"ทุกสิ่งทุกอย่างในโลก มันถูกต้องอยู่แล้ว มีแต่ความเห็นของเราเท่านั้นที่ผิด (หลวงพ่อชา สุภัทโท)"
Group Blog
 
 
มิถุนายน 2556
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
30 
 
25 มิถุนายน 2556
 
All Blogs
 
เคยเสียแล้ว





“ย่ายิ้ม” มีรอยยิ้มประดับใบหน้าเป็นอาจิณสมชื่อ มองจากมาตรฐานของคนสมัยนี้ ชีวิตย่ายิ้มนับว่าลำบากลำบนอย่างยิ่ง เพราะอยู่บ้านกลางป่าเพียงลำพัง ต้องหุงหาอาหารกินเอง บางทีก็มีแต่หัวกลอยนึ่งมะพร้าวคั่วเป็นอาหารเพราะข้าวสารหมด ไฟฟ้าน้ำประปาไม่ต้องพูดถึง ย่ายิ้มอาศัยตะเกียงน้ำมันมาช้านานแล้ว หมู่บ้านที่อยู่ใกล้สุดนั้นห่างถึง ๘ กม. เส้นทางลงเขาก็ทุรกันดาร อย่าว่าแต่คนเลย แม้รถยนต์ก็ขึ้นลำบาก แต่ทุกวันพระ ย่ายิ้มจะเดินกระย่องกระแย่งลงมาแต่เช้ามืดเพื่อเข้าวัดรักษาศีล ขากลับจึงแบกข้าวสาร พริก หอม กระเทียมขึ้นเขา ซึ่งมักได้รับความเอื้อเฟื้อจากเพื่อนบ้านคราวลูกคราวหลาน แม้อายุถึง ๘๓ แต่ย่ายิ้มก็ยังพึ่งตัวเองได้แทบทุกอย่างด้วยน้ำพักน้ำแรงของตน

เงินมีความหมายน้อยมากต่อย่ายิ้ม เงินผู้สูงอายุที่ได้รับจากรัฐบาล ๕๐๐ บาททุกเดือน ย่ายิ้มถวายวัดทำบุญหมด ย่ายิ้มเคยพูดว่า “ความเจริญอยู่ที่ไหน มันก็ทุกข์ยากที่นั่น อยู่บนเขานี้ไม่มีเงินก็ยังอยู่ได้ ไม่เหมือนที่คลองตาล (ตำบลใกล้เคียง) ไม่มีเงินอยู่ไม่ได้เลยหนา ต้องซื้อเอาทุกอย่าง ยิ่งแก่แล้วทำนาไม่ไหว ไปอยู่ก็ต้องเดือดร้อนเขา” ย่ายิ้มเลือกมาใช้ชีวิตกลางป่าจะได้ไม่เป็นภาระแก่ใคร ถ้าถามว่าย่ายิ้มอยู่อย่างนั้นลำบากไหม รอยยิ้มอย่างคนอารมณ์ดีย่อมเป็นคำตอบอยู่แล้วในตัว แต่หากถามจี้ลงไป ย่ายิ้มก็จะตอบอย่างซื่อ ๆ ไม่ซับซ้อน ด้วยประโยคหนึ่งที่ติดปาก

นิตยสาร ฅ.คน เคยถามย่ายิ้มว่า เดินลงเขาไปวัดไม่เหนื่อยหรือ ทางก็ยากลำบาก ไกลก็ไกล

“ก็มันเคยเสียแล้วหนา” ย่ายิ้มตอบ

อยู่คนเดียว มืดค่ำเจ็บป่วยจะทำอย่างไร ไม่มีใครดูแล

“ก็ไม่เคยเจ็บหรอกหนา ถ้าเป็นอะไร มันก็เคยเสียแล้วหนา”

บางช่วงย่ายิ้มไม่มีข้าวกินเพราะฝนตกหนักลงมาเอาข้าวสารไม่ได้ ต้องขุดหัวกลอยมากิน อย่างนี้จะอิ่มหรือ

“ก็มันเคยแล้วหนา”

หม้อหุงใบเก่าย่ายิ้มใช้นานจนรั่ว จึงต้องตะแคงหุง หุงแบบนี้ไม่ลำบากหรือ

“ก็มันเคยเสียแล้วหนา” “ก็มันเคยเสียแล้วหนา” คงไม่ใช่คาถาที่ย่ายิ้มใช้ปลอบใจตนเอง แต่เกิดจากความรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องธรรมดา ไม่ใช่ธรรมดาเพราะคิดเอาหรือเห็นจากชีวิตคนอื่น แต่เป็นผลจากประสบการณ์ที่ผ่านความยากลำบากมามากจนไม่เห็นว่ามันเป็นปัญหาอีกต่อไป

ดูเหมือนว่าความยากลำบากไม่เคยผ่านเข้ามาในชีวิตย่ายิ้มอย่างไร้ประโยชน์เลย ความยากลำบากทั้งปวงในอดีตได้ทำให้ย่ายิ้มเกิดความคุ้นเคยกับมัน จนไม่รู้สึกว่ามันเป็นความยากลำบากหรือความทุกข์อีกต่อไป จะเรียกว่ามันสร้างภูมิคุ้มกันความทุกข์ให้แก่ย่ายิ้มก็ได้ คนทุกวันนี้คิดแต่จะหนีความทุกข์ แต่ไม่ว่าจะพยายามเพียงใดก็หนีความทุกข์ไม่พ้น อย่าว่าแต่ความทุกข์ใจเลย แม้แต่ความทุกข์กายเช่นความยากลำบาก ก็ต้องประสบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และเมื่อเจอแล้วก็มักจะทุกข์ใจตามมาเพราะยอมรับไม่ได้

ยังไม่ต้องพูดถึงการพลัดพรากสูญเสียคนรัก สิ่งรัก หรือประสบกับสิ่งที่ไม่สมหวังดั่งใจ เกิดขึ้นเมื่อใดก็อดไม่ได้ที่จะตีโพยตีพาย ร่ำไรรำพัน นั่นเพราะไม่มีภูมิคุ้มกันต่อสิ่งเหล่านี้ ไม่ต่างจากคนที่เจ็บป่วยด้วยโรคติดเชื้อเพราะขาดภูมิคุ้มกันโรคเหล่านั้น ภูมิคุ้มกันโรคจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อร่างกายเคยสัมผัสกับเชื้อโรคดังกล่าวฉันใด ภูมิคุ้มกันความทุกข์จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อชีวิตเคยประสบกับความทุกข์มาก่อนฉันนั้น แต่อาจไม่ใช่แค่ครั้งเดียวเหมือนภูมิคุ้มกันโรค หากต้องเจอหลาย ๆ ครั้ง (เพราะใจมักจะขี้หลงขี้ลืม) ดังนั้นการประสบกับความทุกข์หรือความยากลำบากจึงมิใช่เรื่องเลวร้ายอย่างเดียว แต่ให้ประโยชน์แก่เราด้วย

ในทางตรงข้ามการหลีกหนีความทุกข์อยู่เสมอ แม้จะทำได้สำเร็จ ก็มีโทษแฝงอยู่ เพราะทำให้เราขาดภูมิคุ้มกันความทุกข์ เมื่อใดที่หนีความทุกข์ไม่สำเร็จก็จะกลัดกลุ้มหรือเศร้าโศกทันที แต่จะกลัดกลุ้มเพียงใด อย่าลืมว่าความทุกข์ที่เกิดขึ้นนั้นมีประโยชน์แก่เราเสมอ หากมองเห็นประโยชน์แล้วใช้ให้เป็น ถือว่า “กำไร” แต่ถ้ามองไม่เห็นก็ “ขาดทุน” สถานเดียว คือทุกข์ใจโดยไม่ได้อะไรเลย ความทุกข์ยากลำบากที่เคยผ่านเข้ามาในชีวิต นอกจากจะช่วยให้เราคุ้นเคยกับความทุกข์จนไม่หวั่นไหวกับมันแล้ว ยังทำให้เรามีกำลังใจที่จะก้าวข้ามความทุกข์ใหม่ ๆ ที่พลัดเข้ามา ในยามคร่ำครวญหรือเจ็บปวดเพราะความทุกข์เหล่านั้น หากเราย้อนรำลึกถึงวันเก่า ๆ ที่เราเคยผ่านพ้นความทุกข์แบบนั้นมาได้ ก็จะมีความมั่นใจมากขึ้นว่าในที่สุดเราจะผ่านพ้นมาได้อีก

เราอาจไม่ถึงกับรู้สึกเหมือนย่ายิ้มว่า “ก็มันเคยเสียแล้ว” แต่อย่างน้อยก็พูดกับตนเองได้ว่า “ก็เคยผ่านมาแล้ว” ดังนั้นครั้งนี้ก็จะผ่านได้เช่นกัน อย่าปล่อยให้ความทุกข์ผ่านเข้ามาในชีวิตเราอย่างไร้ประโยชน์ ท่านอาจารย์พุทธทาสเคยกล่าวว่า “ป่วยทุกที ก็ฉลาดทุกที” นั่นคือเมื่อล้มป่วยก็อย่ามัวแต่ร่ำไรคร่ำครวญ ควรมองว่าความเจ็บป่วยกำลังสอนธรรมแก่เราในเรื่องความผันผวนปรวนแปรของชีวิต ไม่มีอะไรแน่นอน เมื่อวานยังปรกติดีแต่วันนี้กลับป่วยเสียแล้ว ความเจ็บป่วยยังสอนเราว่า ร่างกายนี้ไม่อยู่ในอำนาจของเราเลย จะสั่งให้มันไม่ป่วยมันก็ไม่ยอม ดังนั้นจะเรียกว่ามันเป็นของเราได้อย่างไร มองให้ดี ความเจ็บป่วยยังเตือนใจเราไม่ให้ประมาท ในเมื่ออะไร ๆ ก็ไม่แน่นอน

ในขณะที่ยังมีเวลาหรือเรี่ยวแรงอยู่ก็ควรเร่งทำสิ่งสำคัญหรือสิ่งที่สมควรทำให้แล้วเสร็จ อย่าปล่อยให้เวลาผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์ เพราะหากผัดผ่อนไปเรื่อย ๆ ในที่สุดอาจไม่มีโอกาสทำสิ่งเหล่านั้น เงินหาย อกหัก งานล้มเหลว มองให้ดีมีประโยชน์ทั้งนั้น อย่างน้อยมันก็สอนให้เรารู้ว่าความไม่สมหวังเป็นเรื่องธรรมดา ไม่มีอะไรที่เราควบคุมให้เป็นไปดั่งใจเสียหมด มันยังเป็นเสมือนการบ้านที่ฝึกใจเราให้รู้จักปล่อยวาง เพราะถ้ายังยึดติดถือมั่นก็จะทุกข์สองสถาน คือไม่ใช่หายแต่เงิน ใจก็หายด้วย ไม่ใช่เสียแต่คนรักแต่ยังสูญเสียชีวิตที่ปรกติสุข เพราะกินไม่ได้นอนไม่หลับ ไม่เป็นอันทำอะไร ไม่ใช่เสียแต่งาน ใจก็เสียด้วย รวมไปถึงสูญเสียความมั่นใจในตนเอง

แต่ถ้ามองให้เป็นความล้มเหลวก็ทำให้เกิดความกล้ามากขึ้น นักธุรกิจคนหนึ่งเล่าว่าเขาเคยกลัวความล้มเหลวมาก ไม่กล้าลงทุนในธุรกิจใหม่ ๆ แต่ต่อมาเขาเปลี่ยนใจ ยอมลงทุนในธุรกิจที่ไม่คุ้นเคย แล้วสิ่งที่เขาหวาดกลัวก็เกิดขึ้น นั่นคือธุรกิจล้มเหลวไม่เป็นท่า แต่เหตุการณ์ครั้งนั้นกลายเป็นสิ่งดีสำหรับเขาเพราะได้พบว่าเมื่อความล้มเหลวเกิดขึ้น ฟ้าก็ยังไม่ถล่ม โลกก็ยังไม่ทลาย มันไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิด นับแต่นั้นเขาก็เลิกกลัวความล้มเหลว และกล้าที่จะทำสิ่งใหม่ ๆ ซึ่งในที่สุดนำความสำเร็จมาสู่ชีวิตเขา ความยากลำบากและความไม่สมหวังนั้นเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่ไม่มีใครหนีพ้น ถ้ามองว่ามันเป็นปัญหาก็จะทุกข์ใจได้ง่าย อย่าว่าแต่เรื่องใหญ่ ๆ เลย แม้แต่สิวฝ้า รอยเหี่ยวย่น ผมหงอก ถ้ามองว่าเป็นปัญหาก็ทำให้กินไม่ได้นอนไม่หลับ ขาดความมั่นใจในตนเอง

แต่หากเห็นว่ามันเป็นธรรมดา ถึงแม้จะทุกข์ยากลำบากอย่างย่ายิ้มก็ยังยิ้มได้อย่างอารมณ์ดี อะไรที่เป็นธรรมดาไม่ได้หมายความว่าไม่ต้องทำอะไรกับมัน เจ็บป่วยเป็นเรื่องธรรมดาก็จริง แต่สมควรเยียวยารักษาและหาทางป้องกันตามสมควร ถึงจะเยียวยาไม่ได้ ป้องกันไม่ได้ผล อย่างน้อยใจก็ไม่เป็นทุกข์ มีแต่กายเท่านั้นที่ทุกข์ พูดอีกอย่าง ถึงจะป่วยกายแต่ใจไม่ป่วย ในทำนองเดียวกันแม้จะเจอความยากลำบาก มีแต่กายเท่านั้นที่ลำบาก ส่วนใจกลับสุขสบายโดยแน่แท้

รินใจ ภาพประกอบ : เฉลิมชาติ เจริญดียิ่ง
ตีพิมพ์ใน นิตยสาร สารคดี ฉบับ 314


Create Date : 25 มิถุนายน 2556
Last Update : 25 มิถุนายน 2556 5:31:34 น. 9 comments
Counter : 741 Pageviews.

 
ขอบคุณค่ะลุง

ปล.ตอนนี้ยังอยู่ตอนที่สิบสามอยู่เลยค่ะ
ลิ้งค์มันเจ๊ง เลยไม่ได้ดูต่อแล้ว


โดย: VELEZ วันที่: 25 มิถุนายน 2556 เวลา:6:20:24 น.  

 

อุ้มแวะมาอ่านและกด Like เป็นคนที่ 1
มอร์นิ่งค่ะลุงกล้วย



โดย: อุ้มสี วันที่: 25 มิถุนายน 2556 เวลา:7:11:10 น.  

 
ขอบคุณมากๆค่ะ ^^

ป่วยกายไม่ป่วยใจ ชอบจัง



โดย: lovereason วันที่: 25 มิถุนายน 2556 เวลา:8:45:51 น.  

 
สวัสดีค่ะลุงกล้วย
วันนี้อยู่เชียงใหม่ค่ะ
มาทานข้าวกับคนเฒ่าเหมือนกัน


โดย: tuk-tuk@korat วันที่: 25 มิถุนายน 2556 เวลา:12:13:30 น.  

 
สวัสดีค่ะคุณลุงกล้วย
อืมมมม...จริงซิน๊ะ ความทุกข์สอนให้เราแข็งแกร่งขึ้น
ไม่กลัวที่จะเจอความทุกข์ เพราะ "ก็มันเคยแล้วหนา"
ขอบคุณค่ะ สอนเป็นข้อคิดชีวิตได้เลยคร้า...

บันทึกการโหวต Blog ในวันนี้
ลงสะพาน...เลี้ยวขวา Food Blog ดู Blog
ลุงกล้วย Dharma Blog

ปล. ใช่คร้าเช้าวันนีดีกว่าเมื่อวาน แต่รถยังคงติดเหมือนเดิม555
ไม่ทุกข์คร้า...ทุกข์ เพราะ "ก็มันเคยแล้วหนา"


โดย: tui/Laksi วันที่: 25 มิถุนายน 2556 เวลา:12:51:26 น.  

 
สวัสดีค่ะลุงกล้วย

เห็นด้วยเลยค่ะ ความทุกข์ อย่างไรเสียเมื่อเกิดเป็นคน ต้องพบเจอค่ะ ทุกข์จากการพลัดพราก
ทุกข์จาก โรคภัย

จะหนีก็ไม่พ้นค่ะ

เมื่อทำใจยอมรับว่า คนอื่นก็ต้องประสบเหมือนเรา ใช่เราคนเดียวเสียเมื่อไหร่ที่ต้องทุกข์

ทุกข์ก็จะคลาย

*
*
แต่มักคิดได้ เมื่อทุกข์นั้นผ่านไปแล้วนี่สิค่ะ
ตอนทุกข์มานี่ ทุกข์หนัก เห็นแต่ว่าเราคนเดียวที่ทุกข์ ทำไม ต้องเป็นเราที่ทุกข์
เห็นแต่ตัวเราค่ะ ลุงกล้วย

ขอบคุณค่ะที่ลุงกล้วยนำสิ่งดี ๆ มาปันให้อ่าน


โดย: ตาลเหลือง วันที่: 25 มิถุนายน 2556 เวลา:14:59:44 น.  

 
สวัสดียามเย็นค่ะลุงกล้วย


ย่ายิ้ม คนจนผู้ยิ่งใหญ่ ใช้คำนี้คงได้นะคะ^^


โดย: สมาชิกหมายเลข 861805 วันที่: 25 มิถุนายน 2556 เวลา:15:04:53 น.  

 
แวะมาได้ข้อดีๆก่อนนอนครับ
ราตรีสวัสดิ์ครับลุงกล้วย


โดย: หมอหว่อง (หมอหว่อง ) วันที่: 26 มิถุนายน 2556 เวลา:0:38:27 น.  

 
=ท่ามกลางอากาศบริสุทธิ์ + กิจกรรมที่ต้องทำในแต่ละวัน + อาหารที่ปลอดสารเคมี ทั้งหมดคือปัจจัยที่ทำคุณย่ายิ้มอยู่อย่างมีความสุขบนสองขาของตัวเองทั้งๆที่อายุมากแล้ว


โดย: deco_mom วันที่: 28 มิถุนายน 2556 เวลา:13:01:16 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

ลุงกล้วย
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 17 คน [?]




เมื่อเด็กกำลังเติบโตเป็นวัยรุ่น มีความต้องการเป็นตัวของตัวเองสูง ผู้ใหญ่ที่ไม่เข้าใจและใจแคบมักจะมองว่าเด็กดื้อ คนเราจิตตกได้เป็นครั้งคราว อาจทำอะไรที่ไม่เหมาะสมได้ การรู้ตัวเองและให้อภัยตัวเอง จึงเป็นสิ่งสำคัญ ให้เคารพแนวคิดของผู้อื่นบ้าง เสมือนหนึ่งเป็นอีกแนวคิดหนึ่งที่ต่างไปจากเราเท่านั้นเอง ตนเองเสียเมื่อไหร่ที่คิดดี คิดชอบเป็นอยู่คนเดียว ทำไปเพราะไม่รู้ ให้อภัยกันได้ รู้แล้วยังทำ คือ ความดื้อ ความทุกข์ของมนุษย์ 100% เกิดจากการพยายามฝืนความจริงของธรรมชาติ หากอยากได้อะไร ก็ควรเสียอะไรบ้าง ทำอะไรก็แล้วแต่ ควรมีหลักการบ้าง แต่ต้องระวังอย่ายึดเป็นกฎเกินไป อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิดเป็นคำพื้นๆ ที่ใช้มาเตือนสติเราได้ดีตลอดกาล อะไรก็ตามแต่ แม้ว่ามันจะจริง จะถูกต้อง แต่ถ้าการพูดออกไปนั้นมันไม่มีประโยชน์มีแต่ผลเสีย อย่าพูดดีกว่า
Friends' blogs
[Add ลุงกล้วย's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.