<<<<บ้านอะเดลยินดีต้อนรับจ้า>>>>
Group Blog
 
 
มกราคม 2559
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31 
 
13 มกราคม 2559
 
All Blogs
 
หนี้รักในกรงไฟ (Miracle Bell) บทที่ 4 (1/2)



บทที่ 4 (ท่อนแรก)

ณ บ้านริมน้ำ...

ด้วยความที่เป็นเด็กขยันชลิตาพยายามช่วยงานทุกอย่างในบ้าน ช่วยดูแลจุ๋นเจี๋ยก่อนและหลังเลิกเรียน วันหยุดก็ช่วยแม่บ้านที่จ้างมาแบบไปกลับเก็บกวาดทำความสะอาดทั้งที่ไม่ใช่หน้าที่นั่นทำให้เธอเป็นที่เอ็นดูของทุกคน โดยเฉพาะพิมพ์พรและจุ๋นเจี๋ยนับวันพวกเขายิ่งรู้สึกรัก รู้สึกเมตตา

พิมพ์พรทำอาหารให้เด็กสาวไปทานที่โรงเรียนทุกวันช่วงที่ฝนตกก็จะออกไปรับ หรือไม่ก็ให้แม่บ้านไปแทน ถ้าสภาพอากาศแย่ก็รอจนฝนหยุดทุกอย่างดีขึ้น ระยะหลังชลิตาแก้ปัญหาโดยการใส่ที่อุดหู หรือไม่ก็หูฟังเสียงเพลงทำให้ความเครียดความกลัวน้อยลงบ้าง แต่ก็ไม่หาย

กระนั้นทุกคนก็มองอย่างเข้าใจไม่เคยทำให้เด็กสาวรู้สึกไม่ดีเลยสักครั้ง นั่นทำให้ความสดใสเธอกลับมา ยกเว้นแค่ช่วงเวลาใกล้วันเกิดของเธอเท่านั้นที่ชลิตาจะเก็บตัวอยู่แต่ในห้องหยิบล็อกเกตรูปครอบครัวขึ้นมาดู พิมพ์พรและจุ๋นเจี๋ยแก้ปัญหาโดยการอยู่ใกล้ไม่พูดถึงวันเกิด ไม่ว่าจะของใครก็ตามในบ้าน เพราะแคร์ความรู้สึกของเด็กสาวนั่นคือสิ่งที่ครอบครัวนี้ถือปฏิบัติตั้งแต่รับชลิตามาอยู่ร่วมบ้าน

“อยู่ที่นี่เอง...” ป้าพิมพ์โผล่หน้าเข้ามาในห้องเก็บของที่ชลิตากำลังช่วยแม่บ้านทำความสะอาดอย่างเคย แต่วันนี้มีสิ่งที่แตกต่างออกไปคือเด็กสาวไม่ได้ถือไม้ขนไก่ หรือผ้าปัดฝุ่นอย่างที่เคยทำ เพราะเธอกำลังก้มหน้าดูอัลบั้มรูปหนึ่งอยู่“วันนี้เบลล์อยากทานอะไรจ๊ะ”

“ป้าพิมพ์” ดูเหมือนเธอจะไม่ทันฟังคำถามเพราะมีสิ่งที่อยากรู้ “นี่รูปใครคะ”

รูปที่ถูกเอ่ยถึงภาพถ่ายของผู้หญิงคนหนึ่งสวมชุดกันเปื้อนยืนอยู่หลังเคาท์เตอร์ร้านเบเกอรี่ที่เต็มไปด้วยขนมเค้กและคุกกี้เธอมีเรือนผมยาวสีดำนิลเช่นเดียวกับสีดวงตา ดวงตาเธอทอประกายสดใสเช่นเดียวกับรอยยิ้มเล็กๆ ที่ปรากฏทำให้ยิ่งชวนมอง

“เธอสวยมากๆ เลย”

“อ้อ...คุณเปมิกาจ้ะ” พิมพ์พรยิ้มให้พลางเดินเข้ามาหา“ตัวจริงสวยกว่าในรูปอีกนะ เธอสวยจนใครๆ เห็นก็ต้องหลงรัก แม้แต่คนที่ไม่เคยคิดว่าจะตกหลุมรักใครก็ยังหลงรักเธอ และก็รักมากกว่าที่เคยรักผู้หญิงคนไหนในชีวิต”

“เบลล์ไม่สงสัยเลยค่ะ เธอดูสวยดูสง่า ดูใจดี แค่มองก็ยังรู้สึกสดใส”

“ก็เหมือนหนูไงลูก แค่มองก็สดใส”

คำพูดนั้นของผู้มากวัยทำให้คนถูกชมยิ้มเขินก่อนจะพูดขำๆ “ป้าพิมพ์พูดชมตรงๆ แบบนี้ ทำเอาเบลล์ไปไม่ถูกเลยค่ะ”

คนฟังหัวเราะเล็กๆ กับอาการเก้อๆของสาวน้อย “ไม่ใช่คำพูดป้าหรอกนะเป็นคำพูดของนายน้อยน่ะ”

“นายน้อย? นายน้อยเคยเห็นรูปเบลล์ด้วยเหรอคะ” อาการจ้องตาแป๋วทำให้พิมพ์พรเพิ่งรู้ตัวว่าหลุดพูดอะไรบางอย่างไปแล้วอะไรบางอย่างที่ว่าก็จะทำให้เธอต้องตอบคำถามสาวน้อยอีกมากมาย “เห็นตอนไหนคะป้าพิมพ์...ป้าพิมพ์ส่งรูปเบลล์ให้นายน้อยเหรอคะ ส่งทางไหน”

“ไม่ใช่หรอกจ้ะ ไม่ได้ส่งทางไหนก็รูปเก่าๆ ที่ป้าไปเยี่ยมหนูที่บ้านอุปถัมภ์ไง บังเอิญนายน้อยเคยเห็นน่ะ”

“งั้นเหรอคะ” ชลิตาผิดหวังเล็กๆ“แล้วนายน้อยว่าไงบ้างคะ”

“ก็ว่าแค่นั้นแหล่ะจ้ะเพราะนายน้อยก็แค่มาเห็นโดยบังเอิญ”

คำแก้ตัวดูไม่ค่อยแนบเนียนนักเพราะความจริงคือทุกครั้งที่มาเมืองไทยพิมพ์พรและจุ๋นเจี๋ยถูกขอร้องให้ไปที่บ้านอุปถัมภ์เพื่อเยี่ยมเด็กผู้หญิงคนนี้ นำของไปให้ให้ถามสารทุกข์สุขดิบ ถ่ายรูปเธอ พวกเขาไม่รู้ว่าเด็กคนนี้เป็นใครสำคัญอะไรกับนายน้อย เพราะพวกเขาไม่มีสิทธิที่จะถาม รับรู้แค่สิ่งที่นายน้อยบอกพวกเขาจึงคิดไปเองว่าเธออาจเป็นคนรู้จักเมื่อครั้งนายน้อยอยู่เมืองไทยและนายน้อยคงมีเหตุผลบางอย่างที่ต้องปกปิดเรื่องนี้กับคนอื่น รวมถึงตัวของชลิตาเองเหตุผลที่แม้ทั้งสองสามีภรรยาจะสงสัย แต่คงไม่กล้าเอ่ยถามหรือตามสืบ

คำสั่งสุดท้ายที่พวกเขาได้รับก่อนจะกลับมาไทยคือ‘รับชลิตามาอยู่ด้วยดูแลเธอให้ดีที่สุด’แล้วนั่นคือสิ่งที่พิมพ์พรและจุ๋นเจี๋ยทำ คราแรกนั้นอาจเป็นเพราะคำสั่งนายน้อย แต่เวลานี้พวกเขาทำเพราะความรู้สึกรักและผูกพัน

“แล้วคุณเปมิกาเป็นอะไรกับนายน้อยคะ...เป็นแฟนเหรอคะ”

คำถามอย่างซื่อๆทำเอาผู้มากวัยกว่าทำตาโต “แฟนที่ไหนกันลูก คุณเปมิกาน่ะ เป็นคุณแม่ของนายน้อย นี่เป็นรูปที่ถ่ายไว้ตั้งแต่ตอนคุณเปมิกายังสาว”

“มิน่าล่ะ ถึงว่ารูปดูเก่าๆ”ชลิตายิ้มเก้อๆ ก่อนจะถามต่อ “งั้นก็แสดงว่านายน้อยมีคุณแม่เป็นคนไทยคงเป็นลูกครึ่งสินะคะ”

“ท่านเป็นลูกเสี้ยวจ้ะแต่ได้ไทยมาเยอะ เพราะคุณพ่อท่านเป็นลูกเสี้ยวไทย จีน อเมริกันส่วนคุณเปมิกาเป็นคนไทยร้อยเปอร์เซ็นต์เลยล่ะ เมื่อก่อนนายน้อยก็เคยอยู่เมืองไทยคุณพ่อท่านก็ด้วย แต่ทั้งคู่ก็ไปโตที่ต่างประเทศ”

“เป็นลูกครึ่ง ลูกเสี้ยว งั้นนายน้อยก็ต้องหน้าตาดีมากแน่เลยค่ะ”

พิมพ์พรพยักหน้า “ท่านหน้าตาคมเข้มผิวขาวแต่ไม่ได้ดูเป็นคนสำอางหรอกนะ สีผมและสีดวงตาดำสนิทเหมือนคุณแม่ท่าน”

“ตอนเป็นหนุ่มคงป๊อบมากแน่เลยค่ะ”

“เป็นหนุ่ม? เบลล์คิดว่านายน้อยอายุเท่าไหร่กันจ๊ะ ถึงใช้คำว่าเมื่อตอนเป็นหนุ่ม”ผู้มากวัยกว่าถามขันๆ

“เบลล์คิดว่านายน้อยน่าจะอายุราวๆสี่สิบห้าสิบ...ไม่ใช่เหรอคะ”

คำพูดนั้นทำให้พิมพ์พรขำ “ตอนนี้ท่านก็ยังหนุ่มท่านน่าจะแก่กว่าหนูเจ็ดแปดปีได้มั้งจ๊ะ”

“เจ็ดแปดปี?...เบลล์อายุสิบหก นายน้อยก็ต้องราวๆ ยี่สิบสามยี่สิบสี่?” เมื่อพิมพ์พรพยักหน้า เด็กสาวทำตาโต “แล้วตอนนี้คุณเปมิกาอยู่กับนายน้อยที่ต่างประเทศเหรอคะ”

“เปล่าหรอกจ้ะ เธอเสียไปนานแล้วล่ะตอนที่เธอเสียนายน้อยอายุแค่สิบห้าปีเอง เธอโดนรถชนเห็นว่าเพราะปกป้องนายน้อยตอนที่คุณเปมิกาเสีย นายน้อยเสียใจมาก รู้สึกเหมือนอยู่คนเดียวเพราะนายน้อยเข้ากับนายท่านไม่ค่อยได้ เหมือนพูดกันคนละเรื่องคนละภาษาป้าเห็นนายน้อยนั่งเศร้าคนเดียวอยู่บ่อยๆ ท่านคงคิดถึงคุณแม่มาก”

“นายน้อยคงโทษตัวเอง ที่แม่ต้องเจ็บต้องตายก็เพราะปกป้องตัวเอง”ชลิตาไม่เข้าใจตัวเองว่าทำไมเธอจึงได้รู้สึกเศร้ากับเรื่องที่ได้ยินมาถึงขนาดนี้หรือเพราะมันทำให้เธอนึกถึงตัวเอง นี่อาจเป็นความรู้สึกที่จิตใจรับรู้แต่เธอจำไม่ได้ “ในวันที่เบลล์ตื่นขึ้นมาที่โรงพยาบาล คนแปลกหน้าบอกเบลล์ว่าบ้านเบลล์ถูกไฟไหม้ ทุกคนในครอบครัวตายหมด มีคนปลอบใจเบลล์ว่าพวกเขาอาจตายเพราะปกป้องเบลล์ เบลล์ควรเข้มแข็ง อยู่ต่อไปให้ได้เพื่อพวกเขาเบลล์ก็อยากทำอย่างนั้น แต่ทุกครั้งที่คิดถึงเรื่องนี้เบลล์ก็เจ็บ...เจ็บในนี้เจ็บที่ทำไมเบลล์ไม่ตายไปพร้อมทุกคน”

‘ในนี้’ ที่เด็กสาวเอ่ยถึงหัวใจที่เธอชี้

“นายน้อยของป้าพิมพ์ก็คงรู้สึกเหมือนเบลล์ตอนนี้ใช่มั้ยคะ”

พิมพ์พรเข้ามาช่วยปลอบ เช็ดน้ำตาให้“ป้าก็คิดอย่างนั้น แต่สุดท้ายนายน้อยก็คิดได้ว่าถ้าวันนั้นคุณเปมิกาช่วยนายน้อยไม่ได้ คนที่จะต้องเสียใจคงเป็นคุณเปมิกา หนูเข้าใจที่ป้าจะบอกมั้ยลูก...เบลล์”

“ค่ะ” หญิงสาวสะอื้นแรงขึ้น“เบลล์จะอยู่ให้ได้ เบลล์จะเข้มแข็ง เบลล์จะอยู่อย่างมีความสุขเพราะการอยู่รอดของเบลล์ในวันนั้น ทำให้คนที่รักเบลล์จากไปอย่างหมดห่วงพวกเขาตายตาหลับที่ได้รู้ว่าหนูปลอดภัย...”

ทั้งที่บอกว่าจะเข้มแข็งแต่น้ำตาเจ้ากรรมกลับยิ่งไหลพิมพ์พรเอื้อมมือเช็ดน้ำตาให้ ก่อนจะดึงเข้ามากอด หวังให้ความอบอุ่นห่วงใยที่ส่งไปให้ทำให้เด็กสาวคลายใจ

แล้วมันก็ได้ผลเวลานี้ชลิตาไม่ได้รู้สึกว่าอยู่อย่างเดียวดายอีกแล้ว วันนี้เธอมีป้าพิมพ์และจุ๋นเจี๋ยที่ให้ความรักและยังมีนายน้อยที่เมตตาส่งเสียให้ชีวิตใหม่นายน้อยที่เธออยากรู้จักท่านให้มากขึ้น ถ้าเป็นไปได้ก็อยากเจอท่านสักครั้ง...

ถึงจะปฏิเสธไปแล้ว สุดท้ายเควินก็ยังต้องมาร่วมงานวันเกิดแม่ของชาคริตเพราะหลังจากจบงานในฮ่องกง ก่อนที่จะได้กลับ มีคำสั่งมาจากนิคให้เขาทำหน้าที่คนส่งของขวัญไปให้‘พัชรินทร์’ผู้หญิงที่พยายามจะประกาศต่อใครทั้งโลกว่าหล่อนเคยเป็นผู้หญิงของผู้นำเดอะวันกรุ๊ปคนที่นิคเคยหลงใหลขนาดยอมรับลูกของหล่อนเป็นลูกบุญธรรม

พัชรินทร์เชื่ออย่างสนิทใจว่านิคเมตตาชาคริตมากเสียยิ่งกว่าลูกชายแท้ๆ เพราะการที่นิคสั่งให้เควินมาร่วมงานวันเกิดหล่อนเป็นสิ่งยืนยันรอยยิ้มของความสุขยังคงแลระบายบนใบหน้าเจ้าของงานเลี้ยงที่เพิ่งกลับถึงบ้านหลังปาร์ตี้จบลง

“ดูแม่มีความสุขมากนะครับ”ชาคริตเอ่ยถามมารดาที่แม้จะอายุห้าสิบแล้วแต่ก็ยังเป็นคนที่ดูแลตัวเอง เป็นคุณแม่ยังสาวและสวยสง่าสมวัยและยังดูแข็งแรง จนบางครั้งบางคนคิดว่าเป็นพี่สาวหรือน้าสาว มากกว่าแม่กับลูก“ผมดีใจที่เห็นแม่มีความสุข และคุณพ่อก็คงดีใจ ถ้ารู้ว่าสร้อยที่คุณพ่อให้คุณแม่ชอบมันมาก”

ชาคริตมองสร้อยมรกตล้อมเพชรที่คอของมารดาซึ่งคนที่สวมสร้อยเส้นนี้ให้แม่ของเขาก็คือเควิน น้องชายบุญธรรมของเขามาร่วมงานพร้อมของขวัญทำตามทุกคำสั่งของนิค นั่นคือใส่สร้อยเส้นนี้ให้กับเจ้าของงานวันเกิดพร้อมกับคำอวยพรและดูเหมือนเควินจะถ่ายทอดมันอย่างไม่มีขาดตกบกพร่อง

“ฉันชอบสร้อยที่นิคให้ก็จริงแต่ที่ฉันดีใจเพราะของขวัญอีกชิ้นมากกว่า”

ชาคริตขมวดคิ้วมองสบตามีรอยยิ้มของมารดาแล้วก็นึกได้ “เควิน?”

“ใช่ ฉันดีใจที่เควินมาร่วมงานเป็นตัวแทนของนิคเอาของขวัญมาให้ฉัน ซึ่งถ้าสร้อยเส้นนี้แกเป็นคนถือมาฉันคงไม่ดีใจขนาดนี้ ไม่นึกเลยว่าแค่โทรศัพท์กริ๊งเดียวจะทำให้ฉันได้ในสิ่งที่ต้องการ นิคดูให้ความสำคัญกับแกมากนะชาคริต ไม่เสียแรงจริงๆที่แม่ฝากทุกอย่างไว้กับแก ลูกแม่คนนี้ไม่เคยทำให้ผิดหวัง”

“ผมว่าแม่ไม่น่าทำอย่างนี้เลยนะครับ”ชาคริตรู้ว่ามารดาคิดอะไรอยู่ เขาไม่ค่อยเห็นด้วยกับวิธีการนั้น“การที่แม่ทำแบบนี้ ยิ่งจะทำให้เควินเกลียดคุณพ่อมากขึ้น และนั่นก็จะทำให้คุณพ่อหงุดหงิด”

“หึฉันว่าก็คงไม่ทำให้เควินเกลียดนิคไปมากกว่าเดิมนักหรอก หรือจะพูดให้ถูกต้องบอกว่าเควินคงไม่เกลียดใครมากไปกว่านิคแล้วล่ะ” พัชรินทร์ดูจะไม่ได้ใส่ใจเพราะหล่อนได้ในสิ่งที่ต้องการแล้ว “นิคสัญญากับฉันว่าจะมา ในเมื่อมาไม่ได้ ก็ต้องรับผิดชอบจะให้ฉันเสียหน้าไม่ได้ ขืนไม่ให้เควินมาแทนคนก็เอาฉันไปนินทาสิว่าหมดบารมีในมิราเคิลฯ โดยเฉพาะกับพวกญาติๆ ที่เคยว่าฉันหาว่าฉันท้องไม่มีพ่อ หาว่าฉันเป็นคนโกหกป่านนี้พวกนั้นก็คงกลับมาเชื่อเหมือนเดิมแล้วว่า แกเป็นลูกของนิคจริงๆไม่ใช่ฉันแค่สมอ้าง”

“แต่แม่ก็รู้ว่าไม่ใช่ผมไม่ใช่ลูกคุณพ่อ” ชาคริตดูสะเทือนใจกับสิ่งที่พูดและรู้สึกเจ็บปวดทุกครั้งที่นึกถึงเรื่องนี้

พัชรินทร์เองก็คงรู้สึกได้จึงเปลี่ยนเรื่องคุย“แม่ดีใจนะที่เห็นแกดูสนิทกับคุณหนูหยาง”

ชื่อที่ถูกเอ่ยถึงทำให้ชาคริตมีท่าทีเปลี่ยนไปอมยิ้มเล็กน้อยแต่เมื่อเห็นแววตาของมารดาก็รีบปรับสีหน้าใหม่ “ก็ไม่นี่ครับคุณหนูหยางมาเป็นตัวแทนเจ้าสัวหยาง ผมก็แค่เข้าไปดูแลเธอตามหน้าที่”

มารดายิ้มอย่างรู้ทันลูกชาย“แกจะทำอะไรเกินหน้าที่บ้างก็ได้นะ ผู้หญิงอย่างคุณหนูหยางใช่ว่าจะหาได้ง่ายๆ แล้วอีกอย่างนิคก็อยากดองกับเจ้าสัวอยู่แล้วถ้าแกทำให้คุณหนูหยางประทับใจได้ นิคคงดีใจ”

“แม่รู้ได้ยังไงครับว่าคุณพ่อคิดอย่างนั้น”

“ทำไมฉันจะไม่รู้สิ่งที่ผู้ชายคนนั้นคิดถ้าแกอยากให้พ่อแกรัก ก็ทำอย่างที่ฉันบอกก็พอ” พัชรินทร์บอกอย่างมั่นใจชาคริตไม่พูดอะไรก็จริง แต่มารดาก็ได้คำตอบที่ต้องการแล้วจึงพูดเปลี่ยนเรื่องอีกครั้ง “ว่าแต่แกกับเควินจะกลับเมื่อไหร่”

“ผมกลับพรุ่งนี้เลยต้องรีบไปช่วยงานคุณพ่อ ส่วนเควินคงไปไหว้คุณเปมิกาก่อนดูท่าแล้วคงอยู่เมืองไทยต่ออีกสักพัก”

“ข้อแลกเปลี่ยนที่ให้มันมางานวันเกิดฉันสินะแล้วตอนนี้เขาพักอยู่ที่ไหน”พัชรินทร์และชาคริตพยายามชวนให้เควินพักที่บ้านนี้ด้วยทุกครั้งที่มาไทยแต่ไม่เคยสำเร็จ

“ผมไม่ทราบคงเป็นโรงแรมที่ไหนสักที่ ใกล้ๆ กับสุสานริมน้ำละมั้งครับ...”

“งั้นเหรอ...”พัชรินทร์ครุ่นคิดบางอย่าง ในขณะที่ลูกชายขอตัวกลับห้อง หล่อนเองก็เช่นกัน

หลังกลับเข้าห้องหล่อนต่อสายถึงใครบางคนที่คุ้นเคย

“ฉันเองฉันมีเรื่องจะขอให้พี่ช่วยหน่อย...”








Create Date : 13 มกราคม 2559
Last Update : 12 มีนาคม 2559 10:22:58 น. 3 comments
Counter : 328 Pageviews.

 
คุณดอกฝิ่น:
มาตามต่อนะคะ ว่าเมื่อไหร่สองพี่น้องจะได้เจอกัน

คุณขวัญ:
ถ้าสงสารก็มาเอาใจช่วยกันต่อนะคะ

คุณsakeena:
ได้คำตอบแล้วนะคะ

goldensun:
การเกิดเรื่องร้ายกับเบลล์ในครั้งนั้นทำให้เควินตัดสินใจ
ว่าจะต้องพาเบลล์ไปอยู่ในที่ที่ปลอดภัยค่ะ ^^


โดย: adel_ew วันที่: 13 มกราคม 2559 เวลา:9:27:20 น.  

 
น่าสงสารเควิน ผิดบาปที่ฝังใจอยู่เป็นนรกในใจของแท้เลย
กลัวว่า เบลล์จะถูกใช้เพื่อบังคับเควินอีกนะสิ
แต่เควินก็เก่งขึ้นมากนะคะ


โดย: goldensun IP: 61.91.4.2 วันที่: 13 มกราคม 2559 เวลา:20:20:56 น.  

 
รู้แล้วจ้า ^^

ชาคริตนี่น่าจะเป็นตัวปัญหาอีกคนสินะ


โดย: sakeena IP: 125.24.193.230 วันที่: 14 มกราคม 2559 เวลา:9:06:12 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

adel_ew
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 70 คน [?]




ความกลัวที่สุดคือ...กลัวที่ต้องอยู่โดยไม่เหลือใคร
Friends' blogs
[Add adel_ew's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.