:: The Kala เกาะสมุย ::

รีวิวนี้เป็นการรีวิวหนึ่งในโรงแรมที่ผ่านเข้ารอบโครงการ Thailand Boutique Awards 2011 นะคะ
เป็นโรงแรมที่ 2 ที่วาได้เดินทางไปในโครงการนี้ ของปีนี้ คราวนี้ไปไกลหน่อยที่เกาะสมุยค่ะ
จริงๆวาเพิ่งไปเกาะสมุยมาเมื่อกันยายนที่ผ่านมานี่เอง ตุลาคมก็ไปอีก เล่นเอาเพลียเหมือนกันค่ะ
ชื่อดูเรียบง่าย แต่พอกดดู website ก็ต้องตะลึง เพราะวิว สวยมาก ก็เลยสนใจเลือกที่นี่ค่ะ


The Kala Samui " เดอะ กะลา สมุย "




การเดินทางไปเกาะสมุยรอบนี้ วาเลือกใช้บริการรถทัวร์ของบริษัทขนส่ง ซึ่งตรงนี้ต้องเสียค่าใช้จ่ายเอง
ค่ารถทัวร์จะรวมค่าเรือข้ามเกาะสมุยไว้แล้ว แต่ถ้าจะซื้อแยกก็ได้ค่ะ ค่ารถทัวร์ ราคาคนละ 843 บาท
วาเลือกซื้อตั๋วไปกลับได้ลดราคา 10% ด้วย ดีจัง ค่าเรือลดลงเหลือ 140 บาท ถูกกว่าเดิม เพราะน้ำมันถูกลง
ค่ารถค่าเรือไปกลับก็หมดไปราวๆ 1800 บาท / คน (หักส่วนลดแล้ว) ค่ะ




พอลงจากเรือเฟอรี่ที่ท่าเรือ ทาง The Kala ก็ส่งน้องบอย Driver ของ The Kala มารับที่ท่าเรือค่ะ
จากท่าเรือไปโรงแรมประมาณ ครึ่งชม.ได้ เมือมาถึง ก็เห็นป้ายโรงแรมด้านหน้าเด่นเป็นสง่าเลยค่ะ
บริเวณที่ตั้งของโรงแรม อยู่ระหว่าง หาดเฉวง และ หาดละไม (ที่มีหินตาหินยาย) 
แต่ที่ตั้งของ The Kala มีพิกัดการจำง่ายๆคือ ถ้ามาจากหาดเฉวง จะอยู่ก่อนถึง Big Rock
ไม่กี่ร้อยเมตรค่ะ โรงแรมอยู่ด้านซ้ายมือ




เกาะสมุย ขึ้นชื่อเรื่อง มะพร้าว เจ้าของโรงแรมนี้เป็นคนพื้นที่ของเกาะสมุยเลยค่ะ ที่บ้านเป็นเจ้าของสวนมะพร้าว
และมีธุกิจเกี่ยวกับมะพร้าว จึงเอาตรงนี้ที่มีอยู่ มาสร้าง Concept ของ The Kala

" กะลา "  ก็คือ  " มะพร้าว "  Concept เรียบง่ายแต่ยิ่งใหญ่ของโรงแรมนี้
หลายๆโรงแรมอาจจะสร้างขึ้นก่อนแล้วค่อยมาวาง Concept ภายหลัง เลยทำให้บางอย่างดูขาดๆเกินๆ
แต่ของที่นี่ ชื่อของโรงแรม และ Concept มาก่อน และมาสร้างโรงแรมตาม Concept 
ทุกๆรายละเอียดมีที่มา และความหมาย ทุกๆอย่างเน้นไปที่ ความสวยงาม ธรรมชาติ 
และ ความสะดวกสบายของลูกค้าเป็นสิ่งสำคัญ




Lobby

เมื่อก้าวเข้าสู่ The Kala เราจะเห็นวิวทะเลในมุมสูงเต็มตา มีการตกแต่งเล็กๆน้อยๆ จากวัสดุธรรมชาติ
ล๊อบบี้ของที่นี่ จะต้องลงบันไดไปอีก 1 ชั้น เป็นล๊อบบี้โล่งๆ ชมวิว มีเก้าอี้ไม้เก๋ๆ ให้นั่งพัก ไม่กี่ตัว
สัมผัสแรกที่ได้รับคือ ของตกแต่งของที่นี่ดูเป็นของเก่าที่ดูคลาสสิค เน้นไปที่ไม้ และกะลามะพร้าวเก๋ไก๋
พอเราได้รับรู้ถึง Concept และที่มาของ The Kala ก็ทำให้เราทึ่ง และเข้าใจในรายละเอียดต่างๆ




ชุดของพนักงานของโรงแรม เป็นสี ครีม น้ำตาล และสีเขียว เหมือนสีของมะพร้าว
welcome drink ของที่นี่เสริฟน้ำใบเตย ถ้าสังเกตุดีๆจะเห็นว่า
ที่รองแก้ว และ ที่ใส่ผ้าเย็น ได้มาจากผลผลิตของ " มะพร้าว "




ห้องพัก

The Kala มีห้องพักทั้งหมด 38 ห้อง แบ่งเป็น 4 Type Seaview ทุกห้อง
ได้แก่ Deluxe Room 28 ห้อง // Deluxe Suite (2 Bedrooms) 2 ห้อง 
Pool Villa 7 ห้อง // Presidential Villa (2 Bedrooms) 1 ห้อง

ความเก๋ของการออกแบบห้องพัก และของตกแต่งที่วากรี๊ด ก็คือ " เลขที่ห้อง " และ " กุญแจห้อง " ค่ะ 
ซึ่งกุญแจห้องของที่นี่ ก็จะมีน้องลิงถือลูกมะพร้าว ที่ทำจากผ้าไทย น่าจะผ้าไหมนะคะ ติดอยู่ด้วย น่ารักดีจริงๆ




หน้าห้องพักแต่ละห้องนั้นจะมีเลขที่ห้องบอกด้วยเจ้าลิงน้อย (ที่ดูคล้าย หนู ไปนิดนึง 5555555) 
จำนวนจุด คือจำนวนเลขค่ะ ถ้าเป็นวิลล่า มี 3 จุดแบบนี้ คือห้องเลขที่ 3
ส่วนห้องอื่นๆที่อาจจะมีเลขเยอะขึ้น เช่นพวกห้อง Deluxe ที่จะเป็นเลข 3 หลัก

แล้วหลังป้ายห้องเจ้าลิงน้อย จะมีลูกมะพร้าว 2 ลูกแอบอยู่
บางห้องมีป้ายบอกว่าลูกไหน เอาไว้ทำไม แต่ถ้าไม่มีป้ายบอกเราสามารถจำเองได้ง่ายๆเลยว่า
ถ้าต้องการให้แม่บ้านมาทำห้อง ให้หยิบ " มะพร้าวสีน้ำตาล " ขึ้นมาวางไว้ข้างบน 
แปลว่าห้องสกปรก ทำห้องให้หน่อยนะคะ แต่ถ้าห้องเราสะอาดอยู่แล้ว ไม่ต้องเข้ามา ห้ามรบกวนจ้ะ
ก็ให้เอา " มะพร้าวสีขาว " ที่แปลว่าห้องสะอาดแล้ว ขึ้นมาวางไว้ข้างบนแทน อันนี้เก๋เนอะ ชอบไอเดียจริงๆ






เข้าไปในห้องพัก สิ่งที่ทุกห้องจะต้องได้เห็น ก็คือ น้องควายน้อย หลับอยู่บนเตียง
เป็นน้องควายน้อย ที่ทำมาจาก กะลามะพร้าว (ลูกมะพร้าวทั้งลูกเลย) และไม้
ซึ่งตรงหลังของน้องควาย หยอดสตางค์ได้ด้วยค่ะ เป็นกระปุกออมสิน 
ซึ่งมีไว้จำหน่ายเป็นของที่ระลึกนะคะ วาถามราคา แล้วได้รู้ราคาไม่ชัวร์ ประมาณ 200-300 บาท
แล้วก็ลืมซื้อมาซะงั้น แง อยากได้น้องควายหลับ น่ารักมากๆ





Deluxe Room มีทั้งหมด 28 ห้อง
จะอยู่ในส่วนของ ตึกที่อยู่ในโซนด้านหลัง กว่าโซนอื่นๆ แต่ละห้องจะมีขนาดต่างกันตั้งแต่ 45-52 sqm
ของตกแต่งจะคล้ายๆกัน ทุกๆห้องจะมี ตู้ โต๊ะ เครื่องใช้ไม้สอยประมาณ 2-3 อย่าง ที่เป็นของเก่า
เพราะเจ้าของ The Kala ชอบสะสมของเก่าค่ะ อย่างห้องนี้ก็จะมี หีบสมบัติขนาดใหญ่
เอาไว้วางกระเป๋า ดูแข็งแรงและทนทานมาก แล้วก็มีกระจกโต๊ะเครื่องแป้ง ที่เก๋ไก๋คือต้องนั่งพื้นส่องกระจก
ห้องนี้เป็นห้องมุม เลยกว้างกว่าห้องอื่นๆในแบบเดียวกันค่ะ






อุปกรณ์พื้นฐานต่างๆภายในห้อง เช่น โทรศัพท์ ที่ต้มน้ำร้อน แก้วน้ำ กาแแฟ ตู้เซฟ ตู้เย็น
และสิ่งอื่นๆที่ดูไม่เป็นธรรมชาติ จะถูกเก็บเอาไว้ในตู้ ห้องพักจะได้ดูกลมกลืนกันไปทั้งหมด

ไดร์เป่าผม รองเท้าแตะเดินในห้อง ก็อยู่ในถุงผ้าดิบ และใส่ไว้ในกล่อง
ไม้แขวนเสื้อกก็เป็นไม้แท้ๆ ขนาดไฟฉาย ยังอยู่ในกระบอกที่ทำมาจากไม้มะพร้าวเลยค่ะ




ห้องน้ำกว้างขวาง ตกแต่งโทนสี ครีม น้ำตาล ข้าวของเครื่องใช้ก็คุมโทนสีของธรรมชาติ
มีโซนฝักบัวแบบฝนตก น้ำไหลแรงสะใจดีค่ะ อ่างอาบน้ำขนาดใหญ่น่าจะเป็นหิน นอนแช่สบาย
กล่องใส่ amenities ต่างๆก็ทำมาจากกะลาค่ะ สังเกตุดีๆ จะเห็นเป็นเศษกะลาชิ้นเล็กชิ้นน้อย
รวมไปถึง โคมไฟในห้องน้ำ ถ้าพิจารณาดู จะเห็นว่า เป็นกะลาชิ้นสี่เหลี่ยมๆ มาต่อกัน สวยมากๆ






ตรงที่ใส่กระดาษทิชชู่ จะมีลูกมะพร้าวติดอยู่เก๋ๆเข้า Theme 
ซึ่งวาเองก็เพิ่งรู้ว่า กะลามะพร้าวมีสีขาวๆแบบนี้ด้วย น่ารักจัง
ห้องน้ำที่นี่ " ไม่มีสายชำระ " นะคะ






ห้องพักมีระเบียงชมวิวกว้างขวาง 
อาจจะเป็นเพราะห้องนี้เป็นห้องมุม เห็นวิวทะเลมุมสูง สุดลูกหูลูกตา
และเรายังสามารถชมพระอาทิตย์ขึ้นได้ที่ระเบียงห้องพักอีกด้วยค่ะ




Deluxe Suite 2 ห้องนอน มีทั้งหมด 2 ห้อง
จะอยู่บนตึกเดียวกับ Deluxe Room นะคะ แต่ห้องประเภทนี้จะมี 2 ห้องนอน
คือมี 1 ห้องนอนใหญ่ 1 ห้องนอนเล็ก 1 ห้องน้ำ และ 1 ห้องนั่งเล่นส่วนกลาง บริเวณห้องกว้างขวางมากค่ะ
ห้องพักตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้ โทนสี ขาว ครีม น้ำตาล ใช้ของตกแต่งจากวัสดุธรรมชาติ
และมีตู้ โต๊ะของเก่าตกแต่งอยู่ อีกเช่นกัน แต่ละห้องจะไม่เหมือนกัน แต่จะคล้ายๆกันค่ะ




ประตูไม้ของห้องพักทุกห้องที่นี่ ถ้าสังเกตุดีๆ จะเห็นว่าเป็นไม้แผ่นใหญ่
และใช้วิธีถากออกเป็นเส้นๆ เลียนแบบลายเส้นของเนื้อต้น " มะพร้าว "
ซึ่งเป็นการทำด้วยมือล้วนๆค่ะ ดูแล้วก็ทึ่ง เพราะคงจะใช้เวลานานมากๆทีเดียว



ห้องนอนใหญ่เตียงจะมีขนาดใหญ่มากประมาณ 7 ฟุต




ประตูห้องน้ำจะเปิดได้ 2 ด้าน จากทั้ง 2 ห้องค่ะ
ส่วนห้องนอนเล็ก เป็นเตียงขนาด 3.5 ฟุต นอนได้ 1 คนค่ะ





ผ้าม่านของที่นี่ จะมีโทนสีธรรมชาติ และย้อมสีจากวัสดุธรรมชาติด้วยค่ะ
เช่นผ้าม่านสีน้ำตาล ก็จะเป็นผ้าไหม ที่ย้อมสีด้วยรากมะพร้าว 
หรือสีเหลืองอ่อน ก็ได้มาจากเม็ดขนุน ฟังไปก็ทึ่งไป



อ่างอาบน้ำห้องนี้มีขนาดใหญ่มาก เข้าได้สองทาง คือจากทั้งสองห้องนอน
มีอ่างล้างหน้า 2 ด้านด้วยค่ะ ไม่ต้องแย่งกัน






ห้องพักจะมีระเบียงออกไปนั่งชมวิวทะเล ได้เช่นกันซึ่งระเบียงจะยาว
ไปต่อกับห้องนั่งเล่นได้เลยค่ะ ถือว่าค่อนข้างกว้างทีเดียว สำหรับห้อง Type นี้




ในห้องจะมีบอกด้วยว่าใครเป็นคนทำห้องให้เราวันนี้
ซึ่งเมื่อก่อนใช้เป็นหน้าคนเลยค่ะ แต่ตอนหลังมาเปลี่ยนเป็นเหลือแต่ชื่อ
วาว่า แค่ชื่อก็ดีแล้ว ถ้าหน้ามา มันจะดูเป็นกรอบรูปไปนิดนึงเนอะ ^^




Pool Villa ทั้งหมด 7 ห้องค่ะ
เป็นบ้านพัก 2 ชั้น โดยชั้นล่างจะเป็นส่วนพักผ่อน และสระน้ำส่วนตัว
ขนาดพอประมาณไม่เล็กไม่ใหญ่ Pool Villa จะอยู่ในส่วนด้านหน้าริมทะเล
มีบางห้องที่อยู่ถัดมาในแถวที่ 2 ค่ะ ทุกห้องตกแต่งคล้ายกัน ต่างกันที่วิวทะเลมากน้อยกว่า
เห็น Pool Villa แล้วก็อยากเล่นน้ำขึ้นมาทันที (^.^)




แต่ละหลังจะมีโซนพักผ่อนที่ต่างกันออกไป โดยมีการออกแบบให้มีที่นั่งชมวิวเพิ่มเติม
Villa แต่ละหลังจะสร้างอยู่บนหิน หลบแนวต้นไม้ และหินก้อนใหญ่ เลยทำให้มีพื้นที่ใช้สอย
ต่างกันในแต่ละวิลล่าบ้างเล็กน้อย แต่วิวทะเลสวยแจ่มทุกห้องจริงๆ




ด้านชั้นล่าง ที่เห็นแล้วแอบยิ้มไม่ได้ กับการตกแต่ของที่นี่
ก็คือ เค้าจะพยายามเอาสิ่งของ หรือ อะไรก็ตามที่ขัดกับธรรมชาติ
ใส่ตู้ ใส่ตระกร้า หรือแม้แต่ใส่ถุงผ้าเก๋ๆ อย่างเครื่องมือดับเพลิงที่ต้องมีตามกฏหมาย
ทำให้ดูไม่ขัดหูขัดตากับสิ่งอื่นๆรอบตัว แบบนี้ ชอบจัง..




ขึ้นไปดูห้องนอนกันค่ะ ซึ่งจะอยู่ในส่วนของชั้น 2 โดยต้องขึ้นบันไดไปชั้นบน
มีประตูเข้าห้องนอน และด้านหลัง มีประตูเข้าห้องอาบน้ำด้านบนด้วย
เข้าไปในห้อง ก็จะเห็นวิวทะเลโดยรอบ สวยงามมาก นอนมองทะเลเพลินๆบนเตียงได้เลย

ห้องประเภทนี้ ตู้เสื้อผ้าแอบเก๋ คือเปิดได้ 2 ด้าน ด้านนึงเปิดจากในห้องนอน
และอีกด้านนึง เปิดจากในห้องน้ำ จะได้ไม่ต้องเดินวนไปวนมาเพื่อหยิบของในตู้เสื้อผ้า
ซึ่งตู้เสื้อผ้าก็ทำมาจากไม้ และตกแต่งด้วยไม่ไผ่เหมือนจะฝังลงไปในตู้เลย สวยจัง




สิ่งที่วาชอบมาสำหรับห้องพักประเภทนี้ ก็คือ ห้องน้ำค่ะ ซึ่งอ่างอาบน้ำขนาดใหญ่ของห้องนี้

สามารถอาบน้ำไป มองวิวทะเลไปได้ด้วย เก๋สุดๆ บริเวณอื่นๆ ก็กว้างขวาง และใช้โทนสีธรรมชาติ

ตกแต่งได้ลงตัว




สบู่ของที่นี่ ก็จะทำเป็นรูป เสี้ยวของมะพร้าว บ้าง รูปกะลามะพร้าวบ้าง
กลิ่นก็หอมๆ แถมสบู่เหลว เหมือนว่ามีส่วนผสมของน้ำมันมะพร้าว
กลิ่นเลยหอมเหมือนกะทิเลย บริเวณอ่างล้างหน้า ดูลงตัว สวยงาม






ห้องน้ำตรงนี้จะมีทางเดินเล็กๆ ไปยังห้องอาบน้ำฝักบัว ที่อยู่ตรงข้ามกับประตูทางเข้าห้องนอน
ประโยชน์ของมันก็คือ ถ้าเกิดเราเล่นน้ำด้านล่างมาเปียกๆ เราจะสามารถเดินเข้าห้องน้ำชั้นบนได้เลย
เพราะมันจะมาทะลุถึงกันในห้องน้ำด้านใน ไม่ต้องเดินย่ำให้พื้นห้องเปรอะเปื้อน หรือเปียกน้ำนอง
นับว่าออกแบบได้ลงตัวทีเดียวค่ะ




ห้องนี้มีโต๊ะ ตู้เก่า สวยงามค่ะ เจ้าของที่นี่ขอบของเก่า
แล้วก็เอามาใส่ไว้ทุกห้องเลย ขอบตู้อันนั้นมากๆ ลายน่ารักมากๆ
และห้องนี้มีระเบียงออกไปนั่งรับลม ชมทะเล ฟังเสียงคลื่น และเสียงนก ได้อีกด้วย




มาถึงห้องพักแบบสุดท้ายที่พาไปชม เป็นห้องพักที่ใหญ่ที่สุด และมีห้องเดียว Presidential Villa ค่ะ
ห้องพักประเภทนี้จะคล้ายๆห้อง Pool Villa แต่มีเพิ่มห้องนอนในชั้นล่างขึ้นมา และมีบริเวณพื้นที่ใช้สอยกว้างขวางกว่า
สระว่ายน้ำก็ดูจะยาวกว่า Pool Villa เล็กน้อย มีส่วนนั่งพักผ่อนชมวิวทะเล





ห้องนอนด้านล่างมีขนาดไม่เล็ก ไม่ใหญ่ และมีห้องน้ำ 1 ห้องอยู่ตรงนี้ค่ะ
แอบเห็นมีก้อนหินทะลุกำแพงมา คุณปัท ที่พามาชมห้องก็บอกว่า
เดี๋ยวไปดูก้อนหินเต็มๆข้างบน เราก็งงๆ อะไรคือก้อนหินเต็มๆหว่า






ด้านบนจะเป็นห้องพัก 1 ห้องโล่งๆ กว้างขวาง วิวทะเลเต็มๆตาจากบนที่นอน
เหมาะกับการพักผ่อนมากๆ แต่วาว่าถ้าอยู่แค่ 2 คน คงโหลงเหลงเกินไปใหญ่เกิ๊น
ข้าวของเครื่องใช้ก็จะยังคุมโทนอยู่กับ เฟอร์นิเจอร์ไม้ ตู้ โต๊ะเก่า สวยมากๆค่ะ




นอกจากจะมี Pool ส่วนตัวที่ใหญ่โตแล้ว ห้องน้ำน่าจะเป็นไฮไลท์ของห้องนี้ 
เพราะว่ามีหินก้อนใหญ่มากกกกกกกกกกกกกกกกกกก อยู่ในห้องน้ำ
เค้าว่ากันว่ามันก้อนใหญ่มาก และแข็งมาก ทำอะไรกับหินไม่ได้เลย
เลยสร้างคลุมทับไปเลย เป็นหินที่มีส่วนล่างอยู่ในพื้นชั้นล่างและส่วนบน
ก็เป็นหินก้อนใหญ่ ขนาดนี้เลยทีเดียวค่ะ  5 คนโอบ จะรอบรึเปล่าไม่รู้ *0*




ทำให้อ่างอาบน้ำ ออกไปวางเก๋ๆอยู่ริมระเบียงแทน 
มีประตูออกไปที่ระเบียงได้ทั้งจากห้องนอนและห้องน้ำค่ะ




วิวสวยๆ จากระเบียงห้องพัก




ห้องอาหาร

ที่ The Kala มีห้องอาหารที่ชื่อว่า " 26th Degrees " ซึ่งฟังชื่อ แล้วอาจจะสงสัยว่า 
แล้วเกี่ยวอะไรกับ เดอะ กะลา ? ที่เกี่ยวก็คือ แนวละติจูดที่ 26 องศานี้ เป็นแนวที่มีต้นมะพร้าวขึ้นมาที่สุด
เช่น ไทย ฮาวาย เป็นต้น ฟังแล้วก็ทึ่งพูด(ในใจ) ได้คำเดียวเลยว่า " คิดได้เนอะ เลิศอ่ะ"

บริเวณห้องอาหาร จะใช้โต๊ะ เก้าอี้ ที่ทำจากไม้ ซึ่งมารู้ตอนหลังว่าลายๆบนโต๊ะ คือกะลาค่ะ
ทุกอย่างจะใช้ไม้ สั่งทำทั้งหมด บริเวณที่ตกแต่งก็จะใช้วัสดุธรรมชาติเช่นบนเพดาน
จะใช้ไม้ลวก มาตีเป็นระแนง ซึ่งก่อนเอามาใช้ ก็เอาไม้ไปแช่น้ำทะเลก่อน ทำให้ไม่มีมอดมากิน
และอยู่คงทนยาวนาน ถือเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านอย่างนึงเลยค่ะ




ส่วนโคมไฟ ถึงจะไม่ใช่วัสดุธรรมชาติ แต่ก็พยายามทำให้อยู่ในคอนเซป
ก็คือ เป็นโคมไฟรูปใบอ่อนมะพร้าว (คือโคมไฟในรูปข้างบน ที่อยู่ตรงเสานะคะ)

ลองเสริชรูปใน google ดู จะเห็นว่ามะพร้าวจะมีส่วนใบอ่อน ที่ยาวๆรีๆ รูปร่างคล้ายดาบค่ะ
และโคมไฟที่เป็นรูปกลมๆ ก็เป็นโคมไฟรูปลูกมะพร้าวนั่นเองค่ะ

เค้าเตอร์ในห้องอาหาร ถ้ามองผ่านๆเราจะไม่รู้ว่าอะไร แต่ถ้าได้ไปมองใกล้ๆ เราจะเห็นว่า
ได้มีการเอา ก้นกะลาตัวเมีย มาประยุกต์ใช้ ตกแต่งเคาท์เตอร์ค่ะ ขยันมากกว่าจะได้แบบนี้




วาพูดถึงกะลาตัวเมีย อาจจะงง ว่าอะไรคือกะลาตัวเมีย วาได้ความรู้มาจากคุณนวล เจ้าของเดอะกะลา ว่า
กะลา มีตัวเมียกับตัวผู้ด้วยนะคะ ถ้าเราเห็นกะลาเป็นเหมือนริ้วแหลมๆ จะเป็นกะลาตัวเมีย 
และถ้ากะลาเป็น รูปๆมีเหมือนรูปตา จะเป็นกะลาตัวผู้ ซึ่งทางเดอะกะลาได้สอดแทรกความรู้ให้แขกด้วย
โดยการ ใช้เป็นสัญลักษณ์ ของห้องน้ำชาย และห้องน้ำหญิงแบบนี้ ถ้าไปถึงเจอแต่กะลา ไม่เห็น W ละก็
วาก็คงยืนเหวอ อาจจะเข้าไปดูว่าห้องไหนไม่มีโถฉี่ คงเป็นของผู้หญิงแน่ๆ
ที่นี่ทำให้เราเข้าใจเรื่องเกี่ยวกับมะพร้าวเยอะเลย สมชื่อ The Kala จริงๆ





กลับมาที่ห้องอาหารกันต่อ ที่นี่เปิดให้บริการ 6.00 น. และ ปิด 23.00 น. ค่ะ
ให้บริการอาหารทุกมื้อเท่าที่คุณอยากทาน ตลอดทั้งวัน โดยอาหารเช้าของที่นี่
สามารถทานได้ตั้งแต่ 6.30 ถึง 22.30 เลยนะคะ อยากทานตอนไหนก็มาทานได้เลยที่ห้องอาหารนี้
ซึ่งอาหารเช้าจะไม่ใช่บุฟเฟ่ต์ แต่เสริฟเป็นแบบ a la carte ซึ่งจะมีเมนูให้เลือก
เราสามารถเลือกอะไรก็ได้ ในเมนู ไม่จำเป็นต้องสั่งทั้งเซต อยากได้อะไรเพิ่มก็สั่งเลยไม่อั้น




สิ่งเล็กๆน้อยๆ บนโต๊ะอาหาร ก็ทำให้เรายิ้มได้ตลอด
คนไทยอาจจะรู้สึกเฉยๆ เพราะชินกับการประดิษฐ์ประดอยของบ้านเรา
แต่ต่างชาติเค้ากรี๊ดมาก ที่ได้เห็น พวกของตกแต่งเล็กๆน้อยๆแบบนี้

อ้อรูปนี้เห็นลายบนโต๊ะพอดี นี่ก็คือ กะลา นะคะ





อาหารเช้าแบบสั่งตามเมนูแบบนี้ แถมมาทานเวลาไหนก็ได้แล้วแต่สะดวก

ข้อดี ก็คือ ลูกค้าไม่ต้องกังวลที่จะต้องตื่นมาทานอาหารเช้า ตอนที่วาไปพัก เห็นลูกค้าท่านนึง
มาทานอาหารเช้าตอน 1 ทุ่มตลอดเลย อิ่มเป็นอาหารเย็นไปเลยค่ะ คุ้มมากจริงๆ ชอบมาก
และข้อดีอีกข้อก็คือ ลูกค้าจะได้รับประทานอาหารเช้า ที่ปรุงสุกใหม่ ตลอดเวลา
และดูอาหารมีคุณภาพกว่าแบบ บุฟเฟ่ต์มากมาย

ข้อเสีย พูดได้เลยว่า ไม่มี

พอสั่งอาหารเสร็จ ก็จะมีผลไม้ และขนมปัง ยกมาเสริฟ เยอะมาก อิ่มก่อนจานหลักมาซะอีกค่ะ
วันหลังๆ วาเลยต้องบอกเค้าลดปริมาณ ผลไม้ และ ขนมปังลงไป เพราะอิ่มเกิ๊น




แต่ก็มีลูกค้าหลายท่านไม่ค่อยเข้าใจ ว่าทำไมไม่เสริฟแบบ บุฟเฟ่ต์ (ตอนแรกวาก็แอบคิด)
พอสั่งนู้นนี่ได้ตลอดไม่อั้น และไม่ต้องกังวลที่จะต้องตื่นแต่เช้า วาว่าแบบนี้เจ๋งกว่าเป็นไหนๆ
หรือจะแนวญี่ปุ่นหน่อย เสริฟพร้อมซุปมิโซ ก็มีให้เลือกสั่งได้ตามความพอใจ
มีสลัดสำหรับคนที่รักสุขภาพ ทานกับผลไม้อร่อยๆ อิ่มเบาๆ สบายท้อง
หรือจะเป็น เมนูไข่ สไตล์อเมริกัน ก็มีให้สั่งกันอย่างจุใจ
เชื่อว่าทุกๆคน จะมีความสุขกับอาหารเช้าที่นี่เหมือนวาแน่ๆค่ะ
omelette จานนี้ยกมาเสริฟ วากรี๊ด ไม่อายใครเลย 
ชีส ที่รัก i love you กินลืมอ้วนไปเลย











อาหารกลางวัน และอาหารเย็นก็สั่งได้ตลอดเวลาที่ห้องอาหารนี้
อาหารไทยที่นี่อร่อยมาก พนักงานจะถามตอนสั่งด้วยว่า เอารสชาติคนไทยเลยนะคะ?
ซึ่งเราก็ขอรสคนไทยจัดเต็ม ซึ่งก็ไม่ผิดหวัง เป็นอีกที่นึงที่ต้องบอกเลยว่า อาหารอร่อยมากๆ








หลายๆเมนู จะใส่ความเป็นเอกลักษณ์ของที่นี่ลงไป บางอย่างเชฟก็ครีเอทเมนูเอง
ขาดไม่ได้ก็คือเมนูที่ใช้ " มะพร้าว " เป็นส่วนประกอบของอาหาร บางคนอาจจะนึกถึงกะทิ
แต่มีอะไรที่เก๋กว่านั้น เช่น แยมมะพร้าว Homemade และเมนูอาหารเช่น กุ้งทอดมะพร้าว
โดยจะโรงผงมะพร้าวลงบนกุ้งทอดกรอบ รู้สึกกรอบๆมันๆ อร่อยบอกไม่ถูก 
ขนาดอิ่มแล้วยังแย่งจานนี้กันสนุกเลย ^___________^




ทอดมันของที่นี่ ไม่เหมือนที่อื่น มันจะนิ่มมาก เพราะเป็นเนื้อปลาสับล้วนๆ
เราบอกน้องพนักงาน ว่าทอดมันอร่อยมากๆ ตอนที่เค้าถาม
เค้าเลยบอกว่า "เป็นเนื้อปลาสับสดๆเลยค่ะ เมื่อกี้น่าจะพอได้ยินเสียงจากในครัว"




นอกจากอาหารไทยแล้วที่นี่ยังมีสเต๊กด้วยค่ะ ลองสั่งมาแชร์กันกินดูก็รู้สึกว่า ใช้ได้เลย
เนื้อนุ่ม แล้วก็ไม่จืดเกินไป กลมกล่อมมาก
(ปกติวากินสเต็กเฉยๆไม่เป็น ต้องขอซอสมะเขือเทศตลอดเลย)






The Rabbit bar

ใช้ชื่อจากความเชื่อที่ว่า ผู้ที่เกิดในปีกระต่าย จะต้องปลูกมะพร้าว จะนำมาซึ่งความโชคดี
ซึ่งก็เป็นความเชื่อที่ในสมัยก่อน จะมีที่ขูดมะพร้าวเป็นรูปกระต่าย จนมาเป็นกระต่ายขูดมะพร้าวที่เรารู้จักกัน
( วาเคยเห็น กระต่ายขูดมะพร้าวเป็นรูปกระต่าย ที่พิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน พิษณุโลก เลยร้องอ๋อ นึกออกขึ้นมาทันที )

ซึ่งที่บาร์จะให้บริการ 6:00 - 23:00 น. ให้บริการเครื่องดื่มต่างๆ ทั้งสมูตติ้ คอกเทลต่างๆค่ะ
วาได้ลองชิม Coconut สมูตตี้ พอยกมาเสริฟ ตกใจเลย มะพร้าวลูกใหญ่มากกกกกกกกกกกกก
แล้วก็ข้างในเป็นมะพร้าวปั่น ใส่โยเกิต อร่อยติดใจเลยค่ะ ถ้ามะพร้าวปั่นเฉยๆมันจะหวาน
นี่ออกเปรี้ยวด้วย รักเลย แถมเรายังได้จ้วงเนื้อมะพร้าวในลูกมะพร้าวเลยด้วย ราคา 160 บาท

(เห็นมะพร้าวมากรี๊ดมาก กินแบบไม่ได้ถ่ายรูปมา ขออภัยค่ะ ><)



หน้า Rabbit bar จะมีเก้าอี้ชมวิว รูปหัวใจค่ะ น่ารักจัง




ห้อง Internet 

สิ่งที่วารู้สึกว่าเป็นข้อเสียของที่นี่ก็คือ Internet นี่ล่ะค่ะ เพราะว่าที่นี่สามารถเล่น Internet ผ่าน Wifi ได้
ภายในบริเวณโรงแรม เฉพาะพื้นที่ส่วนกลาง ล๊อบบี้ ห้องอาหาร จะมีสัญญาณเยอะที่สุด
แต่ภายในห้องพักไม่มีสัญญาณนะคะ แต่จะมีบางห้อง ที่อยู่ใกล้ห้องอาหาร และใกล้ๆล๊อบบี้ 
พอมีสัญญาณบ้างนิดหน่อย ซึ่งทาง The Kala ก็มีห้อง Internet ให้บริการฟรี ใกล้ๆล๊อบบี้ค่ะ
โดยมีเครื่องคอมพิวเตอร์ให้ 2 เครื่อง ซึ่งเห็นคนไปใช้บริการบ่อยอยู่เหมือนกัน




Gallery

ส่วนนี้เป็น เหมือนห้องจัดแสดงของเก่า ที่เจ้าของ The Kala ซื้อหามา ใส่เอาไว้ นอกจากโชว์แล้ว
หลายๆอย่างก็ขายนะคะ อย่างเช่นกล่อง ที่ทำจากกะลา ผ้า กระเป๋า จาน ขวด โลชั่น สบู่


รวมไปถึงน้องควายน้อย ก็มีขายที่นี่ด้วย 
อย่างน้องลิงแกะสลักจากไม้ ตัวใหญ่ที่นั่งอยู่ตรงล๊อบบี้ ก็ขายนะคะ
ขายไปหลายตัวแล้ว เลยเห็นเหลืออยู่ไม่กี่ตัว






เคาท์เตอร์ในแกลเลอรี่ ก็ใช้กะลามะพร้าวตัวเมีย
มาตกแต่งเช่นเดียวกับ เคาท์เตอร์ในห้องอาหาร มาดูกันชัดๆ
ว่านี่ " กะลา " ทั้งน๊านนนนน




สระว่ายน้ำ

ที่นี่จะมีสระว่ายน้ำ ขนาดกระทัดรัด เป็นสระน้ำเกลือนะคะ ฝั่งนึงเป็นสระสำหรับเด็ก

ซึ่งใช้หินสีดำๆทำเป็นสระว่ายน้ำ น้ำจะไม่ร้อน แล้วก็ไม่ลื่นด้วยค่ะ มีบริเวณสำหรับพักผ่อน
แถวๆสระว่ายน้ำพอสมควร แช่น้ำไปชมวิวไป เพลินมากๆ




แล้วก็มาถึงส่วนล่างสุดของรีสอร์ทค่ะ " ทะเล "

ด้วยพื้นที่บริเวณรีสอร์ทนี้ จะเป็นเหมือน อยู่บนหน้าผา บริเวณของโรงแรม จะลดหลั่นกันลงมาเป็นชั้นๆ
เริ่มที่ทางเข้า ล๊อบบี้ ห้องอาหาร บาร์ สระว่ายน้ำ และด้านล่างของรีสอร์ท มีทางเดินสะพานไม้ลงไปเรื่อยๆ
ไปจนถึงทะเล ซึ่ง The Kala ไม่มีหาดทราย มีแต่โขดหิน อยู่ทั่วบริเวณ แต่ถ้าจะลงไปก็สามารถลงได้นะคะ
มีส่วนของหินที่เป็นน้ำตื้นๆอยู่ ลงเล่นน้ำได้ มีส่วนพักผ่อนที่ต่อเติมขึ้นบนหิน ให้ลูกค้า มานอนเล่น ชมวิว




มุมนี้ สวยมากๆ ถ้าไม่มีการจัดงาน wedding ก็จะมีเก้าอี้พักผ่อนให้นอนเล่นกัน
ซึ่งแน่นอนว่าเต็มตลอดเวลา กว่าจะได้รูปตอนไม่มีคน ต้องเดินลงไปหลายรอบทีเดียว




และยังมีส่วนนึงที่เป็นสะพานลงไป เพื่อขึ้นเรือคายัก พายไปที่หาดทราย ด้านซ้ายมือได้
ซึ่งไม่ใช่หาดของโรงแรมโดยตรง แต่เป็นหาดของเพื่อนบ้านกัน ที่สามารถไปได้ทั้งการพายคายักไป
และเดินไปทางถนน แล้วลงผ่านรีสอร์ทตรงนั้นก็ได้ค่ะ ลูกค้าต่างชาติชอบไปกัน
แต่วาป๊อด กลัวเหนื่อย เลยไม่ได้พายคายักไปแต่อย่างใด กะว่าจะเดินไปทางถนน
ก็ฝนตกตลอด เลยไม่มีโอกาสได้ไปซักที



หาดทราย ลิบๆ นั่นล่ะค่ะ ที่เราสามารถ พายคายักไปพักผ่อนได้




ซึ่งที่ The Kala จะไม่มีฟิตเนส แต่ถ้าลูกค้าต้องการออกกำลังกาย ให้เดินขึ้นลง จากล๊อบบี้ มาทะเล
จากทะเลขึ้นไปล๊อบบี้ซัก 3-4 รอบ รับรองว่าได้เหงื่อเหมือนไปวิ่งมาซักครึ่งชั่วโมง (- -")




สปา 



ที่ The Kala  มีสปาให้บริการอยู่ ชื่อว่า Agarin Spa

ซึ่งมีให้บริการนวดผ่อนคลายหลายอย่าง เท่าเห็นมีห้องนวดประมาณ 4 ห้อง

น่าต้องโทรจองก่อนล่วงหน้าซักนิดค่ะ วาไม่ได้เดินดูรอบๆมาถึงก็นวดเลย แหะๆ




มาถึง แขกก็จะต้องมาล้างเท้ากันก่อนตรงนี้ค่ะ
แอบเกรงใจทุกที เวลาเข้าสปา เค้าต้องมาล้างเท้าเราแบบอลังการ
สปา อยู่บนตึกเดียวกับห้องพักด้านขวามือ แต่ดูเป็นส่วนตัว บรรยากาศดี๊ ดี




ห้องนวดน่าจะมีทั้งห้องเดี่ยว และห้องคู่ ตกแต่งด้วย กะลา มะพร้าว ตาม คอนเซปของที่นี่ไม่มีหลุด 
โดยจะมีส่วนอาบน้ำ อะไรในห้องเลย อ่างอาบน้ำทองเหลือง เห็นแล้วขอวิ่งไปจับหน่อย
ไม่อยากจะคิดถึงราคาเลยค่ะ ดูหรูหรา โอ่อ่า ดีจัง วาได้ลองเป็นนวดอโรม่า 
โดยจะมีกลิ่นน้ำมันมาให้เลือกหลายกลิ่น วาเลือกกลิ่นมะนาว สดชื่นมากมาย
แต่วาว่าเค้านวดเบาไปหน่อย คนเคยชินกับ นวดไทยหนักๆ ดราม่าๆ แบบวา รู้สึกแบบนั้น
แต่ถ้าจะเอาหนักเบา ก็บอกเค้าได้ค่ะ แต่วานวดเอาเพลินๆ หลับคร่อกเลย 5555




นวดเสร็จออกมาทานน้ำอุ่นๆเป็นการผ่อนคลาย ขอบคุณมากนะค๊า




ที่ The Kala อยู่ที่นี่ เหมือนอยู่บนจุดชมวิว 

เพราะเราสามารถที่จะเห็นวิวสวยๆ สุดลูกหูลูกตาได้ตลอด

ไม่ว่าจะอยู่ที่ล๊อบบี้ อยู่ที่ห้องอาหาร






หรืออยู่บนห้องพัก เราก็จะเห็นวิวสวยๆได้ตลอดเวลา
และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง พระอาทิตย์ขึ้นทิศนี้พอดี
เราก็จะได้เห็นแสงสวยๆยามเช้า จากระเบียงที่พักของเราเต็มๆตา








Create Date : 13 ตุลาคม 2554
Last Update : 13 ตุลาคม 2554 17:53:41 น. 6 comments
Counter : 8771 Pageviews.

 


โดย: Kavanich96 วันที่: 14 ตุลาคม 2554 เวลา:8:14:40 น.  

 
บรรยากาศดีมากเลยค่ะ


โดย: Tick Juntavaro วันที่: 15 ตุลาคม 2554 เวลา:23:04:45 น.  

 


โดย: เฮียตี๋น้อย วันที่: 16 ตุลาคม 2554 เวลา:3:39:29 น.  

 
สวยจังเลยครับพี่ ขอบคุณครับ


โดย: น้อง บอย เอง IP: 61.19.26.58 วันที่: 1 พฤศจิกายน 2554 เวลา:20:07:28 น.  

 
ตามมาเยี่ยมชมและเก็บข้อมูลคะ


โดย: yo88 IP: 58.10.21.72 วันที่: 3 มีนาคม 2555 เวลา:13:30:14 น.  

 
ชอบจิงๆ...ขอบคุณสุดๆ (MaKE mE GEt IdEa)


โดย: Tkmove IP: 27.55.4.117 วันที่: 22 มีนาคม 2555 เวลา:3:08:21 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

นังนู๋วา
Location :
นนทบุรี Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 149 คน [?]













Blog date ล่าสุด ..



Google+



วิธีสั่งซื้อไอเฮิร์บคลิ๊ก


cool hit counter <-- My Blog Stat




Group Blog
 
<<
ตุลาคม 2554
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
 
13 ตุลาคม 2554
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add นังนู๋วา's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.