<<<<บ้านอะเดลยินดีต้อนรับจ้า>>>>
Group Blog
 
 
มกราคม 2559
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31 
 
6 มกราคม 2559
 
All Blogs
 
หนี้รักในกรงไฟ (Miracle Bell) บทที่ 2



บทที่
2 (ท่อนแรก)


๘ ปีต่อมา...

ลาสเวกัส คลาร์กเคาน์ตี้ รัฐเนวาดา สหรัฐอเมริกา

ไฟหน้าร้านอาหารยอดนิยมแห่งหนึ่งปิดลงได้พักใหญ่แล้วพนักงานต่างทยอยกลับกันไปเกือบหมด เหลือที่อยู่เก็บกวาดร้านไม่กี่คนพองานเสร็จก็รีบแยกย้ายกันกลับไปพักผ่อนเพราะดึกมากแล้ว เหลือแค่นักศึกษาไทยที่เพิ่งเข้ามาขอฝึกงานในร้านได้ไม่นาน

“จะกลับรึยังจ๊ะกวิน” ผู้จัดการร้านวัยกลางคนเปิดประตูชะโงกหน้าออกมาถามชายหนุ่มในชุดผู้ช่วยเชฟที่เพิ่งโยนถุงขยะใบสุดท้ายลงถังใบใหญ่ “งั้นก็ไปเก็บของเถอะแฟนพี่โทร.เข้ามาแล้ว วันนี้พี่ขอไปส่งที่บ้านนะ ไม่เอาแค่ส่งที่เดิมๆ แล้วนะ”

‘ที่เดิมๆ’ ที่ว่าคือหัวถนนห่างไปอีกสองบล็อก ซึ่งที่นั่นเป็นเขตคนพลุกพล่าน สามารถไปได้หลายทางจึงไม่มีใครรู้ว่าจริงๆแล้วกวินพักอยู่ที่ไหน...แต่จะว่าไปแล้วเธอรวมถึงคนที่ร้านก็ไม่ได้รู้ประวัติเด็กหนุ่มนี้มากนักรู้แต่ว่าเป็นคนที่เจ้าของร้านฝากมา ให้ฝึกงานที่นี่ ทำงานแบบไม่รับค่าจ้างขอแค่ได้ฝึกการทำอาหารในครัว มีคำสั่งห้ามมาว่าไม่ให้ซักประวัติใดๆสุดท้ายทุกคนจึงรู้จักเขาแค่ชื่อ

กวินเป็นคนมีความตั้งใจ หนักเอาเบาสู้ไม่เกี่ยงงาน บวกกับเป็นคนมีฝีมือ ทำให้เวลานี้ได้เลื่อนขั้นมาเป็นผู้ช่วยพ่อครัวความก้าวหน้าแบบนี้สร้างความไม่พอใจให้กับคนที่อยู่มาก่อนไม่น้อย โดยเฉพาะเจ้าถิ่นเด็กผิวสีที่มีความฝันจะเป็นเชฟ แต่หลายปีผ่านไปก็เป็นได้แค่เด็กหั่นผักยิ่งมาเห็นความก้าวหน้าแบบก้าวกระโดดของไอ้หนุ่มหน้าอ่อนแต่โลกส่วนตัวสูงไม่ชอบสุงสิงกับใคร ยิ่งชวนให้หงุดหงิด ทำกร่างโวยวายไม่ยอมฟังคำชี้แจ้งใดๆจนถึงขั้นลงมือกับผู้จัดการร้านที่เป็นผู้หญิง

กวินเข้าขวางมันคิดจะเล่นงานเพราะคิดว่าตัวใหญ่กว่า เหนือกว่า แต่ดูเหมือนจะหาเรื่องผิดคนถูกกวินซัดหมอบก่อนจะถูกเตะโด่งออกจากร้าน ก่อนไปมันข่มขู่ว่าเรื่องยังไม่จบระวังตัวให้ดี แล้วนั่นก็เป็นต้นเหตุให้ผู้จัดการร้านเป็นห่วงคนที่เคยช่วยเธออีกทั้งยังเป็นคนไทยด้วยกัน จึงยิ่งห่วงใย

“นั่นไงรถมาละ ไปหยิบกระเป๋าสิจ๊ะ”

“วันนี้ผมขอตัวนะครับ พอดีผมมีที่ต้องแวะ”ผู้จัดการสาวอ้าปากจะแย้ง แต่ถูกพูดแซงและตัดบท “ไม่ต้องห่วงครับ ผมจะระวังตัว ไว้พรุ่งนี้เจอกันครับ”

แม้จะไม่ได้รู้เรื่องกวินมากนักแต่เธอก็รู้ว่าเขาเป็นคนพูดคำไหนคำนั้น โดยเฉพาะกับเรื่องส่วนตัว“งั้นระวังตัวด้วยนะ มีอะไรก็โทร.หาพี่ได้ตลอด พรุ่งนี้เจอกันจ้ะ...อ้อฝากปิดร้านด้วยละกัน”

กวินพยักหน้ารับรอจนรถที่มารับผู้จัดการสาวเคลื่อนออกไป เขาจึงได้กลับเข้าไปในร้าน...

กระจกเงาบานเดียวในห้องสะท้อนภาพชายหนุ่มที่กำลังปลดผ้ากันเปื้อนแบบครึ่งตัวออก ก่อนจะถอดเสื้อทำงานสีขาวตามเผยให้เห็นแผ่นหลังกว้างและล่ำอย่างผู้ชายที่ถูกฝึกการต่อสู้มาอย่างโชกโชนแผลเป็นจากการฝึกบางส่วนยังทิ้งร่องรอยให้เห็น รวมถึงรอยแผลเป็นยาวเกือบคืบที่ต้นแขนขวาก็ยังอยู่...

เมื่อเสื้อขาวถูกถอดพ้นตัว เสื้อยืดถูกสวมเข้าแทนก่อนจะทับด้วยเสื้อโค้ชสีเข้ม จัดแจงเก็บทุกอย่างเข้าที่ก่อนจะสะพายกระเป๋าเป้ที่ล้วนเต็มไปด้วยหนังสือเกี่ยวกับวัตถุดิบการทำอาหารเมื่อเช็คความเรียบร้อยที่ประตูเสร็จชายหนุ่มจึงได้หยิบโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋าเป้ กดโทร.ออก

“ครับ...ทางนั้นตกลงรึยังครับ”

ดูเหมือนคำตอบที่ได้รับกลับมานั้นจะสร้างความสุขให้คนฟังไม่น้อยเพราะรอยยิ้มเล็กๆ ค่อยๆ ปรากฏให้เห็นผ่านแววตาคมที่ทอดมองไปข้างหน้าขณะก้าวเดินอย่างไม่รีบเร่ง ไม่ได้สนใจหรือใส่ใจด้วยซ้ำว่ามีเด็กผิวสีสองคนโผล่ออกมาจากมุมตึกซึ่งเขาเพิ่งเดินผ่าน

“ครับ” คำพูดสั้นๆ ง่ายๆแต่คนที่กำลังสะกดรอยคงฟังไม่ออก อีกทั้งพวกมันยังรีบเร่งเกินกว่าจะสนใจบทสนทนาใดๆของชายหนุ่ม คิดแต่ว่าจะใช้จังหวะที่เหยื่อเผลอเข้าเล่นงาน

“ผมจะรอฟังข่าวดี...”

โทรศัพท์ถูกตัดวางสายก่อนจะหย่อนกลับไปในกระเป๋าที่ถูกวางลงบนพื้นบ่งบอกว่ากวินรู้ตัวว่าถูกสะกดรอย และทันทีที่ถูกจู่โจม เขาก็เบี่ยงตัวหลบได้ทันทำให้มีดผ่านร่างเขาไปแบบเฉียดฉิว แต่คนลงมือซึ่งเป็นโจทก์เก่ายังยิ้มเพราะคิดว่ามีพวกมาด้วย

“วันนี้มึงได้กลายเป็นศพแน่” สิ้นคำมันพุ่งเข้ามาอีกครั้ง

คราวนี้กวินไม่หลบ ปล่อยให้มันเข้ามาใกล้ก่อนจะพลิกตัวออกข้างแล้วเข้าไปปลดมีดในมือมันอย่างง่ายดายแล้วโต้กลับครั้งเดียวด้วยศอกเข้าที่ดั้งจมูกเด็กหนุ่มผิวสีลงไปนอนกองกับพื้น สิ้นฤทธิ์ไม่ต่างกับเมื่อวันก่อน แต่นั่นก็แค่เริ่มต้นเพราะพรรคพวกมันที่ซ่อนตัวอยู่หลังตึกกำลังตีวงล้อมเข้ามา

พวกมันมีทั้งหมดหกคน หนึ่งในนั้นตัวใหญ่กว่ากวินเกือบเท่าและมันมีปืนเหน็บอยู่ที่เอว

“ถ้าไม่อยากหัวแบะก็อย่าขยับ” มันหยิบปืนขึ้นมาขู่

“ถ้าไม่มีปืนให้ถือกร่าง ก็คงไม่กล้ามากันสินะ...ถ้าจะเข้ามาก็รีบซะ พวกแกกำลังจะทำให้ฉันสาย”

ปืนถูกเล็งมาที่หน้า กวินยังคงยืนเฉยไม่ได้มีความกลัวใดๆ กระทั่งเด็กนั่นขึ้นไกมีดในมือที่เขาเพิ่งชิงมาจากเจ้าโจทก์เก่าก็ ถูกซัดออกอย่างรวดเร็วและรุนแรงอีกฝ่ายไม่ทันได้กดไกปืน มีดก็เสียบเข้าที่ไหปลาร้าขวา ร้องโอดโอยอย่างเจ็บปวดเปิดโอกาสให้กวินพุ่งเข้าถีบยอดอกมันซ้ำไปอีกที ปืนหลุดจากมือพวกมันที่เหลือเข้าตะลุมบอนทั้งด้วยความโกรธและย่ามใจ คนมากกว่าอย่างไรก็ชนะ...

แต่ว่าไม่ถึงห้านาทีพวกมันก็ลงไปกองที่พื้นและพร้อมใจกันร้องโอดโอย

“สายอีกจนได้...” ชายหนุ่มบ่นอย่างหงุดหงิดหลังจากมองนาฬิกาข้อมือก้มหยิบกระเป๋าขึ้นคล้องบ่า ในขณะที่เด็กผิวสีต้นเรื่องเห็นจังหวะเอื้อมไปหยิบปืนขึ้นมาเล็งพร้อมยิง

“ตายเถอะมึง!” มันยิ้มเหี้ยมพร้อมกดไกปืน

แต่แล้วก็ต้องชะงัก รู้สึกเสียวสันหลังวาบมีปืนอีกกระบอกจ่อที่ท้ายทอยของมัน!

“ถ้ายังไม่อยากให้สมองกระจุยก็อย่าดีกว่า”ผู้ชายในชุดสูทสีดำคือเจ้าของปืนที่จ่ออยู่บนหัวเด็กผิวสีที่กำลังหน้าซีดเผือด“พาพวกแกไสหัวไปซะให้หมด ถ้าฉันเห็นพวกแกมาป้วนเปี้ยนที่นี่อีก แกจะไม่มีโอกาสได้ออกไปอีกเลย!”

โทนเสียงไม่ได้เน้นข่มขู่ แต่กลับทำให้พวกกลุ่มเด็กผิวสีตกใจสาเหตุเพราะมันเห็นสัญลักษณ์บางอย่างบนที่หนีบเนคไทนั่นยังไม่นับกลุ่มบอดี้การ์ดในชุดสูทดำที่ปรากฏตัวขึ้นเบื้องหลังผู้ชายคนแรกพวกเขามีสัญลักษณ์ ‘มังกรเหยียบเมฆ’ เช่นเดียวกับคนแรกซึ่งเป็นที่รู้กันว่านี่คือหน่วยรักษาความปลอดภัยของตึกสูงตระหง่านที่ชื่อ ‘มิราเคิล โอเอซีส แกรนด์’ ซึ่งอยู่ไกลออกไปไม่กี่บล็อกถนน

สำหรับคนภายนอกอาจเห็นพวกนี้เป็นแค่บอดี้การ์ดเสริมบารมีของพวกคนรวยแต่ไม่ใช่กับพวกเจ้าถิ่น เพราะพวกเขารู้ว่าคนเหล่านี้ทำได้มากกว่าติดตามเจ้านายถ้าเรียกแบบไม่อ้อมค้อม พวกนี้ก็คือ มาเฟียตัวเป็นๆ ที่สามารถทำให้ใครสักคนหายไปได้อย่างไม่รู้สึกเกรงกลัวความผิด

“ขอโทษครับนายน้อยที่พวกเรามาช้า” เมื่อจัดการกับตัวปัญหาได้ หัวหน้าทีมนำคนอื่นโค้งศีรษะให้กับกวินซึ่งเวลานี้คงไม่ใช่แค่เด็กนักศึกษาไทยทั่วไปอีกแล้ว เพราะคำเรียก ‘นายน้อย’สำหรับบอดี้การ์ดเหล่านี้มีความหมายว่าผู้นำที่เป็นรองนายใหญ่แค่คนเดียว“นายน้อยบาดเจ็บตรงไหนรึเปล่าครับ”

คนถูกถามตวัดตามองอย่างตำหนิ “ฉันบอกแล้วใช่มั้ยว่าอย่ามาที่นี่”

สิ้นคำบอดี้การ์ทุกคนก้มหน้าลงต่ำอย่างสำนึกผิดก่อนที่หัวหน้าทีมจะเงยหน้าขึ้น รับผิดชอบสิ่งที่ทำ “ผมขอโทษที่ขัดคำสั่งนายน้อย แต่เพราะนายใหญ่มีคำสั่งด่วนลงมาผมยินดีรับโทษทั้งหมดแต่ยังคงยืนยันว่าไม่ได้อยากทำลายชีวิตส่วนตัวนี้ของนายน้อยเลย ถ้าเลี่ยง...”

“ช่างเถอะ” กวินตัดบทยังคงหงุดหงิดได้แต่ผ่อนลมหายใจออกยอมรับความจริง ทั้งที่น่าจะรู้อยู่แล้วว่ามีสาเหตุเดียวเท่านั้นที่ ‘ต้าฟง’ จะขัดคำสั่งเขา “คราวนี้เป็นใครอีกล่ะใครที่ผู้ชายคนนั้นอยากให้ฉันกำจัดไปพ้นทาง...”

“เจ้าของภัตตาคารซินเยียร์เป็นครอบครัวคนไทยครับ” ต้าฟงรายงาน “ลูกชายติดหนี้กาสิโนและยังเอาภัตตาคารมาจำนองตอนนี้นายใหญ่อยากได้คืนทั้งต้นและดอก นั่นหมายถึงทั้งหมดที่ครอบครัวนั้นมี”

ต้าฟงรู้ดีว่าเบื้องหลังสีหน้าเฉยชาไร้ความรู้สึกนั้นคือความเจ็บปวดและเสียใจ นายน้อยของพวกเขาพยายามจะเป็น ‘กวิน’ แต่สุดท้ายนายน้อยก็ยังต้องเป็น ‘เควิน’ ทายาทคนเดียวของ ‘นิค’ มาเฟียใหญ่ในคราบนักธุรกิจผู้ชายที่เอาแต่ใจและอยากได้อะไรก็ต้องได้ และสิ่งที่เขาอยากได้ที่สุดในเวลานี้คือให้ลูกชายคนเดียวแข็งแกร่งคู่ควรกับการสืบต่อเจตนารมณ์ของตระกูล ‘รีฟส์’

ดวงตะวันยามเที่ยงยังคงร้อนแรงเหมือนเช่นทุกวัน ขณะที่รถแท็กซี่ซึ่งรับผู้โดยสารเป็นผู้หญิงสองคนต่างวัยหันหน้าจากบ้านอุปถัมภ์เบือนหน้าออกนอกตัวเมืองข้ามสะพานกว้าง แสงแดดสะท้อนผิวน้ำเป็นประกายระยับสวยงาม เจิดจ้าพอๆกับพยับแดดที่เต้นยิบๆ อยู่บนผิวถนนส่งผลให้ผู้โดยสารซึ่งนั่งข้างคนขับดึงแผ่นบังแดดลงปิดแสงเพื่อคลายร้อนในขณะที่ผู้โดยสารอีกคนบนเบาะหลังกลับยังคงยื่นหน้าชิดขอบกระจกใบหน้าอ่อนเยาว์ขาวอมชมพูมากขึ้นเมื่อต้องแดดแรงสีหน้าและแววตามีความตื่นเต้นระคนหวั่นใจ

มือเล็กเรียวที่ถือล็อกเกตนาฬิกาไว้ตั้งแต่ขึ้นมาบนรถกำกระชับแน่นขึ้นราวกับสิ่งนั้นจะช่วยให้เธออุ่นใจได้ แล้วมันก็จริง เพราะนั่นคือที่พึ่งทางใจชิ้นเดียวที่เธอมีเกี่ยวกับครอบครัวหลังฝาครอบล็อกเกตเป็นภาพถ่ายของพ่อ แม่ พี่ชรินทร์ที่กำลังกอดเธอไว้ทุกคนยิ้มกว้างอย่างมีความสุข

รถที่วิ่งมาด้วยความเร็วสม่ำเสมอลดความเร็วลงเมื่อเลี้ยวเข้ามาในซอยขนาดสองเลนตามคำบอกของหญิงวัยสี่สิบที่นั่งคู่คนขับหล่อนเหลือบดูกระจกมองหลังพร้อมกับอมยิ้มก่อนจะหันไปกำชับคนขับให้ชะลอความเร็วลงราวกับรู้ว่าสมาชิกใหม่ในบ้านที่นั่นอยู่เบาะหลังอาจต้องการเวลาเตรียมใจ

‘เบลล์รู้มั้ยว่าหนูโชคดีมากแค่ไหนคุณพิมพ์พรกับสามีเป็นคนดีมาก ครูดีใจกับหนูด้วย...ครูเล่าเรื่องหนูให้คุณพิมพ์ฟังเธอไม่รังเกียจ ไม่คิดว่านั่นคือปัญหา เธอบอกว่าสามารถดูแลเบลล์เรื่องนั้นได้ไม่ต้องห่วง’

นั่นคือสิ่งที่ครูบอก แต่สำหรับชลิตาแล้วถึงอย่างไรก็ยังต้องห่วง ยังต้องเตรียมใจไว้เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีผู้ใจดีเลือกเธอ เพื่อให้เป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว

เมื่อสามปีก่อนมีคนใจดีมารับเธอไปอยู่ด้วยหนึ่งคือสงสารในชะตากรรมของเด็กกำพร้าอีกทั้งจะได้เป็นเพื่อนให้กับลูกสาววัยเดียวกันที่เพิ่งสูญเสียคุณพ่อแต่ความหวังดีอย่างบริสุทธิ์ใจ กลับสร้างปัญหาให้ผู้อุปการะจนทะเลาะกับลูกสาวและคนอื่นในบ้าน ถึงขั้นมีการยื่นคำขาดว่าระหว่างลูกแท้ๆกับเด็กกำพร้าที่เอาแต่เรียกร้องความสนใจอย่างชลิตา จะเลือกเอาใครไว้

การ ‘เรียกร้องความสนใจ’ ที่ว่า มีอยู่สองเรื่องใหญ่ๆหนึ่งคือเรื่องอาการแพ้อาหารรุนแรงของชลิตา เธอจะกินอาหารสุ่มสี่สุ่มห้าก็ไม่ได้ต้องมั่นใจจริงๆ ว่าในอาหารนั้นจะไม่มีของที่แพ้ถึงอย่างนั้นก็ยังมีสิ่งปะปนทำให้เกิดอาการแพ้รุนแรงหลายครั้งสร้างความตกใจสร้างความเดือดร้อนให้กับครอบครัวใหม่เป็นอันมากเพื่อความปลอดภัยเธอจึงต้องทานแต่สิ่งที่แม่อุปถัมภ์ปรุงขึ้นเองเป็นพิเศษเท่านั้น

ครั้นบางวันไปทานข้างนอกกัน แม่อุปถัมภ์ก็ต้องคอยกำกับคอยบอกทางร้านอย่างเคร่งครัดสร้างความวุ่นวายให้กับคนอื่น นานวันเข้าคนในครอบครัวทนไม่ไหวแสดงออกชัดว่าไม่พอใจ แต่แด็กหญิงก็เจียมตัว ไม่โต้เถียงใดๆหนักเข้าก็ได้แต่ก้มหน้าร้องไห้ แม่อุปถัมภ์พยายามปกป้องเพราะไม่ใช่ความผิดเธอก็ยิ่งทะเลาะกับคนอื่น กลายเป็นปัญหาที่ค่อยๆ สะสม

ส่วนอีกสาเหตุที่ชลิตาโดนกล่าวหาว่าเรียกร้องความสนใจคือเรื่องโรคกลัวการออกไปข้างนอกในวันที่ฝนตก เพราะทุกครั้งที่ฝนตก จะมีฟ้าร้องฟ้าแลบ เสียงและแสงเหล่านั้นมีผลกับการรับรู้ของเธอ กระตุ้นความเครียดทำให้กลัวเพราะมันจะทำให้เธอมองเห็นภาพคนในครอบครัวถูกฆ่าตายจมกองเลือดภาพพ่อและแม่ถูกยิงแสกหน้าตายตาค้าง พี่ชรินทร์ถูกยิงที่หน้าอกเลือดไหลนอง

ภาพเหล่านั้น ทำให้เธอสับสนเพราะมันเป็นภาพที่แย้งกับความจริงเกี่ยวกับตัวเธอในวัยเจ็ดขวบซึ่งเธอจำช่วงเวลานั้นไม่ได้ แต่ทุกคนรอบตัวบอกว่า เธอสูญเสียครอบครัวจากเหตุไฟไหม้ไม่มีใครถูกยิงตายมันจึงเป็นสิ่งที่อธิบายไม่ได้ว่าทำไมเธอจึงเห็นภาพเหล่านั้นเวลาได้ยินเสียงฟ้าร้องความกลัว ความเครียดทำให้อาการไมเกรนกำเริบจนบางครั้งควบคุมและจัดการกับความกลัวของตัวเองไม่ได้ เธอไม่อยากอยู่คนเดียวต้องมีใครสักคนคอยอยู่ใกล้ คอยเรียกสติ

‘แม่ไปไม่ได้?! แต่นี่วันเกิดหนูแม่ต้องอยู่เฝ้ามันงั้นเหรอ! แม่บอกว่าแม่รับมันเพื่อมาเป็นเพื่อนหนูแต่มันไม่ใช่เลย มันมาแย่งเวลาของแม่ไปจากหนู! มันเอาแต่เรียกร้องความสนใจด้วยโรคบ้าๆของมัน แม่เอาแต่สนใจมัน ดูแลมัน! ไม่เคยนึกถึงใจหนูเลย หนูเกลียดมัน! หนูจะไม่ทนอีกแล้ว แม่เลือกมาเลยว่าจะเอาหนูหรือว่ามัน

วันนั้นแม่อุปถัมภ์ไม่ยอมเลือกใครทำให้ลูกสาวโกรธ หนีออกจากบ้าน ชลิตาไม่อยากเห็นคนที่ดีกับเธอทุกข์ใจจึงตัดสินใจกลับมายังบ้านอุปถัมภ์ เลือกจะไม่ไปอยู่ที่ไหนอีกตัดสินใจอยู่ช่วยครูดูแลน้องๆ

แต่เมื่อโตขึ้นเธอต้องออกไปเรียนข้างนอก ไหนจะค่าเล่าเรียน ค่าเดินทางค่าอาหารของเธอที่ต้องระวังเรื่องการแพ้ จึงทำแยกต่างหากจากคนอื่นค่าใช้จ่ายของเธอกลายเป็นการสร้างภาระให้กับบ้านอุปถัมภ์ซึ่งนับวันจะมีคนมาบริจาคน้อยลงทุกที ในขณะเด็กที่ต้องดูแลกลับมีมากขึ้นทุกวัน

ชลิตาพยายามหาทางช่วยออกไปทำงานพิเศษหลังเลิกเรียน แต่ด้วยความที่เป็นผู้หญิงกลับมืดค่ำก็อันตรายเพราะบ้านอุปถัมภ์อยู่ลึกเข้าไปในซอย ที่เป็นสลัมเต็มไปด้วยเด็กวัยรุ่นมีปัญหาทั้งการพนัน เหล้า และยาเสพติด และเมื่อนึกอันตรายเหล่านั้น ชลิตาก็อดไม่ได้ที่จะนึกถึงผู้มีพระคุณอีกคนที่เข้ามาช่วยเธอจากคนร้าย

ผู้มีพระคุณที่แสนลึกลับเธอรู้แค่ว่าเป็นผู้ชายและมีแผลเป็นบริเวณต้นแขนขวา

“จอดบ้านรั้วประตูสีขาวนั่นเลยค่ะ”เสียงพิมพ์พรเรียกสายตาของชลิตาให้หันกลับมา ก่อนจะมองไปบนถนนตรงหน้า รถกำลังค่อยๆเคลื่อนผ่านรั้วไม้สูงพ้นศีรษะ บริเวณนี้บ้านอยู่ห่างกันบ้านแต่ละหลังมีพื้นที่กว้างรวมถึงบ้านที่รถเข้าเทียบจอด

“ตรงนี้ล่ะค่ะ” บอกกับคนขับรถก่อนจะหันมายิ้มให้คนข้างหลัง“ขอต้อนรับสู่บ้านริมน้ำนะจ๊ะเบลล์”

‘บ้านริมน้ำ’ คือป้ายที่แขวนไว้ตรงซุ้มประตู ชลิตามองผ่านรั้วไม้ระแนงไปที่บ้านสีขาวหลังใหญ่นั้นอย่างตะลึงบ้านเก่าทรงโคโลเนียลสีขาวสองชั้นอยู่ในพื้นที่เกือบไร่ มีรั้วรอบขอบชิดตัวบ้านชั้นล่างโปร่งสบาย แนวเสาด้านหน้าของตัวบ้านเป็นระเบียงยาวประดับตกแต่งด้วยลวดลายฉลุอ่อนช้อย รอบตัวบ้านเต็มไปด้วยต้นไม้เขียวชอุ่มข้างตัวบ้านมีเรือนกล้วยไม้ซึ่งกำลังออกดอกเต็ม และบ้านหลังนี้ตั้งอยู่ริมน้ำ

เธอคิดภาพบ้านใหม่ไว้มากมายแต่ไม่คิดว่าจะเป็นบ้านที่วิเศษน่าอยู่อย่างนี้มาก่อนมันเหมือนบ้านในฝันที่เด็กกำพร้าทุกคนฝันอยากได้ บ้านไม่ต้องใหญ่ แต่ดูอบอุ่นเต็มไปด้วยความรักที่พร้อมจะให้กับเด็กอย่างเธอ

“เป็นไงจ๊ะ ชอบมั้ย”ป้าพิมพ์ทักเมื่อหันกลับมาเห็นแววตากลมโตที่มีคำถาม “ทำไมจ๊ะ”

“เบลล์จะได้อยู่บ้านนี้จริงเหรอคะ”

พิมพ์พรยิ้มอย่างเอ็นดู “จ้ะเพราะนับจากนี้ไปนี่คือบ้านของหนู”

ชลิตาอยากให้ความใจดีของพิมพ์พรอยู่ตลอดไป อดกลัวไม่ได้ว่าสักวันความใจดีนี้จะเลือนหายไปแต่จะว่าไปแล้วความกลัวนั้นก็ยังดูน้อยกว่า กลัวในสิ่งที่ตัวเธอเป็นเพราะสิ่งเหล่านั้นจะเป็นต้นเหตุให้คนอื่นเดือดร้อนกลายเป็นภาระในการใช้ชีวิตของพวกเขา ถึงจะบอกว่าพวกเขารู้เรื่องนี้แล้วแต่เชื่อเหลือเกินว่าพวกเขาคงแค่รู้แต่อาจไม่เห็นภาพและไม่เข้าใจว่ามันหนักหนาแค่ไหนกับการต้องอยู่กับคนอย่างเธอ

“ไปเถอะจ้ะ เข้าบ้านป่านนี้จุ๋นเจี๋ยคงคอยหนูแย่แล้ว...”

ชลิตาตอบรับพลางหยิบกระเป๋าใบเดียวที่เธอมีเดินตามป้าพิมพ์เข้าบ้านไปโดยไม่ทันรู้ว่าไกลออกไปไม่มากนัก มีใครคนหนึ่งกำลังซุ่มอยู่บนต้นไม้พร้อมกล้องในมือ มันกดชัตเตอร์รัวๆ ตั้งแต่รถแท็กซี่เลี้ยวมาจอดกระทั่งผู้หญิงสองวัยเดินหายเข้าไปในบ้าน จึงได้วางมือจากกล้องเพื่อกดโทรศัพท์เรียกให้รถจักรยานที่ซุ่มอยู่ไม่ไกลมารับ แล้วซ้อนกันออกไปจากนั้นจึงเก็บอุปกรณ์เข้ากระเป๋า บ่งบอกว่ามันได้ในสิ่งที่ต้องการแล้ว...

ห้องกว้างบนชั้นสองของบ้านริมน้ำห้องนี้ตกแต่งสไตล์วินเทจ เน้นโทนสีพาสเทลเพื่อให้เหมาะกับการเตรียมไว้สำหรับเด็กสาววัยสดใสเฟอร์นิเจอร์ทุกตัวตกแต่งลายดอกไม้อ่อนหวานเช่นเดียวกับเตียงนอนกลางห้องที่เน้นโชว์ความอ่อนช้อยของลวดลายเหล็กดัดซึ่งเข้าชุดกับเครื่องนอนสีขาวแต่งระบายลูกไม้เล็กๆ ชวนให้หลงใหล แล้วเจ้าของห้องคนใหม่เพิ่งตอบพิมพ์พรไปว่าเธอชอบมันมาก

“หนูชอบก็ดีแล้วถ้ามีอะไรขาดเหลือก็บอกป้าได้เลยนะ ไม่ต้องเกรงใจ”

ชลิตายกมือไหว้เป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วเธอเองก็ไม่ทันได้นับ เพราะตั้งแต่เข้ามาในบ้านหญิงวัยสี่สิบตรงหน้าก็ทำอะไรมากมายให้ ทั้งเรื่องอาหารมื้อแรกในบ้านที่ปรุงกันเองเป็นผัดไทย ไม่ใส่ถั่วลิสง บ่งบอกว่าใส่ใจเรื่องของที่เธอแพ้ ขนมหวานก็เป็นวุ้นกะทิแช่เย็นแสนอร่อย

“ถ้าไม่มีอะไรแล้วงั้นป้าขอตัวไปดูจุ๋นเจี๋ยก่อนนะ ไว้เจอกันตอนบ่ายสามเดี๋ยวมาคุยเรื่องที่เรียนใหม่ของเบลล์กัน ป้าดูโรงเรียนใกล้ๆ บ้านเราไว้ให้แล้วบรรยากาศน่าเรียนเลยล่ะ ป้าคิดว่าหนูน่าจะชอบ”

“ขอบคุณค่ะ”เด็กสาวรอจนประตูห้องปิดจึงได้เบือนหน้ากลับมาในห้องอีกครั้ง ยืนมองนิ่งๆครู่หนึ่งจึงได้จะเดินไปนั่งบนเตียงนุ่มอ่อนยวบตามน้ำหนักตัวเธอซึ่งดูตรงข้ามจากเบาะนอนเก่าๆ แข็งๆ ในบ้านอุปถัมภ์มาก สัมผัสจากผ้าปูก็เรียบลื่นก็ช่างต่างกับผ้าปูเนื้อหยาบหนาเพราะอาศัยความทนอย่างที่เคยใช้

“นี่ห้องเราจริงๆ เหรอ” ยังคงไม่อยากเชื่อว่านี่จะเป็นห้องส่วนตัวของเธออย่างที่ป้าพิมพ์บอกนิ้วเรียวเล็กลูบไล้ผ้าปูนั้นอีกครั้งแม้กรีดนิ้วเพียงแผ่วเบาแต่เธอกลับยิ่งสัมผัสได้ถึงความใส่ใจของป้าพิมพ์และลุงจุ๋นเจี๋ยที่มอบให้

เวลานี้เธออาจยังมองไม่เห็นว่าเส้นทางข้างหน้าจะเป็นอย่างไรต่อไปแต่อย่างน้อยตอนนี้เธอก็มีบ้านใหม่ที่สำคัญคือเธอไม่ต้องเป็นภาระให้บ้านอุปถัมภ์อีกแล้ว หน้าที่ต่อไปคือทำตัวให้ดีอยู่บ้านนี้ต่อให้ได้เพื่อให้ครูหมดห่วง

หญิงสาวเปิดล็อกเกตนาฬิกาที่ห้อยติดตัวเสมอออกมองดูรูปครอบครัวที่ติดใต้ฝาครอบล็อกเกตนั้นครู่หนึ่งก่อนบอกกับตัวเองและคนในรูปว่าชีวิตใหม่ของเธอกำลังจะเริ่มขึ้นอีกครั้งที่นี่ในบ้านหลังนี้ ชีวิตใหม่ที่สามีภรรยาคู่นี้เป็นผู้มอบให้นับจากนี้พวกเขาคือผู้มีพระคุณที่เธอเป็นหนี้ชีวิต วันนี้อาจยังทำอะไรไม่ได้มากแต่วันข้างหน้าเธอจะเฝ้าเตือนตัวเองว่าต้องกตัญญู ทดแทนสิ่งที่ ‘ผู้มีพระคุณ’ ให้จงได้

“ผู้มีพระคุณ...”คำคำนี้ทำให้ชลิตานึกถึงใครอีกคนที่เคยช่วยชีวิตเธอเมื่อเกือบครึ่งปีก่อน

เธอจำเหตุการณ์ในวันนั้นได้แม่น มันเป็นวันที่ฝนตกหนักเธอติดอยู่ข้างนอก กว่าฝนจะหยุดก็ดึกมากแล้วความเกรงใจทำให้เธอไม่กล้าโทรศัพท์ไปรบกวนครูพยายามข่มความกลัวเดินเข้ามาในซอยลำพัง โชคร้ายเจอกลุ่มวัยรุ่นตั้งวงเหล้าพวกนั้นเข้ามาลวนลาม และฉุดกระชากเข้าข้างทาง เสื้อผ้าถูกกระชากขาดเธอพยายามดิ้นรนต่อสู้ จะร้องให้คนช่วยก็ทำไม่ได้เพราะพวกมันล็อกตัวปิดปากไว้ พร้อมกับกระซิบคำขู่ข้างหู

ทว่า...เสียงที่เธอได้ยินกลับไม่ใช่เสียงของวัยรุ่นที่อยู่ตรงหน้า

‘เรียนรู้ได้เร็วดีนี่...’ เสียงผู้ชายปริศนาดังขึ้น ภาพเบลอๆ แทรกเข้ามาพร้อมกัน ก่อนจะค่อยๆชัดขึ้นจนเห็นว่าเป็นภาพตัวเธอมีปืนจ่อหน้า ‘รู้ว่าอยู่นิ่งๆ ก็จะไม่เจ็บตัว...’

ความรู้สึกเหมือนเธอเคยผ่านเหตุการณ์อย่างนี้มาก่อนเหตุการณ์ที่ถูกล็อกตัวปิดปาก ความกลัวที่มีอยู่แล้วยิ่งเพิ่มทวีเธอดิ้นหนีสุดแรงจนถูกตีจนสลบ มารู้สึกตัวอีกทีก็อยู่ที่โรงพยาบาล

ครูตกใจมาก สั่งเด็ดขาดว่าห้ามแวะไปทำงานพิเศษอีกบอกว่าโชคดีแค่ไหนที่เธอไม่ถูกข่มขืน ดีที่มีผู้ชายคนหนึ่งเข้าไปช่วยเธอได้ทันชลิตาอยากขอบคุณเขา แต่ไม่มีโอกาส เพราะเขากลับไปก่อนที่เธอจะฟื้น แถมยังช่วยจ่ายค่ารักษาไว้ให้ทั้งที่ไม่ยอมบอกชื่อถามความจากพยาบาลที่เจอผู้ชายคนนั้นจึงรู้แค่ว่าเป็นผู้ชายอายุไม่น่าจะเกินยี่สิบห้า เป็นคนตัวสูง หน้าตาดีมาก ผิวขาว

‘พี่อยู่ตรงนี้ตอนที่เขาอุ้มหนูวิ่งเข้ามาสีหน้าเขากังวลมากเลย เขาพยายามเรียกหนู พี่ว่าเรียกชื่อนะ น้องอะไรสักอย่างติดอยู่ที่ริมฝีปาก...อ้อ น้องเบลล์เขาเรียกหนูว่าน้องเบลล์...พี่อาจจะฟังผิดก็ได้แต่ตอนนั้นพี่ยังคิดเลยว่าเขาน่าจะเป็นพี่ชายหนู เพราะดูห่วงมาก...อ้อนึกออกอีกเรื่อง เขามีแผลเป็นที่ต้นแขนขวานะ เป็นรอยยาวเหมือนถูกมีดฟันเป็นแผลใหญ่เลยแหล่ะ’

จากคำบอกเล่าทำให้ชลิตาสามารถปะติดปะต่อภาพเลือนรางที่เธอเห็นในวันนั้นได้ก่อนหมดสติเธอรับรู้ได้ว่ามีใครคนหนึ่งเข้ามาช่วยเขาถอดเสื้อนอกออกมาเพื่อห่อตัวเธอไว้ เพราะเสื้อผ้าถูกฉีกขาดแล้วในช่วงที่เธอถูกอุ้มขึ้น เธอเห็นรอยแผลที่ว่า รอยแผลที่เหมือนถูกบาดด้วยของมีคมหรือไม่ก็ถูกฟันเป็นทาง ยาวเกือบๆ คืบนั่นคือร่องรอยเดียวที่เธอรู้เกี่ยวกับผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิต

ระหว่างที่พักรักษาตัวในโรงพยาบาลหลายวันชลิตาหวังว่าผู้ชายคนนั้นจะแวะมาเยี่ยม แต่เธอก็ผิดหวัง แล้วหลังจากนั้นไม่ถึงอาทิตย์ก็มีข่าวมาว่ากลุ่มวัยรุ่นที่ทำร้ายเธอถูกจับยกแก๊งพูดกันว่าพวกมันถูกซ้อมยับจำหน้าแทบไม่ได้ ส่วนใหญ่ถึงขั้นแขนขาหักแล้วที่น่าตกใจคือพวกนั้นส่งตัวแทนมาพบเธอเพื่อขอคำมาถึงบ้านอุปถัมภ์บอกว่าจะไม่ทำอย่างนี้อีก

แต่นั่นก็ไม่ใช่เหตุผลที่ครูจะอนุญาตให้ชลิตาออกไปทำงานข้างนอกเธอจึงยังคงรู้สึกกังวล เริ่มคิดที่จะออกไปอยู่กับผู้อุปการะอีกครั้งแต่เด็กที่โตแล้วอย่างเธอก็หาคนอุปการะยากขึ้นแล้วยังต้องคัดกรองบางอย่างให้รอบคอบกว่าเดิมเพราะครูไม่อยากปล่อยให้เธอไปเจอเรื่องร้ายๆ อีก

‘เบลล์จำพวกเราได้มั้ยป้าพิมพ์กับจุ๋นเจี๋ยจะมาอยู่เมืองไทยแล้วนะ จำคำที่ป้าเคยบอกหนูได้มั้ย’

‘พิมพ์พร’ เป็นหญิงไทยวัยสี่สิบที่ไปทำงานแม่บ้านในต่างแดนมาเกือบทั้งชีวิตจนแต่งงานกับ ‘จุ๋นเจี๋ย’ซึ่งเป็นพ่อครัวในคฤหาสน์ที่เธอทำงาน จุ๋นเจี๋ยเป็นชาวจีนที่อายุมากกว่าพิมพ์พรถึงสามสิบปีแต่ยังดูแข็งแรง ทว่าโชคร้ายประสบอุบัติเหตุทำให้เป็นอัมพาตครึ่งตัวต้องพึ่งรถเข็ญนั่นเป็นเหตุผลให้พิมพ์พรพาสามีกลับมาใช้ชีวิตที่เมืองไทยบ้านเกิด

ชลิตาจำสองสามีภรรยาน่ารักคู่นี้ได้เพราะพวกเขาจะมาที่บ้านอุปถัมภ์เกือบจะทุกปี ทุกครั้งจะแวะมาคุยกับเธอคราวละนานๆถามสารทุกข์สุขดิบ ถามถึงความฝัน สิ่งที่อยากได้ สิ่งที่อยากเป็นพร้อมกับเล่าว่าพวกเขาอยู่ต่างประเทศ สักวันจะกลับมาอยู่เมืองไทยและถ้าเธอไม่รังเกียจ หรือยังไม่ได้มีคนรับไปอุปการะ พวกเขาอยากได้เธอไปอยู่ด้วยวันนี้พวกเขามาทวงถามสัญญา เธอตอบรับอย่างไม่ลังเล แล้วนั่นก็ทำให้เธอมาอยู่ตรงนี้ในห้องนอนที่พวกเขาบอกว่าทำให้เธอ และดีใจมากที่รู้ว่าเธอชอบมัน

“พ่อคะ แม่คะ พี่ชรินทร์”เด็กสาวก้มลงพูดกับล็อกเกตที่ห้อยติดตัว “เอาใจช่วยเบลล์ด้วยนะคะเบลล์ไม่อยากกลับไปเริ่มใหม่อีกแล้ว เบลล์อยากมีบ้านที่อบอุ่นกับเขาซะทีอวยพรให้เบลล์ด้วยนะคะ”




Create Date : 06 มกราคม 2559
Last Update : 12 มีนาคม 2559 10:14:51 น. 4 comments
Counter : 481 Pageviews.

 
คุณขวัญ:
เอาใจช่วยเบลล์ด้วยนะคะ

คุณsakeena:
เศร้าแป๊บเดี๋ยวค่อยยิ้มนะคะ
เรื่องนี้พยายามจะเขียนให้ฟรุ้งฟริ้งมุ้งมิ้งล่ะ (หราาา)


โดย: เบญจามินทร์ (adel_ew ) วันที่: 6 มกราคม 2559 เวลา:9:33:25 น.  

 
เท่ห์อะ ชอบๆๆๆๆ


โดย: sakeena IP: 125.24.179.150 วันที่: 6 มกราคม 2559 เวลา:12:27:27 น.  

 
จะรออ่านค่ะ


โดย: รัตนา กอมนชัย IP: 27.55.201.216 วันที่: 6 มกราคม 2559 เวลา:16:06:24 น.  

 
รู้ศึกเศร้าอย่างบอกไม่ถูก สู้ๆนะน้องเบลล์ พี่ชาย


โดย: kunmeaw IP: 202.29.10.2 วันที่: 6 มกราคม 2559 เวลา:17:54:58 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

adel_ew
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 70 คน [?]




ความกลัวที่สุดคือ...กลัวที่ต้องอยู่โดยไม่เหลือใคร
Friends' blogs
[Add adel_ew's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.