ตีความหนัง...ตีความชีวิต
สารบัญภาพยนตร์
จัดอันดับภาพยนตร์ยอดเยี่ยมประจำปี 2012
ประวัติศาสตร์ภาพยนตร์(แยกตามลัทธิ)
ประวัติศาสตร์ภาพยนตร์(ตาม ค.ศ.)
<<
ตุลาคม 2554
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
23 ตุลาคม 2554

The Shawshank Redemtion(1994)

The Shawshank Redemtion(1994)

ความหวัง.....อิสรภาพ




เปิดเผยเนื้อหาส่วนสำคัญของภาพยนตร์

น่าเสียดายสำหรับภาพยนตร์เรื่อง The Shawshank Redemtion ที่ไม่สามารถคว้ารางวัลออสการ์ได้เลย ทั้งๆที่เข้าชิงถึง 7 สาขาด้วยกัน เพราะโดนความเจิดจรัสของ Forrest Gump ที่เข้าชิงในปีเดียวกัน บดบังรัศมีซะมืดมิด(คว้าไปถึง 6 รางวัล)

แต่หากเทียบคะแนนจากเว็บ imdb.com เว็บไซต์ที่คอหนังเข้ามาโหวตทั่วทุกมุมโลกแล้ว กลับกลายเป็นว่า The Shawshank Redemtion ได้รับคะแนนโหวตถึง 9.2 คะแนน ครองความเป็นอันดับหนึ่ง นำหน้า Forrest Gump ที่อยู่อันดับ 28 ด้วยคะแนน 8.7 คะแนนเท่านั้น

นั่นพอจะบอกเป็นนัยๆ ได้ว่า ออสการ์ก็ไม่ใช่การประกาศรางวัลที่ดีที่สุดในสายตาของผู้ชมทั่วโลก

The Shawshank Redemtion อาจเป็นแค่เรื่องราวของนักโทษชาย ที่ต้องถูกจำคุกตลอดช่วงอายุขัยของชีวิต ภาพยนตร์นำเสนอเรื่องราวของนักโทษได้อย่างเจาะลึกเสมือนผู้ชมมีส่วนร่วมต่อเหตุการณ์ในคุกนั้นอยู่เสมอ ความรุนแรง คำหยาบคาย แม้กระทั่งการคอรัปชั่นของพัศดีเรือนจำก็ตาม

แทบจะเรียกได้ว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ตีแผ่แง่มุมต่างๆ ของคนในคุกได้อย่างมิติ และน่าติดตาม แต่นี่คงไม่ใช่ประเด็นหลักที่ภาพยนตร์ต้องการจะนำเสนอ แต่เป็นเพียงการจำลองเหตุการณ์และสถานการณ์ที่ชาญฉลาด เพื่อนำแก่นความคิดที่รอให้ผู้ชมได้กะเทาะเปลือกแล้วหยิบจับมันขึ้นมาเป็นแรงบันดาลใจให้แก่ตนเอง

ดังนั้นบทความนี้จะเน้นไปทางวิเคราะห์ปรัชญาการใช้ชีวิตของ แอนดี้ ดูเฟรนทุกแง่มุมอย่างเจาะลึก วิเคราะห์สถานการณ์ฉากต่างๆ ที่มีส่วนสำคัญที่ทำให้แก่นเรื่องดำเนินไปข้างหน้า รวมทั้งวิเคราะห์วิธีการคิดของคนรอบข้างที่มีความขัดแย้งต่อความคิดของ แอนดี้ ดูเฟรนกัน ไปเริ่มกันเลยครับ


เพื่ออิสรภาพ ....แอนดี้ ดูเฟรน


แอนดี้ ดูเฟรน คือนายธนาคารที่กำลังรุ่งโรจน์ในสายอาชีพของเขา แต่กลับต้องถูกส่งตัวมาที่คุก Shawshank เพราะถูกตัดสินโทษจำคุกตลอดชีวิต ในข้อหาฆ่าเมียและชู้ของเธอ

หนังไม่ได้เฉลยในตอนต้นเรื่องว่า ดูเฟรนได้กระทำความผิดจริงหรือเปล่า แต่ดูเฟรนบอกเพื่อนๆ นักโทษของเขาว่าเขาบริสุทธิ์มาตลอด จนหนังได้ผ่านเลยครึ่งเรื่องไปแล้ว ผู้ชมเพิ่งได้ทราบพร้อมกับเพื่อนนักโทษของเขาว่า จริงๆ แล้ว ดูเฟรนเป็นแพะรับบาป และเหตุผลนี้เองที่ดูเฟรนไม่ต้องการรับโทษที่เขาไม่ได้กระทำ เขาจึงคิดหาหนทางในการหนีออกมาจากคุกตลอดเวลา

ดูเฟรนใช้เวลาปรับตัวอยู่ในคุกประมาน 1 เดือน ก่อนที่จะเริ่มปรับเข้าหานักโทษคนอื่นๆ นักโทษคนแรกที่ ดูเฟรนเข้าหาก็คือ เรด (Morgan Freeman)

ซึ่งการเข้าหานั้น ไม่ได้มีความพิเศษอะไรแต่อย่างใด ดูเฟรนเพียงต้องการค้อนแกะสลักหินโดยอวดอ้างภูมิฐานความรู้ว่า ตัวเขาเป็นนักสะสมหินมาก่อน จึงอยากหางานอดิเรกทำ ทำให้เรดไม่ได้เอะใจแต่อย่างใด

แต่ในตอนท้ายผู้ชมคงทราบแล้วว่า การหลงรักธรณีวิทยาของแอนดี้นั้น ทำให้เขาใช้ค้อนสลักหิน อันสั้นๆ ขุดกำแพงออกได้ผ่านในระยะเวลา 20 ปี

เมื่อแอนดี้ ดูเฟรน คิดแผนการในหนีออกจากคุกได้แล้ว เขาจึงค่อยๆหาวิธี ซื้อใจผู้คุม และโอกาสก็มาหาเขา เมื่อเขาและกลุ่มเพื่อนๆของ เรด ได้ขึ้นไปทำงานบนดาดฟ้า

ขณะที่ทำงานอยู่นั้น ผู้คุมจอมโหด แฮดลี่ย์ ได้บ่นกับเพื่อนของเขาถึงการได้เงินลาภลอยมาจากน้องชาย แต่กลับต้องถูกรัฐขูดรีดภาษี

การสนทนาไปเข้าหูแอนดี้อย่างจัง เขาจึงเดินไปช่วยให้คำปรึกษาต่อผู้คุมจอมโหด ไม่ทันที่เขาจะได้เอ่ยปากใดๆ ผู้คุมก็จะผลักแอนดี้ตกจากดาดฟ้า แอนดี้ จึงต้องรีบพูดว่าเขาจะเป็นคนจัดการเรื่องภาษีให้ และจะทำให้ แฮดลี่ย์ ไม่ต้องเสียภาษีสักแดงเดียว

นั่นทำให้ผู้คุมพอใจเป็นอย่างมาก แต่แอนดี้กลับขอรางวัลตอบแทนเป็นเบียร์ให้เพื่อนร่วมงานของเขาคนละ 3 ขวดเท่านั้น



ความหวังของแอนดี้ ดูเฟรน


ปรัชญาการดำเนินชีวิตของแอนดี้ ดูเฟรนเริ่มเด่นชัดออกมาเรื่อยๆเมื่อหนังได้ดำเนินไปได้ระยะหนึ่ง

สิ่งที่ผู้ชมเห็นเด่นชัดที่สุดในตัวแอนดี้ ก็คือ ความหวังที่เต็มเปี่ยมในการดำเนินชีวิต แอนดี้มีโอกาสได้เป็นผู้ช่วยบรรณารักษ์ของ บรู๊คส์ นักโทษแก่วัยชรา แต่แอนดี้ไม่พอใจกับห้องสมุดที่มีมาของเรือนจำ

เขาจึงไปขอทุนกับพัศดีเพื่อขอให้ห้องสมุดได้รับการปรับปรุง แต่คำตอบกลับไม่เป็นดังที่เขาสมหวัง เขาจึงส่งจดหมายไปขอทุนกับรัฐสภาสัปดาห์ละ 1 ฉบับ จนประสบความสำเร็จ

นั่นหมายถึงว่าแอนดี้ ไม่เคยย่อท้อต่อสิ่งใดๆ แม้สิ่งนั้นมีโอกาสที่จะเป็นไปได้น้อยมากก็ตาม แค่นั้นยังไม่พอเมื่อแอนดี้ ได้ทุนมา 200 เหรียญ เขากลับเพิ่มการส่งจดหมายให้รัฐสภาเพิ่มเป็น 2 ฉบับต่อสัปดาห์ และไม่นานทางรัฐสภาจึงต้องช่วยเหลือ แอนดี้ เป็นปีละ 500 เหรียญ เพื่อให้แอนดี้หยุดส่งจดหมายเสียที

หากลองเปรียบเทียบเหตุการณ์นี้กับการใช้ค้อนสลักหินกะเทาะกำแพงคุกก็พอจะเข้าใจได้ว่า แอนดี้ มีความพยายามในพื้นฐานทางจิตใจมากแค่ไหน แม้ทั้งสองสิ่งที่แอนดี้ทำอาจจะประสบพบกับความผิดหวังก็ตาม แต่เป็นไปได้ว่าแอนดี้มองข้ามความผิดหวังนั้นไป และคิดแต่ความสำเร็จที่จะต้องบังเกิดในสักวัน แล้วสุดท้ายเขาก็ทำมันจนสำเร็จ

เหตุการณ์ในวันที่หนังสือเก่าถูกส่งมาพร้อมกับแผ่นเสียงเพลง แอนดี้ นั่งฟังเพลงคลอไปอย่างสบายอารมณ์ แถมยังต่อเข้ากับไมโครโฟน เพื่อแบ่งปันเสียงเพลงให้ไปถึงนักโทษทุกๆคน จนแอนดี้ต้องโดนลงโทษโดนการไปนอนห้องมืด

เสียงดนตรีสื่อความหมายในเชิงอุดมการณ์ของ แอนดี้ ได้อย่างชัดเจน แอนดี้บอกเพื่อนทุกๆคนว่า ดนตรีคือสิ่งที่ช่วยให้เรามีความความหวัง มีโลกส่วนตัวที่ไม่มีใครเข้าไปถึง และแอนดี้กำลังแผ่ซ่านอุดมการณ์แห่งความหวังไปให้เพื่อนๆ ทุกคน หมายถึงว่า แอนดี้ คิดว่าเพลงกำลังนำพาให้นักโทษทุกคนสร้างโลกส่วนตัวของตนเองขึ้นมา

ซึ่งเป็นโลกที่ไม่มีใครสามารถเหยียบย่ำเข้าไปถึง ซึ่งต่างจากชีวิตที่ถูกจองจำ เพลงกำลังนำพาให้ทุกคนพบหนทางแห่งความสวยงาม ซึ่งยากนักที่นักโทษจะกล้าฝันถึง หรือบอกเป็นนัยๆ ว่า ช่วงเวลาแสนสั้นที่เพลงได้เกาะกุมจิตใจ นักโทษทุกคนจะรู้สึกได้ถึงอิสภาพ ที่ไม่เคยได้สัมผัสมาอย่างยาวนาน อย่างที่แอนดี้ เฝ้าฝันมาตลอดเวลาที่ถูกจองจำ




นักโทษ...... ผู้ถูกจองจำ ทั้งเวลา ชีวิตและจิตวิญญาณ


ชีวิตของนักโทษนั้นเป็นอะไรที่ซ้ำซาก จำเจ น่าเบื่อ ไร้ซึ่งอิสรภาพ และอิสรเสรีในทุกๆด้านของชีวิต แต่โทษใครก็ไม่ได้เพราะส่วนมากที่ถูกลงโทษนั้นก็เพราะการผิดพลาดเพียงชั่วอึดใจเท่านั้น แต่น่าแปลกที่ทุกคนในเรือนจำ Shawshank กลับบอกว่าตัวเองบริสุทธิ์ ไม่มีใครทำผิดสักคนเดียว ยกเว้น เรด เพียงคนเดียวที่ยอมรับกับ แอนดี้ ว่าเขาทำผิดจริง

ชีวิตของแอนดี้ ในฐานะนักโทษนั้น ก็ไม่ต่างอะไรจากนักโทษทั่วไป แถมแอนดี้ ยังถูกกลุ่มซิสเตอร์(กลุ่มรักร่วมเพศ) ก่อกวน และทำการข่มขืนอยู่ตลอดเวลา ทั้งโดนซ้อม โดนข่มขืน มีบาดแผลฟกช้ำเกิดขึ้นใหม่เสมอมา จนเป็นกิจวัตรอันแสนน่าเบื่อของ แอนดี้

นั้นพอจะทำให้เห็นได้ว่า แม้เรารังเกียจความเป็นคุกมากเท่าไหร่ แต่เราก็ต้องยอมปรับตัวให้เข้าไปกับมัน

และด้วยบทบรรยายของเรด ที่บอกว่า “มันเป็นช่วงเวลา 2 ปีที่แสนเลวร้ายสำหรับแอนดี้ และหากมันเป็นเช่นนี้ต่อไป ที่นี่คงจะทำร้ายแอนดี้เป็นแน่” แต่แอนดี้ก็ไม่ปล่อยให้คุกกลืนกินเขาไป และเหตุผลทั้งหลายทั้งปวงนี้นี้ยิ่งทำให้ แอนดี้ ใฝ่หาอิสรภาพอย่างที่ไม่เคยถวิลหามาก่อนในชีวิต


บรูคส์ เฮทเล่น (James Whitmore)... “ยึดติดสถาบัน” แบบแผนนิยมของนักโทษทั้งมวล





บรูคส์ คลุ้มคลั่งถือมีดจี้คอหอยเพื่อนนักโทษในทันทีเมื่อรู้ว่าตัวเองกำลังได้รับทัณฑ์บนและกำลังถูกปล่อยให้เป็นอิสระจากการจองจำ แต่ทำไมบรูคส์จึงทำเช่นนั้น

บรูคส์ติดคุกตั้งแต่หนุ่มๆ จนใช้เวลาทั้งหมดของชีวิตไปกับการถูกจองจำ ในคุกบรูคส์ได้รับการแต่งตั้งเป็นถึงบรรณารักษ์ห้องสมุด เป็นคนชราที่มีนักโทษเคารพ และนี่อาจหมายถึงว่า บรูคส์กำลังมีความสุขกับการใช้ชีวิตในคุก และหวังที่จะจบชีวิตที่นี่

แต่แล้ววันหนึ่งเขาก็ถูกปล่อยตัวไปใช้ชีวิตในโลกภายนอก แต่บรู๊คส์ในวัยชราไม่สามารถทนรับกับสภาพโลกภายนอกได้อีกต่อไป บรูคส์บอกว่า “เขาไม่สามารถทนกับชีวิตไร้สาระแบบนี้ได้”

บรูคส์เป็นตัวอย่างสำคัญของคนที่ไร้ซึ่งอิสรภาพทั้งร่างกายและจิตใจ ซึ่งเป็นแนวทางที่ตรงข้ามกับ แอนดี้ ดูเฟรนเป็นอย่างมาก ซึ่งไม่ใช่แค่บรูคส์คนเดียวที่เป็นแต่อาจรวมถึงนักโทษทุกคนที่ถูกจองจำมาเป็นเวลายาวนานด้วย ดังคำที่เรดพูดกับเพื่อนๆ ว่า “ในตอนแรกแกก็เกลียดมัน(คุก) แล้วต่อมาก็เริ่มเคยชิน พอเวลาผ่านไป แกก็เริ่มพึ่งพิงมัน นั่นแหละที่เรียกว่าว่า ยึดติดสถาบัน”

อีกเหตุผลหนึ่งที่บรูคส์ใช้ชีวิตอยู่แบบคนเสรีชนทั่วไปไม่ได้ก็คือ บรูคส์ใช้เวลาทั้งชีวิตอยู่ในคุก จนถึงบั้นปลายของชีวิต เมื่อถูกปล่อยตัวออกมาก็ไม่สามารถปรับตัวกับโลกภายนอกที่แตกต่างจาก 50 ปีที่แล้วได้

ซึ่งมันเป็นเรื่องทรมานกับคนแก่อย่างบรูคส์เป็นอย่างมาก เพราะโลกของเรือนจำต่อให้เวลาผ่านไปนานแค่ไหนมันก็ไม่เคยเปลี่ยนแปลง ต่างจากโลกแห่งเสรีชนมันต้องถูกพัฒนาเพื่อรองรับความสะดวกสบายของผู้คนอย่างไม่รู้จักหยุดจักหย่อน

บวกกับวัยของบรู๊คส์ด้วยแล้วเขาจึงไม่สามารถทนรับกับชะตากรรมในการทำงานหนัก ด้วยสภาพมือที่เจ็บอีกต่อไป บรูคส์จึงตัดสินใจยอมจบชีวิตตัวเองลงอย่างสงบ


มิตรภาพ.....เพื่อน.... การส่งต่ออุดมการณ์ จากแอนดี้ สู่ เรด




จากที่กล่ามาแล้วข้างต้นว่า เรด คือนักโทษคนเดียวที่ยอมรับว่าตัวเองก่ออาชญากรรมในวัยเด็กและผิดจริง ซึ่งต่างจากนักโทษคนอื่นที่โทษทนายห่วย นั่นพอจะทำให้เห็นแง่มุมของ เรด ได้เป็นอย่างดีว่าเขาได้สำนึกผิด ในการกระทำความผิดของเขาแล้ว

โดยเรดเองเริ่มตระหนักถึงความมีคุณค่าของชีวิต(อิสรภาพ)ที่หายไป ในการถูกคุมขังในคุกตลอดช่วงอายุขัย แต่ก็ได้ถอดถอนหายใจแล้วปล่อยให้ทุกอย่างมันดำเนินไป ไม่กล้าคิดกล้าฝันอะไรเหมือนกับ แอนดี้ ดูเฟรน จึงอาจสรุปได้ว่าชะตากรรมในบั้นปลายของ เรด คงไม่ต่างอะไรกับ บรู๊คส์

แต่อุดมการณ์ของแอนดี้ ได้แทรกซึมเข้าสู่ เรด ตลอดมา แม้ เรดจะคอยขัดคอ แอนดี้ตลอดทุกครั้งที่แอนดี้เพ้อฝันในสิ่งที่อยู่ไกลเกินกว่ากำแพงของเรือนจำ แอนดี้เพ้อฝันว่าจะใช้ชีวิตอยู่ในบั้นปลายที่เม๊กซิโก

เรดจึงได้พูดเตืนสติแอนดี้ว่า “นี่มันเป็นเรื่องเพ้อฝันบ้าๆ เม็กซิโกอยู่ถึงไหน แต่นายอยู่ที่นี่ นี่คือชีวิตจริง” แอนดี้จึงบอกต่อไปว่า “ใช่ นี่คือชีวิตจริง มันอยู่ถึงไหน แต่ฉันอยู่ที่นี่ งั้นฉันคิดว่ามันคงเหลือ ทางเลือกอยู่ทางเดียวแล้วละ หาทางมีชีวิตอยู่ หรือไม่ก็หาทางตายซะ

หลังจากคืนนั้น แอนดี้ ก็ได้หนีออกจากคุกทางท่อระบายน้ำ เรดรู้ตัวว่า ตัวเขาเอง ไม่มีทางเป็นได้แบบแอนดี้ได้ เขาเป็นได้แค่แบบ บรู๊คส์ คนที่ยึดติดสถาบัน แต่ก่อนที่แอนดี้จะหนีไป เรด ได้ให้สัญญากับแอนดี้ว่า จะไปในที่ๆแอนดี้บอก แต่เขาคิดว่าคงไม่มีโอกาสได้ออกไป

จนกระทั่งการพิจารณาทัณฑ์บนของเรด ก็ได้เริ่มขึ้นอีกครั้ง ซึ่งเป็นครั้งที่สาม สองครั้งแรก เรดพยายามตอบคำถามให้ดูดีที่สุดเพื่อเขาจะได้ออกไป แต่แล้วก็ผิดหวัง นั่นทำให้เขารู้ตัวดีว่า ครั้งนี้เขาก็คงผิดหวังเช่นเคย เขาจึงไม่ปั้นแต่งคำให้ดูสวยหรู พูดทุกๆอย่างไปตามความรู้สึกที่มีอย่างจริงใจ ซึ่งผู้ชมคงเห็นได้ว่า การพูดของเรดนั้น ไม่ต่างจากการสารภาพผิดของตัวเอง การรู้ซึ้งถึงคุณค่าของชีวิต

อาจเป็นไปได้ว่า การเข้ามาของแอนดี้ การรู้จักของคนทั้งสอง ทำให้เรด ได้ตระหนักถึงคุณค่าบางอย่างของชีวิต การรู้ซึ้งถึงอิสรภาพ การมีความหวังในทุกๆวันของชีวิต ทุกๆอย่างคือสิ่งที่ เรดอาจได้รับจากแอนดี้ มาโดยตรง

จริงๆ เรด มีทุกสิ่งทุกอย่าง อยู่ในจิตใจลึกๆอยู่แล้ว แต่เขาไม่กล้าแสดงออกสิ่งเหล่านี้ออกมา เรดพยายามทำตัวให้คุ้นชินกับสิ่งที่เขาได้รับ

หากจะบอกว่าแอนดี้ ช่วยอะไรเรด ก็คงเป็นการกระตุ้นเรียกจิตวิญญาญความเป็นมนุษย์ที่ควรพึงได้รับออกมา ทุกสิ่งทุกอย่างที่มนุษย์พึงมี อิสรภาพ เสรีภาพ ความฝัน ฯลฯ แอนดี้ช่วยดึงสิ่งเหล่านี้ออกมาจากจิตใจส่วนลึกๆที่ถูกทับถมไว้จากการอยู่ใน Shawshank ของเรด


จากทาส สู่ อิสรภาพ การตัดสินใจครั้งใหญ่หลวงของ เรด


ทันทีที่ เรด ได้รับการปล่อยตัวออกมาสู่โลกภายนอก สังเกตให้ดีจะพบว่าวิธีการนำเสนอแทบจะทับซ้อนกับสิ่งรอบกายที่เกิดขึ้นกับบรูคส์ดลยทีเดียว ความเปลี่ยวเหงารอบกาย การต้องตรากตรำทำงานโดยมีผู้จัดการคอยคุม

ซึ่งเป็นความตั้งใจของภาพยนตร์ที่ให้เป็นเช่นนั้น เพื่อนำเสนอให้รู้ว่า เรดไม่สามารถใช้ชีวิตอยู่ในโลกภายนอกได้อย่างแน่นอน แต่แล้วคำพูดที่ แอนดี้ เคยพูดไว้กับเรด ก็เข้ามากระทบจิตใจเรด และนี่คงเป็นสิ่งเดียวที่เรด เหลืออยู่ในชีวิต

สุดท้ายผู้ชมจะพบว่า เรด ออกเดินทางไปที่ๆ แอนดี้ เคยบอกไว้ ด้วยคำพูดของเรดที่ว่า ”ผมพบว่าตัวเองตื่นเต้นซะจนนั่งไม่ติด คิดอะไรก็ไม่ออก นอกจากตื่นเต้น ซึ่งอิสระชนเท่านั้น จึงจะมีความรู้สึกเช่นนี้ได้ คนเสรีคนนึงเริ่มออกเดินทางไกล ไปสู่จุดหมายปลายทางที่ยังไม่แน่นอน “

แอนดี้ ได้ถ่ายทอดอุดมการณ์ของตัวเองไปสู่ เรด ตลอดเวลา แม้มันจะไม่เป็นผลในช่วงเวลานั้น แต่มันจะเป็นผลในสักวัน แล้วเรดก็รู้ในที่สุด รู้ว่าแอนดี้ ดูเฟรน คือสิ่งดีที่สุดในชีวิตของเขา คนที่ปลดปล่อยเขา ไปสู่อิสรภาพ

อิสรภาพที่ทุกคนใฝ่หา อิสรภาพที่ทุกคนใฝ่ฝัน มันไม่ได้อยู่ที่ไหนไกล มันอยู่ในใจทุกๆคน

คะแนน 9.5/10
เกรด A+++







Create Date : 23 ตุลาคม 2554
Last Update : 20 กุมภาพันธ์ 2555 13:35:15 น. 7 comments
Counter : 3756 Pageviews.  

 
ชอบเรดกับแอนดี้มากค่ะ เป็นมิตรภาพระหว่างเพื่อนที่งดงามจริง ๆ


โดย: ชิฟฟอนคาปูชิโน่ วันที่: 23 ตุลาคม 2554 เวลา:21:26:08 น.  

 
ชอบมากคะ หนังเรื่องนี้ ฉากที่พระเอกออกมาได้นั้นขนลุกเลยกับอิสรภาพที่เฝ้ารอมาตลอด


โดย: brandnew IP: 180.210.216.74 วันที่: 23 ตุลาคม 2554 เวลา:21:30:22 น.  

 
ตอนเปิดเพลง แล้วนักโทษหันมาตามเสียงเพลง รู้สึกได้เกินจะบรรยายเลย
เรื่องนี้ ดูมากกว่าห้าครั้งแล้ว


โดย: เอฟซี IP: 110.168.42.69 วันที่: 23 ตุลาคม 2554 เวลา:21:40:20 น.  

 
ชอบหนังเรื่องนี้มากค่ะ ยิ่งตอนจบ ทำเอาคนดูอย่างเราอิ่มใจจริงๆ


โดย: kai IP: 58.8.4.223 วันที่: 23 ตุลาคม 2554 เวลา:21:45:06 น.  

 
really like this movie, the best one ever


โดย: Kitty IP: 125.24.6.69 วันที่: 23 ตุลาคม 2554 เวลา:22:48:14 น.  

 
ผู้ที่เขียนนิยายเรื่องนี้คือ Stephen king ซึ่งเป็นคน ๆ เดียวกับที่ได้ชื่อว่า ราชานักเขียนนิยายสยองขวัญ นั่นเอง สุดยอด


โดย: jamong IP: 182.53.91.62 วันที่: 23 ตุลาคม 2554 เวลา:23:12:28 น.  

 
ดูมาไม่ต่ำกว่า 20 รอบ


โดย: sompnog.suksumek IP: 115.87.130.145 วันที่: 5 ธันวาคม 2554 เวลา:23:34:15 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิกช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

A-Bellamy
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 19 คน [?]




ย้ายบล็อกแล้วนะครับ ติดตามกันต่อได้ที่ http://www.A-Bellamy.com ครับ

พูดคุยเรื่องหนังกันได้ที่Facebook

สนุกกับการอ่านบล็อกนะครับ


บทความล่าสุด
Jack the Giant Slayer (2013)
The Tree of Life(2011)
Iron Man (2013)
ลัทธิ Constructivism
คู่กรรม(2013)
Stoker(2013)
Amour(2012)
Silver Linings Playbook(2012)
Zero Dark Thirty(2012)
Les Misérables(2012)


บทความแนะนำ
จัดอันดับภาพยนตร์ยอดเยี่ยมประจำปี 2012
ประวัติศาสตร์ภาพยนตร์(แยกตามลัทธิ)
ประวัติศาสตร์ภาพยนตร์(ตาม ค.ศ.)
สารบัญภาพยนตร์ประวัติศาสตร์



[Add A-Bellamy's blog to your web]