|
|
| | 1 | 2 | 3 |
| 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 |
| 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 |
| 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 |
| 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | 31 |
|
| |
|
|
|
|
|
|
|
|
|
บทที่ 7 การบริหารบุคลากร
“ธุรกิจจะดำเนินไปได้หรือขยายตัวได้ และจะสำเร็จหรือไม่อยู่ที่ “คน” ทุกอย่างล้วนมาจาก“คน” เงินก็มาจาก “คน” เทคโนโลยีก็มาจาก “คน” ผมถือว่า “คน”เป็นทรัพยากรที่สำคัญล้ำค่าอันเป็นหัวใจขององค์กรทุกองค์กร เราจึงต้องมี “คน”ที่มีความรับผิดชอบสูง มีความมานะพยายาม มีความรู้ความสามารถ และมีความซื่อสัตย์สุจริตอยู่ในองค์กรให้มากๆ จึงจะสามารถนำองค์กรหรือบริษัทไปสู่ความสำเร็จได้” ธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการเครือเจริญโภคภัณฑ์ (วิจักษณ์ วรบัณฑิตย์ 2546: 108)
Human Resource Management กิจกรรมทุกประเภทที่ช่วยส่งเสริมบุคลากรในองค์กรให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายขององค์กร
เป็นกระบวนการวางแผนและกำหนดวิธีการบริหารเกี่ยวกับตัวบุคลากร/พนักงาน ที่ปฏิบัติงานในองค์กร โดยสรรหา/คัดเลือกให้ได้บุคคลที่ตรงกับคุณสมบัติและมีสมรรถนะที่ต้องการรวมถึงมีวิธีการธำรงรักษาบุคลากรที่มีคุณภาพไว้ด้วยการจ่ายค่าตอบแทนซึ่งประกอบด้วยค่าจ้าง เงินเดือน สวัสดิการทั้งที่เป็นตัวเงิน / มิใช่ตัวเงิน และผลประโยชน์เกื้อกูลต่างๆ ที่สำคัญต้องพัฒนาให้พนักงานมีความรู้ ความสามารถ และสมรรถนะ ให้มีความก้าวหน้าในอาชีพการงาน ตลอดจนการมีคุณภาพชีวิตที่ดี การจัดการทรัพยากรมนุษย์
เน้นการจัดการเกี่ยวกับคน เป็นการจัดการให้คนทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ รักษาแรงงานที่มีประสิทธิภาพและมีคุณภาพไว้ ทำให้พนักงานในองค์การทำงานอย่างมีความสุข ทำให้การทำงานขององค์การเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
กิจกรรมการบริหารทรัพยากรมนุษย์ • การกำหนดนโยบายทรัพยากรมนุษย์ • การวางแผนทรัพยากรมนุษย์ (Human Resource Planning : HRP) • การสรรหา (Recruitment) การคัดเลือก (Selection) • การศึกษา การฝึกอบรม และการพัฒนา (Training and Development) • การบริหารค่าตอบแทนและผลประโยชน์อื่น (Compensation and fringe benefits) • ความปลอดภัยและสุขภาพ (Safety and Health) • พนักงานและชุมชนสัมพันธ์ (Employee Relation) • การประเมินผลการปฏิบัติงาน (Performance Appraisal) • กฎหมายแรงงาน
นโยบายแนวคิดปัจจุบัน 1.การริเริ่มนโยบาย -วิเคราะห์สภาวะแวดล้อมภายนอก ที่มีผลกระทบต่อองค์การ 2.การอนุมัติและประกาศใช้นโยบาย -ผู้บริหารพิจารณาแนวทางต่างๆที่เหมาะสม 3.การปฏิบัติตามนโยบาย -สื่อสารให้พนักงานรับรู้ และนำไปปฏิบัติ 4.การประเมินผลนโยบาย -ติดตาม ประเมินผล ปรับปรุง แก้ไข
การวางแผนความต้องการด้านกำลังคน วางเป้าหมายของธุรกิจ ความต้องการขยายงาน เพื่อได้รู้ถึงความต้องการบุคลากร ทบทวนกำลังคนที่มีอยู่ แล้วพิจารณาว่า จะต้องจ้างเท่าไร มีคนที่จะปลดเกษียณกี่คน คนที่มีประสบการณ์ความชำนาญประเภทใดบ้างที่เราต้องการ มีการฝึกอบรมคนไว้รองรับหรือไม่ หรือ การฝึกอบรมจะสามารถทำให้กำลังคนที่มีอยู่ในปัจจุบันทำงานดีขึ้นได้หรือไม่ ถ้าคิดว่าได้จะฝึกอบรมคนในงาน (on-the-job training ) หรือจะส่งคนไปฝึกอบรมกับหน่วยงานฝึกอบรมภายนอก จะต้องการใช้คนสักเท่าไรในการดำเนินงานให้ได้อย่างมีประสิทธิผล มีความชำนาญถูกประเภทหรือไม่ คนบ้างคนถ้าเปลี่ยนงานให้ทำ จะทำงานได้ผลดีกว่าหรือไม่ อะไรจะเกิดขึ้นถ้ามีคนรู้งานอยู่เพียงไม่กี่คน แล้วถ้าขาดงานหรือไม่สบายมาทำงานไม่ได้ จะทำอย่างไร ถ้าธุรกิจต้องมีการขยายงาน ความชำนาญชนิดใดที่ต้องการเพื่อให้งานบรรลุวัตถุประสงค์ได้ ธุรกิจต้องการคนสักเท่าไร สามารถใช้หรือเลื่อนตำแหน่งคนที่มีอยู่เดิมให้มารับงานได้หรือไม่ ถ้าไม่มีใครชำนาญตามงานที่ต้องการ จำเป็นต้องรับคนใหม่ที่มีความชำนาญและมีความคิดใหม่ๆหรือไม่
Job Description ชื่อตำแหน่งงาน ระบุ ฝ่าย/แผนก คำอธิบายหน้าที่หลักที่ความรับผิดชอบโดยย่อ ลักษณะการควบคุมบังคับบัญชางาน หรือสายการบังคับบัญชา (ว่าต้องรายงานและควบคุมโดยใคร) กิจกรรมที่ต้องทำอย่างสรุป เวลาที่ใช้ในการทำงานหรือสัดส่วนการทำงานในแต่ละหน้าที่ เพื่อให้ทราบระดับความสำคัญของงานในหน้าที่ (ถ้าจำเป็น) ความสัมพันธ์ของงาน คุณสมบัติผู้ดำรงตำแหน่ง หรือคุณสมบัติเฉพาะตำแหน่ง ( Job Specification)
การกำหนดคุณสมบัติเฉพาะตำแหน่ง (Job Specification) ประกอบด้วยข้อความที่อธิบายถึง วุฒิการศึกษา ประสบการณ์ การฝึกอบรม ทักษะความถนัดในงาน และความสามารถอื่นๆ คุณลักษณะสุขภาพของร่างกาย การตัดสินใจ ความคิดริเริ่ม ความรับผิดชอบ ความอดทน ความสามารถในการควบคุมอารมณ์ ( เช่นในงานที่จำเป็นต้องติดต่อกับผู้ใช้บริการ) อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
ประโยชน์ของการทำ และการกำหนดคุณสมบัติเฉพาะตำแหน่ง ใช้ในการวางแผนจัดกำลังคน ช่วยในการสรรหาคัดเลือกบรรจุพนักงาน ใช้ในการพิจารณาค่าจ้าง เงินเดือน และผลประโยชน์ตอบแทน ใช้ช่วยในการจัดหน่วยงาน จัดองค์กร และการปรับปรุงงาน ช่วยในการจัดระบบงาน ไม่ให้เกิดการซํ้าซ้อนในการทำงาน ช่วยให้คนรับผิดชอบในหน้าที่ดียิ่งขึ้นเพราะมีความชัดเจนในการแบ่งแยกหน้าที่ของงาน พนักงานรูขอบเขตความรับผิดชอบของตัว ลดการโต้เถียงขัดแย้งในการทำงาน ใช้ประโยชน์ในการประเมินผลงานในรอบปี
การสรรหาบุคคล คือความสามารถดึงดูดคนที่มีคุณสมบัติเข้าข่ายตรงตามที่ธุรกิจต้องการ ให้มาสมัครงานได้มากพอที่จะเลือกคนที่ดีและถูกต้องได้ หมายความว่า ต้องมีการประกาศโฆษณาตำแหน่งงานที่ว่างในหลายช่องทาง เพื่อให้ข้อมูลข่าวสารเข้าถึงตัวคนที่เราคาดหมายว่าจะจ้างได้ดังนั้น ก่อนการประกาศโฆษณา ธุรกิจต้องรู้ให้แน่ชัดว่างานชนิดใดตำแหน่งงานใดที่เราต้องการรับคน ความชำนาญชนิดใดที่ต้องการ
การวิเคราะห์การสรรหาบุคลากร ตำแหน่งงานนั้นจะต้องทำอะไรบ้าง ประสบการณ์ที่ต้องการ งานนั้นๆต้องการความรับผิดชอบ/อำนาจสั่งการที่ลักษณะพิเศษหรือไม่ จำนวนเงินที่ต้องใช้ในการเพื่อจ่ายเป็นค่าตอบแทนบุคลากร ความชำนาญงานที่ต้องการ เช่น ความชำนาญในการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ ความสามารถในทางบัญชี ความสามารถในการบังคับบัญชา บุคคลที่มีคุณสมบัติพิเศษที่ต้องการเพื่อเติมส่วนที่ขาดจากกลุ่มพนักงานเดิมที่มีอยู่
การโฆษณาทางหนังสือพิมพ์ ความพยายามที่จะประกาศให้บุคคลทั่วไปได้ทราบว่ามีตำแหน่งว่างในองค์การ โดยแจ้งผ่านสื่อต่างๆ เช่น วารสาร หนังสือพิมพ์ ควรเลือกหนังสือพิมพ์ที่เหมาะสมกับความต้องการ เช่น ถ้าเป็นตำแหน่งที่ต้องการคนมีความรู้ภาษาอังกฤษหรือระดับความรู้สูงก็ควรลงหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษหรือหนังสือพิมพ์ที่เน้นเนื้อหาทางธุรกิจ ถ้ากิจการเป็นระดับท้องถิ่นก็ควรใช้หนังสือพิมพ์ท้องถิ่น ระมัดระวังการเลือกตำแหน่งและพื้นที่ลงประกาศในหนังสือพิมพ์ เช่น ควรจะลงในพื้นที่ classified คือหน้าโฆษณาย่อย (หางาน) หรือในพื้นที่โฆษณาที่แยกออกมาต่างหาก ลงข้อมูลที่จำเป็นสามารถดึงดูดความสนใจให้คนสมัครงาน ได้แก่ ชื่อตำแหน่งที่ต้องการความรับผิดชอบในงาน คุณสมบัติของผู้สมัครที่ต้องการ เช่น เพศ อายุ การศึกษา ประสบการณ์ จำนวนชั่วโมงทำงาน เงินเดือนและผลประโยชน์ที่จะได้รับ นอกจากนั้นต้องแจ้งว่าผู้สมัครจะติดต่อสมัครได้ที่ไหน กับใคร ก่อนวันที่เท่าไร โดยแจ้งที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ โทรสารที่ติดต่อได้ไว้ด้วย
การติดประกาศภายใน ติดประกาศในบริษัท/โรงงาน เพื่อเปิดโอกาสให้พนักงานปัจจุบัน ที่คิดว่าตนเองมีคุณสมบัติเพียงพอที่จะแข่งขันสมัครเข้ารับตำแหน่งนั้นๆได้ มีโอกาสได้เลือกก่อน ติดประกาศในที่สะดุดตา และหากมีความจำเป็นต้องแปลงให้เป็นภาษาหลักของคนงานก็ควรจะต้องทำ ให้ข้อมูลที่เพียงพอที่จะทำให้ลูกจ้างตัดสินได้ว่าตนเองมีคุณสมบัติและประสบการณ์ที่ตรงหรือเพียงพอที่จะสมัครได้หรือไม่ เตรียมที่จะยอมพิจารณาทุกคนที่เสนอตัวมาให้เลือก และสามารถให้เหตุผลที่เป็นความจริงได้ถ้าจะไม่รับ
การติดประกาศหน้าประตู ประหยัดค่าใช้จ่าย โรงงานในต่างจังหวัดนิยมใช้วิธีนี้กันมาก ได้ผลดีถ้าบริษัท/โรงงานอยู่ในพื้นที่ที่มีคนหนาแน่น สรรหาจากกองบริการจัดหางาน นายจ้างที่ต้องการจ้างทำหนังสือถึงกรมการจัดหางาน แจ้งตำแหน่งงานว่างที่ต้องการรับสมัคร พร้อมแสดงหลักฐานคือ หนังสือรับรองบริษัทและใบมอบอำนาจ ภพ.20 (กรณีมอบอำนาจพนักงานมาดำเนินการแทน) เมื่อได้รับแจ้งตำแหน่งว่างจากสถานประกอบการ กรมฯจะประกาศตำแหน่งว่างโดยการใส่ข้อมูลทางคอมพิวเตอร์on-lineไปตามสำนักจัดหางานเขตพื้นที่ในกรุงเทพ และสำนักงานจัดหางานในส่วนภูมิภาค ดังนั้นข้อมูลจะเผยแพร่ได้กว้างขวางทั่วประเทศ ในทำนองเดียวกัน ผู้สนใจสมัครงานจะมาดูตำแหน่งงานที่ว่าง และสามารถกรอกใบสมัครทิ้งไว้กับกรมฯ กรมฯจะเก็บฐานข้อมูลลูกจ้างไว้เผยแพร่ทั่วประเทศ นายจ้างสามารถมาคัดเลือกผู้สมัครจากใบสมัครและหากนายจ้างกำหนดคุณสมบัติลูกจ้างให้ทางกรมฯทราบ กรมฯสามารถคัดเลือกและส่งข้อมูลลูกจ้างให้นายจ้างสัมภาษณ์และพิจารณาบรรจุงานต่อไป หรือบางกรณีที่เป็นเรื่องเร่งด่วน กรมฯสามารถเรียกคนผ่านทางคอมพิวเตอร์ on-line เพื่อให้นายจ้างสัมภาษณ์ได้
จากเว็ปไซด์ การสรรหาโดยผ่านบริษัทตัวแทนจัดหางาน การหาจากกลุ่มหรือสถาบันต่างๆ
การคัดเลือกบุคลากร ด่านสุดท้ายของกระบวนการสรรหาบุคลากร แต่เป็นด่านแรกที่จะตัดสินว่าคนที่จะเข้ามาร่วมงานกับองค์กรนั้นเป็นคนเก่งคนดีหรือไม่
การสัมภาษณ์ ผู้สัมภาษณ์แนะนำตัวเองและอธิบายให้ทราบว่าธุรกิจหรือองค์กรทำอะไร อธิบายโดยย่อให้ผู้สมัครทราบถึงการดำเนินการ ลักษณะงาน และเงื่อนไขในการทำงานและเปิดโอกาสให้ผู้สมัครถามข้อสงสัย ผู้สมัครแสดงทักษะความชำนาญที่จำเป็นต่องานนั้น ถามข้อเท็จจริงเพิ่มเติมจากข้อมูลที่น่าสนใจในประวัติการทำงานของผู้สมัคร บอกผู้สมัครให้ทราบว่าจะประกาศผลการตัดสินให้ทราบเมื่อไร ควรจดบันทึกรวบรวมสรุปความคิดเห็นของตนไว้ ตัดสินใจคร่าวๆไว้ก่อนว่าผู้สมัครคนใดเหมาะสมถ้ามีบุคคลอ้างอิงก็สามารถข้อคำปรึกษาได้เพื่อการตัดสินใจในขั้นสุดท้าย
เทคนิคการสัมภาษณ์ได้ผลตามที่ต้องการ • ภาษา • เข้าใจง่าย / ชัดเจน / ถามในประเด็นไม่ออกนอกเรื่อง • ความรู้สึก • ฟังอย่างตั้งใจ / สังเกต / การแต่งกาย /บุคลิกภาพ ลักษณะท่าทาง / การเคลื่อนไหว • เครื่องมือช่วยต่าง ๆ • จดบันทึก / อัดเทป / จัดห้องสบาย ๆ • ความรู้ ความชำนาญ และประสบการณ์ของผู้ทำการสัมภาษณ์
การฝึกอบรมพนักงานใหม่ พนักงานใหม่จะลาออกหลังจากทำงานได้ประมาณไม่นานทั้งนี้อาจเกิดจากความรู้สึกที่ไม่มั่นใจในการเริ่มงานใหม่ ดังนั้นการฝึกอบรมจึงมีความสำคัญในขบวนการของการบริหารบุคลากรที่ต้องทำหลังการจ้างงานโดยทั่วไปการให้ข้อมูลแก่พนักงานใหม่จะทำกันในรูปของการปฐมนิเทศน์ หรือบางแห่งอาจมีวิธีให้ข้อมูลในรูปแบบอื่นๆก็ได้
ข้อมูลที่ควรอบรมพนักงานใหม่ เวลาเข้า-ออกงาน เงินเดือนค่าจ้าง ขอบข่ายงานที่ต้องรับผิดชอบและเงื่อนไขการทำงาน ควรชี้แจงในรูปแบบของเอกสารที่เป็นลายลักษณ์อักษรด้วย เพราะคนเรามีแนวโน้มที่จะลืมถ้าเพียงบอกกล่าวด้วยวาจาแต่อย่างเดียว ภาพรวมของบริษัท เช่น ที่ตั้งและแผนผังสถานที่ทำงาน ซึ่งรวมถึงห้องนํ้า ห้องปฐมพยาบาล ห้องอาหาร อยู่ส่วนไหน เป็นต้น กฎระเบียบความปลอดภัยซึ่งจะครอบคลุมถึงการแต่งกาย การสวมเครื่องป้องกันอันตราย เช่น สวมถุงมือ ใส่หมวก สวมหน้ากากกันฝุ่น ใช้อุปกรณ์กันเสียง รวมถึงวิธีการรายงานอุบัติเหตุ กิจกรรมและธรรมเนียมประเพณี ได้แก่ วิธีการจ่ายค่าตอบแทน การสาย การลา ที่ต้องมีการแจ้งหรือบันทึกรายงานอย่างไร กฎระเบียบข้อห้ามต่างๆ เช่น ห้ามสูบบุหรี่ขณะทำ งาน ช่วงเวลาพัก ตลอดจนเรื่องการทำกิจกรรมร่วมกันระหว่างช่วงเวลาพักผ่อน ขั้นตอนการบังคับบัญชา ในวันแรกที่พนักงานใหม่เริ่มทำงาน ต้องมีการแนะนำ ให้รู้จักกับผู้บังคับบัญชาและผู้ร่วมงาน และการอธิบายถึงงานที่พนักงานใหม่จะต้องทำโดยเฉพาะต้องมีความชัดเจนว่าใครคือหัวหน้าหรือผู้บังคับบัญชาในช่วงของการเริ่มทำงาน ควรให้ข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับบริษัทมากขึ้น โดยทั่วไปมีดังนี้ ขนาดของบริษัท กิจกรรมหลักของบริษัท ประวัติและจุดเด่นที่เป็นชื่อเสียงของบริษัท การผลิตในปัจจุบัน หรือความสามารถทางการตลาด แนวโน้มการเติบโต และแผนในอนาคตของบริษัท
การฝึกอบรมในงาน รูปแบบที่ไม่เป็นทางการ ( Informal On-The-Job Training ) การฝึกอบรมในลักษณะที่ไม่เป็นทางการ เป็นวิธีการธรรมดาที่ใช้กันในงานง่ายๆ โดยพนักงานใหม่จะถูกกำหนดให้ทำงานใกล้ชิดกับพนักงานเก่าที่มีประสบการณ์ อธิบายวิธีทำงานและสอนงานให้ได้ และหัวหน้าจะเข้ามาตรวจความก้าวหน้าเป็นช่วงๆ การฝึกอบรมในลักษณะนี้จะรบกวนเวลาทำงานน้อยที่สุด อย่างไรก็ตาม ต้องระวังอย่าให้มีการถ่ายทอดนิสัยการทำงานที่ไม่ดีแก่คนรุ่นใหม่
การฝึกอบรมในงานอย่างมีระบบ ( Systematic On-The-Job Training ) เขียนการกระทำ และขบวนการทำงานที่เกี่ยวข้อง ทำแผนว่าจะต้องทำอะไรบ้างในงานชิ้นนั้น และทำอย่างไรให้มีประสิทธิภาพ ถ้ามีการใช้เครื่องจักร อุปกรณ์เครื่องมือควรอธิบายโดยใช้ภาษาง่ายๆ ผู้ปฏิบัติงานเข้าใจได้ว่าเครื่องมือเครื่องจักรทำงานอย่างไร การดูแลรักษาขั้นพื้นฐาน การเขียนกระบวนการของงานและวิธีทำงานควรจะเขียนให้เข้าใจง่ายและชัดเจน ไม่จำเป็นต้องละเอียดเกินไปจนทำให้เกินการสับสน
การฝึกอบรมนอกงาน ( Off-The-Job Training) การฝึกอบรมในลักษณะนี้เหมาะกับการฝึกพนักงานเป็นกลุ่มใหญ่ จึงต้องการจัดอบรมในรูปแบบที่เป็นทางการ เป็นลักษณะการฝึกอบรมในห้องเรียนมีโปรแกรมการอบรมที่ชัดเจน ใช้วิทยากรผู้มีประสบการณ์ภายในบริษัท หรือวิทยากรจากสถาบันฝึกอบรมภายนอก การจัดฝึกอบรมอาจจัดขึ้นในบริษัท แต่ถ้าต้องการพนักงานได้มีโอกาสเปลี่ยนบรรยากาศ และได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้เข้าอบรมจากที่อื่น บริษัทสามารถส่งพนักงานเข้าฝึกอบรมตามสถานฝึกอบรมต่างๆได้เช่นกัน
การให้ผลประโยชน์ตอบแทนแก่พนักงานลูกจ้าง สิทธิการลาโดยได้รับค่าจ้าง เช่น ลากิจ ลาป่วย ลาพักผ่อน ลาบวช ลาคลอด เงินพิเศษต่างๆ เช่น เงินโบนัส เบี้ยขยัน เงินปันผลจากการแบ่งสรรหุ้น การจ่ายค่าตอบแทนกรณีขาดงานเนื่องจากการป่วยไข้/อุบัติเหตุ เงินสนับสนุนการกีฬา การพาเที่ยวพักผ่อนสันทนาการ เงินจ่ายสบทบกรณีลูกจ้างมีระเบียบในใช้เงินเช่น ผู้ใดสามารถเก็บออมมีเงินฝากธนาคารในแต่ละเดือนได้ นายจ้างจะจ่ายสมทบเข้าบัญชีให้เป็นรางวัล เงินช่วยเหลือ เช่น ค่าฌาปนกิจ ค่าเล่าเรียนบุตร ค่ารักษาพยาบาลสำหรับบุตร/บิดาและมารดา ค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมเฉพาะทางที่เกี่ยวข้องกับสายงานโดยตรง การอบรมการปฐมพยาบาลเบื้องต้น การให้เครื่องแบบ และอุปกรณ์ป้องกันอันตราย เช่น หมวก ถุงมือ หน้ากาก เป็นต้น การเสริมทักษะ เช่น สอนภาษาอังกฤษ การใช้คอมพิวเตอร์ การให้ส่วนลดในการซื้อสินค้าของโรงงาน หรือขายสินค้าราคาถูก สวัสดิการ และบริการอื่นๆ เช่น การจัดรถรับส่ง หรือสนับสนุนค่าเดินทาง ค่าที่พัก โรงอาหาร ร้านอาหารขนาดเล็ก ห้องปฐมพยาบาลและมีพยาบาลประจำห้อง สถานที่เล่นกีฬาและห้องพักผ่อน สถานที่เลี้ยงเด็กสำหรับบุตรพนักงาน ผลประโยชน์ด้านอื่น เช่น เงินกู้เพื่อที่อยู่อาศัย เงินเบี้ยบำเหน็จบำนาญเมื่อเกษียณ หรือเงินกองทุนเลี้ยงชีพ
การประเมินผลงาน การประเมินผลงาน หมายถึงกิจกรรมด้านการบริหารบุคคล ที่เกี่ยวข้องกับความพยายามที่จะวัดผลงานของพนักงาน เพื่อทราบว่าพนักงานคนนั้นๆสามารถปฏิบัติงานได้ดีมากน้อยเพียงใด
วัตถุประสงค์เพื่อใช้ประกอบการพิจารณา
การขึ้นเงินเดือน ค่าจ้าง การเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง การโยกย้ายงาน/ตำแหน่ง การลดขั้น การให้ออก ตลอดจนเป็นแนวทางในการฝึกอบรมพนักงาน เพื่อการพัฒนาปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานของพนักงาน การพิจารณาผลงาน ปริมาณงานที่ควรทำได้ในสภาวะปกติ คุณภาพงาน : ความครบถ้วน ประณีต ความถูกต้องของงาน ความรู้เกี่ยวกับงาน : ความเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งเกี่ยวกับข้อเท็จจริงและปัจจัยที่เกี่ยวกับงาน การใฝ่หาความรู้ บุคลิกและคุณสมบัติส่วนตัว เช่น ความเป็นผู้นำ ความซื่อสัตย์ เป็นต้น ความร่วมมือ เต็มใจทำงาน ทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ดี ความน่าไว้วางใจ : ซื่อตรงต่อหน้าที่ มีความรับผิดชอบ ตรงต่อเวลา ความคิดริเริ่ม เริ่มต้นงานได้ด้วยตนเอง ความกระตือรือร้นสามารถทำงานบรรลุผลตามที่มุ่งหวังได้ การสื่อสารกับพนักงานลูกจ้าง การสื่อสารให้เกิดความเข้าใจกันระหว่างฝ่ายบริหาร หัวหน้างาน และคนงาน เป็นสิ่งสำคัญที่จะก่อให้เกิดความร่วมมือในงาน การสื่อข้อความควรเป็นสองทาง จากฝ่ายบริหารถึงพนักงานลูกจ้าง และจากลูกจ้างถึงฝ่ายบริหาร การพูดคุยกันอย่างเปิดเผย ด้วยพูดภาษาง่ายๆต่อการเข้าใจ เปิดโอกาสให้ลูกจ้างได้ซักถามออกความคิดเห็น ให้มีคนกลางน้อยที่สุด เพื่อป้องกันปัญหาความผิดพลาดในการสื่อสาร
การสื่อสารที่นิยมทำกันในหลายบริษัทคือ การประชุมตอนเช้าก่อนเข้างาน การมีบอร์ดประชาสัมพันธ์เพื่อติดประกาศให้พนักงานทราบ สร้างบรรยากาศการพูดคุยที่มีความน่าเชื่อถือ สร้างความไว้ใจซึ่งกันและกัน ดังนี้ ให้ลูกจ้างได้รู้เกี่ยวกับปรับปรุงองค์กร อาทิ ทำเป็นรายงาน รายงานให้ลูกจ้างทราบความก้าวหน้าที่เกิดขึ้นในบริษัท วิธีที่ทำกันอยู่ทั่วไปคือการประชุมหรือทำรายงานประจำปี อธิบายถึงบทบาทของฝ่ายบริหาร ทำความเข้าใจและลดข่าวลือที่ผิดๆ ให้แนวทาง ข้อแนะนำ แก่พนักงานลูกจ้างในเรื่องที่มีผลกระทบต่อพวกลูกจ้าง แสดงให้เห็นว่าผู้บริหารสนใจในความคิดเห็น พิจารณาผลงานของลูกจ้าง ให้คำยกย่องชมเชยหวังผลให้เกิดการปรับปรุงที่ดีขึ้นหากลูกจ้างคนใดมีปัญหาควรกล่าวติเตียนตักเตือนเป็นการส่วนตัว แก้ปัญหาเรื่องความขัดแย้งให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้
การขาดงานและการเข้า-ออกของพนักงาน การขาดงาน รูปแบบการบริหารงาน การแสดงออกในการบริหารควบคุมของผู้บริหาร มีผลกระทบอย่างยิ่งต่อความรู้สึกดีหรือไม่ดีต่องานของลูกจ้าง การเข้มงวดเกินไป การตัดสินใจหรือตามใจ ใจอ่อนผ่อนผันตลอดเวลา บรรยากาศในองค์กรโดยรวมเป็นเช่นไร เงื่อนไขในการปฏิบัติงาน เช่น อุณหภูมิในสถานที่ทำงานเหมาะสมเอื้อให้รู้สึกสบายในการปฏิบัติงานหรือไม่ ถ้าต้องทำงานในอุณหภูมิที่ร้อนหรือหนาวเกินไป ควรจัดหาเครื่องแต่งกายหรือเครื่องป้องกันที่เหมาะสมให้พนักงาน สถานที่ทำงานควรมีการดูแลทำความสะอาด มีจัดการและมีพื้นที่เพียงพอต่อการทำงานได้สะดวก มีแรงกดดันสูงในการผลิต การอให้คนงานที่ทำงานมีเครียดสูง ไม่มีช่วงเวลาพักผ่อน ชั่วโมงการทำงาน อาจจะต้องยืดหยุ่นในการมอบหมายงาน เช่น ลูกจ้างบางกลุ่มอาจต้องทำงาน 4 วันต่อ 1 อาทิตย์ จึงจะเหมาะสม หรือมีการยืดหยุ่นเวลาทำงาน ทัศนคติของลูกจ้าง ลูกจ้างอาจขาดความเอาใจใส่ในการทำงาน หรืออยากได้ค่าแรงสูงเพื่อสนองตามความต้องการของตัวเอง ปัญหาครอบครัวของลูกจ้าง
การเข้า-ออกของแรงงาน อัตราการหมุนเวียนของแรงงานต่อปี = ค่าเฉลี่ยทั้งปีของจำ นวนผู้ออกจากงาน X 100 (หรืออัตราการเข้า-ออกของแรงงาน) ค่าเฉลี่ยทั้งปีของจำนวนพนักงานทั้งหมด หากมีอัตราการหมุนเวียนของแรงงานหรือการเข้า-ออกของแรงงานสูง แสดงให้เห็นถึงการขาดแคลนแรงงานที่มีความชำนาญในตลาดแรงงานที่ใช้อยู่ ผลอาจเกิดจาก ลูกจ้างใหม่มีการคาดหวังในงานมากเกินไป ระยะทางในการมาทำงาน ไกล และลำบาก ค่าตอบแทนที่ได้รับไม่เป็นที่พอใจ การควบคุมการขาดงานและการเข้า-ออกของแรงงาน
ออกกฎระเบียบเกี่ยวกับการลา การขาด และการออกจากงาน ต้องแจ้งให้ลูกจ้างทราบเป็นที่เข้าใจ กระตุ้นให้ลูกจ้างแจ้งการลากิจก่อนการขาดงาน และในกรณีลาป่วยหรือกรณีสุดวิสัย ขอให้แจ้งการลางานให้บริษัททราบ พร้อมสาเหตุภายในช่วงเวลาที่กำหนด ถ้าคิดว่าต้องการให้มีหลักฐานการอนุญาต ก็ควรจัดทำแบบฟอร์มการลาที่เป็นทางการไว้ใช้ด้วย สำหรับบางกรณี (เช่น กรณีที่ลูกจ้างป่วยเรื้อรังและต้องได้รับการรักษาที่ยาวนาน) อาจจะต้องพิจารณาถึงเรื่องประกันสุขภาพพนักงานไว้ด้วย มีแผนการจ่ายเบี้ยขยัน เป็นรางวัลสำหรับพนักงานที่ตรงต่อเวลา ขาดงานน้อย โดยจ่ายเป็นเงินสด ซึ่งอาจเป็นผลช่วยควบคุมการขาดงานให้ลดลงได้ ซึ่งควรมีการพูดคุยกับสมาคมหรือตัวแทนลูกจ้างก่อนการนำมาใช้ ปรับปรุงผลประโยชน์พึงได้รับของลูกจ้าง สิ่งจูงใจที่เป็นรูปตัวเงิน เช่น มีแผนให้ลูกจ้างมีหุ้น หรือได้รับการแบ่งผลกำไร การให้รางวัลแก่พนักงานที่ทำงานกับบริษัทยาวนาน เช่น 10 ปีขึ้นไป และการมีแผนการจ่ายค่าจ้างที่จูงใจให้คนตั้งใจทำงาน เช่น การจ่ายค่าจ้างตามชิ้นงาน การจ่ายค่า commission เป็นต้น พัฒนาและปรับปรุงการรับสมัครและคัดเลือก มีแผนจูงใจโน้มน้าวให้พนักงานใหม่ทำงานด้วยนานๆ มีแผนการฝึกหัวหน้าให้ทำงานดีขึ้น ปรับปรุงบรรยากาศในการทำงาน เช่น สถานที่ทำงานที่สะอาดสวยงาม อากาศถ่ายเทดี มีสวนให้ได้ชื่นชมธรรมชาติ
การออกจากงาน การออกจากงาน อาจมีเหตุผลหลายประการ ได้แก่ ไม่พอใจจึงลาออก ถูกไล่ออก ถูกเลิกจ้าง หรือเกษียณอายุ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม สถานภาพใดก็ตาม ความสำคัญที่ทั้งฝ่ายนายจ้างและลูกจ้างให้ความสนใจคือ การจัดการในช่วงของการก่อนออก
การไล่ออก บริษัทควรมีกฎระเบียบและขบวนการขั้นตอนของการไล่พนักงานออกที่ชัดเจนเป็นที่เปิดเผยแจ้งให้ทราบอย่างตรงไปตรงมา โดยทั้งฝ่ายนายจ้างและลูกจ้างจะต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบ และมีความถูกต้องตามกฎหมายแรงงาน
กรณีนายจ้างบอกเลิกจ้าง จะต้องแจ้งพนักงานลูกจ้างทราบล่วงหน้าก่อนหรือมีผลหลังจากวันที่เลิกจ้าง 1 งวดของการจ่ายค่าจ้าง และค่าชดเชยตามเงื่อนไขในกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ถ้าลูกจ้างทำงานครบ 120 วัน (4 เดือน) แต่ไม่ถึง 1 ปี (364 วัน) ต้องจ่ายค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 30 วันทำงาน (1 เดือน) ถ้าลูกจ้างทำงานครบ 1 ปี แต่ไม่ถึง 3 ปี ต้องจ่ายค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 90 วันทำงาน (3 เดือน) ถ้าลูกจ้างทำงานครบ 3 ปี แต่ไม่ถึง 6 ปี ต้องจ่ายค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 180 วัน (6 เดือน) ถ้าลูกจ้างทำงานครบ 6 ปี แต่ไม่ถึง 10 ปี ต้องจ่ายค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 240 วันทำงาน (8 เดือน) ถ้าลูกจ้างทำงานครบ 10 ปี ขึ้นไป ต้องจ่ายค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 300 วันทำงาน (10 เดือน)
การลาออก กรณีของการที่ลูกจ้างลาออก นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้ลูกจ้าง และการออกจะมีผลเมื่อลูกจ้างยื่นใบลาออกไปแล้ว 1 งวดของการจ่ายค่าจ้าง การลาออกอาจเกี่ยวเนื่องหรือไม่เกี่ยวข้องกับความไม่พอใจในงานก็ได้ แต่ถ้ามียอดตัวเลขการเข้า-ออกแรงงานในอัตราที่ค่อนข้างสูง ก็เป็นสัญญาณเตือนให้ต้องระมัดระวังเรื่องปัญหาบุคลากร
การขอให้ออกเพื่อประหยัดรายจ่าย ช่วยหางานใหม่ให้โดยอาจติดต่อบริษัทจัดหางานให้หรือแหล่งงานใหม่ให้ ออกหนังสือรับรองการทำงานให้เพื่อช่วยให้ลูกจ้างหางานใหม่ได้ง่ายขึ้น จ่ายเงินค่าชดเชยและเงินพิเศษทันที เพื่อขอให้ออกก่อนเกษียณ ปรึกษาสหภาพหรือตัวแทนลูกจ้างให้เข้าใจสถานการณ์ ซึ่งอาจทำหน้าที่ช่วยหางานให้ผู้ที่ถูกเลิกจ้างได้ด้วย
การปลดเกษียณอายุ การปลดเกษียณเมื่ออายุถึงกำหนด (โดยทั่วไปแล้ว อายุ 60 ปี) อนุญาตให้พนักงานเลือกปลดเกษียณตัวเอง ยืดหยุ่น่การปลดเกษียณ โดยกำหนดอายุขั้นต่ำไว้ในกรณีพนักงานมีความสำคัญ มีความชำนาญพิเศษ ยังไม่สามารถหาคนทดแทนได้ ฝ่ายบริหารอาจต่ออายุให้พนักงานทำงานต่อไปได้อีก ซึ่งอาจจะให้ทำงานน้อยลง เช่น ทำงานสัปดาห์ละ 2-3 วัน เป็นที่ปรึกษา สอนงานให้พนักงานอื่นๆ เป็นต้น
การจ่ายภาษีเงินได้ ทะเบียนลูกจ้าง ซึ่งกฎหมายกำหนดให้นายจ้างซึ่งมีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปจัดทำเป็นการบันทึกข้อมูลส่วนตัว เช่น ชื่อ เพศ วันเกิด สถานที่ไหน ประวัติการทำงาน บันทึกตำแหน่งงานที่ทำ ค่าตอบแทนที่ตกลงจ่ายให้แก่ลูกจ้าง วันจ้างงาน และวันสิ้นสุดการจ้าง เป็นต้น บันทึกอื่นๆ เช่น ตารางแสดงจำนวนครั้งการลาหยุดงานของพนักงานแต่ละคน ซึ่งมีความสำคัญในการคิดเวลาทำงานและค่าจ้างของแต่ละคน คงไม่มีฝ่ายใดประสงค์ที่จะให้มีบันทึกผิดพลาด อันมีผลให้ตนเองต้องเสียประโยชน์ บันทึกทั่วไป บันทึกการขาดงาน และการหมุนเวียนเข้าออกของพนักงานในช่วงเวลาหนึ่ง เช่น 1 ปี ใช้ในการวิเคราะห์แนวโน้ม จะสามารถดูว่าอะไรเกิดขึ้นในระยะเวลาหนึ่งๆ เปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันที่ผ่านมา จึงควรพิจารณาอย่างรอบคอบในเรื่องที่จะบันทึกข้อมูลอะไรและมีรูปแบบการบันทึกอย่างไร และอาจจะต้องมีการปรับเปลี่ยนแปลงภายหลัง เมื่อรู้ว่าขาดข้อมูลอะไรที่ช่วยให้มองการเปรียบเทียบได้ดีขึ้น โดยปกติ
.ความรู้เกี่ยวกับกฎหมายแรงงาน พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 กฎกระทรวง (ฉบับที่ 1-12 ) พ.ศ. 2541 พระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537 พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 พระราชบัญญัติพนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2534 พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 กฎหมายคุ้มครองแรงงาน การใช้แรงงานทั่วไป แรงงานหญิงและเด็ก การจ่ายค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด คณะกรรมการค่าจ้าง สวัสดิการแรงงาน (สถานประกอบกิจการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 50 คนขึ้นไป นายจ้างต้องจัดให้มีคณะกรรมการสวัสดิการในสถานประกอบกิจการ อันประกอบไปด้วยผุ้แทนลูกจ้างอย่างน้อย 5 คน ให้มาจากการเลือกตั้ง ทำหน้าที่ ร่วมหารือและเสนอแนะเรื่องการจัดสวัสดิการแก่ลูกจ้าง รวมถึงการตรวจตรา ควบคุม ดูแล การจัดสวัสดิการของนายจ้าง และนายจ้างต้องจัดให้มีการประชุมคณะกรรมการฯร่วมกับนายจ้างอย่างน้อย 3 เดือนต่อหนึ่งครั้ง ) ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน การควบคุม นายจ้างที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป จะต้องจัดให้มีข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน
ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน นโยบายทั่วไปของบริษัท ความหมายต่างๆ เช่น ผู้บังคับบัญชา ประเภทการจ้าง เช่น พนักงานรายเดือน-รายวัน-ตามสัญญาจ้าง วันทำ งาน เวลาทำ งานปกติและ เวลาพัก วันหยุดและหลักเกณฑ์การหยุด วันลาและหลักเกณฑ์การลา วันและสถานที่จ่ายค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และการหักภาษี ณ ที่จ่าย การทำงานล่วงเวลาและการทำงานในวันหยุด วินัยและโทษทางวินัย การร้องทุกข์ : การยื่นคำร้องและการพิจารณาคำร้อง การพักงาน การพ้นสภาพการเป็นพนักงาน การเลิกจ้าง การจ่ายค่าชดเชย และค่าชดเชยพิเศษ กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ฯลฯ
| Create Date : 12 กรกฎาคม 2553 |
|
0 comments |
| Last Update : 12 กรกฎาคม 2553 17:37:28 น. |
| Counter : 3063 Pageviews. |
|
 |
|
|
|
|
|
|
|
Location :
เชียงใหม่ Thailand
[ดู Profile ทั้งหมด]
|
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 93 คน [?]

|
วิทยากร, ที่ปรึกษาธุรกิจ ด้านการบริหารและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ (HRM & HRD), การบริหารความเสี่ยงองค์กร, การจัดการมาตรฐานแรงงาน, กฎหมายแรงงาน,เขียนหนังสือและบทความ
|
|
| |
|
|
|
|
|
|