้ไปเรียนวิชานวดหน้ามาแล้วจะมาทำการนวดหน้าให้ ประกอบกับในช่วงนั้นมีข่าวนักการเมืองโกงกินบ้านเมือง มีข่าวว่ารัฐมนตรีท่านหนึ่งแก้ตัวอย่างหน้าด้าน ๆ ว่าไม่ได้โกงกิน จนหนังสือพิมพ์เขียนข่าวต่อว่า(ด่า)รัฐมนตรีท่านนี้อยู่ตลอด ดังนั้นเมื่อเอาข่าวที่ได้ยิน(สิ่งที่มากระทบ)มารวมกับการที่เพื่อนเสนอที่จะทำการนวดหน้าให้ จึงเกิดเป็นประโยค “บริการรับนวดหน้าด้วยฝ่าเท้า” ขึ้นมา โดย อ.ชาติ เขียนเป็นเรื่องประมาณว่า รัฐมนตรีท่านหนึ่งไปหาหมอเขมร ให้หมอไสยศาสตร์ชาวเขมรเอาตีนนวดคลึงบริเวณใบหน้าเพื่อเขียนเป็นอักขระลงอาคมให้ จึงทำให้ใบหน้าของรัฐมนตรีคนนี้ด้านชาเป็นพิเศษ ซึ่งก็คือการที่ตั้งใจจะเขียนด่านักการเมือง แต่ว่าเขียนตรง ๆ ไม่ได้ จึงสร้างเป็นเรื่องขึ้นมาแทน

@นักเขียนมือใหม่ควรเริ่มต้นเขียนเรื่องที่มาจากประสบการณ์ก่อน

@นักเขียนควรจะแก้ไขงานเขียนของตัวเองก่อนที่จะเผยแพร่ออกสู่สาธารณะชน คือเขียนงานเสร็จแล้วควรเก็บงานเขียนนั้นไว้สักระยะหนึ่งก่อน (สักหนึ่งสัปดาห์หรือสักหนึ่งเดือน) แล้วจึงกลับไปอ่านงานเขียนของตนเองอีกครั้งเพื่อทำการแก้ไข สาเหตุก็เพราะว่าเมื่อเราเขียนงานเสร็จแล้ว เรามักจะภาคภูมิใจกับผลงานเขียนของเราจนมองไม่เห็นความบกพร่องของงานเขียนชิ้นนั้น ๆ จึงควรทิ้งให้พ้นระยะปลาบปลื้มใจไปก่อน แล้วค่อยกลับมาอ่านงานเขียนของตัวเองดูอีกครั้ง

@แก่นของเรื่อง คือประเด็นหรือความคิดที่จะเขียนเรื่องนั้นขึ้นมา พยายามเขียนแล้วทำให้ผู้อ่านรู้ซึ้งถึงแก่นความคิดนั้นได้

@แก่นรองหรือแก่นซ้อน เป็นแก่นย่อยที่แทรกอยู่ในเรื่อง เช่น เรื่องคำพิพากษาเป็นเรื่องของไอ้ฟัก แต่ก็มีแก่นย่อยซึ่งเป็นเรื่องที่ไอ้ฟักตีหมา และเรื่องที่ครูใหญ่โกงเงินไอ้ฟัก รวมอยู่ด้วย

@นักเขียนบางคนมีคลังคำไม่พอ หรือเครื่องมือของผู้เขียนมีไม่มากพอ ดังนั้นนักเขียนควรที่จะอ่านเยอะ ๆ จะได้มีคลังคำได้มากพอ , หมั่นอ่านเพื่อสะสมคลังคำไว้ในสมองให้ได้เยอะ ๆ เรื่องของภาษาเป็นเรื่องที่นักเขียนควรจะต้องเรียนรู้ด้วยการอ่านและการสังเกต แล้วนำมาเก็บเอาไว้สำหรับใช้ในการเขียนของตัวเองได้

@หน้าที่ของนักเขียนที่ดี คือควรเฝ้ามองสถานการณ์หรือเหตุการณ์ต่าง ๆ แล้วนำมาวิเคราะห์ รวมทั้งให้ความเห็นในเรื่องนั้น ๆ ผ่านออกมาเป็นงานเขียน

@นักเขียนควรจะต้องเป็นนักคิดด้วย เพราะว่าจะต้องคิดก่อนที่จะเขียนเสมอ

@นักเขียนควรต้องฝึกซ้อมเขียนเรื่องอยู่เสมอ เหมือนนักกีฬาที่ควรต้องซ้อมอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นตัวนักเขียนเองถึงแม้ว่าจะไม่ได้เขียนก็ต้องอ่านโดยตลอด

@เขียนสนุกหรือไม่? อยู่ที่เทคนิคและลีลาการเขียนของแต่ละคน สไตล์การเขียนของแต่ละคนสามารถสร้างความประทับใจให้แก่ผู้อ่านได้ ดังนั้นนักเขียนควรเขียนให้บ่อยจนเกิดเป็นทักษะและความชำนาญ

@ชื่อเรื่องคือกุญแจของเรื่อง ที่จะนำไปไขเข้าสู่เรื่องราวต่าง ๆ ในเรื่องนั้น

@นักเขียนควรจะเก็บประสบการณ์และเรื่องราวต่าง ๆ ที่พบเห็นเอาไว้ แล้วสักวันหนึ่งอาจจะได้นำสิ่งเหล่านั้นไปใช้ในงานเขียนของตัวเองได้





อาจารย์ชาติ กอบจิตติ รับของที่ระลึกจากทางห้างสรรพสินค้าซีคอน บางแค


หลังเสร็จสิ้นการสัมมนาแล้ว บรรดาแฟนคลับก็รุมขอลายเซ็น




ผมก็ไม่พลาดที่จะขอลายเซ็นของท่านอาจารย์ชาติ กอบจิตติด้วยครับ








ผมขอขอบพระคุณท่านอาจารย์ชาติ กอบจิตติ ผู้เป็นวิทยากรถ่ายทอดความความรู้เกี่ยวกับงานเขียนให้แก่ตัวผมในครั้งนี้ รวมทั้งขอขอบคุณห้างสรรพสินค้าซีคอน บางแค ที่ได้จัดให้มีงานกิจกรรมสัมมนาดี ๆ แบบนี้ขึ้นมา

และขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาอ่านและเยี่ยมชมบล็อกนี้ด้วย หวังว่าเรื่องราวที่ผมนำเสนอในวันนี้คงจะเป็นประโยชน์แก่ท่านได้บ้างครับ

อิอิ




Create Date : 02 มิถุนายน 2557
Last Update : 2 มิถุนายน 2557 21:15:06 น. 15 comments
Counter : 2068 Pageviews.

 
โหวต Book Blog ให้เลยนะครับพี่อาคุง
อ่านแล้วได้ประโยชน์มากเลยครับ



โดย: กะว่าก๋า วันที่: 2 มิถุนายน 2557 เวลา:15:12:58 น.  

 
ขอบคุณนะคะที่นำมาฝากกัน มี๊เก๋ก็มีความสุขที่ได้เขียนเรื่องของลูกสาวค่ะ


โดย: มี๊เก๋+ป๊าโอ๋=ซีทะเล (kae+aoe ) วันที่: 2 มิถุนายน 2557 เวลา:15:16:09 น.  

 
ดีจังเลย ได้ข้อคิด เรื่องการเขียน
ตัวเองก็เป็นคนหนึ่งที่ชอบอ่าน หนังสือ โดยเฉพาะนิยาย เรื่องยาวๆ อ่านแล้วทึ่งมากๆ กับนักเขียน ดังๆ ..ที่เขาพล็อตเรื่องให้เราชวนติดตาม
มันเป็นความสามารถ เฉพาะตัวจิงๆ
อ่านแล้วทำให้เราคล้อยตาม มีความสุข ที่ได้อ่าน..
เขียนออกมาแนวเดียวกัน บางคนไม่น่าติดตามก็มี..
เอื้อ อ่านตาม ชื่อนักเขียนที่ชอบนะ
คือถ้าชอบคนไหน ก็ตามอ่านทุกเล่มของคนนั้น ..
ของคุณ ชาติ กอบกิจ ก็เคยอ่านนะคะ..



โดย: tifun วันที่: 2 มิถุนายน 2557 เวลา:16:33:13 น.  

 
โอ้โฮ สรุปได้ดีเยี่ยมเลยค่ะ นี่ขนาดสรุปให้ฟังนะ ถ้าฟังบรรยายจริงคงได้ความรู้มากเลยค่ะ


โดย: รัชชี่ (รัชชี่ ) วันที่: 2 มิถุนายน 2557 เวลา:16:51:31 น.  

 
สองบล๊อกแล้วที่ได้รับความรู้ แง่คิด เทคนิค จาก
การที่คุณกล่องมีโอกาส ได้ไปฟัง ได้รับความแนะนำ
จากนักเขียน

ผมชอบครับ.....แหะ ๆ ชุบมือเปิบเอาซะเลย คง
ต้องขออนุญาตก๊อปไว้มั่ง

อ่านดูแล้ว มีตรงกับตัวเองอยู่คือ "มีความสุขจาก
การเขียน" ไม่ได้หวังอะไรมากนัก ขอเพียงมีผู้อ่าน

555 อันนี้มากเสียจน....

ขอบคุณครับที่แวะไปเยือนอ่าน งานเขียนจาก
ประสพการณ์ครับ


โดย: ไวน์กับสายน้ำ วันที่: 2 มิถุนายน 2557 เวลา:18:43:29 น.  

 
ทักทายสวัสดีครับคุณกล่อง

ทริคเล็กๆ หลายเรื่องรายที่คุณกล่องนำมาให้อ่านกันด้วย อ่านแล้วมีประโยชน์มากๆ เลยครับ
งานนี้ที่คุณกล่องได้ไปแล้วถือว่าคุ้มค่าจริงๆ


โดย: ถปรร วันที่: 2 มิถุนายน 2557 เวลา:20:20:43 น.  

 
บล็อกที่แล้วก็มาอ่านค่ะ ได้ความรู้เพียบ
แต่มาดึกเลยง่วงค่ะ
วันนี้ดึกอีกแระ แต่ดูคร่าวๆรู้ว่ามีประโยชน์
แปะโหวตจองที่ไว้ก่อนค่ะคุณกล่อง



บันทึกการโหวต Blog ในวันนี้

ผู้เขียน Blog หมวดเนื้อหา Blog ได้รับโหวต
mambymam Home & Garden Blog ดู Blog
haiku Fanclub Blog ดู Blog
อาคุงกล่อง Book Blog ดู Blog
ระบบจะบันทึกคะแนนโหวต เฉพาะการโหวต 5 ครั้งล่าสุดในแต่ละวันเท่านั้น


โดย: ที่เห็นและเป็นมา วันที่: 2 มิถุนายน 2557 เวลา:23:12:06 น.  

 


ขอบคุณที่นำมาแบ่งปัน อ่านแล้วได้ความรู้ดีค่ะ

บันทึกการโหวต Blog ในวันนี้

ผู้เขียน Blog หมวดเนื้อหา Blog ได้รับโหวต
กาปอมซ่า Diarist ดู Blog
ชีริว Travel Blog ดู Blog
กะว่าก๋า Parenting Blog ดู Blog
อาคุงกล่อง Book Blog ดู Blog

newyorknurse



โดย: newyorknurse วันที่: 3 มิถุนายน 2557 เวลา:1:18:31 น.  

 
บันทึกการโหวต Blog ในวันนี้ ^^

ปล.น้องซีเค้าดำเหมือน...ใครก็ไม่รู้ค่ะ อิอิ



โดย: มี๊เก๋+ป๊าโอ๋=ซีทะเล (kae+aoe ) วันที่: 3 มิถุนายน 2557 เวลา:8:16:03 น.  

 
สวัสดีค่า คุณกล่อง ^^

มาอ่านเรื่องดีๆค่ะ
อยากไปงานแบบนี้บ้างจังเลยค่ะ
ได้ความรู้ดีๆ ทำไมไม่มาจัดทางใต้บ้างนะ T T

ข้อมูลดีมากๆ
เอาไปปรับใช้ได้เลย
นุ่นก็เขียนแบบงูๆปลาๆ ไม่เคยสัมมนากับเค้า

ขอบคุณคุณกล่องมากๆค่า
ได้ความรู้เยอะๆๆเลย


โดย: lovereason วันที่: 3 มิถุนายน 2557 เวลา:12:19:32 น.  

 
อาคุงกล่อง Book Blog ดู Blog

เป็นประโยชน์มาก ๆ ค่ะ


โดย: tuk-tuk@korat วันที่: 3 มิถุนายน 2557 เวลา:12:46:51 น.  

 


โดย: konseo วันที่: 3 มิถุนายน 2557 เวลา:14:58:46 น.  

 
เรื่องราวละเอียดดีมากเลยค่ะ
ทำให้ได้ความรู้เรื่องการเขียนเยอะทีเดียว
นักเขียน ควรจะเป็นนักคิดด้วย อันนี้เห็นด้วยค่ะ
เพื่อผลงานจะได้ออกมาดีนะคะ
คุณชาติ กอบจิตติ คนนี้ได้ยินชื่อบ่อยมากค่ะ

เราก็ชอบโอ่งที่ตะไคร่เกาะเหมือนกัน
รู็สึกว่าธรรมชาติดีเนอะ
ขอบคุณที่แวะไปเยี่ยมนะคะ



โดย: mambymam วันที่: 3 มิถุนายน 2557 เวลา:15:57:01 น.  

 
สุดยอดเลย ไม่ธรรมดาเลยได้ถ่ายรูปแบบใกล้ชิดแบบนี้เลยด้วย ชาติ กอบจิตติ ผมรู้จักชื่อนี้ก็จากเรื่อง "คำพิพากษา" ไอ้ฟัก นี่แหละ

เห็นงานแบบนี้แล้วอยากไปบ้างจริงๆ

+


โดย: คุณต่อ (toor36 ) วันที่: 3 มิถุนายน 2557 เวลา:23:57:32 น.  

 
เพิ่งเคยเห็นหน้าคุณชาติ กอบจิตติ ค่ะ

งานนี้ไปหลายวันเลยเหรอคะ


หนังสือดังของ คุณชาติ กอบจิตติ คงเป็น คำพิพากษา กับ พันธุ์หมาบ้า ใครๆ ก็น่าจะได้อ่านสองเล่มนี้แน่


....นักเขียนจะต้องเป็นนักคิดด้วย เพราะต้องคิดก่อนเขียน.... ใช่เลยนะคะ





โดย: สายหมอกและก้อนเมฆ วันที่: 4 มิถุนายน 2557 เวลา:6:55:58 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

อาคุงกล่อง
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 62 คน [?]




อาคุงกล่องเป็นชายไทยนิสัยดีมีความฝัน ผู้ผันตัวมาเป็นทาสวรรณกรรมอย่างแท้จริง ใช้ชื่อกำหนดตัวตนว่า “อาคุงกล่อง” เป็นนามปากกาสร้างสรรค์ผลงานในเชิงหัสนิยาย และงานเขียนในรูปแบบต่าง ๆ อาทิเช่น เรื่องสั้น นวนิยาย สารคดี ความเรียง บทกลอน ไดอารี่เพ้อเจ้อละเมอเพ้อฝันต่างๆ ฯลฯ

ปัจจุบัน “อาคุงกล่อง” เป็นนักอ่าน นักคิดและนักเขียน รวมทั้งเป็นนักจินตนาการออกมาเป็นตัวอักษรด้วย ผู้มีความฝันอันยิ่งใหญ่คือการเป็นนักเขียนมีคุณภาพที่สรรค์สร้างผลงานอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ คาดว่าในเวลาอันใกล้นี้นาม “อาคุงกล่อง” จะเกิดปรากฎชัดในโลกวรรณกรรม จนเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางในหมู่หนอนนักอ่านทั่วไทย



"ในชีวิตจริงของคนเรา มีอะไรอีกมากมายที่จะต้องรับรู้และรับผิดชอบ ในแต่ละวันเรามีโอกาสที่จะหัวเราะได้สักกี่ครั้ง? แต่ถ้าเราได้มีโอกาสหัวเราะเสียบ้างเพื่อเป็นการผ่อนคลายหรือคลายเครียด ก็คงจะเป็นสิ่งที่ดีนะครับ"

ถ้าคุณเข้ามาในบล็อคของผมแล้ว คุณสามารถอมยิ้มหรือหัวเราะได้ ผมก็คงจะดีใจแล้วครับ (กรุณาช่วยทิ้งคอมเม้นท์วิจารณ์ไว้ให้ผมด้วยนะครับ จักขอบพระคุณมากเลยครับ)

akungklong@gmail.com
Friends' blogs
[Add อาคุงกล่อง's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.