:: เที่ยวเมืองสองแคว...พิษณุโลก ตอนจบ ::


เช้าวันใหม่ เติมพลังด้วยอาหารที่โรงแรม ต้องขอชมว่า อาหารเช้าที่นี่ "ไม่ธรรมดา" มีเมนูมาให้เลือกก่อนค่ะ



มีเป็นเซตให้เลือกทาน แต่ก็อิ่มมากๆค่ะ เพราะเค้าจัดมาให้เต็มที่อิ่มมากๆเลย มีทั้ง ABF ตามปกติ และยังมีเซตของ Asia Brackfast เป็นข้าวต้ม หรือข้าวผัดอีกด้วย อิ่มไปตามๆกัน


ที่นี่สามารถสั่ง ชากาแฟ เป็นแบบเครื่องดื่มเย็นได้ด้วยนะคะ วาเลยจัดโกโก้เย็นมา อากาศเช้าวันนี้แอบเย็นๆในตอนเช้า



ออกเดินทางไปที่ วัดพระศรีรัตนมาธาตุวรมหาวิหาร อีกครั้งหนึ่ง เพื่อที่จะไปขึ้นรถรางชมเมืองค่ะ ซึ่งจะจอดอยู่ด้านประตูทางเข้าริมแม่น้ำด้านหน้าวัดเลย จะมีรถรูปร่างเหมือนรถรางในกรุงเทพในสมัยก่อน (ตอนนี้ก็ยังเห็นมีวิ่งชมเมืองแถวๆ สนามหลวงอยู่นะคะ) ซึ่งเค้าบอกว่าจำลองมาเพื่อรักษารถรางเอาไว้ แต่นี่ดัดแปลงมาเป็นใส่ล้อวิ่งบนถนน แบบไม่ต้องใช้ราง



ทุกทีที่เริ่มรีวิว โทรศัพท์จะกระหน่ำเป็นร้อยสายตลอดเวลา โอ๊ย..ขออภัยที่รีวิว อืดมากนะคะ แอบละอายใจ แง๊


โดยจะมีแพคเกจปกติให้บริการคือพาชมรอบๆเมืองใช้เวลาประมาณ 45 นาที ราคาผู้ใหญ่ 40 บาท เด็ก 20 บาท รอประมาณ 10 คนขึ้นไปถึงจะออกรถนะคะ ถ้ารอนานเกินไปคนไม่เต็มก็จะออกรถเลยไม่รอคนค่ะ



จ่ายค่าตั๋วกันก่อน ผู้ใหญ่ 40 บาท เด็ก 20 บาทค่ะ



ในขณะที่รอคนเต็ม ด้านหลังที่จอดรถราง จะมีศาลของพระยาลิไท อยู่ แวะไปกราบท่านก่อนออกเดินทาง กันก่อนได้ค่ะ



บนรถมีคนขับรถ 1 คน และมีไกด์ 1 คนคอยให้ความรู้ต่างๆ ซึ่งเก๋มากๆค่ะ เที่ยวสะดวกและได้ความรู้อย่างมาก จ่าย 40 บาทเหมือนได้เที่ยวทั่วพิษณุโลกเลย คุ้มจริงๆค่ะ


เริ่มออกเดินทางไกด์ได้แนะนำบริเวณวัดใหญ่กันก่อน ว่าควรจะไปชมอะไรตรงไหนบ้าง ซึ่งเป็นความรู้มากๆ วามาวัดนี้ก็บ่อยแต่ไม่เคยรู้เลย ตั้งใจว่า กลับมาจากชมเมืองแล้วเดี๋ยวจะแวะไปเดินให้ทั่วๆอีกครั้ง โดยรถรางจะนำเที่ยวในสถานที่สำคัญต่างๆ โดยเมื่อถึงจุดที่สำคัญ คนขับรถจะสั่นกระดิ่ง แล้วไกด์ก็จะอธิบายให้ฟัง



ซึ่งสถานที่สำคัญและน่าสนใจที่รถรางขับพาเที่ยวก็คือ


โรงเรียนจ่าการบุญ-จ่านกร้อง (มีอนุสาวรียตั้งอยู่) / วัดนางพญา / วัดราชบูรณะ / ถนนริมแม่น้ำน่าน / ถนนไม่มีสายไฟ / สถานีรถไฟพิษณุโลก / อนุสาวรีย์พระยาจักรี ( รัชกาลที่ 1 ) สถานที่ที่อะแซหวุ่นกี้ดูตัวพระยาจักรี


ซึ่ง เดี๋ยววาจะเดินทางไปสถานที่ดังกล่าว โดยละเอียดอีกครั้งหนึ่งและสถานที่ๆผ่าน ก็จะเป็นสถานที่สำคัญๆหลายที่ เช่น ถนนที่ขายอาหารสดทะเล และในเมือง ที่เป็นถนนเศรษฐกิจ สำคัญของเมืองพิษณุโลกนี้



รถได้พาเราผ่านไปยังคูเมืองค่ะ ซึ่งคูเมืองนี้ ไกด์บอกกับเราว่า เป็นคูเมืองที่คล้ายกับคูเมืองของเชียงใหม่ เป็นส่วนที่มีน้ำล้อมรอบเมือง และในอดีต ตรงนี้เป็นกำแพงเมืองขนาดใหญ่ค่ะ



และมาสุดที่ถนนที่มี ป้อมหมวกพระนเรศวร ค่ะ ตรงนี้มีรูปปั้นไก่ชนพระนเรศวรตัวใหญ่มากๆๆๆ เกือบเท่าป้อมเลย แต่หันไปเห็นตอนรถกำลังข้ามสี่แยก เลยถ่ายรูปไม่ทัน



และในบริเวณนั้น ก็มีซากของเมือง หรือวังสมัยโบราณกระจายอยู่ทั่วไป ซึ่งไกด์บอกกับเราว่า ที่พักบริเวณนี้ อาจจะสร้างทับเมืองอยู่ ซึ่งทางเมืองพิษณุโลกก็จะพยายามอนุรักษ์เอาไว้ เท่าที่จะทำได้



และจุดที่เราแวะกันคือ พระราชวังจันทน์ ที่มีศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ซึ่งที่นี่เราจะพบกับ ซากพระราชวังจันทน์ ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับวัดใหญ่ เป็นพระราชวังเพียงแห่งเดียวในจังหวัด ที่ยังคงเหลือหลักฐานปรากฎถึงปัจจุบัน เชื่อกันว่า เคยเป็นที่ประทับของพระมหากษัตริย์ตั้งแต่สมัยสุโขทัย



ข้อมูลจากไกด์บอกว่า : เดิมเป็นโรงเรียนสร้างทับพระราชวังถึง 70 กว่าปี ด้วยทรงเห็นคุณค่าว่า การศึกษาสำคัญกว่าประวัติศาตร์ แต่ในภายหลังได้มีการพบหลักฐานทางประวัติศาสตร์หลายอย่างในบริเวณนั้น เช่นขุดเจอโบราณวัตถุ ที่สนามฟุตบอลของโรงเรียน เลยมีการย้ายโรงเรียนออกไป ทำเป็นศาลขึ้นมา พื้นที่รอบๆบริเวณนั้นก็จะทำการหาหลักฐานพระราชวังต่างๆต่อไปค่ะ



จากนั้นเข้าไปสักการะ ศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ซึ่งเป็นศาลาทรงไทยโบราณแบบตรีมุข



มีพระรูปสมเด็จพระนเรศวรมหาราชขนาดเท่าองค์จริง ประทับนั่งพระหัตถ์ทรงพระสุวรรณภิงคารหลั่งน้ำในพระอิริยาบถ ประกาศอิสระภาพที่เมืองแครง สร้างโดยกรมศิลปกร เมื่อ พ.ศ. 2504


หลังจากได้ฟังเรื่องราวจากไกด์เป็นระยะๆ และได้มาสักการะ พระนเรศวรแล้วรู้สึกรักชาติ และทราบซึ้งกับความเสียสละของคนไทยในอดีต อย่างบอกไม่ถูกเลยทีเดียว


อ่อ วิธีไหว้พระนเรศวร ให้กราบ 1 ครั้งแบบไม่แบมือนะคะ เพราะท่านไม่ใช่พระ จึงไม่ต้องกราบ 3 ครั้งค่ะ



ที่นี่มีของกราบไหว้และของที่ระลึกมากมาย ไม่ต้องเตรียมมาก็ได้นะคะ


แต่ถ้าต้องการที่จะมากราบไหว้ด้วยความตั้งใจ เอาของมาเอง ให้เน้นที่ดอกกุหลาบสีแดงสดนะคะ



และที่นิยม นำมาถวายก็คือ รูปปั้นไก่ชนค่ะ ที่เห็นตรงนี้ก็มีมากมายเลยทีเดียว



ขากลับเราผ่าน ศาลหลักเมือง ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามของวัดใหญ่ รู้สึกว่าเค้าเพิ่งจะบูรณะ สถานที่ท่องเที่ยวต่างๆไม่นาน เพราะดูแล้ว แต่ละที่ สวยงามมากๆค่ะ



จากนั้นรถรางก็พาเรากลับมาที่วัดใหญ่ รู้สึกเหมือนผ่านไปรวดเร็วมาก เพลิดเพลินจริงๆ ( หลังจากลงจากรถรางแล้วมีบริการรูปที่ระลึกด้วยนะ) แล้วเราก็เดินทางเข้าไปชมในวัดใหญ่กันต่อ


บริเวณวัดใหญ่นั้น จะมีแผงลอตเตอรี่ เยอะมากกกกก และนอกจากนั้นก็มี ของที่ระลึกขายอยู่มากมายเรียกว่า เที่ยวที่เดียวนี่ได้ครบจริงๆค่ะ เอาไว้วันกลับเรามาลุยซื้อลอตเตอรี่ เอ้ย! ซื้อของฝากกลับบ้านกันแหะๆ



ที่แรกที่เราแวะกัน เนื่องจากได้ข้อมูลจากไกด์ก็คือ


วิหารพระพุทธเจ้าเข้านิพพาน หรือ วิหารแกลบ หรือวิหารสามพี่น้อง อยู่ทางด้านใต้ของวัดใหญ่ หรือวิหารหลังแผงลอตเตอรี่นะคะ ภายในวิหารมีพระพุทธรูปนั่งขนาดใหญ่ บริเวณกลางพระวิหารมี


"หีบปางพระเจ้าเข้านิพพาน"


โดยมีข้อพระบาทเลยออกมาเล็กน้อย รอบแท่นมีปัญจวัคคีย์กำลังแสดงความทุกข์ อาลัยพระองค์ ค่อนข้างแปลกซักนิดกับพระพุทธรูปปางนี้ เพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรกเลยค่ะ


โดยไกด์ของรถรางได้บอกกับเราว่า วิธีการกราบไหว้ พระพุทธเจ้าเข้านิพพาน นี้ให้เอาศรีษะไปแนบที่ฝ่าพระบาท แล้วอธิฐานนะคะ แต่ตอนไปก็ไม่เห็นเค้าทำกัน เลยไม่ได้ลองไหวให้ถูกวิธีดู กกราบไหว้ปกติ แอบเขิน ^^"



และด้านหลังมีพระพุทธรูป อีก 3 องค์อยู่ด้วยค่ะ



ต่อไปก็เดินเข้าไปด้านในนะคะ ไปไหว้พระศรีศาสดา และพระพุทธชินสีห์ กัน



ทางเดินภายในวัด มีพระพุทธรูปเยอะมากค่ะ น่าจะเป็นเพราะมีคนนำมาถวายเต็มไปหมด



ซึ่งเดินวนไปวนมาไม่ต้องกลัวหลง เพราะมีป้ายบอกทางอยู่ตลอด ถือว่าดีมากนะคะ จะได้ไปไหว้กันได้ถูกทิศถูกทาง เพราะขนาดมีป้าย วนไปวนมา วาก็งงเองซะงั้น



แวะมากราบพระศรีศาสดาค่ะ ประตูทางทิศนี้ จะติดกับร้านขายของที่ระลึกต่างๆ ถ้าคนที่เคยมาวัดนี้ แต่ไม่เคยเข้าไปไหว้พระพุทธรูปองค์อื่นๆ ก็ลองมองๆ วนๆเข้ามาดูนะคะ แต่ละองค์ งดงามมากค่ะ ซึ่งคล้ายๆกันหมดเลย



และเดินตรงไปไหว้ พระพุทธชินสีห์ ที่วิหารอยู่ไม่ไกลกันนัก



ภายในวัดมีรูปปั้นไก่ชน ของพระนเรศวรด้วยค่ะ เป็นไก่ชนที่ตั้งท่ากำลังชนกันอยู่เลยทีเดียว



ป้ายข้างๆ รูปปั้นไก่ชน บอกไว้แบบนี้ค่ะ



ชอบมุมนี้ของวัดมากๆ รู้สึกเหมือนยืนอยู่ที่วัดพระแก้ว ยังไงยังงั้น ว่าไปชื่อก็คล้ายกันเลยนะคะเนี่ย


วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ // วัดพระศรีรัตนศาสดาราม



ต่อไปเราไปต่อกันที่ พระอุโบสถหลวงพ่อโต กันค่ะ


ที่ต้องเรียกว่าพระอุโบสถ เพราะมีใบเสมาเป็นใบเสมาคู่ค่ะ ซึ่งวัดไหนมีพระอุโบสถที่มีใบเสมาคู่แปลว่าพระมหากษัตริย์เป็นผู้สร้างขึ้น จึงต้องเรียกว่า พระอุโบสถ



หลวงพ่อโต ที่อยู่ในพระอุโบสถนั้น องค์ใหญ่กว่าพระพุทธชินราชอีกค่ะ ซึ่งทางกรมศิลป์ฯได้มีการบูรณะพระอุโบสถใหม่ทั้งหมด (ยกเว้นใบเสมาคู่ ที่ไม่ได้แตะต้อง)



ด้านในมีภาพวาดที่สวยงามมาก เห็นว่ามีการจ้างคนมาวาดใช้งบประมาณหลายล้านบาท ถ้ามีโอกาสได้แวะมา อย่าลืมเข้ามาชมที่พระอุโบสถนี้นะคะ อยู่ด้านหลัง ที่เป็นลานจอดรถและที่ขายสินค้าที่ระลึกเยอะๆค่ะ นอกจากนั้นยังมี หลวงพ่อขาว และ หลวงพ่อคง อยู่ในบริเวณนั้นด้วย


ยืนยันว่าภาพวาดประวัติของพระนเรศวรในพระอุโบสถนี้ สวยมากจริงๆค่ะ



ออกมาด้านนอก เราจะเห็น พระอัฎฐารส เป็นพระพุทธรูปยืนปางห้ามญาติด้านหลังพระวิหาร สูง 18 ศอก สร้างในสมัยเดียวกับพระพุทธชินราช ราว พ.ศ. 1800 เดิมประดิษฐานอยู่ในวิหารใหญ่ แต่วิหารได้พังไปจนหมดเหลือเพียงเสาที่ก่อด้วยศิลาแลงขนาดใหญ่ เรียกว่า "เนินวิหารเก้าห้อง"



ออกประตูด้านข้างจะเจอป้ายวัดนางพญาขนาดใหญ่มาก ก่อนที่เราจะไปเที่ยววัด อยากให้ได้แวะชิม กาแฟข้างวัดกันนะคะ "ไม่เข้มข้น ไม่คิดเงิน" สั่งเอาแบบไม่หวาน 1 แก้ว ป้าเค้าให้ชิมก่อนค่อยจ่ายเงินนะคะ เข้มสะใจซาร่าจริงๆขอบอก เยี่ยมเลย!


ปล.ซาร่าบานมาก - -"



ข้ามฝั่งไปวัดกันเลยจ้า



วัดนางพญานี้เดิมตั้งอยู่บริเวณเดียวกับวัดราชบูรณะ แต่ภายหลังมีการสร้างถนนกั้นกลางแบ่งวัดออกเป็นสองฝั่ง ซึ่งทำให้วัดนางพญาไม่มีพระอุโบสถมีแต่พระวิหาร วัดนี้มีชื่อเสียงในด้าน "พระนางพญา" ( 1 ใน 5 สุดยอดพระเครื่อง เบญจภาคี) สร้างโดย สมเด็จพระวิสุทธิกษัตรี(เสด็จแม่ของพระนเรศวร) มีพระพุทธรูปสมเด็จพระนางพญา ที่มีพุทธลักษณะ คล้ายกับองค์พระพุทธชินราช มากๆ แต่ถ้าสังเกตุดีๆ จะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงค่ะ



ระหว่างทริปนี้ก็ได้พบกับกลุ่มแรลลี่ของบริษัทนมแห่งหนึ่งมาตามหา อาร์ซี กันด้วย หวังว่าจะเก็บป้ายบอกทางกันด้วยนะคะ ติดกันเลอะเทอะมาก ถ่ายรูปที เห็นป้ายแล้วแอบเซ็ง (- -")



ด้านหน้าวัดมีฆ้องขนาดใหญ่ให้ตีด้วยนะคะ ป้าแถวนั้นบอกว่า ให้ตีฆ้อง 3 ครั้งเพื่อว่า จะได้มีชื่อเสียงโด่งดัง วาก็เลยทำบุญตีฆ้องไปด้วย เผื่อจะโด่งดัง(ขอให้เป็นในทางที่ดี)กับเค้าบ้าง (^^) ในบริเวณนี้ จะมีประตูเล็กๆ สามารถเดินไปสักการะตำหนักหลวง สมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช และสมเด็จพระวิสุทธิกษัตรี(พ่อและแม่ของพระนเรศวร) ทางด้านข้างของวัดได้ด้วย



ออกเดินทางกันต่อไปวัดราชบูรณะซึ่งอยู่ตรงข้ามของฝั่งถนนระหว่างทางพบกับหลักกิโล ซึ่งบอกถึง สมัยจอมพล สฤษดิ์ ได้สร้างถนนเส้นนี้ร่วมกับทางประเทศอเมริกา เพื่อความเจริญรุ่งเรือง


จึงเป็นเหตุให้วัดนางพญากับวัดราชบูรณะแยกออกจากกันนั้นเอง



เพียงแค่ขึ้นสะพานลอยข้ามฝั่งเราก็เข้าสู่เขตของ วัดราชบูรณะ


เอิ่ม...จะถ่ายรูปมั่งอ่ะ เลอะเทอะไปหมด แง >.<~



วัดราชบูรณะ มีพระอุโบสถมีลักษณะพิเศษ ที่ชายคาตกแต่งด้วยนาค 3 เศียร (เหมือนวันนางพญา จึงสันนิษฐานได้ว่า เคยเป็นวัดเดียวกันมาก่อน) พระประธานเป็นศิลปสมัยสุโขทัย ได้รับการบูรณะครั้งแรกสมัยพระยาลิไท จึงกลายมาเป็นที่มาของชื่อวัดในปัจจุบัน



พระประธานในพระอุโบสถ หลวงพ่อทองสุข หรือหลวงพ่อขาว



ภายในมีภาพจิตรกรรมฝาผนังเป็นรูปรามเกียรติ์วาดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4 ภาพเขียนหลุดร่อนไปมากแล้วค่ะ ทำให้มีความคิดว่า ถ้าเราวาดขึ้นใหม่แล้วเอาพลาสติกปิดทับอีกที (เหมือนติดฟิล์มกันรอยจอมือถือ) น่าจะทำให้ยืดอายุภาพเขียนออกไปได้อีกนานกว่านี้ ซึ่งภายในพระอุโบสถนั้นยังคงไว้ซึ่งความเก่าแก่มาก ถ้ามีโอกาสได้ไปกราบไหว้ เยี่ยมชม อย่าเอามือไปจับกันนะคะ



และภายในวัดยังมีเรือพระที่นั่งของรัชกาลที่ 5 ที่เชื่อกันว่าถ้าลอดใต้ท้องเรือครบ 9 รอบจะมีโชคลาภ เห็นชาวแรลลี่กลุ่มเดิม ลอดกันรอบเดียวแล้วพอเลย จริงๆก็อยากทำบ้างนะคะ แต่คนเยอะ แล้วก็คิดว่าถ้าลงมือทำแล้ว ควรจะเอาให้ครบ 9 รอบถ้าทำไม่ถึงก็ไม่ทำเลยจะดีกว่า



ซึ่งละแวกนั้น มีต้นศรีมหาโพธิ์หนวดฤาษี มีให้ตักบาตรรุกขเทวดา โดยจะต้องขึ้นบันไดเอาเหรียญไปใส่บาตรด้านบน รอบละ 1 เหรียญ เป็นการ ไต่บันไดเงิน - บันไดทอง .. เสริมมงคล ช่วงหนึ่งของลำต้นมีลักษณะเป็นช่องขนาดใหญ่ ที่คนสามารถลอดข้ามไปได้ ท่านเจ้าอาวาสจึงเกิดแนวคิดให้ผู้ที่มาวัดได้ลอดเพื่อความเป็นสิริมงคล จึงได้สร้างบันไดเงิน-บันไดทอง เพื่อให้ปีนขึ้นไปลอดต้นโพธิ์ โดยให้ทางขึ้นเป็นบันไดเงิน ทางลงเป็นบันไดทอง ผู้ที่ได้ลอดจะเปรียบเสมือนมีร่มโพธิ์ร่มไทรช่วยปกป้องคุ้มครอง และมีเงินมีทองไม่ขาดมือ ปีนกัน 9 รอบได้เหงื่อกันเลยทีเดียว เฮือกกกกกกกก......



พระวิหารหลวงพ่อดำ ตัวอาคารก่ออิฐถือปูนศิลปะสุโขทัย ภายในพระวิหารเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปทองคำ สมัยสุโขทัย ส่วนบานประตูพระวิหารทำด้วยไม้แกะสลักฝีมือช่างสมัยรัตนโกสินทร์ มีทางขึ้น-ลง ทั้งทางด้านหน้าและทางด้านหลัง ด้านละ 2 ประตู ภายในประดิษฐานหลวงพ่อดำ



ด้านหลังพระวิหารมีพระเจดีย์หลวงทรงกลมตั้งบนฐานอิฐขนาดใหญ่ที่เชื่อกันว่า เป็นที่ประดิษฐานพระอัฐิธาตุของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ซึ่ง พ.ศ. ๒๕๒๘ กรมศิลปากรได้ขุดค้นเจดีย์หลวงวัดราชบูรณะ เพื่อจะทำการบูรณะปฏิสังขรณ์ใหม่ ได้ขุดค้นพบพระบรมสารีริกธาตุ ที่บรรจุไว้ในคอระฆังของเจดีย์-หลวง ซึ่งบรรจุอยู่ในผอบ และเจดีย์จำลองเล็กๆ ที่ทำจากทองสำริด



ซึ่งพระบรมสารีริกธาตุ มีให้ชมอย่างใกล้ชิด อยู่บนศาลานะคะ



ออกจากวัดมาเรื่อยๆก็ถึงห้างดัง ท๊อปแลนด์อีกแล้วค่ะ แวะทาน Swensens ของโปรดพักเหนื่อย หันไปมองโต๊ะอื่นๆเค้าทานกันเมนูราคาแพงๆทั้งนั้นเลย เรานี่เอาแบบราคาไม่แพงแถมถ้วยเดียวแบ่งกันกินอีก คนพิษณุโลกนี่ คนรวยทั้งนั้นเลยแหะ ^^


กระชากอารมณ์กันไปรึเปล่าหนอ เที่ยววัดเสร็จมากินไอศครีม แหะๆ



ขากลับเราเดินกลับด้านหลังวัด มีชุมชนบ้านเรือนต่างๆมากมาย แล้วก็เข้าซอยทะลุไปจนถึงโรงแรม เจอป้ายซอยสวยงามมากเลยค่ะ หิวแล้ว แวะทานก๋วยเตี๋ยวห้อยขากันดีกว่า วันนี้โชคดีมาไว ยังไม่ปิด เจอร้าน ก๋วยเตี๋ยวห้อยขาริมน่าน ร้านดังออกทีวีบ่อย ก็เลยเข้าไปชิมร้านนี้ดูซักหน่อย



โชคดีได้ที่นั่งแบบห้อยขา ซึ่งส่วนใหญ่จะเต็มตลอดเวลา จนต้องไปนั่งแบบพับขาแทน 555555555



อยากทานอะไรก็เลือกจากใบรายการนะคะ จะมีเมนูอาหารและมีช่องให้ใส่จำนวนลงไป ไม่รู้ว่าจะสั่งแบบอื่นได้หรือเปล่า แต่ก็ลองต้ำยำสุโขทัยมาลอง เส้นใหญ่ที่นี่นุ่มมากกกกกกกก ต้มยำรสแซ่บ กลิ่นมะนาวโดดออกมาเลย ถูกใจสุดๆเลยจ้า อิ่มแล้ว อย่าพลาดชิมขนมถ้วยเป็นการปิดท้าย ถ้ามาช้าอดทานนะจ๊า



เค้าได้มาทานก๋วยเตี๋ยวห้อยขาแล้วน๊า...



อิ่มแล้ว กลับถึงที่พักก็เริ่มมืดๆลงค่ะ ก็ไปเล่นน้ำในสระนิดหน่อย แต่น้ำเย็นมาก เลยไม่ไหว เตรียมตัวออกไปเที่ยวถนนคนเดินกันดีกว่า


ถนนคนเดินมีทุกวันเสาร์นะคะ ซึ่งเราโชคดีมาก มาตอนถนนคนเดินครบรอบ 1 ปีพอดี จองรถที่โรงแรมให้ไปส่งเรียบร้อย 1 ทุ่มตรง



รถของโรงแรมมาส่งตรง ถนนคนเดิน หรือบริเวณหน้าวัด จันทร์ตะวันออก ตรงเชิงสะพานสุพรรณกัลยา นะคะ วันนี้เป็นวันครบรอบ 1 ปี พอดี ถนนคนเดินเลยดูคึกคักมากเป็นพิเศษ



ที่ถนนคนเดินนี้ จะมีของกินของใช้ ของที่ระลึก สินค้า OTOP มากมาย ตื่นตาตื่นใจมากค่ะ โดยเฉพาะอาหาร อิ่มหนำสำราณกันเลยทีเดียวขอบอก นอกจากนี้ยังมีวงดนตรีของเด็กๆ ที่มาแสดงกันอีกด้วย เหมือนถนนคนเดินที่เชียงใหม่เลย เดี๋ยวเราเดินดูรอบๆกันนะคะ


สาวน้อยตกน้ำ 20 บาท แล้วมีแต่คนแม่นๆ สงสารสาวน้อยคนนี้จริงๆ



เดินไปเจอ ลวดมัดผม ร้านนี้น่ารัก เค้าบอกว่าเป็นฝีมือสมาคมแม่บ้านที่พิษณุโลก เลยอุดหนุนมา 1 อัน พร้อมให้เค้ามัดให้ด้วย


120 บาทเป็นสาวแม้วกันไป



เดินไปเรื่อยๆเจอเค้าโชว์การเต้นแบบ B-Boy กันค่ะ รู้สึกตอนนี้จะเป็นรอบโชว์ เพราะเห็นมีป้ายการประกวดกันด้วย เด็กตัวแค่นี้ เก่งมากเลย ปรบมือๆๆๆ



ร้านนี้ขายฮูลาฮูป ที่เค้าบอกว่า ทำกันเอง เลยขายไดถูกๆ 30-60 บาทเองค่ะ สวยดีนะ อยากได้กลับบ้านแต่ไม่ไหวจะถือขึ้นรถทัวร์ อด..!



และร้านทั่วๆไปก็มีขายกันเพียบค่ะ เช่นเสื้อผ้า ของใช้ต่างๆ ร้านนี้ขายหลายอย่างแต่ชอบแม่ค้ามากๆ ใส่หมวกใส่แว่น เหมือน อาราเล่เลย แถมหมวกเป็นเวอร์ชั่นใบใหญ่มากๆด้วย เหมือนสุดๆ



และก็เดินมาถึงโซนโปรดของเรา อาหารค่ะ


อันนี้แปลกดี หมื่พัน



แวะซื้อหอยครก เหมือนหอยทอดแต่ทำใส่เหมือนขนมครก เก๋ๆ



ชอบรูทเบียร์ของร้านแบบนี้ แต่ที่นี่ขายแก้วละ 20 บาทเป็นแก้วใหญ่มาเลย



เดินมาเรื่อยๆ เข้าไปพื้นที่ของวัดจันทร์ตะวันออก มีเวทีดนตรีอยู่ค่ะ แอบเห็นมีสาวๆใส่ชุดเหมือนๆกัน นั่งล้อมกันในลาน แล้วก็มีคนอื่นๆที่ใส่ชุดปกติ เข้าไปรำด้วย ก็เลยเดินเข้าไปดู อะไรกันหนอ


ปรากฏว่า เป็นรำวงที่ขายบัตรกันเป็นรอบๆ ให้เข้าไปรำกับสาวรำวงค่ะเพลินมากๆ 555 เคยเห็นในหนังเรื่อง แหยมยโสธร ว่าเค้ามีแบบ เหมารอบๆนี่ก็มีเหมากันตลอดนะคะ คือปกติ จะเข้าไปรำจะต้องจ่ายเงิน ซื้อบัตรก่อน


แต่วันนี้ บนเวทีตะโกนตลอด รอบนี้รอบเหมา เอ้า...รำฟรี!


ทุกคนก็วิ่งเข้าไปรำกันใหญ่เลย เป็นที่สนุกสนาน วาซื้อกระเพราะปลา ลูกชิ้นปิ้ง มานั่งดูรำวงเพลินไปเลย



ถ้ารอบไหนไม่มีคนเหมา ก็มีคนมาซื้อบัตรเยอะเหมือนกันนะคะ


แถมบนเวทีพูดภาษา พิษณุโลกกันด้วย ฟังเพลินไปเลย ( ฟังไม่ค่อยรู้เรื่อง )



ออกมาเจอ โรตีตัดกรอบ มีน้องคนนึงเค้าอยู่ที่พิษณุโลกเค้า Facebook มาบอกว่า ห้ามพลาดเด็ดขาด แล้วก็ดูน่าทานมากๆอยู่แล้วเลยไม่พลาดที่จะซื้อมาชิมค่ะ 20 บาท เลือก Topping ได้ด้วยนะคะ เลยเลือกใส่ มะม่วงหิมพานต์



เปิดออกมา ตกใจเลยค่ะ ทำไมได้เยอะแบบนี้เนี่ย รู้งี้ซื้อมาอีกดีกว่า แถมอร่อยมากด้วยค่ะ ทิ้งไว้ 1 คืนก็ยังกรอบ



ขากลับได้เวลาอันสมควรแล้ว โทรเรียกรถมารับค่ะ ตอนแรกตั้งใจจะลงไปทานอาหารที่แพด้านล่างที่มีกระจายอยู่แถวนั้นหลายร้าน แต่อิ่มมากๆ เลยไม่ไหวแล้ว กลับบ้านดีกว่า



ทางโรงแรมเค้าบอกให้เรามายืนรอหน้าร้านอาหารบนแพร้านหนึ่ง เค้าบอกว่าถ้าทานอาหารร้านนี้ ให้บอกที่แพว่า พักที่โยเดีย เฮอริเทจ จะได้ส่วนลดค่าอาหาร 10% โอ๊ะ โอ เสียดายจัง ท้องเราใส่อะไรไม่ลงเสียแล้ว



เช้าวันถัดมา กะไว้ว่าจะมาดูตลาดเช้าข้างวัดใหญ่ตื่นไม่ทันสักที (-.-) เค้าจะมีขายพวกอาหารเช้า พืชผักต่างๆ ประมาณตี 4-5 อ่ะค่ะ แต่ไม่ไหวตื่นมาก็ 7 โมงแล้ว เลยลงมาทานอาหารเช้าของทางโรงแรมกันก่อน


เสร็จแล้วเก็บกระเป๋าเตรียมเชคเอ้าท์กันเลยค่ะ เพราะเราจะไปเที่ยวกันก่อน แล้วกลับบ้านรอบเย็นๆมืดๆ ขอฝากกระเป๋ากับทางโรงแรมไว้ เพราะเรามีแพลน ที่จะกลับมาทานก๋วยเตี๋ยวห้อยขากันอีกรอบค่ะ ^^ แล้วก็ซื้อของฝากที่วัดใหญ่ด้วย



ทานอาหารเช้าเรียบร้อยแล้ว วันนี้เราจะไปเที่ยวกันที่พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านจ่าทวีค่ะ ซึ่งตั้งอยู่ที่ถนนวิสุทธิกษัตริย์ เดินทางมาเหมือนเดิมคือทางโรงแรมมาส่ง แต่ถ้ามาจากวัดใหญ่มีรถเมล์สาย 8 วิ่งผ่านตรงนี้เลยค่ะ



ค่าเข้าชมราคาคนละ 50 บาทสำหรับผู้ใหญ่ ถ้าไม่มีคนอยู่ตรงนี้ เค้าบอกให้เคาะระฆังตรงนั้น จะมีเจ้าหน้าที่ออกมาต้อนรับค่ะ จ่ายเงินแล้วจะได้รับเอกสารอ่านคร่าวๆ ว่าโซนไหนมีอะไร



โดยเริ่มจากร้านของที่ระลึกซึ่งมีตุ๊กตาควายน้อยน่ารักเต็มไปหมดเลย ^^ แล้วเราก็เดินไปดูตรงส่วนจัดแสดง "พิษณุโลกในอดีต" กันก่อน ซึ่งมีทั้งรูปภาพ และเครื่องมือเครื่องใช้ เครื่องแต่งตัวต่างๆของชาวพิษณุโลกในอดีตค่ะ ซึ่งในส่วนนี้ เป็นเหมือนบ้านไม้สมัยก่อน แล้วมีของวางเต็มไปหมด มี 2 ชั้นนะคะ



ส่วนต่อไปเป็น อาคารจัดแสดงนิทรรศการ ตรงนี้จะเป็นสถานที่เก็บรวบรวมข้าวของเครื่องใช้พื้นบ้าน เป็นเครื่องมือหากินของชาวบ้านในอดีต ตั้งแต่ชิ้นเล็ก ๆ จนถึงชิ้นใหญ่ ๆ โดยจะแบ่งแยกตามประเภทนั้นๆ เช่นกระต่ายขูดมะพร้าวก็มีซัก 20-30 แบบได้ค่ะ ไม่เคยเห็นมาก่อนเลย


อุปกรณ์จับปลา เครื่องมือเครื่องใช้สมัยโบราณ และรวมไปถึงเหรียญ สตางค์ และแบงค์เก่าๆ ขนาดวาก็อายุ 27 แล้ว ยังมีหลายอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิต ตื่นตาตื่นใจมากค่ะ เพลิดเพลินสุดๆ แต่เสียดายที่ ส่วนนี้เค้ามีป้ายว่าห้ามถ่ายรูปนะคะ เลยไม่มีรูปมาให้ชมกันโดยละเอียด



ส่วนต่อไปที่เห็นเป็นส่วนที่ จัดแสดงอยู่ตรงอาคารที่มองเห็น คือพูดง่ายๆว่ามีแต่หลังคาปิด ไม่มีกำแพงกั้น แอบเห็นเกวียนที่ใหญ่มาก ใหญ่มากขนาดที่วารู้สึกว่าเค้าเอาเกวียนไปเทียมช้างได้เลยมั๊งเนี่ย แล้วก็ไม่เคยเห็นเกวียนใหญ่ขนาดนี้มาก่อน คนเดียวยกไม่ไหวแน่นอน ทึ่งสุดๆค่ะ ไปหามาจากที่ไหนหนอ >.<~



ออกมาส่วนของมุมพักผ่อน เค้าจัดเอาไว้เป็นห้องเรียนค่ะ มีป้ายบอกเล่าความเป็นมาว่าจ่าทวี เริ่มสะสมของอะไรยังไง ที่บ้านไม่เข้าใจว่าทำแบบนี้ทำไม เพราะตอนแรกเปิดให้เข้าชม แบบไม่ได้คิดค่าบริการมาเป็นสิบปีค่ะ เพิ่งมาเริ่มเก็บค่าบริการเมื่อปี 2546 (ถ้าข้อมูลผิดพลาดขออภัยนะคะ) ตอนหลังคนที่บ้านเข้าใจแล้วว่า สิ่งของเหล่านี้สำคัญ และเป็นสิ่งที่จ่าทวีรักที่จะทำ จะเก็บสะสมเอาไว้แบ่งปันให้คนอื่นๆได้เห็น ได้เรียนรู้ ถือเป็นกุศลอย่างหนึ่งเลยนะคะ น่ายกย่องจริงๆขอบคุณจ่าทวี ที่ได้ทำอะไรดีๆเพื่อสังคมของเราค่ะ


ที่นี่เปิดทุกวัน ยกเว้นวันจันทร์นะคะ ข้อมูลเพิ่มเติม //www.jathawee.com



จากนั้นข้ามถนนไปชม โรงหล่อพระบูรณะไทย ของจ่า ทวี นั่นเอง อยู่ใกล้ๆกับพิพิธภัณฑ์เลยค่ะ เข้าไปก็จะเจอบ้านหลังหนึ่ง น่าจะเป็นบ้านของจ่าทวีเองเลยค่ะ เพราะแอบเห็นคนในบ้านหน้าตาคุ้นๆ



ด้านในมีรูปปั้นพระพุทธรูปที่กำลังสร้างอยู่มากมาย ซึ่งเหมือนเรามาบุกโรงงานเค้าเลยแหะ


เดินเข้าไปแล้วอย่าได้ตกใจว่าเรามาทำอะไรที่นี่หว่า เพราะว่าเหมือนเค้ากำลังทำงานกันอยู่ แต่ถ้าสังเกตุดีๆ จะมีป้ายเล็กๆบอกเอาไว้ว่า ส่วนนี้ทำอะไร แปลว่าเค้าให้เข้ามาเดินชมได้เลยตามสบายค่ะ



ส่วนนี้ไม่เก็บค่าเข้าชม และเราก็สามารถสอบถามข้อมูล ของคนที่นั่งทำอยู่ได้ด้วย เพราะวาสนใจที่เค้าเอาก้อนๆที่เป็นเหมือนพระเกศาที่อยู่บนเศียรพระ (เรียกยังไงหนอ) ตอนแรกวานึกว่าเค้าหล่อออกมาเป็นรูปนี้เลย ที่ไหนได้ เค้าต้องเอามานั่งแปะที่ละก้อนๆซะงั้น ช่างที่ทำในส่วนนี้มีแต่ผู้หญิง อาจจะเพราะต้องการงานที่ละเอียดและเรียบร้อยค่ะ



ส่วนในการเจียรอะไรต่างๆเห็นมีช่างผู้ชายทำ อ้อมีผู้หญิงทำด้วยเหมือนกันค่ะ เก่งจัง



อันนี้คงจะเป็น น้องหมาพันธุ์บางแก้ว พันธุ์ขึ้นชื่อของจังหวัดพิษณุโลก หน้าตาท่าทางคล้ายๆเลยนะ เมื่อก่อนเห็นเค้าเอามาขายข้างๆวัดใหญ่เยอะ เดี๋ยวนี้ไม่เห็นเท่าไหร่



และเดินเข้าไปต่อไปจะพบกับสวนนกไทยศึกษา ซึ่งวาเข้าใจว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่อยู่ใกลๆกัน แต่ถ้ามาอยู่ติดๆกันแบบนี้ เป็นของจ่าทวีด้วยรึเปล่าหนอ ตรงนี้จะมีกล่องวางอยู่ค่ะ ไม่มีคนเฝ้าเลย เขียนเอาไว้ว่า ช่วยค่าอาหารนก 50 บาท ก็หยิบจ่ายไปทันที เพราะดูแล้ว นกเยอะมากๆ ถ้าไม่เก็บค่าเข้าชมเลย คงต้องแบกภาระค่าอาหารนกเยอะมากทีเดียว



เดินเข้าไปก็ต้องตื่นตาตื่นใจกับ นกนานาชนิด หน้าตาแปลกๆ สีสวยๆทั้งนั้นเลยค่ะ บางตัวไม่เคยเห็นในสวนสัตว์ที่ไหนมาก่อนเลยแหะ สถานที่ก็จัดได้สบาย ร่มรื่นมากๆ ดูนกเพลินเลยค่ะ มีน่าจะถึง 100 กรงนะ เยอะมากๆ



แถมมีนกเงือกตัวใหญ่อีกด้วย ดูท่าทางคุ้นคนอยู่เหมือนกัน เพราะเค้ายืนนิ่งๆให้ถ่ายรูปไม่หนีไปไหน กรงใหญ่มากด้วยค่ะสำหรับนกเงือก 1 ตัว


มีนกเงือกตัวนึง อยากออกมาเล่นกับเรามากๆเค้าชื่อนกเงือกหัวแรด พอเอากล้องมาถ่ายปุ๊บ เค้าจะกระโดดลงมา เอาปากยื่นออกจากกรงมาเล่นกับเราด้วย น่ารักมากๆ เค้าอาจจะคิดว่าเราเอาอะไรมาให้เค้ากินรึเปล่าไม่รู้ แต่พยายามเดินหนีไป แล้วกลับมา เค้าก็กระโดดมาหาทุกครั้ง แอบจับปากเค้าเล่น เค้าก็ไม่ว่าอะไรด้วยค่ะ ขี้อ้อนจริงๆ ตัวอื่นๆไม่เป็นนะคะ ก็จะยืนนิ่งๆให้เราถ่ายรูปกันไป สวยๆดูสุขภาพดีทุกตัวเลย น่าร๊ากกกก



ตัวนี้เท่ห์มาก



บางตัวก็คุยกับเราด้วยค่ะ เช่นนกแขกเต้าตัวนี้ ตอนแรกวานึกว่าเค้าคือนกแก้วนะ พออ่านตรงกรง มีป้ายบอกว่าเค้าคือ นกแขกเต้า พูดเก่งเลยทีเดียว แต่พูดได้คำเดียวนะ ตอนแรกนึกว่าพูดว่า แก้วจ๋า แต่ฟังไปฟังมาก็เป็นได้ทั้ง พ่อจ๋า แม่จ๋า หรือ เต้าจ๋า ได้ด้วย อ่ะลองฟังกันดูค่ะว่านกเค้าพูดว่าอะไร



ยังมีนกสวยๆอีกเยอะเลยค่ะ



อันนี้มาเป็นคู่ ตัวใหญ่มาก นกอะไรหว่า จำไม่ได้ เค้าจะทำตัวเหมือนกันตลอดเวลาเป็นนกแฝด



แต่ไม่ค่อยได้ถ่ายรูปมาเพราะบางตัวเค้าดูตื่นๆ บ๊ายบาย น้องสาวเสียงหวานของเราไปก่อนน๊า ขอให้มีความสุขมากๆจ้า



เดินกันเพลินก็ลาน้องนกกลับกันดีกว่า เพราะตั้งใจจะไปอีกหลายที่เดินออกมาจากสวนนกแล้ว ก็มายืนงง ที่ริมถนน จะไปยังไงต่อดี ที่นี่ที่ไหนหนอแต่จังหวะนั้น มีรถเมล์พื้นที่สาย 8 วิ่งมาพอดี ก็โดดขึ้นเลยคะ ไปไหนไปกัน สรุปว่าออกเมือง ขึ้นผิด (- -") เลยนั่งชมเมืองเพลินๆ และได้ข้อมูลรถเมล์จากพี่กระเป๋าสุดสวยมาเลยตัดสินใจไปลงที่หน้า Big C เพื่อนข้ามฝั่งและต่อรถเข้าเมืองค่ะ ( ค่ารถเมล์คนละ 9 บาท ) พอข้ามถนนรอรถแปปนึงก็ มีรถ ปอ. สาย 6 วิ่งผ่านมาเค้าตะโกนบอกว่า รถไฟ รถไฟ เลยใจง่ายขึ้นสายนี้ไปลงสถานีรถไฟค่ะ ไปถ่ายรูปหัวรถจักรโบราณกันดีกว่า ค่ารถ คนละ 12 บาทนะคะ แบบธรรมดากับ ปอ. ราคาต่างกันไม่มาก คันนี้แอร์เย็นด้วยเลิศๆ



รถเมล์มีให้บริการอยู่ทั่วไปรอบๆเมือง เราไม่ต้องมองหาป้ายรถเมล์นะคะ เจอแล้วโบกเลย กระเป๋ารถเมล์บอกเรามา แต่ถ้าเป็นจุดใหญ่ๆเช่นจุดจอดที่ตลาดรถไฟ ก็จะมีคนมายืนรอที่ป้ายกันค่ะ



พอเค้าบอกว่า ตลาดรถไฟ เราก็ลงค่ะ แล้วเดินไปอีกนิดก็เจอสถานีรถไฟ และหัวรถจักรโบราณ จะอยู่ตรงกลาง หน้าสถานี เป็นวงเวียนอยู่ตรงนั้น



ข้างๆกันมีโรงแรมเก่าแก่มากๆ ชื่อโรงแรมพิษณุโลกอยู่ด้วยค่ะ ดูเหมือนยังเปิดบริการอยู่ แต่ไม่รู้ว่าเปิดเป็นโรงแรมรึเปล่านะคะ ไม่ได้เข้าไปดูใกล้ๆ



แล้วก็เดินถัดลงไปอีก 1 ซอย เราก็จะเจอ อนุสาวรีย์พระยาจักรี ซึ่งอยู่ที่หน้าเทศบาลพิษณุโลก ตรงข้ามสถานีตำรวจพิษณุโลก โดยอนุสาวรีย์นี้ มีประวัติว่า ในสมัยกรุงธนบุรี พิษณุโลกเป็นสถานที่ตั้งมั่นรับศึกพม่า เมื่อครั้นกองทัพของอะแซหวุ่นกี้มาตีเมืองพิษณุโลกใน พ.ศ. 2318 อะแซหวุ่นกี้ต้องเผชิญการต่อสู้อย่างทรหด กับเจ้าพระยาจักรีและเจ้าพระยาสุรสีห์ รบกี่ครั้งก็ตีเมืองไม่แตก เลยต้องขอดูตัวหน่อยว่าเป็นใคร ทำไมถึงเก่งขนาดนี้ และได้ทำนายว่า เจ้าพระยาจักรีนั้นต่อไปจะได้เป็นกษัตริย์ ซึ่งตรงนี้ก็เป็นจุดดูตัวนั่นเองค่ะ



รูปทางซ้ายเป็นทัพของพระยาจักรี ทางขวาเป็นทัพของอะแซหวุ่นกี้นะคะ ทำอนุสาวรีย์ได้ยิ่งใหญ่จริงๆค่ะ



หลังจากสักการะ อนุสาวรีย์พระยาจักรีแล้ว ก็เดินทางกลับมาที่ป้ายรถเมล์เพื่อเดินทางกลับไปวัดใหญ่ นั่งสาย 8 เหมือนเดิม แต่นั่งฝั่งที่มุ่งหน้าไปทางวัดใหญ่ โดยการสอบถามกระเป๋ารถเมล์ให้แน่ใจก่อน รถจะจอดให้ลงในซอยห้าง Topland ด้านหลังวัดใหญ่ เลยเดินทะลุวัดใหญ่ไปร้านก๋วยเตี๋ยวห้อยขา กันอีกสักรอบนึงก่อนกลับบ้าน



คราวนี้ลองอีกร้าน คือ ก๋วยเตี๋ยวห้อยขา พิษณุโลกสองแคว ร้านนี้เด็ดที่ มีก๋วยเตี๋ยวน้ำตกต้มยำ ก็คือก๋วยเตี๋ยวน้ำตกแต่ปรุงให้รสจัดขึ้นมาหน่อย หมูกับเนื้อนั้น ใช้ได้เลยค่ะ ราคาก็ตามใบนี้เลย เวลาสั่งต้องเขียนเอานะคะ อยากได้อะไรสั่งอะไร วันนั้นไปบ่ายแก่ๆแล้ว เนื้อเปื่อยหมด เส้นหลายๆอย่างก็หมด ก็เลยสั่งเส้นใหญ่น้ำตกต้มยำมาลอง กรี๊ดเส้นใหญ่ของที่นี่มากๆ ทำไมมันถึงนุ่มได้ขนาดนี้เนี่ย



หมดไป 1 ชามยังไม่อิ่ม แต่ก็ยังติดใจต้มยำรสเด็ดของร้านริมน่าน เลยย้ายร้านไปต่อกันอีกชามที่ร้านริมน่านค่ะ (กินจุมากๆนะ 55555) เลยจัดเส้นใหญ่ต้มยำมาเลยค่ะ อร่อยอีกแล้ว ทำไมเส้นใหญ่ที่นี่ถึงได้นุ่มขนาดนี้ก็ไม่รู้ พิมพ์ก็ยังอยากนั่งรถกลับไปกินอีกรอบเลยค่ะ เรื่องต้มยำไม่ต้องพูดถึง เพราะเค้าปรุงมาเหมือนต้มยำบีบมะนาว อร่อยเด็ดเลย แถมใส่ถั่วฝักยาวหั่น ตามแบบฉบับก๋วยเตี๋ยวสูตรสุโขทัย ดูแปลกๆแต่ลงตัวจริงๆ วาไม่ชอบกินก๋วยเดี๋ยวอื่นๆเท่าไหร่ ชอบแต่เย็นตาโฟ แต่ชอบก๋วยเตี๋ยวที่นี่จัง


ห้อยกันให้ขาหลุดกันไปเลย



หลังจากกินกันจนอ้วนพีแล้ว ต้องออกกำลังกายกันหน่อย โดยการเดินกลับไปซื้อของฝากกันที่วัดใหญ่ วันอาทิตย์คนคึกคักมากๆ



ตรงประตูทางเข้าด้านหน้าพระวิหาร จะมีแผนที่ขนาดใหญ่อยู่นะคะ เท่าที่ดูนี่ค่อนข้างละเอียดมาก ถ้าใครจะมาเที่ยวพิษณุโลกเหมือนวา เริ่มต้นที่นี่ ครบ และครอบคลุมสุดๆ



เดินมาด้านหลังก็เห็นแหล่งท่องเที่ยวต่างๆของจังหวัดพิษณุโลก โดยที่ทริปนี้วาเที่ยวแค่ในเมือง ไมได้มีโอกาสไปเที่ยวตามภูเขา น้ำตก แล้วก็กิจกรรมยอดฮิต คือ ล่องแก่ง ลำน้ำเข็ก เพราะว่าหมดหน้าล่องแก่งเค้าแล้วค่ะ เลยไดแอบดูจากป้ายตรงนี้แหล่ะนะ เอาไว้มีโอกาสจะลองไปดูจ้า



ลานหินปุ่ม และน้ำตกชาติตระการที่มีชื่อเสียง ก็เป็นอีกที่ๆน่าสนใจค่ะ ถ้าเที่ยวตามคำขวัญของจังหวัดนี้ เราก็ยังขาดถ้ำและน้ำตกนี่ล่ะค่ะ ที่ยังไม่ได้ไป


คำขวัญจังหวัดพิษณุโลก


พระพุทธชินราชงามเลิศ ถิ่นกำเหนิดพระนเรศวร สองฝั่งน่านล้วนเรือนแพ หวานฉ่ำแท้กล้วยตาก ถ้ำและน้ำตกหลากตระการตา


ว่าแล้วเราไปหากล้วยตากหม่ำๆกันดีกว่า ^_____________^



ที่นี่มีร้านของฝากหลายร้านมากๆ แต่ก็ไม่รู้จะซื้อร้านไหนดี เอาร้านแรกที่เจอตรงข้ามแผงลอตเตอรี่เลยแล้วกัน ของขึ้นชื่อของที่พิษณุโลก คงไม่พ้นกล้วยตากค่ะ แล้วที่ร้านก็มีผลิตภัณฑ์ที่ทำจากกล้วยมากมาย ทั้งหวานทั้งเค็ม ทั้งรถบาร์บีคิว โอ้โห เลือกไม่ถูก วาเลยเอามาทุกอย่างเลย



อันนี้กล้วยตากค่ะ มีทั้งแบบ กล้วยกลมๆและกล้วยแบนๆ วาชอบแบนๆมากกว่า ขี้เกียจเคี้ยว เหอๆ แต่รสชาตเหมือนกันนะคะ แต่จะมี อบน้ำผึ้ง กับไม่อบด้วยค่ะ มีเยอะเลือกไม่ถูกจริงๆนะ เอามาหมดเลยยยย งั่มๆ



อันนี้ ยามประจำร้านนี้ค่ะ อู้งานซะพริ้มเชียว 5555555555



แล้วก็จำได้ว่าตอนมาที่นี่ จะต้องซื้อถั่วทอดทุกครั้ง เพราะเค้าใส่กลอย อร่อยมากๆ เลยเอามาด้วยอีก พอกำลังจะจ่ายตังเหลือบไปเห็นโมจิ ก็คุยกันว่า ที่พิษณุโลกมีขายโมจิด้วยแหะ ลามมาจากนครสวรรค์และ เจ้าของร้านได้ยิน เลยบอกว่า นี่เป็นของคนพิษณุโลกนะ แป้งนุ่มกว่า วาชอบกินโมจิอยู่แล้ว เลยจัดมาชิม 3 กล่อง ค่ะ พอได้ชิมก็กรี๊ดดดดดดดดดดดดด แป้งนุ่มกว่าจริงๆด้วย หอม นุ่ม อร่อยจริงๆ แต่เรื่องการใส่ใส้ วาว่าของนครสวรรค์บางร้านใส่ไข่แดงเยอะกว่านี้ แต่ถ้าให้เลือก วาเลือกอันนี้นะ นุ่มแบบจริงจังมาก เอามาให้พ่อ กับ แม่ชิม เค้าก็บอกว่า อร่อยกว่า แถมคุยทับด้วยว่า ก็แหงล่ะ คนพิษณุโลกทำนี่นา


(แม่วาเป็นคนพิษณุโลกแต่กำเนิดค่ะ แต่ทริปนี้ แม่ไม่รู้ข้อมูลเลย ลูกต้องหาเองล้วนๆ เอิ๊กๆ)



แวะทานกาแฟร้านเดิมที่คนขายเปลี่ยนไปแต่เข้มข้นเหมือนเดิมอีกสักครั้ง (กาแฟร้านนี้เข้มข้นจริงจังมาก อยากให้มีมาขายแถวบ้านจังเลย)


ชอปปิ้งเสร็จก็เดินทางกลับไปยังโรงแรม เห็นร้านก๋วยเตี๋ยวห้อยขาปิดกันหมดแล้ว ประมาณ 5 โมงเย็น เพราะฉะนั้นใครตั้งใจจะมาทาน เผื่อเวลาด้วยนะคะ มาเที่ยงๆคนก็เยอะมากๆ มาบ่ายๆของก็เริ่มหมด มาเย็นๆก็ปิดแล้วจ้า



จากนั้นเก็บกระเป๋า เดินทางกลับ กทม. ไปที่ท่ารถ โดยทางโรงแรมอาสาขับรถมาส่งอีกแล้ว เพราะทาง Front แจ้งว่า มีเขียนเอาไว้ในใบงานว่า ไปส่งแขกที่ บขส. ตอนนี้ฝากของเอาไว้ โห บริการทุกระดับประทับใจ ทั้งๆที่เค้าไม่รู้ว่าเรามาจากไหนยังไง แถมขอโทษขอโพยเราแทนร้านเช่ารถด้วย ที่ไม่มีมอเตอร์ไซต์ให้เช่า เค้าพยายามโทรว่ามาจากโรงแรม จะเช่าให้ลูกค้าด้วย แต่ทางรถเช่าเค้าก็ยืนยันว่ารถหมดจริงๆค่ะ (ขอบคุณมากมายเลยนะคะที่อำนวยความสะดวก ไปรับ-ส่งตลอด ไม่ได้ทางโรงแรมคงแย่)



ซึ่งก่อนกลับนึกได้ว่าตอนเช็คอินนั้นเค้าให้คูปองมา 1 ใบค่ะ เอาไว้ไปรับ soft drink ฟรีคนละ 1 แก้ว เพิ่งนึกได้ ตอนจะกลับแล้ว เค้าเลยบอกว่างั้นไปทานก่อน เดี๋ยวค่อยไป



เราเลยได้ 2 แก้วนี้มาทานให้ชื่นใจก่อนกลับค่ะ ^_________^



เครียร์ค่าเสียหาย บิลออกมาก็คือ 5000 บาทถ้วน ตามที่แจ้งตอนแรก ซึ่งมีรายการมากมายในนั้นตอนแรกตกใจ นึกว่ามีค่ารถ รับ-ส่ง ด้วย เพราะใช้บริการเค้าบ่อยเหลือเกิน แหะๆๆๆ



จองรถรอบ 19.00 น. กลับ กทม. โดยพิษณุโลกยานยนต์ ซึ่งจริงๆไม่กล้าขึ้นอันนี้เพราะเค้าว่ากันว่าขับเร็ว เลยพยายามจะหารถของ ขนส่ง999 เท่านั้น แต่เวลาไม่ดี เลยตัดสินใจว่าเอาอันนี้ก็ได้ ราคารถ 277 บาทเท่ากันหมดนะคะ เป็นรถที่มาจากสุโขทัย ข่าวว่าเป็นรถ 2 ชั้น โชคดีมากที่ว่างเหลือแค่ชั้นล่าง ถ้าเจอรถขับไวไว นั่งข้างบนคงจะตื่นเต้นเกินไป



เรามาถึงที่นี่ราวๆ 17.30 ต้องขึ้นรถเร็วที่สุดรอบ 19.00 เลยมีเวลานั่งรอนานเลย ระหว่างรอรถเบื่อๆ ก็ไปได้ไก่ย่างหัวโล้นที่ตลาดบริเวณใกล้ ๆ บขส. พิษณุโลกมาแทะเล่นแก้เหงา อร่อยล้ำเลิศจริงๆจ้าาา ขายดีมากคนมุงเพียบ เป็นอาหารเย็นที่ชอบอีกมื้อเลย จกข้าวเหนียว กลาง บขส. โรแมนติกสุดๆ เอิ๊กๆๆๆ (ยังกินได้ตลอดเวลานะคะผู้หญิงคนนี้)


รูปไม่ชัดก็ยังอุตส่าห์จะลงนะคะ ไม้ละ 25 บาท อร่อยมากกกก



พอถึงเวลา 18.00 น. เพลงชาติขึ้น ได้มีโอกาสเห็น ทุก ๆ คนแม้แต่มอเตอร์ไซค์ที่วิ่งอยู่ก็หยุดเคารพธงชาติกัน เห็นแล้วรู้สึกภูมิใจจริง ๆ ที่ได้เกิดเป็นคนไทย เค้ายืนกันตั้งแต่ ทำนอง ตือ ดือ ดือ ดือ ดื้อ ดือ ดื่อ ดื่อ เลยนะ ไม่ใช่ยืนตอนเพลงชาติขึ้น วางี้วางไก่ย่างลุกยืน ช่วง Intro แทบไม่ทัน เห็นแล้วทึ่งมากๆค่ะ อยากถ่ายรูปก็กลัวจะไม่สำรวม เพราะเค้ายืนนิ่ง มือข้างลำตัวกันเลยทีเดียว ในกรุงเทพ บางทีเห็น เพลงชาติขึ้นยังเดินกันอยู่เลย อายแทน


พอ 19.00 รถก็มาจอดค่ะ


หลังจากขึ้นรถแล้วรถขับซิ่งมากๆ สมคำล่ำลือจริงๆ (แอบนอนไม่หลับ และระแวงแทนคนขับ ยิ่งหลอนๆจากทริปที่รถตกข้างทางที่พังงาอยู่ด้วย) แจกน้ำ กับขนมอย่างละอันและที่นั่งชั้นล่างนั้นก็มีถึง 12 ที่นั่งแคบกว่ารถของขนส่งมาก มีจอดแวะที่นครสวรรค์ให้เข้าห้องน้ำซื้อของฝาก 15 นาที แต่ไม่มีเลี้ยงอาหารอะไรนะคะ ต้องซื้อทานเอง ระหว่างทางมีสะดุ้งเป็นระยะๆ ตอนเค้าเปลี่ยนเลน บางครั้งวาลุกขึ้นมาไหว้เจ้าที่เจ้าทางเลยอ่ะ ขับซิ่ง ขับไว ขับอะไรของเค้าก็ไม่รู้ ถึง หมอชิต ไวกว่ากำหนด 30 นาที โหพี่คะ หนูไม่ได้รีบขนาดนั้นหรอกนะ วันหลังไม่เอาอีกแล้วบริษัทนี้ เข็ดจริงๆ ซิ่ง(เกิน) สมคำร่ำลือ (- -")



เป็นอีกทริปที่รู้สึกภูมิใจที่ได้เกิดมาบนผืนแผ่นดินไทย ที่มีพระมหากษัตริย์ และคนไทยในอดีตที่เสียสละต่อสู้เพื่อบ้านเมือง จนได้เป็นเอกราชจนถึงทุกวันนี้ ทิ้งมรดกไว้ให้ลูกหลานได้สืบสานกันต่อไป คนไทยอย่ารบกันเองเลยนะคะ เห็นแก่บรรพบุรุษของพวกเรา ที่เสียเลือดเสียเนื้อ รักษาเอาไว้ให้ชนรุ่นหลัง อย่างยากลำบาก


ถ้าไม่คิดจะทำประโยชน์แก่บ้านเมือง ก็จงอย่าทำความเดือดร้อนให้บ้านเมืองนั่นแหล่ะดีที่สุดแล้ว


หวังว่ารีวิวของวานี้ จะไปกระตุ้นต่อมเที่ยวของเพื่อนๆพี่ๆน้องทุกๆคน ให้อยากไปเที่ยวเมืองพิษณุโลกสองแควกันบ้างไม่มากก็น้อยนะคะ ขอบคุณที่ติดตามรีวิวมารธอน ข้ามวันข้ามคืนของวานะคะ ขอบคุณมากๆค่ะ



Special Thanks



  • ททท. ภาคเหนือ ที่ได้ทำให้มีโอกาส มีทริปดีๆแบบนี้

  • โรงแรมโยเดีย เฮอริเทจ ที่ต้อนรับอย่างดี และรับส่งตลอด

  • คุณ ศุภวัตร คนพื้นที่ พิษณุโลก ที่ค้นเจอในอินเตอร์เนต ที่ให้ข้อมูลดี ๆ มากมาย

  • เพื่อน ๆ ใน FB ที่ให้คำแนะนำระหว่างการเดินทาง

  • สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทุกที่ ที่ได้ไปกราบสักการะมา ที่ทำให้ทริปนี้ผ่านไปได้ด้วยดี

  • ข้อมูลประวัติศาตร์จาก ททท. และไกด์ของรถรางชมเมือง


ขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัย สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ขอให้บุญกุศลต่างๆที่วาได้ทำมาจากการ ไหว้พระทำบุญ กราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆที่เมืองพิษณุโลกในครั้งนี้ ขอจงดลบรรดาล ประทานพรให้ทุกๆท่านที่ได้มีโอกาสเข้ามาอ่านกระทู้นี้ ขอให้มีความสุข สบายกาย สบายใจ มีเงินทองใช้ไหลมาเทมา ถ้วนหน้ากันนะคะ สาธุ๊


เอาของฝากไปแบ่งกันเลยจ้า ^________________________^





Create Date : 15 กุมภาพันธ์ 2554
Last Update : 15 กุมภาพันธ์ 2554 17:41:14 น. 0 comments
Counter : 6572 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

นังนู๋วา
Location :
นนทบุรี Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 149 คน [?]













Blog date ล่าสุด ..



Google+



วิธีสั่งซื้อไอเฮิร์บคลิ๊ก


cool hit counter <-- My Blog Stat




Group Blog
 
<<
กุมภาพันธ์ 2554
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728 
 
15 กุมภาพันธ์ 2554
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add นังนู๋วา's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.