Group Blog
 
<<
กุมภาพันธ์ 2559
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
2829 
 
23 กุมภาพันธ์ 2559
 
All Blogs
 
TK Reading Club : จดหมายถึงดวงดาว

23 กุมภาพันธ์ 2559








เมื่อวันเสาร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ 2559 ที่ผ่านมา ผมมีโอกาสได้ไปร่วมการสนทนานักอ่าน ที่จัดขึ้นโดยห้องสมุดมีชีวิต TKpark เป็นกิจกรรม TK Reading Club ที่จัดขึ้นเป็นประจำทุก 2-3 เดือน ในเดือนนี้ยังเป็นบรรยากาศของเดือนแห่งความรัก จึงพูดคุยกันเกี่ยวกับนวนิยายโรแมนติกเรื่อง “จดหมายถึงดวงดาว” นำการสนทนาเจ้าของผลงานผู้เป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ อาจารย์ชมัยภร แสงกระจ่าง

กิจกรรมในครั้งนี้จัดขึ้นในลักษณะกลุ่มสนทนาสำหรับผู้ที่ได้เคยอ่านเรื่อง “จดหมายถึงดวงดาว” มาแล้ว โดยมีการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันเป็นหลัก ผมขอรวบรวมรายละเอียดมาเขียนเป็นประเด็นสำหรับนำเสนอให้แก่ท่านที่สนใจและชื่นชอบนวนิยายเรื่องนี้ รวมทั้งมีประเด็นที่เป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่เป็นนักเขียนด้วย

(ผมอาจจะเขียนสรุปออกมาไม่ครบถ้วนตามที่ได้คุยกันทั้งหมด เพราะผมเขียนสรุปจากการที่ผมได้จดคำบรรยาย (จดเลคเชอร์) ไม่ได้เขียนแบบการถอดเทปคำบรรยาย แต่ผมก็พยายามที่จะสรุปเป็นประเด็นให้ตรงมากที่สุด ถ้ามีส่วนใดที่ตกหล่นหรือผิดพลาดไปผมก็ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย )











-อาจารย์ชมัยภรพูดถึงความโรแมนติกของนวนิยายเรื่อง “จดหมายถึงดวงดาว” นี้ เริ่มต้นในปี พ.ศ. 2537-2538 ที่อาจารย์ชมัยภรเขียนเรื่องนี้ลงนิตยสารขวัญเรือน โดยแฟนคลับของเรื่องนี้มักจะเป็นคนที่อายุ 30 ปีขึ้นไป เมื่อเขามีลูกเขาก็อยากจะให้ลูกอ่านเรื่องนี้ด้วย ดังนั้นนวนิยายเรื่องนี้จึงเข้าทางของคนที่คิดว่าเด็กวัยรุ่นควรจะเป็นอย่างนี้ (เป็นอย่างตัวละครในเรื่อง)

-สมัยที่ลงตีพิมพ์เป็นตอน ๆ ในนิตยสารขวัญเรือนถือว่าเป็นที่นิยมและฮิตมาก มีคนอ่านเป็นแฟนคลับจำนวนมาก ทาง บ.ก.นิตยสารขวัญเรือนจึงให้ผู้อ่านเขียนจดหมายเข้ามาประกวดกันว่าชอบตัวละครตัวไหนในเรื่อง แล้วตั้งรางวัลให้โดยให้อาจารย์ชมัยภรเป็นคนตัดสิน

-อาจารย์ชมัยภรเล่าให้ฟังถึงเส้นทางของการเป็นนักเขียนว่า ในตอนแรกอาจารย์ชมัยภรเริ่มต้นจากการเป็นนักวิจารณ์ก่อน โดยเขียนวิจารณ์วรรณกรรมลงหนังสือพิมพ์สยามรัฐอยู่ 17 ปี ซึ่งอาชีพนักวิจารณ์นั้นทำให้ได้อ่านอยู่ตลอด อ่านมากจนอยากเขียน รอเวลาว่าเมื่อไหร่จะได้ลองเขียนดูบ้าง จนกระทั่งได้เข้ามาเขียนงานให้นิตยสารสกุลไทย คุณสุภัทร สวัสดิรักษ์ บ.ก. สกุลไทยในขณะนั้นถามว่าอยากลองเขียนเรื่องสั้นดูบ้างไหม? อาจารย์ชมัยภรจึงเขียนเรื่องสั้นไปลงก่อน หลังจากนั้นคุณสุภัทร ก็ถามต่อว่าอยากลองเขียนนวนิยายไหม? จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการเขียนนวนิยายเรื่องยาวตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา

-สำหรับนวนิยายเรื่องแรกที่อาจารย์ชมัยภรเขียนลงนิตยสารสกุลไทยคือเรื่อง “บ้านไร่เรือนตะวัน” เขียน 19 ตอนจบ โดยเริ่มเขียนพร้อม ๆ กับเรื่อง “จดหมายถึงดวงดาว” นี้ ในช่วงแรกที่อาจารย์ชมัยภรเขียนนวนิยายนั้นเขียนได้เร็วมาก อย่างเรื่อง “จดหมายถึงดวงดาว” มี 39 ตอน ส่งเรื่องครั้งแรก 10 ตอน ครั้งต่อไป 12 ตอน และครั้งที่สาม 17 ตอนรวด (ถ้าผมจดไม่ผิดนะครับ)

-ถามว่าในช่วงแรกทำไมถึงเขียนนวนิยายได้เร็ว? ก็คงเป็นเพราะความอยากเขียนนวนิยาย โดยเขียนเรื่องแรก ๆ เป็นเรื่องแนววัยรุ่น เพราะว่าตอนนั้นลูกสาวกำลังเป็นวัยรุ่นพอดี เขียนเรื่อง “บันทึกจากลูก(ผู้)ชาย” เป็นเรื่องสั้น ๆ ไม่ยาวมากแค่ 15 ตอนจบ ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า พอเรารู้จักมัน(เรื่องที่จะเขียน)ดีแล้วเราก็จะเขียนได้เร็วขึ้น

-ส่วนสาเหตุที่เขียนเรื่อง “จดหมายถึงดวงดาว” นี้ก็เพราะว่าไปบรรยายเรื่องการเขียนแล้วมีเด็กหญิงคนหนึ่งมาทักว่า ทำไมเขียนแต่เรื่องของผู้ชาย? เธอหมายถึงเรื่อง “บันทึกจากลูก(ผู้)ชาย” ทำไม่ไม่เขียนเรื่องของผู้หญิงบ้างล่ะ? อาจารย์ชมัยภรจึงเริ่มคิดว่าจะเขียนเรื่องของผู้หญิงขึ้นบ้าง

-จนกระทั่งอาจารย์ชมัยภรไปบรรยายฯ ที่จังหวัดพิษณุโลก ได้ไปเจอกับอาจารย์ผู้หญิงคนหนึ่งที่ต้องอยู่โดยที่พ่อแม่ตายไปแล้ว เธอมีพี่น้องอยู่กัน 3 คน (หญิง 2 ชาย 1) ต้องอยู่กันเองโดยมีเพื่อนบ้านคอยเลี้ยงคอยดูแล อาจารย์ชมัยภรจึงคิดว่านี่เป็นสังคมไทย ที่พี่น้องอยู่กินกันได้ด้วยความอนุเคราะห์จากเพื่อนบ้าน อาจารย์ชมัยภรจึงเอาประเด็นนี้มาปรับเป็นพล็อตของเรื่อง “จดหมายถึงดวงดาว” นี้ โดยในตอนแรกตั้งใจว่าจะตั้งชื่อเรื่องว่า “บันทึกจากลูกผู้หญิง” แต่ว่าในขณะนั้นมีภาพยนตร์แนวโป๊ 18+ ตั้งชื่อเรื่องแบบนี้ไปก่อน อาจารย์ชมัยภรจึงต้องเปลี่ยนชื่อเรื่องเป็น “จดหมายถึงดวงดาว” โดยให้ตัวละครลูก ๆ เขียนจดหมายถึงแม่ที่ตายไปอยู่บนดวงดาว

-ส่วนสาเหตุที่เขียนเป็นรูปแบบของจดหมายก็เพราะว่า การเขียนจดหมายนั้นเป็นการเล่าเรื่องที่ง่ายที่สุด อีกทั้งอาจารย์ชมัยภรยังได้แรงบันดาลใจมาจากการที่เคยอ่านเรื่อง “รัตนาวดี” , “เจ้าสาวของอานนท์” , “ปริศนา” ฯลฯ โดยเฉพาะเรื่อง “รัตนาวดี” ซึ่งเป็นนวนิยายที่เขียนเป็นจดหมาย

-ส่วนการสร้างตัวละครนั้น อาจารย์ชมัยภรบอกว่า ความที่เป็นนักอ่านนั้นช่วยในเรื่องการเขียนเป็นอย่างมาก อาจารย์ชมัยภรจึงสร้างตัวละครที่เป็นพี่น้องผู้หญิงขึ้นมา 3 คน โดยให้ตัวละครแต่ละตัวมีความแตกต่างกัน เพื่อที่เวลาเขียนจะได้ไม่เบื่อและไม่ทำให้คนอ่านเบื่อด้วย เพราะถ้าให้ตัวละครเขียนเพียงตัวเดียวก็จะเป็นมุมมองเดียว ดังนั้นจึงให้ตัวละครทั้ง 3 เขียนเพื่อเล่าเรื่องต่อกัน ดังนั้นเนื้อหาในจดหมายจึงเล่าต่อกันเป็นโครงเรื่อง ซึ่งเป็นโครงเรื่องของนวนิยายได้อย่างลงตัว

-การพลิกแพลงเพื่อสร้างตัวละครให้แตกต่างกันนั้น ให้ตัวละครตัวแรก (พลอยจันท์-พี่สาวคนโต) เรียบร้อยเป็นบุคลิกของกุลสตรีไทย ส่วนตัวละครตัวที่สอง (น้ำบุษย์-น้องคนกลาง) มีบุคลิกที่เปรี้ยวเป็นพวกอาร์ตติส ส่วนตัวละครตัวที่สาม (แทนจันท์-น้องคนสุดน้อง) มีบุคลิกเป็นเหมือนสาวทอมบอย มีความเป็นแฟมินิสต์ (นิยมวิถีสตรี) สูง

-การสร้างตัวละครนั้นเป็นสิ่งสำคัญ ผู้เขียนต้องสร้างตัวละครให้มีความแตกต่างกัน โดยสร้างให้มีบุคลิกและพฤติกรรมที่แตกต่างกัน อย่างในเรื่อง “จดหมายถึงดวงดาว” นี้มีตัวละคร 3 พี่น้องที่แตกต่างกัน พลอยจันท์พี่สาวคนโตเรียนที่กรุงเทพฯแล้วจึงให้น้ำบุษย์เรียนต่างจังหวัดที่เชียงใหม่ สาเหตุก็เพราะป้องกันคนอ่านเบื่อ อีกทั้งตัวอาจารย์ชมัยภรก็เคยไปบรรยายที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่บ่อยจึงสร้างฉากในเรื่องได้ นอกจากนั้นยังสร้างให้ตัวละครมีความรู้สึกภายในที่ต้องต่อสู้ด้วย โดยพลอยจันท์คนโตต้องต่อสู้กับความเป็นกุลสตรีตามความนิยมแต่โบราณ น้ำบุษย์ต่อสู้กับตัวเองโดยต้องต่อสู้กับความรักของตนเอง ส่วนแทนจันท์ต่อสู้กับความรู้สึกที่มีต่อเพศตรงข้าม

-อาจารย์ชมัยภรเปรียบเทียบให้เห็นภาพว่า การเขียนนวนิยายเหมือนเราเดินถือตะกร้าเข้าไปในสวน โดยเดินไปหยิบของเอามาใส่ไว้ในตะกร้าของเรา เหมือนการเดินไปเด็ดดอกไม้เก็บมาใส่ในตะกร้า เราต้องรู้ว่าควรจะเด็ดดอกไม้ดอกไหน? หรือควรจะหยิบอะไรใส่ในตะกร้าของเรา? หยิบมาแล้วต้องรู้ด้วยว่าจะเอามาวางเรียงใส่ไว้ตรงไหนในตะกร้า โดยสิ่งที่อยู่ในตะกร้าทั้งหมดนั้นคือสิ่งสำคัญในนวนิยายที่เรากำลังเขียน

-โดยทฤษฎีเด็ดดอกไม้นี้ (ผมแอบตั้งชื่อเป็นทฤษฎีเองเลย) อาจารย์ชมัยภรได้ยกตัวอย่างเช่น เคยมีลูกศิษย์มาปรึกษาเรื่องการอยู่หอพัก โดยมีเพื่อนร่วมหอพักเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ จึงเอาประเด็นนี้มาใส่ไว้ในเรื่องตอนที่ตัวละครพลอยต้องอยู่หอพักที่จุฬาฯ , หรืออีกครั้งหนึ่งอาจารย์เคยได้ไปเที่ยวไปพักที่ภูเขียว จึงได้เอาบรรยากาศของสถานที่และเอาบุคลิกของเจ้าหน้าที่ป่าไม้มาใส่ไว้ในเรื่อง โดยให้พระเอกชื่อศิลา-เป็นอาชีพเป็นเจ้าหน้าที่ป่าไม้อยู่ที่ภูเขียว , ตัวละครป้าดอกไม้ในเรื่อง เป็นตัวแทนของความเป็นผู้หญิงแก่ โดยเอามาจากบุคลิกของคุณป้าคนดูแลหอพักที่เคยได้รู้จัก ซึ่งเธอมีความเอาใจใส่ดูแลและเป็นห่วงนักศึกษาอย่างมาก

-อาจารย์ชมัยภรบอกว่า ตัวเองติดนวนิยายเรื่อง “สงครามชีวิต” มาก และก็ชอบเรื่อง “เจ้าสาวของอานนท์” ด้วย อาจารย์ชมัยภรชอบเขียนเล่าเรื่องเป็นผู้ชายบ่อย สำหรับตัวละครชายในเรื่อง “จดหมายถึงดวงดาว” นี้น่าจะเป็นตัวละครชายที่โรแมนติกที่สุดที่อาจารย์ชมัยภรเคยเขียนเลย

-ในเนื้อเรื่อง ตอนที่ลุงผามาบอกพลอยว่าแม่ตายแล้วนั้น (ในจดหมายตอนแรกเลย) เป็นประสบการณ์จริงของอาจารย์ชมัยภร ที่คุณแม่เสียชีวิตตอนเรียนอยู่ปี 4 แล้วมีพระที่อยู่แถวบ้านมาบอกข่าวร้ายนี้ ดังนั้นอาจารย์ชมัยภรจึงให้ข้อสังเกตว่า ถ้าเราเขียนเรื่องโดยสวมอารมณ์ของตัวละครได้ เขียนโดยรู้สึกว่าเราเป็นตัวละครนั้นจริง ๆ เราจะเขียนเรื่องออกมาได้ดีมาก

-ตัวละครลุงผา อาจารย์ชมัยภรเอาบุคลิกมาจากทหารจริง ๆ ที่เคยรู้จัก จึงเข้าใจถึงความเป็นทหารตัวละครนี้ได้เป็นอย่างดี

-อาจารย์ชมัยภรให้คำจำกัดความของเรื่อง “จดหมายถึงดวงดาว” ว่า เป็นนวนิยายรักโรแมนติก เป็นความรักของวัยรุ่นหนุ่มสาวที่ถูกตีกรอบไว้ โดยไม่ให้ตัวละครอีลุ่ยฉุยแฉก หรือประพฤติตัวผิดศีลธรรมอันดี

-อาจารย์ชมัยภรเล่าให้ฟังว่า เคยมีนักวิจารณ์วรรณกรรม (คุณสุภาพ พิมพ์ชน) วิจารณ์นวนิยายเรื่อง “จดหมายถึงดวงดาว” นี้ว่า “ผู้แต่งไม่กล้าพาตัวละครไปเผชิญกับปัญหาที่ร้ายแรง” โดยยกตัวอย่างจากตอนที่แทนจันท์โดนคนร้ายดักฉุดแต่พี่นทีมาช่วยไว้ได้ทัน ตัวละครจึงยังไม่ถูกข่มขืน ในประเด็นนี้อาจารย์ชมัยภรให้ความคิดเห็นว่า เมื่อเราสร้างตัวละครขึ้นมาแล้ว เราอยากจะพาตัวละครไปจุดที่ดีที่สุดของชีวิต เพราะเรารักตัวละครของเรา เราจึงไม่อาจให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ได้

-พิธีกรถามว่าจุดคลายแม็กซ์ของเรื่องอยู่ตรงไหน? อาจารย์ชมัยภรตอบว่า จุดสำคัญของตัวละครมีอยู่เป็นช่วง ๆ ตามชีวิตของตัวละครแต่ละตัว เพราะเป็นเรื่องที่สร้างตัวละครมาซ้อนกันอยู่ตลอดเวลา (สามคนเล่าเรื่องต่อกัน) อีกทั้งในเรื่องไม่มีตัวละครหลักที่เป็นตัวร้ายเลย ความร้ายเลยไปอยู่ที่ตัวละครนางเอกที่มีความร้ายอยู่ในใจของตัวเอง

-อาจารย์ชมัยภรสรุปแก่นของเรื่อง “จดหมายถึงดวงดาว” ว่าเป็นเรื่องของการดูแลซึ่งกันและกัน คนที่ไม่ใช่ญาติพี่น้องกันก็ดูแลกันได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีของสังคมไทย

-พิธีกรถามว่าถ้าจะเขียนนวนิยายโดยเป็นจดหมายแบบนี้ มีคำแนะนำให้อย่างไร? อาจารย์ชมัยภรตอบว่าการเล่าเรื่องโดยใช้รูปแบบของจดหมายนั้นมีอยู่หลายรูปแบบ ขึ้นอยู่ว่าเราจะเขียนเล่าเป็นจดหมายแบบไหน แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดอยู่ที่เนื้อหาในจดหมายนั้นมากกว่า ถ้าเนื้อหามันไม่สมจริงหรือมันไม่สะเทือนอารมณ์ผู้อ่านได้ มันก็จะดูเหมือนว่าจะไม่ประสบความสำเร็จ ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า เนื้อหาสำคัญกว่าการกลวิธีการเขียน

-อาจารย์ชมัยภรบอกว่า นักเขียนยิ่งอ่านหนังสือมากก็จะยิ่งได้รับอิทธิพลมากด้วย รวมทั้งจะได้รูปแบบของการเขียนมาด้วย ยกตัวอย่างเช่น หนังสือที่แปลมาจากภาษาต่างประเทศ ซึ่งรูปแบบการเขียนจะแตกต่างจากของไทยมาก เรื่องแปลที่เป็นเรื่องฝรั่งเก่า ๆ จะมีบทบรรยายเยอะ เนื้อเรื่องเน้นด้านคุณธรรมเป็นส่วนใหญ่ , เรื่องแปลที่เป็นเรื่องจีนนั้น เนื้อเรื่องจะมาเร็วเหมือนมีพลังมากระแทก ตัวละครมาเร็วไปเร็วเรื่องไม่อืดอาด , ส่วนเรื่องแปลที่เป็นเรื่องญี่ปุ่น เนื้อเรื่องจะมาแบบเบา ๆ เย็น ๆ แบบค่อย ๆ โปรยตัวละครไปเรื่อย ๆ , ส่วนเรื่องของไทยอาจารย์ชมัยภรคิดว่ารูปแบบของเรายังหาไม่ได้ เพราะรูปแบบยังไม่ชัดเจนเหมือนของต่างประเทศ

-อาจารย์ชมัยภรทิ้งท้ายให้คำแนะนำผู้ที่เป็นนักเขียนมือใหม่ ๆ ว่า ถ้าอยากมีผลงานที่โดดเด่นเราต้องรู้ว่าเราเขียนเป็นอย่างไร? และเราเขียนแนวไหน? เราต้องทำอย่างนั้นเขียนอย่างนั้นไปเรื่อย ๆ เหมือนเอามีดขูดลงไปในเนื้อไม้ ขูดไปเรื่อย ๆ จนกลายเป็นร่องลึก เขียนไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งกลายเป็นลายเซ็นของเราในที่สุด











สำหรับกิจกรรม TK Reading Club ครั้งต่อไปจะเป็นการพูดคุยกันจากนวนิยายเรื่อง “เวลาในขวดแก้ว” ของประภัสสร เสวิกุล นำการสนทนาโดยคุณชาคีย์นรทิพย์ เสวิกุล (ลูกชายอาจารย์ประภัสสร เสวิกุล) ในวันเสาร์ที่ 19 มีนาคม 2559 ท่านใดที่สนใจสามารถเข้าร่วมงานได้ฟรี โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ งานจะจัดขึ้น ที่ห้องสมุด TKpark ชั้น 8 Dazzle Zone ห้างเซ็นทรัลเวิลด์ ท่านสามารถไปลงทะเบียนได้ที่หน้างานเลย

ท้ายสุดนี้ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า เนื้อหาในบล็อกนี้น่าจะมีประโยชน์สำหรับผู้ที่สนใจในวรรณกรรมบ้าง โดยเฉพาะท่านที่อยากเป็นนักเขียน

ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาเยี่ยมชม ขอให้ท่านมีความสุขมาก ๆ ครับ





Create Date : 23 กุมภาพันธ์ 2559
Last Update : 23 กุมภาพันธ์ 2559 11:48:23 น. 12 comments
Counter : 1398 Pageviews.

 
ถ้าอยู่เมืองหลวงมีโอกาสได้เข้าไปฟังงานแบบนี้ได้
น่าไปมากเลยค่ะ


โดย: JewNid วันที่: 23 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา:5:55:34 น.  

 
น่าสนใจ... แต่ แนะ ไม่บอกเวลาซะอีก หรือเริ่มเวลาบ่ายสอง
ครับคุณกล่อง


โดย: ไวน์กับสายน้ำ วันที่: 23 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา:6:04:28 น.  

 
สวัสดียามเช้าครับ

บันทึกการโหวต Blog ในวันนี้

ผู้เขียน Blog หมวดเนื้อหา Blog ได้รับโหวต
อาคุงกล่อง Book Blog ดู Blog

ระบบจะบันทึกคะแนนโหวต เฉพาะการโหวต 5 ครั้งล่าสุดในแต่ละวันเท่านั้น


โดย: **mp5** วันที่: 23 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา:6:25:14 น.  

 
คุณได้ทำการแปะ ให้กับคุณ อาคุงกล่อง เรียบร้อยแล้วนะคะ


โดย: **mp5** วันที่: 23 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา:6:26:15 น.  

 
ขอบคุณคุณกล่องที่นำเรื่องราวดีๆ มาฝากกันค่ะ

ตอนนี้น้องซีก็เป้นนักเขียนค่ะ เธอเขียนไดอารี่ ^^ ฝึกทักษะการเขียน สะกด อยู่ค่ะ


โดย: kae+aoe วันที่: 23 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา:10:05:18 น.  

 
คุณกล่องเริ่มถือตะกร้าลงสวนละยังคะ

+


โดย: tuk-tuk@korat วันที่: 23 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา:14:47:43 น.  

 
สวัสดีค่า คุณกล่อง ^^
แปะใจก่อนค่า
ว่าจะมาเร็วแต่เขียนตะพาบไม่เสร็จสักทีเลยมาเอาป่านนนี้

จดหมายถึงดวงดาวไม่เคยอ่านค่ะ อยากอ่านอยู่นะ พออ่านจากที่คุณกล่องเล่าว่าเขียนเป็นแบบจดหมายยิ่งสนใจค่ะ
ว่าตัวละครสามคนที่่ต่างกันสุดๆ แบบสามสาวพี่น้องจะเขียน จม.ถึงแม่แบบไหน

เคยอ่านแต่รัตนาวดี เจ้าสาวของอานนท์ไม่ได้อ่าน ปริศนาก็ไม่ได้อ่านเหมือนกันเพราะทำละครบ่อยแล้วเลยไม่ตื่นเต้น >///<

อ.ชมัยภรเป็นนักเขียนอีกท่านที่ชอบมากค่ะ
ชอบคำเปรียบเปรยเรื่องทฤษฏีดอกไม้ด้วยค่ะ
เข้าใจง่ายและเห็นภาพเลย
เป็นกิจกรรมที่ดีมาก ถ้าอยู่กทมก็อยากจะไปสักครั้งค่ะ
รอบหน้าเวลาในขวดแก้ว คุณกล่องก็ไปสินะคะ
รออ่านรีวิวและบทสัมภาษณ์ค่า

ขอบคุณสำหรับเรื่องราวดีๆ ที่แบ่งปันค่ะ


โดย: lovereason วันที่: 24 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา:1:52:21 น.  

 

คุณได้ทำการแปะ ให้กับคุณ อาคุงกล่อง เรียบร้อยแล้วนะคะ



โดย: หอมกร วันที่: 24 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา:8:30:39 น.  

 

อาคุงกล่อง Book Blog ดู Blog





โดย: หอมกร วันที่: 25 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา:9:19:47 น.  

 
ทำไมถึงเขียนได้เร็ว? ก็คงเป็นเพราะความอยากเขียน ถ้าเราอยากทำอะไรก็จะดีเลยนะคะ

ปล.คุณกล่องไป TK บ่อยนะคะ ดีเลย มี้ก็อยากพาซีไปแต่ไกลบ้าน


โดย: kae+aoe วันที่: 25 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา:16:46:14 น.  

 
คุณได้ทำการแปะ ให้กับคุณ อาคุงกล่อง เรียบร้อยแล้วนะคะ


โดย: kae+aoe วันที่: 25 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา:16:46:27 น.  

 
Vote Book Blog เลย
หะแรกนี่นึกว่าสัมภาษณ์ ป้ากุ๊ก ร่มไม้เย็น นะเนี่ยะ



โดย: เริงฤดีนะ วันที่: 28 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา:0:54:32 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

อาคุงกล่อง
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 62 คน [?]




อาคุงกล่องเป็นชายไทยนิสัยดีมีความฝัน ผู้ผันตัวมาเป็นทาสวรรณกรรมอย่างแท้จริง ใช้ชื่อกำหนดตัวตนว่า “อาคุงกล่อง” เป็นนามปากกาสร้างสรรค์ผลงานในเชิงหัสนิยาย และงานเขียนในรูปแบบต่าง ๆ อาทิเช่น เรื่องสั้น นวนิยาย สารคดี ความเรียง บทกลอน ไดอารี่เพ้อเจ้อละเมอเพ้อฝันต่างๆ ฯลฯ

ปัจจุบัน “อาคุงกล่อง” เป็นนักอ่าน นักคิดและนักเขียน รวมทั้งเป็นนักจินตนาการออกมาเป็นตัวอักษรด้วย ผู้มีความฝันอันยิ่งใหญ่คือการเป็นนักเขียนมีคุณภาพที่สรรค์สร้างผลงานอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ คาดว่าในเวลาอันใกล้นี้นาม “อาคุงกล่อง” จะเกิดปรากฎชัดในโลกวรรณกรรม จนเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางในหมู่หนอนนักอ่านทั่วไทย



"ในชีวิตจริงของคนเรา มีอะไรอีกมากมายที่จะต้องรับรู้และรับผิดชอบ ในแต่ละวันเรามีโอกาสที่จะหัวเราะได้สักกี่ครั้ง? แต่ถ้าเราได้มีโอกาสหัวเราะเสียบ้างเพื่อเป็นการผ่อนคลายหรือคลายเครียด ก็คงจะเป็นสิ่งที่ดีนะครับ"

ถ้าคุณเข้ามาในบล็อคของผมแล้ว คุณสามารถอมยิ้มหรือหัวเราะได้ ผมก็คงจะดีใจแล้วครับ (กรุณาช่วยทิ้งคอมเม้นท์วิจารณ์ไว้ให้ผมด้วยนะครับ จักขอบพระคุณมากเลยครับ)

akungklong@gmail.com
Friends' blogs
[Add อาคุงกล่อง's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.