"ทุกสิ่งทุกอย่างในโลก มันถูกต้องอยู่แล้ว มีแต่ความเห็นของเราเท่านั้นที่ผิด (หลวงพ่อชา สุภัทโท)"
Group Blog
 
<<
กรกฏาคม 2556
 
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031 
 
5 กรกฏาคม 2556
 
All Blogs
 
สิทธิที่จะตายในวาระสุดท้ายของชีวิต



“…หากฉันเจ็บป่วยด้วยโรคที่รักษาไม่ได้ ต้องนอนแซ่วอยู่บนเตียงหรือไม่รู้สึกตัว ต้องมีชีวิตอยู่ด้วยสายระโยงระยางและเครื่องมือวิทยาศาสตร์ ฉันขอร้องว่า อย่าเสียเวลาและเสียเงินเพื่อฉันมากมายอย่างนั้น ขอให้ใช้เวลารอดูอาการของฉันไม่เกิน ๑ เดือน ต่อจากนั้น ขอให้ยุติการต่อชีวิตฉันด้วยเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ โปรดอนุญาตให้ฉันจากไปด้วยวิธีธรรมชาติที่สงบที่สุดเถิด…”

ข้อความข้างต้นคือส่วนหนึ่งของหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุข หรือที่บางคนเรียกว่า “พินัยกรรมชีวิต” (Living Will) ของ รศ. ประทุมพร วัชรเสถียร อดีตอาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้จากไปด้วยโรคมะเร็งเมื่อปลายปี ๒๕๕๓ ก่อนถึงแก่กรรม เธอเขียนหนังสือรักษาสิทธิในการตายอย่างธรรมชาติและมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ อันเป็นตัวอย่างแก่ผู้อื่นได้เรียนรู้

นพ. อำพล จินดาวัฒนะ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) กล่าวว่า

“แท้จริงโดยพื้นฐานมนุษย์ทุกคนมีสิทธิที่จะปฏิเสธการรักษาพยาบาลที่ไม่ต้องการ อย่างเช่นเวลาเราป่วย เรามีสิทธิที่จะไม่ไปรักษา หรือไม่ทำตามคำแนะนำของแพทย์ก็ได้ แต่ปัญหาเกิดขึ้นตอนที่เราป่วยหนักและอยู่ในระยะสุดท้ายของชีวิต ไม่มีสติสัมปชัญญะพอที่จะปฏิเสธได้ด้วยตนเองว่าเราจะเจาะคอใส่เครื่องช่วยหายใจหรือจะปั๊มหัวใจหรือไม่ เราอาจถูกสั่งให้รับการรักษาที่เป็นไปเพียงเพื่อยืดเวลาตาย กลายเป็นความทุกข์ทรมาน สุดท้ายก็ต้องจากไปโดยปราศจากคุณภาพชีวิตที่ดี”

ในทางกฎหมาย ศ.แสวง บุญเฉลิมวิภาส ที่ปรึกษาศูนย์กฎหมายสุขภาพและจริยศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า

“เมื่อผู้ป่วยใกล้ตายอยู่ในภาวะที่ไม่รู้สึกตัว การตัดสินใจเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลมักตกเป็นของแพทย์และญาติ แพทย์เองต้องการช่วยผู้ป่วยและยืดชีวิตผู้ป่วยให้นานที่สุด ไม่ต่างจากญาติที่ต้องการให้ผู้เป็นที่รักมีชีวิตอยู่นานที่สุดเช่นกัน แม้บางกรณีคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยจะไม่ดี ความหวังดีจึงกลายเป็นการเพิ่มความทุกข์ทรมานและทำให้ผู้ป่วยจากไปด้วยความไม่สงบ จนนำมาซึ่งแนวคิด living will คือให้มีการแสดงความจำนงล่วงหน้า หลายประเทศได้แก่ สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ออสเตรเลีย เดนมาร์ก สิงคโปร์ มีกฎหมายรับรองเรื่องนี้”

พ.ร.บ. สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๑๒ ได้บัญญัติให้บุคคลมีสิทธิทำหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุขที่เป็นไปเพียงเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิตตน หรือเพื่อยุติการทรมานจากการเจ็บป่วยได้ เพื่อให้แพทย์และญาติปฏิบัติต่อผู้ป่วยตามความต้องการที่แท้จริงของผู้ป่วย มีการออกกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีดำเนินการตามหนังสือแสดงเจตนาดังกล่าว ในราชกิจจานุเบกษา ๒๒ ตุลาคม ๒๕๕๓ ทั้งนี้สิทธิในการปฏิเสธการรักษาพยาบาลตามมาตรา ๑๒ เป็นเรื่องการตายอย่างสงบตามวิถีธรรมชาติ แตกต่างจากการช่วยเหลือให้ผู้อื่นฆ่าตัวตายหรือการุณยฆาต (mercy killing) ซึ่งขัดต่อศีลธรรมและจริยธรรมของแพทย์ ดังที่ ศ. แสวงกล่าวว่า

“มาตรา ๑๒ รับรองสิทธิผู้ป่วยที่จะทำหนังสือแสดงเจตนาปฏิเสธการรักษาที่เกินความจำเป็น ผู้ป่วยที่ใช้สิทธิทำหนังสือนี้ยังคงได้รับการดูแลรักษาตามอาการแบบประคับประคอง (Palliative Care) มิได้ถูกแพทย์พยาบาลทอดทิ้ง หากผู้ป่วยมีอาการทุกข์ทรมานหรือเจ็บปวดก็จะได้รับการช่วยเหลือหรือบรรเทาอาการ”

หนังสือแสดงเจตนาจะต้องมีรายละเอียดชัดเจนเพื่อทำตามความประสงค์ของเจ้าตัวได้ อาทิ การระบุประเภทบริการสาธารณสุขที่ไม่ต้องการได้รับ เช่น การเจาะคอใส่ท่อช่วยหายใจ การกู้ชีพเมื่อหัวใจหยุดเต้น การนำเข้าหอผู้ป่วยหนักเมื่ออยู่ในวาระสุดท้าย หรือสถานที่ที่ประสงค์จะเสียชีวิต การปฏิบัติตามประเพณีและความเชื่อทางศาสนา นับเป็นการรับรองสิทธิผู้ป่วยที่จะกำหนดวาระสุดท้ายของชีวิตด้วยตนเอง

หมายเหตุ : ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง //www.thailivingwill.in.th

ฐิติพันธ์ พัฒนมงคล : รายงาน วิจิตต์ แซ่เฮ้ง : ถ่ายภาพ
ตีพิมพ์ใน นิตยสาร สารคดี ปีที่ 27 ฉบับที่ 314

จบข.ได้บอกญาติและคนใกล้ชิดว่า ถ้าต้องเจาะคอหรือใส่สายช่วยหายเพียงแค่ยืดการตาย ขอร้องให้หยุดการรักษาปล่อยให้หมดลมไปเลย ไม่ต้องลำบากทั้งคนป่วยและญาติที่ต้องคอยห่วง


Create Date : 05 กรกฎาคม 2556
Last Update : 5 กรกฎาคม 2556 7:20:37 น. 12 comments
Counter : 1254 Pageviews.

 
เราทำไว้แล้วค่ะ กลัวอยู่ยาวแบบไม่สมควรอยู่

ลุงกล้วย Topical Blog ดู Blog


โดย: tuk-tuk@korat วันที่: 5 กรกฎาคม 2556 เวลา:6:27:47 น.  

 
วันนี้โดดลงเตียงก็โดดขึ้นเก้าอี้
ยังไม่ได้เขียนบล็อกใหม่
ไปต้มข้าวต้มก่อนค่ะ


โดย: tuk-tuk@korat วันที่: 5 กรกฎาคม 2556 เวลา:6:29:02 น.  

 

Like ให้มาเป็นคนที่ 1
อ่านแล้วได้คิดและจุกเลยค่ะลุงกล้วย
สุขสันต์วันสุขหรรษาและมอร์นิ่งนะคะ



โดย: อุ้มสี วันที่: 5 กรกฎาคม 2556 เวลา:6:43:10 น.  

 
สวัสดีค่ะลุงกล้วย

ส่วนมากญาติๆจะทำใจไม่ได้นะคะ

ต้องยื้อกันไป รักษากันไปจนสุดความสามารถ

แต่ถ้ามีกฏหมายออกมาแบบนี้ก็ดีนะคะ เพราะไม่มีใครปฏิเสธได้



โดย: สมาชิกหมายเลข 861805 วันที่: 5 กรกฎาคม 2556 เวลา:7:54:30 น.  

 
สุขสันต์เช้าวันใหม่ค่ะคุณลุงกล้วย
เช้านี้ให้คุณตุ๊กเจิมมั้ง (กลัวเจองอน คริ คริ)
อ่านแล้วเจรงๆด้วย มนุษย์ทุกคนมีสิทธิที่จะปฏิเสธ
การรักษาพยาบาลที่ไม่ต้องการ โดยเฉพาะในวาระสุดท้ายของชีวิตตน หรือเพื่อยุติการทรมาน
จากการเจ็บป่วยเพื่อยื้อชีวิตได้

ถึงเวลานี้ เราคงต้องใช้ ☺Living Willด้วยละคร้า
ขอบคุณนะคร้าคุณลุงกล้วย...และคำแนะนำ
บันทึกการโหวต Blog ในวันนี้
ลุงกล้วย Topical Blog


โดย: tui/Laksi วันที่: 5 กรกฎาคม 2556 เวลา:8:10:57 น.  

 
ถ้าต้องอยู่แบบทรมาน
ขอไปอย่างสงบดีกว่าค่ะ


โดย: VELEZ วันที่: 5 กรกฎาคม 2556 เวลา:18:06:31 น.  

 
สวัสดีค่า ลุงกล้วย ^^
ที่บ้านก็เคยเจอเหตุการณ์นี้กับคุณอาค่ะ
แต่ที่ต่างคือบริจาคร่างกายไว้แต่เป็นมะเร็ง
โรงพยาบาลไม่รับร่าง
แล้วก็ไม่รู้สึกตัว ถ้าถอดเครื่องช่วยหายใจก็คือไปเลย
ทีนี้ญาติๆก็หลายเสียง บางคนอยากยื้อ บางคนสงสารอยากให้ไปสงบๆ
มันก็ทำใจยากเหมือนกันนะคะ


โดย: lovereason วันที่: 6 กรกฎาคม 2556 เวลา:0:05:02 น.  

 
ทักทายยามสายคร้าคุณลุงกล้วย
เสร็จภารกิจภาคเช้าแล้ว นั่งหน้าคอมฯได้หน่อย
สระน้ำวันนี้คนคงเยอะนะคร้าเพราะอากาศดี
ขอให้มีสุขภาพแข็งแรงค่ะคุณลุงกล้วย


โดย: tui/Laksi วันที่: 6 กรกฎาคม 2556 เวลา:9:48:49 น.  

 
สวัสดีค่ะคุณลุงกล้วย
กม.ออกมาแต่ญาติมักทำใจไม่ได้
ทรมาณทั้งคนไข้และญาติจริงๆ
โหวตและกดไลท์คนที่ 3 นะคะ




บันทึกการโหวต Blog ในวันนี้

ผู้เขียน Blog หมวดเนื้อหา Blog ได้รับโหวต
ลุงกล้วย Topical Blog ดู Blog

ระบบจะบันทึกคะแนนโหวต เฉพาะการโหวต 3 ครั้งล่าสุดในแต่ละวันเท่านั้น


โดย: pantawan วันที่: 6 กรกฎาคม 2556 เวลา:20:23:11 น.  

 
สวัสดีวันอาทิตย์ค่ะลุงกล้วย


โดย: สมาชิกหมายเลข 861805 วันที่: 7 กรกฎาคม 2556 เวลา:7:49:50 น.  

 

ทานมื้อเช้าหรือยังคะลุงกล้วย



โดย: อุ้มสี วันที่: 7 กรกฎาคม 2556 เวลา:10:27:28 น.  

 
อ่านแล้วคิดถึงแม่ค่ะ
ก่อนตายแม่ก็สั่งไว้ว่าถ้าแม่ป่วยหนักจนไม่มีสติแล้ว
อย่าให้หมอเอาท่ออะไรมาใส่ให้แม่เด็ดขาด
แต่พอถึงวันนั้นจริงๆ ก็ไม่สามารถทำได้อย่างที่แม่สั่งค่ะ
แม่ต้องเสียชีวิตไปโดยที่มีเครื่องช่วยหายใจ
และสอดท่อที่คอ มีท่อให้อาหารเหลวทางจมูก
รู้เลยค่ะว่าแม่ทรมาน แต่ทำใจไม่ได้ที่จะให้หมอถอดท่อเหล่านั้นออก
แล้วดูแม่ตายไปต่อหน้าต่อตา

นอนหลับฝันดีนะคะ


โดย: ฝากเธอ วันที่: 7 กรกฎาคม 2556 เวลา:23:25:41 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

ลุงกล้วย
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 17 คน [?]




เมื่อเด็กกำลังเติบโตเป็นวัยรุ่น มีความต้องการเป็นตัวของตัวเองสูง ผู้ใหญ่ที่ไม่เข้าใจและใจแคบมักจะมองว่าเด็กดื้อ คนเราจิตตกได้เป็นครั้งคราว อาจทำอะไรที่ไม่เหมาะสมได้ การรู้ตัวเองและให้อภัยตัวเอง จึงเป็นสิ่งสำคัญ ให้เคารพแนวคิดของผู้อื่นบ้าง เสมือนหนึ่งเป็นอีกแนวคิดหนึ่งที่ต่างไปจากเราเท่านั้นเอง ตนเองเสียเมื่อไหร่ที่คิดดี คิดชอบเป็นอยู่คนเดียว ทำไปเพราะไม่รู้ ให้อภัยกันได้ รู้แล้วยังทำ คือ ความดื้อ ความทุกข์ของมนุษย์ 100% เกิดจากการพยายามฝืนความจริงของธรรมชาติ หากอยากได้อะไร ก็ควรเสียอะไรบ้าง ทำอะไรก็แล้วแต่ ควรมีหลักการบ้าง แต่ต้องระวังอย่ายึดเป็นกฎเกินไป อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิดเป็นคำพื้นๆ ที่ใช้มาเตือนสติเราได้ดีตลอดกาล อะไรก็ตามแต่ แม้ว่ามันจะจริง จะถูกต้อง แต่ถ้าการพูดออกไปนั้นมันไม่มีประโยชน์มีแต่ผลเสีย อย่าพูดดีกว่า
Friends' blogs
[Add ลุงกล้วย's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.