ย้ายบ้านแล้วครับผม มีดอทคอมเป็นของตัวเองเรียบร้อยครับ
10000tip.com
หมื่นทิพ's Movie Review

เทพบุตรตบะแตก!!
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 116 คน [?]




ค้นหารีวิวหนังเก่าๆ ได้ที่นี่ครับ
Group Blog
 
<<
ตุลาคม 2557
 
14 ตุลาคม 2557
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add เทพบุตรตบะแตก!!'s blog to your web]
Links
 

 
Michael (1996) ไมเคิล เทวดาผู้น่ารัก



แนวหนัง ตลก ชีวิต

สำหรับผมแล้ว Michael เป็นหนังที่แปลกครับ คือดูแล้วมันไม่ได้ชอบอะไรมาก รสชาติหนังก็ยังไม่กลมกล่อมนัก แต่ดูๆ ไปก็ไม่น่าเบื่อนะครับ อันที่จริงคือดูได้เพลินในระดับหนึ่งเลยล่ะ

ส่วนหนึ่งที่ทำให้ดูเพลินก็เพราะได้ดาราฝีมือดีอย่าง John Travolta, Andie MacDowell, William Hurt, Bob Hoskins และ Robert Pastorelli มารวมตัวกัน ตามด้วยโลเกชั่นในเรื่องที่ตัวหนังนั้นออกแนว Road Movie เราก็เลยจะได้เห็นสถานที่หลากหลายโดยเฉพาะแถบชนบทของอเมริกาที่เห็นในหนังไม่ค่อยบ่อยนัก

แต่จุดที่ยังไม่กลมกล่อมคือหนังผสมหลายแนวไว้ในเรื่องเดียวครับ มีทั้งตลก +โรแมนติก + ดราม่า + อภินิหาร ซึ่งถ้าว่ากันถึงรสชาติการยำสิ่งเหล่านี้เข้าด้วยกันแล้ว หนังอาจยังไม่เข้าเป้าเต็มร้อย ผลที่ได้เลยออกมากลางๆ มีทั้งจุดดีและจุดอ่อนผสมกันไป

เรื่องนี้กำกับโดย Nora Ephron เจ้าแม่หนังโรแมนติกผู้ล่วงลับครับ แม้ว่าอะไรๆ จะไม่ลงล็อค แต่ผมก็ยังชอบในแก่นสารสาระดีๆ ที่หนังมอบให้อยู่พอสมควร

หนังว่าด้วยอัครเทวดามิคาเอล หรือถ้าเรียกเป็นสำเนียงอเมริกันก็คือ ไมเคิล (Travolta) เดินทางมายังแถบชนบทพร้อมปีกอันเบ่อเริ่ม และข่าวนี้ก็ไปถึงหูสำนักข่าวแท็ปลอยด์แห่งหนึ่ง บก. (Hoskins) ก็เลยส่ง 3 นักข่าว (MacDowell, Hurt และ Pastorelli) ให้มาเชิญเทวดาองค์นี้เข้าเมืองเพื่อมาทำข่าวเด็ด แล้วระหว่างทางที่ 3 นักข่าวพาเทวดาเข้ามาเมืองนั้น พวกเขาก็ได้พบเจอเรื่องราวต่างๆ ที่ทำให้ชีวิตเปลี่ยนไป

จริงๆ มันมาแนว "เทวดาเปลี่ยนชีวิต" น่ะนะครับ แต่ก็อย่างที่บอกว่ายังไม่เข้าเป้านัก คือแม้แต่ละตัวละครจะเจอประสบการณ์เปลี่ยนมุมมอง แต่เหตุผลหรือสถานการณ์ที่กระตุ้นให้เปลี่ยนยังไม่ชัดนัก เลยทำให้อารมณ์ร่วมไม่มาเท่าไร แต่ในส่วนของอารมณ์ขันกับโรแมนติกก็ถือว่าไปได้ดีในระดับหนึ่ง (อันนี้ของถนัดของ Ephron อยู่แล้ว)

+++++++++++++++++++++++++

กระนั้นผมก็ยังชอบกับสาระที่หนังแทรกไว้ นั่นคือ "ชีวิตเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน" ใช่ครับ ชีวิตเรามีขึ้นลง วันนี้ดี วันพรุ่งนี้อาจไม่ดี แต่ไม่กี่วันก็กลับมาดีอีก มันคือเส้นกราฟชีวิตที่ผันผวนได้ตามปัจจัยแวดล้อม บางครั้งก็เพราะธรรมชาติ และบางครั้งก็เพราะคนกันเองนี่แหละ

โดยส่วนตัวผมว่าพระเอกจริงๆ ของเรื่องคือแฟรงค์ (Hurt) นักข่าวที่ไม่ค่อยเชื่ออะไร ไม่วางใจใครง่ายๆ แน่นอนครับว่าแม้แต่เห็นไมเคิลพร้อมปีกพี่แกก็ยังไม่เชื่อ ทว่าเมื่อเวลาผ่านไปเขาก็เริ่มเปิดใจ ยอมรับสิ่งต่างๆ ง่ายขึ้น เรียกว่ากำแพงค่อยๆ ละลายลงนั่นเอง

แต่แล้วเมื่อถึงจุดหนึ่ง ก็มีเหตุให้ความวางใจของเขาสั่นคลอนอีกครั้ง คราวนี้เป็นปมใหญ่เลยครับ เรียกว่าทำให้เขาหันหลังและไม่ไว้ใจใครหนักกว่าแต่เก่าก่อนซะอีก

จุดนี้มองเผินๆ ก็เหมือนว่าไมเคิลไม่ได้สอนอะไรแฟรงค์ ไม่ได้ทำให้แฟรงค์เปลี่ยนไป แต่เอาเข้าจริงไมเคิลพยายามบอกแฟรงค์เสมอว่า

"สิ่งที่เราเห็นมันอาจไม่เป็นจริงอย่างนั้น" นั่นก็คือความจริงของโลกอีกประการที่สำคัญ

เราอาจคิดว่า เราคงมีความสุขมากๆ หากทุกสิ่งเป็นไปตามที่เราต้องการ, หากทุกคนจริงใจพูดความจริงต่อกัน, หากทุกคำสัญญาไม่มีใครบิดพลิ้ว, หากโลกนี้ไม่มีคำโกหก ฯลฯ

แต่ความจริงคือ มันเป็นไปไม่ได้หรอกครับ ที่โลกจะเป็นแบบนั้น

คนมากมายมีเหตุผลที่จะปิดบังบางสิ่งหรืออาจต้องโกหก โดยที่เขาเชื่อว่าตนมีสิทธิ์และกำลังทำในสิ่งที่ถูกต้องที่สุด

คนมากมายพูดไว้สวยหรู แต่สุดท้ายก็ทำไม่ได้ บางครั้งก็เพราะเขาทำไม่ได้จริงๆ หรือบางทีก็เพราะตั้งใจที่จะไม่ทำ

คนมากมายเห็นความต้องการของตนเองมาก่อนอื่นใด แม้การจะได้มาต้องแย่งพื้นที่ความสุขของคนอื่น เขาก็พร้อมทำ

เราอาจตีตราประทับให้กับบุคคลเหล่านี้ได้ครับว่าไม่ดี/เลวร้าย/เห็นแก่ตัว ฯลฯ แต่ประเด็นคือตราบใดที่เราอยู่ในโลก เราก็มีโอกาสเจอคนเหล่านี้เข้าสักวัน

ถ้าเราวาดหวังไว้สวยเกินไป เชื่อในคนอื่นมากเกินไป หรือโลกสวยเกินไป สักวันหนึ่งเมื่อเราเจอด้านที่ไม่สวย เราก็จะทุกข์ จะเจ็บ หรืออาจเข็ดจนหมดศรัทธาต่อชีวิตไป

ใน Michael หนังคล้ายจะสื่อกับเราว่า การยอมรับ+ปรับตัวยามเผชิญกับเรื่องที่ไม่ดีหรือไม่เป็นไปดังหวังนั้น คือเครื่องมือที่จะช่วยให้เราอยู่ในโลกได้โดยทุกข์น้อยลง

ยอมรับว่าโลกนี้ก็มีด้านไม่สวย ตามด้วยการปรับตัวที่จะแบ่งรับแบ่งสู้กับเรื่องดี-ร้ายที่ผ่านเข้ามา ไม่หวังว่ามันจะดีตลอด และไม่คิดแต่ว่ามันจะไม่มีอะไรดีเลย มองมันอย่างเป็นกลาง รับมันอย่างที่มันเป็น

ถือโน่นนี่มากไปมันก็หนัก ลองวางบ้างมันก็เบา

อีกอย่างคือลองพยายามทำความเข้าใจคนด้วยกันให้มากขึ้น อย่าเพียงสรุปว่าหมอนั่นไม่ดี หมอนั่นเลว หมอนั่นเห็นแก่ตัวแล้วจบ แต่ควรให้เวลาสักนิดในการเข้าใจพวกเขา เราอาจไม่ต้องให้อภัยพวกเขาก็ได้ครับ แต่อย่างน้อยก็เข้าใจมิติความเป็นมนุษย์มากขึ้นว่าคนดีดีได้เพราะอะไร คนไม่ดีต้องทำแบบนั้นเพราะอะไร

อะไรดีก็ลองเดินตาม อะไรไม่ดีก็ลองหลีกเลี่ยง และขณะเดียวกันก็ต้องเข้าใจว่า "นิยามดี-ไม่ดี" มีหลายบริบท การจะเอานิยามเดียวสรุปครอบจักรวาลก็อาจนำมาซึ่งทุกข์ได้อีกเหมือนกัน

สุดท้ายก็กลับมาที่ผมพูดไว้ตอนต้น "ชีวิตเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน เราควรพร้อมรับ ปรับตัว เข้าใจ และปล่อยวาง"

สิ่งเหล่านี้อาจต้องใช้เวลาทำความเข้าใจทั้งชีวิต แต่ถ้ามันบรรเทาทุกข์เราได้ ก็น่าลองทำดูอยู่นะครับ

+++++++++++++++++++++++++++++++++

โดยรวมๆ แล้วหนังออกมากลางๆ ครับ ดูเพลินเพราะดาราช่วยกัน และบรรยากาศชนบทที่ดูสบายๆ ส่วนบทอาจยังไม่ลงล็อค อารมณ์อาจไม่เข้าเป้าไปเสียทั้งหมด แต่ถ้าชอบแนวเบาสมอง (ที่ไม่ใช่ตลกตึ่งโป๊ะ) ก็ลองดูได้ครับ

สองดาวกว่าครับ



ข้อมูลจาก IMDB ครับ


Create Date : 14 ตุลาคม 2557
Last Update : 14 ตุลาคม 2557 2:33:28 น. 0 comments
Counter : 2125 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.