35.ไม่เกี่ยวกับบ้าน : เที่ยวญี่ปุ่น 9 วัน 9 คืนครับ
  ช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมไปเที่ยวญี่ปุ่นมาครับ ไปกับภรรยากับ เพื่อนของผมและภรรยาของเขา คือไปกันสี่คน สองคู่ (เพื่อนคนนี้ก็คนที่ซื้อที่ติดกับผมเนี่ยแหล่ะ อิอิ ยังอุตส่าเอาเรื่องบ้านมาเกี่ยว) ตอนแรกกะจะแยกตั้ง Group Blog ใหม่เลย แต่ผมคิดว่าด้วยหน้าที่การงาน ปีนึงคงไปเที่ยวใหญ่ๆได้ครั้งเดียว อีกอย่างผมก็ไม่ใช่คนชีพจรลงเท้าอะไรมากมายที่ถึงกับต้องตั้งกรุ๊ปใหม่ เพื่อเขียนเรื่องเที่ยวโดยเฉพาะ  ก็เลยเอามาลงแทรกการสร้างบ้านเนี่ยแหล่ะ ถือว่าเป็นการเบรคเรื่องบ้านกันบ้างละกันนะครับ ใครอยากอ่านก็อ่านโลด ยาวอยู่เหมือนกัน ส่วนใครอยากอ่านแต่เรื่องบ้านก็ข้ามไปได้เลยครัชช

วันนี้ผมจะมารีวิว ญี่ปุ่น101 ที่ต้องตั้งแบบนี้เพราะผมไปเองครับ ไปแบบเบสิกเลย 9 วัน 9 คืน โอซาก้า เกียวโต โตเกียว ฮาโกเน่ เลียนแบบทัวร์ และลอกตามกูรูในเวบต่างๆรวมถึง pantip นี้ด้วยครับ สถานที่เที่ยวก็ตามทัวร์เป๊ะ 

ที่มารีวิวครั้งนี้ ผมจะมาเสนอเรื่องที่ DO and Don’t ด้วยครับ บางอย่างตามหนังสือ หรือตามเวบที่มีคนไปมาแล้วไม่ได้บอก ทำให้ผมพลาดบางอย่างไป รีวิวผมไม่เน้นว่าต้องลงสถานีไหน ไปยังไงนะครับ จะเอาแค่สถานที่ที่ไป โปรแกรมที่ไป และสิ่งที่ควรและไม่ควรทำเวลาไปที่โน่น เพื่อเป็นไกด์ให้คนที่อยากไปเองได้ทราบไว้นะครับ ดังนั้นอาจไม่ละเอียดมาก หรือบางรีวิวอาจไปได้มากกว่าและละเอียดกว่า ก็ขออภัยครับ



เกริ่นก่อนว่าผมไม่เคยไปญี่ปุ่นเลย ครั้งนี้ไปแบบไปเอง (ไม่อยากใช้คำว่า Backpack เพราะเอาเข้าจริงมันไม่ด้ Pack เลยครับ ลากกันสามสี่ใบ) จองโรงแรมเองผ่าน agoda และ booking.com ซื้อตั๋วเอง ศึกษารถไฟเองหมดเลย เตรียมตัวตั้งแต่ ธค.56 ไปเมื่อ 17-25 มีค.57 ที่ผ่านมาครับ แนะนำสำหรับคนที่ไปเองเวบ  [url]www. hyperdia.com[/url] มีประโยชน์มากๆสำหรับการเดินทางโดยรถไฟครับ แล้วก็ทริปนี้ไม่เน้นประหยัดครับ เน้นกิน กินแหลก เที่ยวตามใจฉัน ไปเรื่อยๆ เหนื่อยก็พักนะครับ 

รีวิวผมออกแนวเล่าเรื่องประกอบภาพนะครับ ดังนั้นจะยาวมากๆๆๆๆ ใครขี้เกียจก็สครอลงไปยาวๆดูแต่รูปก็ได้ครับแฮะๆ

สิ่งที่ควรเตรียม และควรทราบเมื่อไปญี่ปุ่นแบบไปเอง
- รองเท้า+ถุงเท้า รองเท้าแบบที่เราใส่สบายที่สุดในชีวิต แนะนำผ้าใบเลยครับ อย่าซื้อใหม่กิ๊งแล้วเอาไปใส่ เพราะถ้ากัดขึ้นมา ไปไหนไม่ได้เลยครับ ถ้าไปหน้าหนาวก็หาบูทเตี้ยๆ เดินสบายๆไปก็ได้ครับ หรือใครชอบแตะ ก็ลากแตะก็ได้ ไม่มีใครสนหรอกครับ ขอแค่ใส่สบายพอ
- เสื้อกันหนาวสำหรับคนขี้หนาวก็เตรียมขนเป็ดไปก็ได้ครับ หรือแบบไหนก็ได้ที่เรามี ถ้าอยากสวยๆก็ไปหาโคทที่โน่นใส่ก็ได้ ราคาถูกกว่าเมืองไทยมากครับ
- ยาสามัญต่างๆ โดยเฉพาะพวกแก้ปวดเมื่อ คลายกล้ามเนื้อ ยานวด ยาพารา แก้หวัด คัดจมูก เอาไปให้หมดครับ เพราะยาที่โน่นแพงมากกก
- ฟิตร่างกายให้พร้อม เพราะท่านต้องเดินเยอะมาก ถึงมากที่สุดครับ
- ผมไม่ได้ซื้อ JR Pass เพราะใช้ไม่คุ้ม ลองศึกษาเส้นทางดูว่าเราจะต้องใช้ไหม ถ้าไปทริปแบบผมไม่ต้องใช้ครับ
- สบู่ แชมพู แปรงสีฟัน ยาสีฟัน ไดร์เป่าผม หวี ไม่ต้องเอาไปครับ มีทุก โรงแรมเป็นมาตรฐาน นอกจากว่าใครชอบใช้แบบยี่ห้อไหนโดยเฉพาะ ก็ไม่สงวนครับ
- แผนที่รถไฟใต้ดิน บนดินของจังหวัดที่เราไปครับ หาได้จาก google เลยง่ายๆ ดูว่าเราจะไปไหน ลงสถานีไหน โหลดเก็บไว้ในโทรศัพท์ ดูง่ายดีครับ หรือไปขอแผนที่ ที่ Info Center ที่สถานีรถไฟก็ได้
- Internet สำหรับเปิด map หรือเปิดเวบครับ ผมว่าสำคัญนะครับ หลายๆครั้งผมใช้ Map ช่วยจากโทรศัพท์ในการนำทางได้ดีทีเดียว แนะนำ B-mobile ไปแค่ 10 วันซื้อแบบ 1GB ดีกว่าครับ ความเร็วไม่จำกัด
- ร้านรวงต่างๆในญี่ปุ่น เปิด 11 โมง และปิดสองทุ่ม เร็วมากๆครับ ไม่มีรีวิวสำนักไหนบอกเลยครับ ตอนแรกนึกว่าญี่ปุ่น ดินแดนแห่งแสงสี กะจะโต้รุ่ง ปรากฏว่าสองทุ่ม เงียบเชียบ ร้านปิดหมด คนเดินเยอะมาก แต่ร้านค้าปิดแล้ว จะเปิดก็พวกร้านขายของกินบางอย่าง ดังนั้นอย่าไว้ใจเที่ยวจนดึกนะครับ ร้านที่อยากไปปิดก่อน
- ณ ตอนนี้ไม่ต้องใช้ Visa นะครับ ใช้แต่ Passport แต่ไปได้แค่ 15 วันนะครับ ไม่ใช่จัดทริปเพลิน 20 วัน จะกลับประเทศไม่ได้เอา


วันแรก จันทร์ 17 มีค. 57
- ออกเดินทางจากไทย โดย TG 8.30 น. ไปถึง Kansai ประมาณบ่ายสามครึ่งครับ ตอนอยู่บนเครื่องกรอกใบที่เขาให้มาให้ครบนะครับ ที่สำคัญเลยคือ โรงแรมที่เราจะไปพัก ถ้าเราไปหลายที่แบบผม ก็ใส่แค่โรงแรมแรกที่พักก็พอ ถ้าไม่ใส่ ก็ต้องมีหลักฐานให้เขาดูว่าเราพักที่ไหน ไม่งั้น ตม.จะคุยกับเราเป็นพิเศษ ถ้ากรอกครบ ก็ผ่านสบายๆครับไม่ต้องกังวล บางคนอาจโดนถามบ้างว่ามากี่วัน ทำอะไรบ้างนิดหน่อยพอเป็นกระสัย ไม่มีปัญหา


[i]ถึงญี่ปุ่นแว้ว[/i]


[i]เลือกเดินทางกับ Nankai Rapit ครับ[/i]

- ถึง Kansai ก็ต่อรถ Nankai Rapit เข้าตรงสู่  Namba เลยครับ จาก Namba ก็ต่อรถไฟใต้ดินไปอีกสถานีเดียว ลงสถานี Shinsaibashi แล้วเดินเข้าโรงแรม ผมพักโรงแรมชื่อ [b]Hearton Hotel Minami Samba[/b] ผมแนะนำโรงแรมนี้เลยครับ เพราะใกล้แหล่งถนนคนเดิน Shinsaibashi เดินแค่ 1 นาทีก็ถึงแล้ว แถมใกล้ๆก็มีร้าน Family Mart และ Lawson อีกด้วย เรียกว่ามีกิน 24 ชม.


[i]ย่าน Shinsaibashi มีหลังคายาวตลอดกิโลกว่าๆ[/i]

- มาถึงก็ประมาณ 4 โมงเย็น ก็เดินตะลุยย่านนี้เลยครับ เดินยาวๆๆๆ ลงไปจนสุดทางเลยครับ ย่าน Namba ก็คือย่านกูลิโกะนั่นเองครับ คนไทยเพียบเลย วันนี้ก็ได้ไปกินปูทาระบะ ที่ร้านหัวมุมกูลิโกะ ตามลายแทงหลายสำนัก ที่พลาดไม่ได้เมื่อมาโอซาก้าคือ ทาโกะยากิครับ อร่อยกว่าบ้านเราหลายเท่าเลยครับ จากนั้นก็เดินกลับ เจออะไรน่ากิน กินหมดเลยครับ เครป ไก่คาราเกะ ไอติม ขอบอกเลยว่าอะไรที่เป็นชาเขียวที่ญี่ปุ่น อร่อยกว่าบ้านเราทุกอย่างครับ แม้กระทั่งไอติมชาเขียวไก่กาข้างทาง ยังอร่อยกว่าบ้านเราเยอะ Confirm เดินย้อนกลับมาทางเดิม เข้าโรงแรม นอน


[i]กุ๊ลิโก๊ะ[/i]


[i]ทาโกะยากิ อร่อยเวอร์[/i]




[i]กุ้งหอยปูปลา[/i]


[i]ปูย่าง ปูย่าง[/i]


[i]อาหารอื่นๆตามข้างทาง[/i]

วันที่สอง อังคาร 18 มีค.57
- ตื่นประมาณแปดโมงครับ ไม่รีบ ออกจากโรงแรม ไปสถานีรถไฟ Namba จะมี Tourist Info ขาย Osaka Pass ครับ 2 วัน 2700 เยน ขึ้นรถไฟใต้ดินได้ทุกสาย และมีคูปองเข้าสถานที่ต่างๆฟรี(หรือลดราคา) แนะนำให้ซื้อเลยครับ  อ้อที่โอซาก้านี่บันไดเขายืนชิดขวานะครับ เว้นทางซ้ายไว้ให้คนที่รีบเขาเดิน


[i]สถานีรถไฟนัมบะ ใหญ่โตจริงๆ[/i]

- ช่วงเช้าเราเดินทางไปวัด Tenoji ครับ เขาว่าเป็นวัดจีนแห่งแรกในโอซาก้า อากาศประมาณ 10 องศากำลังชิลเลยครับ มาวันนี้โชคดีเขามีเทศกาลซากุระบานวันแรกพอดี เลยมีลานขายของคล้ายๆงานวัดบ้านเราครับ มีตลาดขายของกิน ขนม เสื้อผ้า สนุกดี แต่..ไม่ซากุระสักดอกเลยย เซ็ง เพราะอากาศญี่ปุ่นช่วงนี้เปลี่ยนแปลงครับ หนาวนานไปหน่อย ซากุระไม่บานเลย 




[i]บรรยากาศรอบๆวัด[/i]


[i]งานวัดขนาดย่อมๆ[/i]


[i]เห็นต้นนี้อยู่ ตอนแรกดีใจ นึกว่าซากุระ แต่ผู้สันทัดกรณีบอกว่าเป็นบ๊วย แหง่วว[/i]

- เสร็จจากวัดก็ไปต่อที่ปราสาทโอซาก้า ทางเดินไปปราสาทก็ผ่านตึก NHK ด้วยครับ อลังการมาก  พอถึงปราสาทเช่นเดิมซากุระไม่บานตามเคย ถ่ายได้แต่ต้นกับกิ่ง เดินไปเรื่อยๆ ขึ้นไปบนปราสาท สนุกดีครับ มีนิทรรศกาลคล้ายๆพิพิธพรรณ หน้าปราสาทก็มีขนมขายเพียบไปหมด ซื้อกินกันตามสะดวก


[i]ตึก NHK ใหญ่โตมาก จริงๆเขาให้เข้าไปได้นะ แต่ไม่ได้เข้า[/i]


[i]กิ่งซากุระ กับปราสาทโอซาก้า สวยจริงๆปราสาทนี้ ชอบ[/i]


[i]ยอดปราสาท ปลา(สี)ทอง อร่าม[/i]


- จากนั้นก็ไปต่อที่ Aquarium Kaiyukan  เขาว่าเป็น Aquarium ที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น ข้างๆกันก็มีชิงช้า Tempozan สูงสุดใน Kansai แต่เสียดายชิงช้าปิดซ่อม เลยอดขึ้นเลยครับ ในอวาเรี่ยมมีทางเดินไปเรื่อยๆ มีป้ายบอก 750 เมตร แม่เจ้า ใหญ่มาก พอเดินจบหมดแรงเลยครับ ไม่เคยเดินเยอะขนาดนี้มาก่อนในชีวิต ปวดขาไปหมด แต่ยังสู้ครับ




[i]ไคยูคังควาเรียม และเทมโปซานชิงช้า[/i]


[i]ปลา??ไฮไลท์ในนี้ แทงค์น้ำใหญ่มากๆ เดิน 5 ชั้นยังไม่ถึงก้น[/i]

- จากปราสาทก็ไปต่อที่ Yodobashi ไปเดินดูเครื่องใช้ไฟฟ้า ส่วนสาวๆก็ไปเดินห้าง Hyokyo(จำชื่อไม่ได้อ่ะครับ แต่ประมาณนี้ แฮะๆ) เดินได้ครึ่ง ชม.ม่ายไหว ปวดขา+เท้ามาก เลยนั่งรถกลับ รร.ค่อยมาซ่อมใหม่วันหลัง 


[i]โยโดบาชิ[/i]

วันที่สาม พุธ 19 มีค.57
- วันนี้ก็ยังอยู่โอซาก้า มีการปรับแผนนิดหน่อย ตอนแรกว่าจะไป Universal แต่ไม่ไหวปวดเท้ามาก โหวตกับเพื่อนแล้ว เลย Cancel ไป เลยเปลี่ยนแผนไปปราสาทโอซาก้า ออกแต่เช้า ไปถึงเก้าโมง ไม่มีคนเลย นึกว่าปิด แต่ไปถามดูก็เปิดส่วนหอคอย แต่พวกร้านขายของเปิด 11 โมง เลยขึ้นไปบนหอคอยก่อน กลับลงมาร้านเปิดพอดีครับ โอ้วว กุลิโกะมากมายเต็มเลย มีรสชาเขียวยอดนิยม และรสอื่นๆอีกมากมาย โคล่อนแท่งยาวๆ คาปูลิโกะที่ไทยไม่มีขายแล้ว เพียบ เลือกซื้อกันตามสะดวก ผมยังงงอย่างนึงตรงที่ ที่นี่มีประวัติ และตัวละครคินนิกุแมนด้วย ไม่เข้าใจว่าเกี่ยวกันยังไงเหมือนกันครับ ใครทราบบอกที


[i]หอคอยโอซาก้า และย่านชินเซไก เช้าตรู่ ร้านยังปิดอยู่เลย[/i]




[i]ด้านในมีกูลิโกะมากมายให้เลือกสรร[/i]


[i]หุ่นคินิกุแมนเท่าตัวจริง มีสินค้าเกี่ยวกับคินนิกุแมนด้วย[/i]

- ลงมาด้านล่างจะมีร้านขายส่ง ร้านนี้พวกคิทแคท กูลิโกะถูกมากๆครับ หากใครคิดจะซื้อฝาก ให้สอยเลย รับรองไปโตเกียว หรือสนามบินไม่มีถูกแบบนี้แล้วครับ แต่ผมไม่ได้ซื้อ เพราะไม่รู้ราคาว่าเขาขายกันเท่าไหร่ เซ็งไปเลย ต้องซื้อแพงกว่าที่ Ameyoko โตเกียว

- ตอนบ่ายไปซ่อมที่ yodobashi อีกรอบ เพื่อนผมได้เลนส์ Lumix ราคาแจ่มมา แต่ผมไม่ได้อะไรครับ น้องฝากซื้อหูฟังแต่หารุ่นไม่เจอ เลยพากันกลับเดินย่าน Namba อีกรอบ แฟนผมก็สอยเสื้อโค้ทกับรองเท้าบูทมาเรียบร้อยโรงเรียนโอซาก้า กลับโรงแรม เก็บกระเป๋า...

วันที่สี่ พฤหัสบดี 20 มีค.57
- วันนี้ออกเดินทางแต่เช้า เพื่อไปเกียวโต จริงๆเกียวโตสามารถเที่ยวเช้า-เย็นโดยเดินทางจากโอซากาได้ครับ ชม.เดียวก็ถึงแล้ว ผมวางแผนผิดไป ทำให้ต้องลากกระเป๋าหนักๆไปมา จริงๆนอนต่อโอซากา แล้วไปโตเกียวตัวเปล่าก็ได้ ใครจะมาเกียวโตด้วย ไม่ต้องมาพักที่นี่ก็ได้ครับ 


[i]มุ่งหน้าสู่เกียวโต[/i]

- ไปถึงเกียวโต ผนตก เดินลากกระเป๋างุดๆ พักที่โรงแรม Best western แต่เปลี่ยนชื่อเป็น Hotel Primo Vista Kyoto ครับ รร.นี้เพิ่งสร้างเอง ใน Google ยังเป็นไซต์ก่อสร้างอยู่เลย ดังนั้น รร.จะใหม่มากๆ จองผ่าน agoda จะได้ ipad มาใช้ด้วย 1 เครื่อง(ต้องคืนนะครับ) รร.นี้ก็แนะนำเช่นกัน ไม่ไกลจากสถานี Sanjo ใกล้แหล่งถนนคนเดินอีกแล้ว อิอิ 

- การเดินทางในเกียวโตจะเน้นรถบัสมากกว่ารถไฟใต้ดิน เพราะเป็นเมืองเก่า รถไฟใต้ดินไม่ทั่วถึง และมีบริการหลายบริษัทมาก แนะว่าซื้อเป็นเที่ยวๆ หรือซื้อตั๋ววันแบบ 700 เยนก็พอครับ  อ้อ บันไดเลื่อนที่เกียวโตยืนชิดซ้ายนะครับสลับกับโอซาก้า

- ที่แรกที่ไปคือวัดน้ำใส วางกระเป๋าแล้วออกมาเลย เที่ยงกว่าๆแล้ว ฝนก็ตก ผมเลยนั่ง Taxi!!! งงล่ะสิ เพราะ Taxi ญี่ปุ่นแพงมากๆ แต่ที่เกียวโตถูกครับ จากโรงแรมไปวัดน้ำใสประมาณ 8 – 900 เยน ไป 4 คนแค่คนละ 200 เยนเอง พอๆกับค่ารถไฟเลยครับ สบายกว่าด้วย ไปถึงฝนก็ตกตลอดเลย แต่ตกปรอยๆไม่หนักมาก ก็เดินไปตามทางเนิน ขายของเยอะมากกกกก ขนมก็ตาดีได้ ตาร้ายเสีย ไม่อร่อยโดนๆเท่าไหร่ครับ ไปวัดก็ไปถ่ายภาพมุมบังคับ แฟนผมไปรองน้ำสามสายมากิน ผมไม่เอาเลยยืนถ่ายรูปอยู่ไกลๆ 


[i]ทางเดินขึ้นวัดน้ำใส ผนตกตลอดทาง[/i]


[i]มุมมหาชน[/i]


[i]จุดดื่มน้ำมหาชน[/i]


[i]จริงๆต้องเป็นซากุระทั้งหมด เสียดายจุง[/i]

- เสร็จจากวัดก็เย็นแล้วครับประมาณ 4 โมงแล้ว สถานที่เที่ยวในเกียวโตปิดเร็วมาก ผมอ่านรีวิวไปปิดสี่โมงครึ่ง ห้าโมง คำนวนการเดินทางแล้วไม่ทันแน่ๆเลย ตอนแรกว่าจะไปปราสาททอง แต่ก็เปลี่ยนใจ ไป [b]ศาลเจ้าฟูชิมิ อินาริ[/b] ที่มีเสาโทริอิเยอะดีกว่า เขาว่าเปิดทั้งคืน ไปกลางคืนก็สวยไปอีกแบบ ไปถึงก็ถ่ายรูปตามระเบียบ ขากลับประมาณ หกโมงละ ข้ามสะพานลอยเห็นเด็กญี่ปุ่นวิ่งเลิ่กลั่กไปที่รถไฟ ไอ้เราก็ชิลๆ เดี๋ยวมันก็มาใหม่จะรีบทำไม ปรากฏว่าพอลงไปสถานี ขบวนหน้ามาอีก 30 นาที เงิบเลย รถไฟโลคอล ยิ่งมืด เที่ยวยิ่งห่าง ระวังให้ดีนะครับ


[i]สีสันสวยงาม[/i]


[i]นี่ก็มุมมหาชน[/i]


[i]กว่าจะหามุมที่ไม่มีคนได้ ยากมาก[/i]

- กลับมาโรงแรมก็ไปเดินย่านถนนคนเดิน ด้านหลังโรงแรม คล้ายๆโอซาก้าเลยครับ แต่ของน้อยกว่า เดินได้ ชม.เดียวก็สองทุ่ม ร้านปิดหมดตามระเบียบ กลับ รร. เก็บกระเป๋าอีกแล้วเตรียมตัวไปโตเกียวอีก..ผมถึงว่า ถ้าจะมาเกียวโต แนะนำว่ามาจากโอซาก้าเช้า-เย็นดีกว่าครับ

วันที่ห้า ศุกร์ 21 มีค.57
- เล่าก่อนเลยว่าตอนวางแผน ผมมีแพลนจะไปฮาโกเน่ก่อน แต่เพื่อนผมคนนึงมันเรียนอยู่ญี่ปุ่น อยากเจอกัน เลยบอกผมให้เลื่อนสลับวันไปฮาโกเน่ กับโตเกียว ผมก็ไม่รู้เรื่องสลับไปตามที่มันบอก คราวนี้เลยเป็นเรื่องเลยครับ จะเล่าให้ฟัง

- ออกจากเกียวโต นั่งชินคันเซ็นไปโตเกียว  ผมซื้อตั๋วตั้งแต่เมื่อวานครับ เพราะกลัวไม่ทันเที่ยวรถ นั่งชินคันเซนใช้เวลา 2 ชม.ครับ ตรงนี้แนะนำเลยว่าให้ซื้ออาหารจากร้านสะดวกซื้อก่อนเข้าชานชะลานะครับ เพราะราคาถูกกว่ามาก ถ้าเผลอเข้าชานชะลาไปแล้ว ออกไม่ได้แล้ว มีร้านขายของที่ราคาแพงมากกก รอท่านอยู่ ดังนั้นซื้อไปก่อนเลยครับ เอาไปกินบนชินคันเซ็น


[i]มาแล้วเจ้าหัวกระสุน[/i]


[i]วิวสองข้างทางรถไฟ[/i]

- พอมาถึงโตเกียว ก็เกิดเรื่องผิดพลาดขึ้นอีก คือโรงแรมที่ผมพักชื่อ Sunroot Hotel ครับ โรงแรมนี้คนไทยพักเยอะ ผมก็จองจากรีวิวที่เคยอ่านๆแหล่ะครับ ข้อดีคือ อยู่ติดทางเข้าสถานีรถไฟใต้ดินชินจูกุเลยครับ เรียกว่าเดินสิบก้าวก็ลงสถานีแล้ว   แต่ข้อเสียอันใหญ่หลวงคือ โรงแรมนี้ตั้งอยู่อีกด้านของสถานีรถไฟ JR ชินจูกุ คือสถานีรถไฟชินจูกุนี่ใหญ่มากๆครับ ยังกะหัวลำโพงบ้านเราเลยครับ(น่าจะใหญ่กว่าอีก) แล้วเจ้าโรงแรมนี้ดันอยู่ตรงทางลงสถานีใต้ดินชินจูกุคนละด้านกับสถานีบนดิน JR ครับ (ถ้านึกไม่ออก เหมือนสถานีรถไฟฟ้าคนละด้าน) ซึ่งมันไม่มีทางเชื่อมถึงกันจากใต้ดินครับ ต้องเดินอ้อมไกลมากกกก และคำว่า “ชินจูกุ” ที่พูดๆกัน ที่มีร้านรวงเยอะๆ มันอยู่ด้านหน้าสถานี JR ชินจูกุ ซึ่งอยู่อีกฟากนึงของโรงแรมนี้ครับ แป่วเลย ครั้งหน้าผมไม่เอาแล้วครับตรงนี้ เดินทางลำบากมาก

- มาถึงโรงแรม เก็บของก็ปาไปบ่ายสามแล้ว นัดเพื่อนไว้บ่ายโมงที่ชิบุย่า ก็นั่งรถไฟไปชิบุย่า เจอกันที่รูปปั้นหมาฮะจิโกะครับ ขอบอกว่าที่ชิบุย่าคนเยอะมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก สี่แยกตรงนี้ที่ชอบฉายในหนังบ่อยๆ หรือชอบวาดในการ์ตูนบ่อยๆ เรียกว่าสี่แยกมหาชนเลย (บ้านเราก็ประมาณอนุสาวรีย์ชัย) 


[i]ฮะจิโกะ หมาผู้ซื้อสัตย์[/i]


[i]สี่แยกมหาชน คนเยอะมากกกก[/i]

- เพื่อนพาไปย่านที่เรียกว่า Daikanyama ครับ ผมเองก็ไม่รู้จัก ในรีวิวก็ไม่มี หนังสือก็ไม่บอก ย่านนี้เลยครับ เป็นย่านที่ดูชิคๆ ชิลๆมากครับ ทางเดินเป็นเนินขึ้นๆลงๆ สองข้างทางเป็นร้านแบรนด์ มีทั้งแบรนด์โลคอลและแบรนด์ระดับโลก แนะนำเลยครับ น่าเดินมากๆ เดินไปเดินมาไปเจอร้านรองเท้ามหาชนชาวไทยคือ Onitsuka Tiger นั่งเอง ผมเลยโดน All Nippon Made ไปคู่นึง ราคาถูกกว่าไทยครึ่งนึงเลยครับ


[i]โดนเบยยย[/i]

- มีเรื่องเล่าตลกๆว่า จะรู้ได้ไงว่าคนไหนคนไทยเวลาเดินในญี่ปุ่น คำตอบคือดูที่รองเท้าครับ ถ้าใส่  Tiger 99% เป็นคนไทยแน่นอนครับ ผมลองๆพิสูจน์ดู ชัวร์ครับ พอเห็นรองเท้าปุ๊บ คนไทยชัวร์ตรีน คนญี่ปุ่นชอบใส่ Puma Newbalance ครับ ส่วน Tiger คนญี่ปุ่นเขาจะมองว่าออกแนวฮิปๆ และราคาแพงกว่าแบรนด์อเมริกามากครับ เขาเลยไม่นิยมกัน...มีแต่คนไทยเนี่ยแหล่ะ

- เดินจนเย็นหกโมงกว่า ก็วางแผนว่าจะไปดูโตเกียวนิวทาวเวอร์ หรือ โตเกียวสกายทรี ก็นั่งรถจากชิบุย่าไป ข้ามฟากโตเกียวกันเลยทีเดียว 19 สถานีไกลมากๆ กว่าครึ่ง ชม.ก็มาถึง พบว่า..ปิด!!! แทบคลั่งครับ ปิดเพราะวันนี้เป็นวันหยุดของคนญี่ปุ่นเขาครับ สถานที่นี่เลยปิด..(นี่เป็นความผิดพลาดข้อแรกที่เลื่อนมาโตเกียววันนี้แทนฮาโกเน่ที่ได้บอกไว้ตอนแรก) ก็เลยได้แต่ถ่ายรูปด้านนอก และเดินเล่นใต้ถุนตึก ก็มีร้านมากมายขายของเช่นกัน กะว่าพรุ่งนี้เช้าจะมาซ่อม จากนั้นก็นั่งรถไฟยาวๆๆๆกลับโรงแรม นอน >< ส่วนเพื่อนตัวดี กลับไทยพรุ่งนี้ครับ เลยไม่เจอกันแล้ว


[i]หอคอยโตเกียวใหม่ ยามค่ำคืน[/i]


[i]มีห้างขนาดย่อม ใต้ฐานหอคอย ของกินเพียบ[/i]

วันที่หก  เสาร์ 22 มีค.57
- ตื่นแต่เช้า เพื่อนั่งรถไฟยาวๆๆๆไปวัดอาซาคุซะ หรือวัดโคมแดง วัดหมาชนชาวไทยเช่นกัน พอดีสถานีอาซาคุสะอยู่ใกล้ๆกับสถานีโตเกียวสกายทรีครับ เลยแวะไปวัดก่อน คนก็ฮึ่มเช่นเคย  ก็ไปถ่ายรูปตามจุดที่เขาชอบถ่ายกัน ของกินในวัดขอบอกว่าแพงมากๆครับ แต่ก็จำใจกินเพราะไม่มีที่อื่นแล้ว






[i]โปรดดูปริมาณคน[/i] 

- ประมาณสิบเอ็ดโมงก็ออกตามหาร้านลุงปลาไหลในตำนานของ Pantip เดินตามลายแทงไปจนเจอครับ มีคนเข้าคิวอยู่ 10 กว่าคน ก็ไปยืนต่อคิว วันนี้ร้านเปิดสิบเอ็ดครึ่งครับ ร้านนี้เปิดตามใจฉัน หยุดก็ตามใจฉัน ร้านปิดเมื่อของหมด ซึ่งน่าจะราวๆบ่ายสอง ดังนั้นใครจะไปกินปลาไหลร้านนี้ ให้รีบเลยครับ อย่าชะล่าใจ ร้านก็ strict มากๆ เข้าไปนั่งร่วมโต๊ะกะใครไม่รู้ พอดีมีที่ว่างสองที่ด้านใน ขอป้าแกเปลี่ยนก็ไม่ให้เปลี่ยน งงจริง ก็สองที่เท่ากัน อาหารมีอย่างเดียวคือข้าวหน้าปลาไหลเทพ 2500 เยนกะ 3500 เยน ขอบอกว่าอร่อยมากๆครับ แฟนผมจากที่ไม่ชอบปลาไหล ลองให้กินดู ชอบมากๆเลยครับ มากินเองแล้วจะรู้ อิอิ  Link ลุงปลาไหลคุณ Skybox


[i]ดูคิวสิครับ นี่ขนาดมาก่อนร้านเปิดครึ่ง ชม.นะครับ[/i]


[i]อยากกินของอร่อยก็รอหน่อยนะหนูๆ[/i]


[i]ฟินนนน[/i]

- ช่วงบ่ายก็นั่งรถต่อไปยังโตเกียวสกาย ไปถึงก็พบว่า คิวยาวมากกกกกกกกก เพราะว่าวันหยุดนี้เป็น long weekend ต่อเนื่องจากเมื่อวาน คนญี่ปุ่น และนักท่องเที่ยวทุกสารทิศมากันที่นี่ ผมไปถึงบ่ายสอง แต่ได้คิวขึ้นตึกตอนหกโมงเย็น มายก้อดดด (นี่เป็นข้อผิดพลาดที่สอง Y_Y) สุดท้ายเลยต้องแคนเซิ่ล ด้วยความเซ็ง


[i]ครั้งหน้า ชั้นจะต้องขึ้นไปให้ด้ายยยย[/i]

- ตอนบ่ายแก่ๆ เลยไปเดินแถว Ameyoko ตลาดที่คล้ายๆสำเพ็งบ้านเรา ขายของทุกอย่าง ตั้งแต่อาหารทะเลสด ยันมาส์กเต้าหู้ มีป้ายภาษาไทยอีกต่างหาก ย่านนี้มีแต่คนจีน เกาหลี กับคนไทย เดินทะลุไปถึงตึกม่วง ที่ขายของฝากมหาชนอีกเช่นกันครับ ผมไปสอยพวกขนมมาเพียบ เพื่อเอากลับไปฝากคนที่เมืองไทย ขนมพวกป้อกกี้ คิทแคทที่นี่แพงกว่าที่โอซาก้านะครับ แต่ก็นับว่าถูกกว่าที่อื่นๆในโตเกียว




[i]แตงหวานอร่อยมั่ก[/i]


[i]ภาษาที่สาม(รองจากจีนและเกาหลี)[/i]

- จากนั้นก้ไปต่อย่าน Akihabara เพื่อซื้อของชอบส่วนตัวของผมครับ ได้แก่ตุ๊กตุ่น ตุ๊กตาจากเกมส์ครับ เดินได้ไม่นานเพราะสาวๆต้องการไปช้อปปิ้งย่านกินซ่า ขนาดเดินไม่นาน ยังโดน Figure ไปเป็นหมื่นเยน ไปสถานีรถไฟ เอาของฝากล๊อคเกอร์ แล้วไปต่อครับ


[i]โดน Figure เข้าให้[/i]


[i]ร้านรวงแถวนั้น[/i]

- มาถึงย่านกินซ่าก็ราวๆทุ่มนึง ร้านเริ่มทยอยปิดกันแล้ว ย่านนี้เรียกว่ายกตึกเกษรมาตั้งไว้นับร้อยตึกเลยครับ แบรนด์ดังๆเพียบ คนที่เข้าร้านก็ล้วนแต่เป็นคุณหญิงคุณนายชาวญี่ปุ่น ผมได้แต่เดินดูครับ ไม่กล้าเข้า เดินไป ชม.เดียวก็ปิดร้านกันหมด 


[i]กินซ่า[/i]


[i]ข้างๆตึก Sony 8 ชั้น นั่นคือตึก HERMES[/i]

- ตอนค่ำๆ ก็จะไปกินร้านเนื้อย่างมัตสึซากะชื่อดังย่านชินจูกุ   Rokkasen นั่นเองครับ เดินไปตามลายแทง สุดท้าย คิวเต็มครับ !!!!!!!! มายก้อดดด เขาบอกว่าต้องจองคิว ผมมองดูตารางคิวหน้าร้าน พบว่าเต็มยาวไปอีกสามวัน อ้ากกกกก ในรีวิวไหนๆไม่เคยบอกเลยว่าต้องจองคิว บอกแต่เดินเข้าไปกินได้เลย staff ร้านบอกว่าช่วงนี้วันหยุดยาว คนญี่ปุ่นเองก็มากินเยอะครับ (ความผิดพลาดอย่างที่สาม T___T ) ดังนั้นขอบอกตรงนี้เลยว่า ใครจะกิน Rokasen ให้โทรไปจองตั้งแต่ลงเครื่องบินเลยครับ ยืมโทรศัพท์โรงแรมนั่นแหล่ะจอง เบอร์หาได้ที่เวบเขาเลยครับ ลองหาในอากู๋ดู สุดท้ายกิน Otoya ครับ เซ็งเป็ด

วันที่เจ็ด อาทิตย์ 23 มีค.57
- วันนี้ก็ตื่นแต่เช้าหน่อย เพื่อไปย่านตลาดปลา [b]tsujigi[/b] หลังจากผิดหวังจากเนื้อเมื่อวาน วันนี้จะกินซูชิให้เต็มคราบ  รวมถึงไปดูเขาขายปลา และไปกินซูชิสดๆ ไปแต่เช้าไปถึงก็พบว่า ปิด!!!! อ้ากกก ตรูจาบร้า เนื่องจากวันนี้วันอาทิตย์ เขาเลยปิดทำการครับ ไม่มีเวบไหน รีวิวไหนบอกเลยยยยว่าปิดวันอาทิตย์ โอ้ยยย [u](ความผิดพลาดอย่างที่สี่ แงๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ) [/u]ตอนแรกห่อเหี่ยวมาก มาโตเกียวเหมือนไม่ได้อะไรเลย เลยเดินไปเรื่อยๆตามทาง ก็เจอคนมามุงๆอะไรกัน อ้อ ย่านนี้เป็นย่านขายไข่หวาน กับหอยเผานี่เอง เลยไปลองชิมดู หอยอร่อยมากๆครับ สดสุดๆ สักพัก ร้านค้าแถวนั้นก็ทยอยเปิดร้านกัน เป็นร้านซูชิอ่ะแหล่ะครับ แต่ไม่ใช่ย่านที่เขารีวิวกันเพราะมันปิด แต่ก็กินได้อร่อยกว่าซูชิเมืองไทยนะครับ แต่ไม่รู้อร่อยสู้ร้านที่เชารีวิวกันได้ไหม เซ็งเป็ด เลยสอยโอโทโร่เซทไปเลยครับ แก้แค้น อร่อยสมชื่อ


[i]รวมมิตรหอยปิ้ง อร่อย สด มากกก[/i]


[i]ไข่หวาน[/i]


[i]จานผมขวาล่าง แซ่บเวอร์[/i]

- จากนั้นก้ไปเดินเล่นย่าน [b]Omote-sando[/b] ซึ่งเป็นย่านสามเหลี่ยมชิบูย่ากับฮาราจูกุครับ ย่านนี้ขายของแบรนด์คล้ายกินซ่า แต่แบรนด์จะหรูน้อยกว่า และมีแต่วัยรุ่นมาเดินกัน ร้านก็จะชิคๆชิลๆเหมือน Daikanyama ครับ สุดท้ายไปจบที่ร้าน Paul Smith ครับ ถูกกว่าไทยครึ่งๆเลย แฟนเลยสอยผ้าพันคอ แฟนเพื่อนสอยกระเป๋ามาครับ ตัวเบาหวิว


[i]โดนไป..[/i]

- ใกล้เที่ยงแล้วต้องรีบไปเชคเอาท์ เพื่อเตรียมเดินทางต่อไปยังฮาโกเน่ สรุปมาโตเกียว เฟลไป 4 อย่าง ตอนนี้ผมตั้งความหวังไว้แล้วว่าต้องมาเก็บโตเกียวให้หมดให้ได้ครับ (แต่เมื่อไหร่ไม่รู้ ตังค์หมดแว้ว) เดินจากโรงแรมไปชินจูกุ ยอมเสียเงินค่าเข้าสถานี เพื่อเดินทะลุชานชะลาไปโผล่ชินจูกุJR อีกด้าน เพื่อไปซื้อ [b]Hakone Free Pass ครับ 3 วัน 5500 เยน[/b] คุ้มมาก Pass นี้แนะนำครับ (มีขายสองวันกับสามวัน) ไปฮาโกเน่โดยรถไฟสาย Romance Car ครับ ยอมเพิ่มเงินค่าที่นั่งอีก 800+ เยน เพราะต่อเดียวถึงเลย ถ้านั่งรถไฟสายอื่น ต้องมาต่อ หรือ Transfer ที่ Odawara อีก พวกผมไม่ไหวแล้ว ของเยอะ เลยยอม


[i]ไม่รู้ทำไมเรียก Romance Car นี่มันรถไฟชัดๆ[/i]

- ไปถึง Hakone ก็เย็นๆแล้วครับ วันนี้สบายๆ ไม่มี Plan อะไรครับ กะพักเท้าให้เต็มที่ ผมพักโรงแรม Hakone Suimeisou ครับ เป็นโรงแรมแบบเรียวกัง ญี่ปุ่นโบราณ  แนะนำเหมือนกัน เพราะใกล้สถานีรถไฟมาก ไม่ถึงหนึ่งนาทีจากประตูสถานี และมี Private Onzen ด้วยครับ แฟนผมไม่กล้าลง Public Onzen เลยต้องหาโรงแรมที่มี Private แทน 


[i]ห้องแบบเรียวคัง[/i]

- มาถึงก็เสริฟอาหารกันเลย มีคุณป้าหน้าตาใจดีมาจัดให้ พูดอังกฤษคล่องปร๋อเลยครับ เก่งกว่าผมอีกแฮะๆ กุลีกุจอเตรียมอาหารให้ เห็นหน้าตาอาหารน้อยๆแบบนี้ แต่อิ่มมากๆๆๆๆ กินไม่หมด ป้ามีถามอีกว่าทำไมไม่กิน ไม่ชอบเหรอ คือชอบครับป้า แต่ท้องจะแตกแล้วคร้าบ พอจะนอนก็มีคุณลุงมาจัด Futon หรือที่นอนแบบโบราณให้ครับ นอนสบายมากๆ หลับเป็นตาย


[i]เห็นน้อยๆแต่มากัยเรื่อยๆ ท้องจะแตก[/i]

วันที่ แปด จันทร์ 24 มีค.57
- วันนี้มีแผนจะเที่ยวฮาโกเน่ทั้งวันครับ ฮาโกเน่นี่เขาเที่ยวได้เป็นวงกลม  จากสถานีรถไฟฮาโกเน่ยูโมโต>>รถไฟ >> รถรางเคเบิ้ล >>กระเช้า>>ไข่ดำ>>เรือโจรสลัด>>รถบัส>>สถานีฮาโกเน่ยูโมโตะ ดังนั้นจะเริ่มจากไหน ไปไหนก่อนก็ได้ครับ ผมเลือกนั่งรถไฟก่อน


[i]เที่ยวฮาโกเน่เป็นวงกลม[/i]


[i]รถไฟ[/i]


[i]รถราง[/i]


[i]กระเช้า[/i]

- ไฮไลท์สุดๆของวันนี้คือภูเขาไฟฟูจิครับ วันนี้อากาศดีมากๆ ไม่มีเมฆเลย คิดเลยว่าได้เห็นฟูจิแน่ๆ พอนั่งกระเช้าผ่านจุดเชคพอยต์แรกปุ๊บ ก็ Grand Opening เลยครับ ภูเขาไฟฟูจิตระหง่าน เด่นเป็นสง่าอยู่ตรงหน้า เจอของจริงถึงกับอึ้งเลยครับ สวยมากๆๆๆ ใหญ่โตเหมือนเอื้อมมือไปไป สุดยอด คนทั้งกระเช้าฮือฮาทุกคนเลยครับ เพราะภูเขาไฟฟูจินี้ ได้ชื่อว่าขี้อายมากๆครับ บางคนไปญี่ปุ่นสองครั้ง ไม่เคยเห็นภูเขาไฟเลยครับ ผมนับว่าโชคดีมากๆ






[i]เย้ๆ[/i]

-มาถึงยอด ก็เป็นสถานที่มหาชนอีกเช่นเดิมคือ ลานไข่ดำ มีร้านขายของประมาณสามร้านใหญ่ๆ ขายของเหมือนกันเปี๊ยบ ไข่ดำห้าฟองห้าร้อยเยน  มันคือไข่ต้มดีๆนี่เอง ต้มเองก็ได้ แต่นี่ต้มในบ่อภูเขาไฟ ที่มีกำมะถัน เปลือกเลยเป็นสีดำ ผมบอกเลยว่า ไข่ปิ้งหน้าปั๊มบ้านเราอร่อยกว่าจริงๆครับ  แนะนำไอติมรสวาซาบิ กับไอติมรสเบอรี่สีดำครับ อร่อยมั่กๆ ส่วนไข่ดำ แนะนำว่าขอเพื่อกินครับ เพราะตั้งห้าฟอง ใครจะกินหมด ไม่อร่อยด้วย 555


[i]ไข่ดำ = ไข่ต้ม[/i]


[i]แนะนำไอติมวาซาบิครับ ฟินมาก[/i]

- เมื่อชมฟูจิจนจุใจ ก็นั่งกระเช้าต่อลงมาด้านล่าง เพื่อนั่งเรือชมทะเลสาบอะชิ ผมแนะนำว่าให้นั่งต่อไปลงท่า Motohakone ครับ ไม่ต้องลงที่ท่า Hakonemachi ครับ เพราะอะไร เดี๋ยวผมจะบอกต่อไป ขอบอกว่าดาดฟ้าเรือหนาวมากๆ ใส่เสื้อกันลมดีๆเลยครับ 


[i]ลำนี้ที่เราจะนั่ง[/i]


[i]สามารถเห็นฟูจิซังไกลๆจากเรือ[/i]

- ลงท่าเรือโมโตฮาโกเน่ ก็หาร้านกินข้าวกันก่อน มีหลายร้านครับ ราคาก็แพงกว่าในเมืองเล็กน้อย อย่างว่าเมืองท่องเที่ยวเนอะ จากนั้นก็ทำการเดินกลับไปที่ท่าเรือ Hakonemachi…?? งงไหมครับ ทำไมเราไม่ลงที่ท่าเรือ Hakonemachi เลย เพราะว่าระหว่างทางจากท่าเรือ Motohakone กับท่าเรือ Hakonemachi จะมีสถานที่น่าสนใจอยู่นะครับ ระยะทางประมาณ 700 เมตร เดินสบายๆครับ อากาศเย็นทีเดียว เดินมาตามถนนแหล่ะครับสักพักจะมีตรอกเล็กๆให้เดินเข้าไป จะเป็นทางเดินโบราณในสมัยก่อนครับ สองข้างทางเป็นต้นสนสูงๆสวยงามมากๆ เดินมาครึ่งทางก็มี Hakone Park แต่ผมไม่ได้เข้าไป เดินเลยมาอีกนิดก็จะเจอกับด่าน ตม.สมัยเอโดะครับ เป็นด่านกั้นระหว่าง โตเกียว(เอโดะ)กับเกียวโต ในสมัยโบราณ ตรงนี้จะมีร้านขายไม้แกะสลักสวยๆ น่ารัก ที่เป็นที่เดียวในญี่ปุ่นครับ เดินดูอยู่นาน สอยกล่องใส่ไม้จิ้มฟันแนวๆมากล่องนึง เท่ดีครับ


[i]Cedar Old High-way[/i]


[i]ตม.โบราณ และร้านค้า[/i]


[i]งานไม้ละเอียด และสวยมาก[/i]

- เดินกลับมาถึงท่าเรือ Hakonamachi ก็นั่งรถบัสกลับมาที่สถานี Hakone-Yumoto และกลับโรงแรม แช่ออนเซ็น นอนหลับอย่างสบายใจ พรุ่งนี้เตรียมเดินทางกลับ

วันที่เก้า อังคาร 25 มีค.57
- ออกเดินทางจากฮาโกเน่โดยรถไฟ  Romance Car เช่นเดิม กลับมาที่ชินจูกุ  ตามแผนเดิมจะฝากกระเป๋าในล๊อคเกอร์ แล้วไปเดินเล่นย่านชินจูกุต่อ เพราะเครื่องบินออกเที่ยวห้าโมงครึ่งแน่ะ โดยเราสามารถซื้อตั๋วเข้าไปในสถานี เพื่อเอากระเป๋าไปเก็บ และเดินออกมาได้นะครับ ตอนแรกไม่รู้เดินหาล๊อคเกอร์ด้านนอกใหญ่เลยเสียเวลาไปหลาย  แต่พอเข้าไปได้ ก็พบว่าล๊อคเกอร์เต็ม !!!! เซ็งเลยครับ วิ่งหาล๊อคเกอร์ว่างๆก็มีแต่อันเล็กๆ หาอนู่นานมาก สุดท้ายเลยตัดสินใจลากกระเป๋าหาร้านกิน เดินไปสักพักก็ไม่ไหว เพราะกระเป๋าเยอะ แล้วหนัก สุดท้าย เลยเดินกลับเข้าไปในสถานี และเดินลงไปซื้อข้าวกล่องกินในสถานีนั่นแหล่ะครับ ระหว่างเดินลงไปชานชะลา ก็เห็นล๊อคเกอร์อีกนับสิบที่ว่างมากกก แทบตะโกนเชี่ยยย เลยครับ เดินลงมาอีกนิดก็เจอแล้ว ไปโง่เงิบข้างบนอยู่ตั้งนาน จนอดเดินชินจูกุ ใครจะวางแผนแบบผม ถ้าล๊อคเกอร์ด้านบนเต็ม ให้เดินลงมาที่ชานชะลานะครับ มีว่างแน่นอน เยอะด้วย  รออีกสักชั่วโมง ก็ได้เวลารถไฟ NEX (Narita Express) ไปลงยัง Terminal1 และรอขึ้นเครื่องกลับ กทม. ถึงไทยตอนสี่ทุ่มกว่าๆโดยสวัสดิภาพครับ


[i]รถไฟมารับละ[/i]


[i]ออกเดินทางกลับไทยแลนด์จ้า[/i]

สรุปค่าใช้จ่าย ถ้าไม่รวมค่าตั๋วเครื่องบิน ค่ากินและช้อปปิ้งเลย เอาแค่ค่ารถไฟ ค่า FreePass และค่าโรงแรม จะตกคนละประมาณสามหมื่นบาทเองครับ ค่าตั๋ว ค่ากินเรา Adjust เองได้ ผมว่าเก้าวัน สามหมื่นบาทนี่น้อยมากๆครับ ถ้าเรากินประหยัด ซื้อตั๋วช่วงโปรโมชั่นนี่ตกไม่ถึงห้าหมื่นบาทเลยครับ

แต่ผมเอาหัวเป็นประกันเลยครับ ใครไปญี่ปุ่น แล้วไม่ซื้อของกิน โดยเฉพาะขนม ผมให้เตะเลยครับ สุดท้ายจะหมดตัวเพราะของกินเนี่ยแหล่ะครับ ผมเอาเงินไปเก้าหมื่นบาท เผื่อๆเหลือๆช้อปปิ้ง กิน สุดท้ายกลับมาไทย เหลือแค่สามพันบาทครับ !!! ซีดเลยครับ เหอๆ หมดไปกะกินกะช้อป แต่ก็คุ้มครับ ไปอย่างราชา กลับมาอย่างยาจก..

ถ้าแก้ได้ ผมจะแก้โดยเลือกไปฮาโกเน่วันหยุดครับ เพราะมันไม่มีอะไรเที่ยวนอกจากไข่ดำ แล้วมาเที่ยวโตเกียววันธรรมดาครับ เพราะคนจะน้อย ไม่ต้องจอง ไม่ต้องรอคิว  อีกอย่างผมจะไป-กลับที่เมืองเดียวครับ เช่นลงเครื่องโตเกียว ก็กลับที่โตเกียว ค่าเครื่องบินจะถูกกว่ามากๆครับ นี่ผมลงโอซากา กลับโตเกียว ค่าตั๋วแพงกว่าเป็นหมื่นเลยครับ  ใครจะไปทริปแบบผมลองจัดดูครับ โอซากา-โตเกียว นั่งชินคันเซนสองชั่วโมงเอง ถ้าจัดดีๆ ได้เที่ยวครบ แถมค่าเครื่องถูกลงอีก แนะนำว่ามองๆตารางเครื่องบินก่อนครับ ค่อยมาจัดทริป เพราะถ้าคิดจะซื้อตั๋วราคาถูก ต้องไป transfer ที่จีน หรือเกาหลี จะช้าไปมาก จะได้วางแผนถูก แต่ถ้านั่ง TG แพงหน่อย แต่ Direct เลยครับ รอบก็มีเยอะ เลือกได้สบาย (แต่ว่าแต่ละเที่ยวบินราคาก็ไม่เท่ากันนะครับ ที่นั่งราคาถูก จะได้เที่ยวที่ห่วยๆ เช่นไปถึงดึกมาก รถไฟไม่วิ่งแล้วเป็นต้น) 

ขอให้โชคดีกับการเที่ยวญี่ปุ่นนะคร้าบบ ขอบคุณที่อ่านจนจบ เพราะยาวมากกกกกกก


แถมท้ายเรื่องบ้าน ตอนนี้กำลังทำคานคอดินครับ เลยยังไม่มีอะไรอัพเดตมาก ร่วมกับช่วงนี้พายุฤดูร้อนเข้า งานเลยช้าไปอีก เดี๋ยวทำคานคอดินเสร็จ จะมาเล่าให้ฟังต่อนะครับ




Create Date : 03 เมษายน 2557
Last Update : 25 พฤษภาคม 2557 0:30:34 น.
Counter : 4741 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

Agent Molder
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 340 คน [?]



Blog ผมนอกจากจะบันทึกรายละเอียดของการซื้อที่ เตรียมที่ และปลูกบ้านแล้ว ยังมีเกร็ดความรู้บางอย่าง ที่ผมประสบมากับตัวเองมาบอกกันด้วยครับ เพราะบางอย่าง อาจหาไม่ได้ในเนต แต่ได้จากการพบเจอกับตัวเอง เวลาเพื่อนๆคิดจะสร้างบ้าน จะได้ระวังเอาไว้ครับ

ปล.ถ้าผมพบข้อความขายของ แนะนำเบอร์โทร เวบไซต์ หรือเนียนโฆษณาแฝงใดๆก็ตาม ในComment ผมขอลบออกนะครับ หากต้องการขายของให้ติดต่อกันเองโดยตรง อย่าใช่ blog ของผมเป็นสื่อเลยนะครับ ขอบคุณที่เข้าใจ

ฝากเพจ คนปลูกบ้าน เพจของผมเองครับ มีไว้พูดคุย สอบถาม และให้ความรู้เกี่ยวกับการปลูกบ้าน โดยเจ้าของบ้านด้วยกันเอง จะได้ไม่โดน ผรม.หลอก กดที่ชื่อเพจ หรือเข้า link ได้ที่หัวข้อ Link ด้านล่างเลยครับ

อนึ่ง โฆษณาด้านบน เป็นของ Bloggang.com ที่อาศัยเนื้อที่ใน blog มาแปะนะครับ ทางผมไม่ได้มีส่วนได้เสียอะไรด้วยนะครับ
เมษายน 2557

 
 
1
2
4
5
6
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
 
 
All Blog