ข้ามโลกไปเล่นสกี
7) ชีวิตสกีๆ

ก่อนอื่นต้องขอออกตัวก่อนว่า เราเป็นคนที่ชอบเล่นกีฬามากๆตั้งแต่สมัยเด็กๆ ประกอบกับตอนเราเรียนหนังสือช่วงวัยรุ่นที่ต่างประเทศ ทางโรงเรียนสนับสนุนเรื่องกีฬาเป็นอย่างมาก ประมาณว่าแต่ละวันเรียนหนังสือแค่ช่วงเช้า แล้วช่วงบ่ายก็โดนโรงเรียนต้อนเข้าพื้นที่สังหาร พอบ่ายๆก็เข้าคลับลงสนามเล่นกีฬากันเป็นที่สนุกสนาน จนถึงระดับที่เรียกว่าชีวิตเราทรหดมากๆ เล่นกีฬาแทบทุกอย่างที่ขวางหน้าได้ดี ฟังดูก็เหมือนจะมีพรสวรรค์แฝง แต่จริงๆแล้วเราจัดอยู่ในบุคคลพวกก้ำๆกึ่งๆ อีหลักอีเหลื่อ เอาดีทางกีฬาอะไรซักอย่างไม่ได้ ถ้าเป็นบัวก็คงเปรียบปรึ่มๆน้ำๆก้านอ่อนง่อยๆโผล่ไม่ขึ้นเหนือน้ำ แต่พอเป็นกีฬาก็คือโปรไฟด์ก็ไม่ล้ำโลก ไม่สามารถเทริ์นโปรได้ แต่ขอข้าเล่นเพื่อความสะใจอย่างเดียว พอโตขึ้น (พยายามเลี่ยงคำว่าแก่) เวลาว่างน้อยลง ที่ทำได้คือไปยิมทุกวันเว้นสามสี่วัน ส่วนกีฬาที่ไม่สามารถเล่นทุกวันได้ ก็เปลี่ยนเป็นเล่นทุกปีแทน ว่าแล้วเราก็เลยถือโอกาสนี้เขียนถึงสกี เพราะมันเป็นกิจกรรมประจำปีของเราที่ขาดไม่ได้ ฟังดูกระแดะๆแต่นี่ชีวิตจริงของเรานะพวกเธอ 


ภูเขาหิมะในฝรั่งเศส

สกี


ปีนี้พอเริ่มเข้าช่วงหน้าหนาว เราอยู่ๆก็กระเสือกกระสนอยากไปสกีขึ้นมา จริงๆแล้วโบนัส40%เพิ่งออก ก็เลยทำตัวหรูอู้ฟู่ด้วยการไปสกีฮอลิเดย์ ทีนี้เลยเป็นเดือดเป็นร้อนเพราะเราอยู่พม่า สกีรีสอร์ทที่อยู่ใกล้ที่สุดก็น่าจะเป็นญี่ปุ่น แต่คำนวนเวลาการเดินทางแล้ว ก็ปาเข้าไป 13 ชั่วโมงกว่าจะถึงเกาะเหนือ เห็นควรเปลี่ยนจุดเป้าหมายมาเป็นวัลเดอแซร์ (Val D’ isere) ในฝรั่งเศสแทน เพราะเราเคยไปปีที่แล้ว เวลาบินมันก็พอฟัดพอเหวี่ยงกัน ต่อให้ต้องบินย่างกุ้งเข้ากรุงเทพ - ปารีส - แถมวิ่งเปลี่ยนเครื่องไปเจนีวา (ฟังดูโม้ๆ ว่าทำไมบินเข้าสวิสเพื่อไปสกีฝรั่งเศส แต่จริงๆเจนีวาแล้วมันอยู่ใกล้วัลเดอแซร์ที่สุดนะฮ้า) - จากนั้นก็นั่งแท็กซี่อีกสองชั่วโมง ข้ามเขตแดนกลับมาฝรั่งเศส เพื่อขึ้นเขาแอลพ์ ไปวัลเดอแซร์  เวลลาที่ใช้ในชีวิตจริง กับการเดินทางจากประตูบ้านเราที่กรุงย่างกุ้ง ==> จนถึงประตูโรงแรมที่ Val D’isere ก็อีก 22 ชั่วโมงให้หลัง เรียกได้ว่าเหนื่อยมาก ขอยาดมป้าหน่อย เพราะไหนจะเวลาที่ผิดกัน กับต้องสกีในวันรุ่งขึ้น ถ้าไม่รักจริงคงไม่ถ่อกระดูก (เราผอม) มาไกลขนาดนี้หรอก 


ถนนในสกีรีสอร์ท

ถนนในสกีรีสอร์ท


เราจองสกีแพ็คเกจกับ Club Med วัลเดอแซร์อาทิตย์นึง ที่คลับเมดนี่เป็น All Inclusive พอรวมๆราคาแล้วดูเหมือนจะแพง จริงๆแล้วก็แพงอ่ะนะ แต่ก็ไม่สะเทือนถึงดวงดาวเพราะเพิ่งได้โบนัสมา แต่ถ้าหารแล้วก็โอเคอ่ะนะ เพราะมันวมหมดทุกอย่าง นับตั้งแต่ทรานซ์เฟอร์ไปกลับจากสนามบิน ค่าห้องพัก ค่าสกีลิฟท์ สกีคลาส ค่าฝึกสกี อาหารสามมื้อ ยังไม่นับเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ฟรี (ขีดเส้นใต้เพราะเป็นหัวใจของการเลือกที่พักของเรา) แต่ที่แย่คือ ก่อนเดินทางอาทิตย์นึงเราดันมีเรื่องให้กลุ้มใจสองรอบ อย่างแรกคือข่าวที่เพิ่งออกมาว่ายุโรปปีนี้หิมะตกช้า สกีรีสอร์ทในยุโรปทุกแห่งยังไม่มีหิมะ กรี๊ดด! เงินก็จ่ายไปหมดแล้ว หิมะไม่มีแล้วจะให้ไปเดินเก็บดอกไม้ รีดนมวัว ตามหุบเขาแอลป์เล่นแทนหรือไง ใจคอไม่ค่อยดีจนสามวันก่อนออกเดินทาง ก็ได้ข่าวว่าพายุหิมะเข้าเทือกเขาแอลป์ หิมะถล่มปิดถนน! ไม่มีใครสามารถเข้าออกได้... สถานการณ์พลิกเหมือนแมวตกต้นไม้ เห้ยยย สิ้นหวังแล้วโลกนี้อยู่ยากขึ้นทุกวัน แล้วงานนี้เราจะได้ไปเหยียบเขาแอลป์มั้ยนี่


หิมะตกเยอะมาก นั่งรถไปก็หนักใจกลัวรถขึ้นเขาไม่ได้


ตัดฉากเยิ่นเย่อแบบหนังออกไป... ในที่สุดเราก็มาถึงวัลเดอแซร์จนได้ พอไปถึงก็ยังไม่ได้พักเพราะมัววุ่นวายกับการเปลี่ยนห้อง (จากใต้ดินมาอยู่เหนือดิน) แล้วก็รีบไปเช่าอุปกรณ์สกีก่อนร้านในคลับเมดจะปิด ...สำหรับคนที่ไม่มีอุปกรณ์สกีเป็นของตัวเอง คลับเมดเค้ามีให้เช่าหมด 

เราเองมีสกีบู้ทกับหมวกกันน๊อกเป็นของตัวเองแล้ว ด้วยความที่เย่อหยิ่ง ไม่สามารถแชร์รองเท้าและหมวกกับประชาชนทั่วไปได้แบบสะดวกใจ ประมาณพิศดูได้อย่างเดียว ... แฮ่ๆ อันนี้ล้อเล่น จริงๆแล้วเราซื้อไว้ เพราะเราอยากได้รองเท้าสกีรุ่นไฮเพอร์ฟอร์มเม้นท์มาก ประกอบกับเรากระเสือกกระสนมาสกีทุกปี อยู่แล้ว ก็เลยเห็นว่าเป็นการดีที่จะเป็นเจ้าของสกีบู้ท ที่สามารถเลือกสี และผลิตกลิ่นส่วนตัวของเราเองได้ก็เลยไม่ต้องเช่าเค้า ยกเว้นสกีกับไม้poles ที่เราไม่มีเป็นของตัวเอง


อันนี้เป็นสกีแบบธรรมดาๆ 



ส่วนสกีนี่เราแนะนำว่าเช่าดีที่สุด แทนที่จะหอบขึ้นเครื่องบินเทอะทะ ให้สายการบินคิดตังค์ค่าขนสกีเป็นกระเป๋าส่วนเกิน ต่อให้ค่าเช่าจะแพงประมาณอาทิตย์ละ 135-170ยูโรต่ออาทิตย์ก็ตาม แต่ว่าในแต่ละปีสกีจะพัฒนาเทคนิคออกรุ่นใหม่ๆมาตลอด ร้านให้เช่าสกีตอนหมดฤดูสกีแล้ว ก็มักจะขายสกีที่ให้เช่าไปในราคาถูกแบบครึ่งต่อครึ่ง แล้วก็ซื้อรุ่นใหม่เข้าร้านทุกปี เวลาใช้สกีรุ่นดีไซน์ใหม่ๆความคล่องตัวในการเลี้ยวการสกีจะมีมากขึ้น


สมัยก่อนจำได้ว่าสกีรุ่นโบราณจะยาวมาก ถ้าจับตั้งขึ้นจะยาวเลยหัวทีเดียว แต่เดี๋ยวนี้สกีจะสั้นลงกระทัดรัดมากขึ้น จับตั้งก็มาแค่กึ่งๆปลายจมูก แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับน้ำหนักของผู้เล่น ความระดับสามารถของนักสกี และจุดประสงค์ของสกีด้วย อย่างถ้าจะสกีสลาลม (แบบสกีลงเขามาเร็วๆ แบบที่เขาแข่งกันช่วงโอลิมปิค) สกีจะเบามากขึ้นแต่จะยาวมากหน่อย ความแข็งกับไซด์คัทจะต่างกันไปตามรูปแบบสกี จะเล่นสลาลม หรือดาวน์ฮิล หรือไจแอนท์สลาลมอะไรพวกนี้ รูปร่างวัสดุความแข็งช่วงตัดจะต่างกันหมด


ขณะนั่งสกีลิฟท์แบบเปิดขึ้นเขา เท้าก็จะห้อยมาข้างนอก



นักสกีมือใหม่ที่อยากจะมาหัดเล่นสกี และยังไม่แน่ใจว่าจะมีความสุขกับการเล่นสกีหรือไม่ เราแนะนำว่าให้เช่ามันหมดทุกอย่าง (รวมทั้งชุดสกีด้วย) เราทำลิสท์ให้ได้เลยว่าจะต้องเช่าอะไร จะได้ไปคุยบลั๊ฟคนอื่นได้ว่า been there, done that! 


1) สกีบู้ท - เช่าซะ! หอบมาเองมันจะหนักและกินเนื้อที่ในกระเป๋ามาก สกีบู้ทจะออกแบบเอื้อให้ที่นักสกี สามารถยืนเอียงตัวไปอยู่ด้านหน้า เพื่อใช้เป็นหลักสำคัญในการสกีลงเขา สกีบู้ทจะออกแบบมาให้หนาหนักแข็งแรง คงเผื่อไว้กันกระสุนเวลาหน้าสิ่วหน้าขวาน เวลาใส่จะค่อนข้างใช้เวลานานสำหรับคนไม่คุ้นเคย เพราะฉนั้นก็อย่ามัวเอ้อระเหยถ่ายรูปเซฟฟี่ เดี๋ยวจะไปออกรบไม่ทันชาวบ้านเค้า ต้องคำนึงถึงเวลาที่จะพยายามยัดเท้าลงไป เพราะดีไซน์ของรองเท้าสกีจะแน่นกระชับเท้า และล๊อกช่วงข้อเท้าจนถึงหน้าแข้งให้แน่น เพื่อป้องกันอุบัติเหตุ พอใส่รองเท้าสกีได้แล้ว ก็อย่าลืมปิดคลิปล๊อกรองเท้าให้แน่น แล้วก็พยายามเดินให้ดูเป็นปรกติมากที่สุด ด้วยน้ำหนักแบบหลักกิโลที่เพิ่มขึ้นมาที่เท้า


2) ไม้สกี - (Ski poles) คนที่เล่นสกีไม่เป็นส่วนใหญ่ จะหลงผิดไปว่าถ้าไม่มีไม้สกีจะไม่สามารถตั้งหลักสกีได้ จริงๆแล้วสกีโพลเค้าเอาไว้ให้ช่วย ในการบาล๊านซ์ตัวเองเวลาเลี้ยว จริงๆแล้วเราว่ามันเป็นอุปกรณ์ที่ยุ่งยากน้อยที่สุดในการสกี จำไว้อย่างเดียวว่าเวลาขึ้นสกีลิฟท์ก็กำให้แน่นๆ อย่าให้ร่วงหล่นไปที่พื้นหุบเขาข้างล่างเชียวล่ะ 


3) สกี - กรุณาย้อนไปอ่านข้างบนนิดนึง ความขี้เกียจในการเขียนซ้ำมีอยู่สูง



สกีบู้ทที่ล๊อกกับBlinding ของสกีเรียบร้อยแล้ว



4) เสื้อผ้า - อันนี้ขอเขียนทีเดียวรวมๆไปถึง ถุงมือสกีด้วย สองอย่างนี้ให้แน่ใจว่ากันน้ำได้ ถ้าเป็นไปได้เลือกสีสดๆเข้าไว้ เพราะเดี๋ยวนี้คนใส่สีดำเยอะ แยกไม่ออกว่าใครเป็นใคร ถ้าใส่สีสดๆครูฝึกสกีจะได้เห็นถนัดๆ ลื่นไถลลงเขาไปไหนจะได้ตามไปเก็บถูก ส่วนถุงเท้านั้นควรซื้อถุงเท้าสกีโดยเฉพาะ ไว้เป็นของตัวเอง ถุงเท้าสกีที่ดีๆเดี๋ยวนี้กันความเย็นได้ แล้วก็หนาในส่วนที่ควรจะหนา อย่างหนาในช่วงหน้าแข้งจะได้ไม่เจ็บเวลายืนเอนตัวไปข้างหน้านิดๆตอนสกี ...


5) อุปกรณ์ปลอดภัยอื่นๆ - ถ้าเขามีแว่นสกีอันใหญ่ๆ (Goggles) ให้เช่าก็เช่าไปด้วย แต่ส่วนมากหัดเล่นใหม่ๆไม่ค่อยจำเป็นเท่าไหร่ เพราะครูจะไม่พาไปสมบุกสมบันอยู่บนเขา คงได้อยู่วนๆอยู่แถวสโลพ เพราะงั้นควรใช้แว่นตากันแดดแบบสปอร์ทก็ได้ แต่ไม่ควรใช้แว่นกันแดดธรรมดา เพราะเปอร์เซนต์ที่จะหกล้มแว่นแตกเป็นไปได้สูง


อีกอย่างที่เราแนะนำให้เช่าด้วย และค่อนข้างสำคัญมากคือหมวกกันน๊อก ถ้าเล่นสกีที่ฝั่งอเมริกาเหนือ ฝั่งแคนาดา สิบปีที่ผ่านมานี่จะเห็นเกือบทุกคนใส่หมวกกันน๊อกหมด แต่พอข้ามมาฝั่งยุโรป ก็ยังมีประปรายกับพวกที่ไม่ยอมใส่หมวกกันน๊อกถึงครึ่งต่อครึ่ง โดยเฉพาะพวกครูฝึกชาวฝรั่งเศสต๊องๆบางคนเนี่ยตัวดี ใส่แต่หมวกไหมพรมเล่นสกี สร้างตัวอย่างที่ไม่ดีให้แก่ประชาชนชาวสกีที่เพิ่งหัดใหม่ ด้วยความที่เราสกีมาตั้งแต่เด็ก และยังหกล้มหกลุกอยู่ประจำ ก็ขอยืนยันว่าต่อให้คุณจะสกีช้าหรือเป็นเซียนสกีแค่ไหน หิมะจะนุ่มยังไง แต่เวลาล้มแล้วถ้าเอาหัวลงไปขูดกับน้ำแข็ง ก้อนหิน หรือว่าปลายสกีชาวบ้านเขานี่ ดีกรีความเจ็บมากเจ็บน้อยจนถึงตายได้ต่างกันก็จริง แต่มันก็เจ็บอะนะ เชื่อเราเถอะหมวกกันน๊อกเท่านั้นจะช่วยท่านได้ 


บนสกีสโลป



ขี้เกียจเพ้อเจ้อเกิน140คำ.. ตัดมาถึงสกีเช้าวันแรกเลยได้มั้ย นอกเรื่องหน่อย คือหลังๆนี่เล่นทวิตเตอร์ อย่างหนักหน่วง (เราเอง=> @MatahariDavi) ก็เลยชักติดนิสัยเขียนอะไรขึ้นต้น แล้วก็ลงท้ายจบใน140 คำ แต่ในบล๊อกนี้มันเป็นไปไม่ได้ ยิ่งเขียนยิ่งเพ้อเจ้อ เหมือนเปิดซองมาม่าหมูสับแต่ไม่เจอหมู) เช้าวันแรกเขาก็จะมาให้เข้าคลาสตามความสามารถของตัวเอง แต่ด้วยความที่มนุษย์เรามักสำคัญผิดเป็นถูก เห็นตัวเองเลอเลิศกว่าที่เป็นอยู่ มนุษย์อย่างเราๆก็มักจะไปเข้าคลาสที่สูงกว่าความสามารถตัวเอง เราเลยแร่ดลงทะเบียนตัวเองไปชั้น 3A ขั้นสูงซูพรีมสุดๆ น้องๆไม่ควรเอาเป็นตัวอย่าง คิดได้หรือยังว่าทำไม! (อันนี้ถามตัวเอง) ตอนนั้นความหลงผิดชั่วเราดีมีอยู่น้อย เพราะคิดว่าเราเก่ง สกีมาตั้งแต่เด็กๆตัวเท่ากระดิ่งแมว คือเราเรียนต่างประเทศ เวลาโรงเรียนจัดทริปไปสกี เราก็เฮไปหมดทุกทริป สมัยเด็กๆคงเผาผลาญเงินพ่อแม่มากพอดู (แต่ก็ยังไม่ได้สำนึก..เฮ้ยยไม่ใช่ๆ ได้สำนึกแล้วๆ) แต่กระนั้นก็ดีคนจัดสกีคลาสที่เห็นหน้าดึ๋มๆเค้าไม่โง่ เพราะนักสกีทุกคนจะถูกส่งไปเทสวัดความสามารถในการสกีตอนเช้าวันแรก เพื่อจัดผู้คนให้เข้ากลุ่มได้อย่างถูกต้องตามความสามารถไม่ใช่เอาเร็วเข้าว่าแบบเรา


ตอนเทสแยกความสามารถการสกี



ตอนเทสนี่เราก็ตื่นเต้นมากอยู่ เพราะครั้งสุดท้ายที่ได้สกีก็เมื่อปีที่แล้ว เทคนิคอะไรที่เค้าสอนปีที่แล้วเราก็ลืมๆไปบ้าง ราวกับว่ามีชีวิตอยู่ปีต่อปี ...ถึงแม้ว่าสกีนี่จะเหมือนเรียนหัดขี่จักรยาน คือพอขี่เป็นแล้วก็จะไม่ลืมวิธีขี่อีก แต่เทคนิคต่างๆเช่นยกล้อ โดดตีลังกากลางอากาศพวกนี้ก็ต้องฝึกฝน เป็น muscle memorry มากกว่า brain memory (เอ๊ เขียนเรื่องสกีอยู่ดีๆดันลอยออกทะเลไปไกลถึงจักรยานได้ยังไง) เข้าเรื่องๆ คือสกีนี่ถ้าหัดเล่นสกีแบบไม่ถูกท่าแล้ว ต่อไปร่างกายก็จะจำท่าที่ผิดๆมา ท่าจังหวะร่างกายพวกนี้จำเป็นมาก อย่างการเบนเข่า ตอนไหนปักไม้สกี หรือยืนเอียงไปด้านไหนเวลาสกีตามเขาชันๆ ยืดขาเวลากระโดด หรือตอนไหนตกใจจนขนฟู ต้องท่องพุธโธ ธัมโม สังโฆรัวๆดังๆ อะไรพวกนี้จะเป็นเทคนิคที่ช่วยได้มาก 


เวลาเทสความสามารถของผู้เข้าเรียนสกีทุกคน เขาจะให้สกีลงมาจากเขาทีละคน สกี Carving dลงไปตามจุดที่ครูฝึกบอก เขาจะดูทักษะเราในการสกี อย่างการทรงตัว การเลี้ยวด้วยสันของสกี ตำแหน่งการวางเท้าคู่ขนานกับไหล่ เบนเข่า จังหวะมือ การสวิงตัวเข้ากับการเลี้ยวระยะสั้นๆ อ้อ ลืมบอกไปว่าแต่ละคลาสเขาก็มีเพดานความสามารถที่เขาต้องการอยู่แล้ว ระดับสกิลจะต่างกัน ไม่ต้องวิตกไป


เราเอง...เท่สุดๆ




เทสของเราเขาเทสบนเขาที่มีทางวิ่ง Blue run แล้วก็ย้ายไปเทสที่เนินเขาลูกคลื่นเป็น Red run ต่อ ตอนสกีลงมาจากเนินเขาลูกคลื่นนี่รู้สึกเลยว่า สมาธิที่ควรจะมีมันดันไม่มี รู้สึกเลยว่าตัวเองสกีแบบหุ่นไล่กาถูกถีบลงมาทางบันไดเลื่อน ไม่มีสไตล์และสกิลที่เขาต้องการ ผลก็เลยโดนเตะลงไปอยู่ชั้น 3B (ตอนนั้นมีความรู้สึกเดียวกันกับตัวการ์ตูนหมาฝรั่งที่เคยดูในทีวี หมามอลลี่ที่ใส่แว่นตาสกีก๊อกเกิ้ลอันใหญ่ๆ ขนพองหางตกหูลู่ แล้วน้ำตามันก็ค่อยๆท่วมแว่นก๊อกเกิ้ลขึ้นมาจนมิดตา) เอ๋าๆ ดราม่าเข้าไป  พยายามปลอบใจตัวเองว่า เราเพิ่งบินข้ามโลกมา22 ชั่วโมง เวลาที่ฝรั่งเศสตอนเราสกีเทสก็คงเป็นเวลาประมาณตีสองของพม่า ใครไม่สลึมสลือสกี ก็ไม่น่าจะเป็นไปได้ สกิลที่เขาต้องการเราก็ทำได้หมดนะ เพียงแต่เราง่วงนอนเท่านั้นเอง สรุปแล้วมุมมองของครูฝึกสกีกับเรานี่มันช่างต่างกันราวนรกกับสวรรค์ (ละไว้ในฐานที่เข้าใจว่าถึงตอนนี้ คนอ่านคงรู้แล้ว ว่าใครสวรรค์ใครนรก)


เหมือนโปสการ์ดเนอะ



ก่อนจะไปต่อถึงชีวิตประจำวันระหว่างสกีทริปของเรา ขออธิบายนิดหน่อยเกี่ยวกับทางวิ่งสกีที่เรียกว่ารัน (Runs) เพื่อให้เป็นที่เข้าใจกันก่อนว่า มันคือทางวิ่งสกีที่เขาจะแบ่งเป็นสี (สีบนป้ายและแผนที่สกีนะ ไม่ใช่สีของหิมะ) เป็นหลายจำพวกอยู่บนภูเขา ตามลักษณะความยากง่ายและสภาวะของภูมิหิมะ รันยาวบ้างสั้นบ้างกระจัดกระจายอยู่ทั่วไปตามภูเขาแอลป์ มีสกีลิฟท์เชื่อมให้นักสกีสามารถขึ้นไปสกีลงมาได้สะดวก ถ้าวันไหนหิมะไม่ตก ทางสกีรีสอร์ตจะใช้เครื่องผลิตหิมะเข้าช่วย ให้พ่นออกมาบนรันตอนกลางคืน แล้วใช้รถเกรดให้หิมะพ่นออกมาเรียบสวยงามในตอนเช้ามืด


ระบบสีของยุโรปจะต่างไปจากทวีปอเมริกาเหนือนิดหน่อย ตามที่เราจะอธิบายคร่าวๆ (คร่าวๆเท่านั้น) คือ


slope อันนี้ไว้ให้พวกลูกนกฝึกบิน แบบพวกขนยังไม่ขึ้นแต่กระโดดหยองๆอยากบิน ระดับนี้ยังความชันบนเนินหามีไม่ เป็นเนินเตี้ยๆสำหรับพวกที่เริ่มเล่นใหม่ๆโดยเฉพาะ เขาจะกรุยทางตรงนี้ไว้ให้ เป็นทางเรียบๆ จะได้หัดตั้งไข่ล้มต้มไข่ลุก หัดเดินด้วยสกีขึ้นเขา หัดสกีแบบไถหิมะท่าพิซซ่าแบ่งเสี้ยว /(snow plough) หัดเบรค เลี้ยวซ้ายขวา เบสิคต่างๆไม่ให้ลื่นตกเขาตายก่อนถึงวัยอันควร


Green runs นี่ไว้ให้พวกลูกนกที่เพิ่งออกจากรัง แต่พร้อมจะผจญภัยกับปากเหยี่ยวปากกา เป็นรันวิ่งที่ไม่โลดโผนมาก ไม่มีเนินสูงๆทางกว้างๆให้หัดสกีลงเขาได้


Blue runs มีระดับความยากขึ้นมาอีกนิด ระดับดิ่งกับความชันจะเยอะมากขึ้น อาจเจอทางแคบๆได้ในบางช่วง เหมาะสำหรับคนที่มีความชำนาญมากขึ้น


ที่เห็นเป็นทางขาวๆนั่นก็คือสกีรัน



Red runs ถ้าจำไม่ผิดรู้สึกที่ทวีปอเมริกาเหนือจะไม่มีทางวิ่งสีแดง จะข้ามไปสีดำแล้วก็ดับเบิ้ลแบล็คเลย ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าทำไม แต่ทางวิ่งสีแดงก็อย่างที่บอกตามชื่อ คืออย่าได้หวังรถแทร็กเตอร์ปรับระดับทางวิ่ง จะมาทำทางแถวนี้ พื้นผิวมันจะเหมาะสำหรับพวกที่สกีเก่งแล้ว แต่อยากมีระดับชีพจรขึ้นเร็วบ้างเวลาลงมาตามทางยากๆ ลื่นๆ ชันๆ เป็นปุ่มป่ำ


Black runs เป็นรันที่ค่อนข้างยาก สกีแบบสบายใจไม่ค่อยได้ เพราะต้องสกีในรันที่ถ้าไม่หิมะเยอะเกินก็อาจจะน้อยเกิน หรือไม่ก็หิมะกลายเป็นน้ำแข็ง ทัศนะวิสัยไม่ดี พื้นผิวสกีไม่เรียบเดาใจไม่ได้


Moguls นี่ถ้าเทียบกับขับรถคงเป็นแบบออฟโร้ด เป็นรันที่ออกนอกเส้นทางปรกติ แบบว่าแทนที่จะลงมาดีๆตามทางที่เขาทำให้ พี่ก็หักลงหุบเขาเพื่อฝ่าดงต้นสนลงมา ตามเนินเตี้ยๆหลายร้อยเนินที่ต้องสกีผ่าน กระโดดหมุนตัวลงมาจากเนิน สไตล์ปราบเซียน ทำให้ชีวิตยุ่งยากวุ่นวายมากขึ้น


ทางวิ่งสกีสีต่างๆพวกนี้จะแผ่เป็นทางสกีอยู่หลายหุบเขา มีสกีลิฟท์ต่างๆเชื่อมนักสกีให้ไปได้ทั่วถึงได้แต่ละจุด แบบพอออกมาจากสกีลิฟท์ก็จะมีป้ายสีๆปักให้เห็นเด่นชัด ว่าระดับความสามารถของเรา ควรจะสกีไปทางไหน จะได้ไม่มีหลงหรือบอบช้ำมาก


วิวข้างทางทั่วไป



ก่อนที่มีคนถามว่าเล่นสกีเป็นแล้ว ยังจะต้องมาเข้าคลาสสกีอีกเหรอ เราก็อธิบายตรงนี้ถือว่าเป็นความเห็นส่วนตัวว่า สกีคลาสแต่ละอย่างที่เราเรียนนั้น เป็นคลาสที่มีจุดประสงค์ต่างกัน อย่างคลาสสกีธรรมดาที่มีหลายระดับ เป็นการสอนพวกเบสิคสกีให้สกีเป็นและพัฒนาขึ้นเป็นเซียนได้ พอเป็นเซียนแล้วก็อยากพัฒนาในทางเฉพาะอย่างมากขึ้นอีก อย่างสกีคลาสหลุมบ่อโมกูล (Mogul) ที่เราเคยไปมาเขาก็สอนพวก เทคนิคการสกีได้ในภูเขาที่มีความชัน มีเนินตะปุ่มตะป่ำต่างๆกัน, สอนกระโดดลอยตัวยังไงให้ได้จังหวะไม่ล้ม หรือคลาสสอนเทคนิคสกีสลาลม ก็เชี่ยวชาญเรื่องการสกีและเลี้ยวด้วยความเร็วสูงเป็นที่ตั้ง 


สกีคลาสต่างๆพวกนี้ที่ยุโรปไม่ค่อยมีมากเท่าที่อเมริกาเหนือ ที่มีคลาสต่างๆให้เลือกเยอะเหมือนเปิดเมนูอาหาร อย่างสกีคลีนิค ที่เขาจะแก้ท่าทางที่เราเคยเรียนมาผิดๆพลาดให้ได้ถูกต้อง ตรงตามเปิดตำราเป๊ะๆ สร้างความมั่นใจว่า ต่อให้เขาสูงชันหรือทางวิ่งแคบ แบบยานแลนเดอร์จอดบนดาวอังคารไม่สามารถจอดได้ แต่ข้าก็สกีลงมาได้ด้วยความความมั่นใจที่สูงส่ง


หรือแม้แต่สกีแคมป์ที่สอนโดยแชมป์โอลิมปิคเก่า,  สกีคลาสสอนวิธีสกีบนหิมะสดๆ ที่เพิ่งตกนิ่มปุยเหมือนแป้ง (Powerder snow), คลาสสอนสกีเอ๊กซ์ตรีมจากเขาที่ชันแบบดิ่งสุดๆ, แบบว่าคิดเทคนิคใหม่ๆอะไรออก แล้วสามารถมาสเตอร์มันให้ดูดีได้ ก็ขอเปิดคลาสไว้ก่อน การเรียนพวกนี้ก็ไม่ได้ราคาถูก แบบจับผักใส่ตะกร้าไม่มองราคาตอนจ่ายตลาด ส่วนมากจะคิดราคายกตัวอย่างแบบครึ่งวันสองร้อยดอลล่าห์ เต็มวันหกร้อยเรียนตัวต่อตัว ..สไตล์รับข้าเป็นศิษย์ด้วยเถิด มิเช่นนั้นแล้วข้าจะคุกเข่าอยู่เยี่ยงนี้ 


หนึ่งในหลายๆสกีลิฟท์จากรีสอร์ทขึ้นเขา



โอเคๆ ตอนนี้จะต่อด้วยความเห็นคร่าวๆฟิตลง 140 คำแบบในทวิตเตอร์ ว่าบรรยากาศสกีโกอินเตอร์ 7วัน กับคลับเมดวัลเดอแซร์ว่ามันเป็นยังไง 


“ชีวิตประจำวันของการเล่นสกีมันก็วนเป็นลูป คือเริ่มจากตื่นนอน-กินเช้า-สกี-กินกลางวัน-สกี-กินเย็น+บันเทิงต่างๆ” @MataHariDevi


ถ้าเขียนให้ยาวกว่า140คำ เรื่องพล่ามเยิ่นเย้อนี่ถนัด ด้วยการขยายความ - เราว่าสกีที่นี่ก็สนุกดี คอนเซฟของเค้าดีตรงที่ว่าความสามารถสกีอยู่ในระดับไหน ก็มาสกีได้ เล่นสกีไม่เป็นเขาก็หัดให้จนเป็น กลุ่มสกีที่เราโดนเตะลงมาจาก level ที่เราตะเกียกตะกายจะไปร่วมสกีด้วย ก็ไม่เลวจนเกินไปนัก อย่างน้อยก็กลุ่มเล็กแค่ 6คน แต่บางวันก็ยืดๆหดๆเหลือ4คน ขึ้นอยู่กับดีกรีของแอลกอฮอลล์ที่บรรจุในเส้นเลือด ขึ้นอยู่กับความเหนื่อย ในกลุ่มสกีไม่มีใครรู้จักใครมาก่อนเลย แต่ทุกคนก็เข้ากันได้ดีมาก คงเป็นเพราะมีความรู้สึกร่วมในการขึ้นเขาตกห้วยเหมือนๆกัน เวลาจะไปไหนก็สกีตามๆกันไปเป็นแถวๆ สุดแต่ว่าครูฝึกจะเรียกใครก่อนเป็นคนแรก คือประมาณว่าชีวิตนี้มีความสุข ฟอร์มว่าเกิดมาเพื่อสกีอย่างเดียว ไม่คิดมากเรื่องอื่น ทิ้งปัญหาว่าจะเลือกสกีรันไหน ขึ้นสกีลิฟท์ตัวไหน วิธีพัฒนาเทคนิคสกีให้ครูฝึกเป็นคนคิดคนสอน เวลาจะต่อคิวเข้าแถวสกี ก็ได้ทางเข้าตัดคิวพิเศษโดยเฉพาะ (อันนี้เราชอบมากๆ คุ้มค่าเงินและประหยัดเวลาเข้าคิวไปเยอะ) ที่ต้องระวังอย่างเดียวก็คือจะชนกับนักสกีคนอื่นๆ เพราะผู้คนจะสกีด้วยความเร็วสูง (คลาสเราเน้นสลาลม) ตามหลักสากลแล้ว คนที่สกีอยู่ในระดับสูงกว่า จะเป็นคนที่คอยระวังไม่ให้ชนคนที่อยู่ระดับต่ำกว่า ส่วนคนที่อยู่ระดับต่ำกว่าก็ควรคอยดู เวลาจะออกตัวว่ามีใครกำลังสกีลงมาหรือไม่ แต่กระนั้นแล้วเรื่องชนกันเองนี่บางทีมันสุดวิสัย บางทีมันขึ้นอยู่กับจังหวะช้าเร็วไม่เท่ากัน กะลำบาก เบรคไม่อยู่ อย่าให้เจอเดี๋ยวมีด่า เราเจอมาหมดทุกรูปทุกแบบแล้ว ชินชาๆๆ


กรุ๊ปสกีเราเองในกอนโดล่า เครื่องทรงพร้อมจะออกรบ



ส่วนเรื่องอื่นนี่ไม่ค่อยกังวล อย่างสกีตกเขา ชนต้นไม้ ลงหลุม โดดขึ้นๆลงๆตามเนินอะไรนี่ก็ชินชาหมด เทคนิคในการล้มของเราคือไม่ฝืน เพราะมีความเชื่อในอุปกรณ์ทุกอย่างที่เราใส่ ว่ามันปกป้องเราได้ยิ่งกว่าพระหลวงพ่อเหยียบน้ำทะเลจืด อย่างเวลาล้มบนหิมะนี่บอกตรงๆว่าไม่เจ็บ ไถลลงไปเถิดชาวประชา..หิมะมันนิ่ม และที่สำคัญคือตัว Blinding ที่ล๊อกสกีบู้ทกับสกี จะคลิกปล่อยล๊อกให้สกีบู้ทแยกตัวออกจากสกีเอง เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้เล่นบาดเจ็บ 


แต่ที่เรากังวลมากกว่าคือ การสกีนี่จริงๆแล้วมันเหนื่อยปลิ้น เพราะวันๆต้องสกีวันละ 6 ชั่วโมง เป็นเวลาหนึ่งอาทิตย์ ก่อนมาสกีเราเทรนบู้ลิ้มในยิมที่พม่าอยู่แล้ว ฝึกพลังขาพลังอึดเสริมกล้ามเนื้อ ทำหมดทุกอย่างที่จะช่วยไม่ให้ล้ม-กลบ-ฝังได้ แต่กระนั้นก็ดีบางทีมันเหนื่อยยยย เหนื่อยเหมือนลุ้นพระเอกในหนัง ควักปืนมายิงปีศาจทวีจำนวนฆ่าเท่าไหร่ไม่มีวันตาย เวลาเหนื่อยแล้วจะทำให้เราเสียสมาธิ พอไม่มีสมาธิเวลาเจอสถานการณ์ไม่คาดคิด อย่างสกีอยู่ดีๆหิมะตรงนี้บาง กรรมๆพื้นผิวหิมะกลายเป็นดิน หรือที่ร้ายกว่าคือกลายเป็นหิน ก็ไถลลื่นคุมสกีไม่ได้ หัวใจเต้นเตลิดเปิดเปิง ตำแหน่งแข้งขาจะกลับไปอยู่ในท่าที่ไม่ค่อยเกื้อหนุนให้สกีได้ดี ทุกอย่างจะเกิดขึ้นในเวลาอันรวดเร็ว เราขอแนะนำว่าใครที่คิดจะมาเล่นสกี ควรมีประกันอุบัติเหตุชนิดดีติดตัวมาด้วย เช่นถ้ามีอะไรเกิดขึ้นก็จะได้เฮลิคอปเตอร์ยกเข้าโรงพยาบาลไปเลย


ระดับความเร็วในการสกีของเรา 45ไมล์ต่อชั่วโมง



ค่าใช้จ่ายที่แพงทั้งหลายเวลามาสกี นอกจากจะเป็นค่าที่พักและอุปกรณ์แล้ว ค่าสกีลิฟท์ก็เป็นเรื่องที่ไม่สามารถลืมได้ โชคดีว่าของเราไม่ต้องจ่ายเพิ่มเพราะรวมอยู่ในแพ็คเกจหมดแล้ว เชื่อว่าคลับเมดคงฉลาดพอที่จะชาร์ตค่าสกีพาสบวกกำไรไปแล้ว สกีลิฟท์ที่วัลเดอร์แซร์เวลาจะขึ้นต้องใช้สกีพาส เมื่อหลายปีที่แล้วเขาใช้แบบแถบแม่เหล็กบนบัตรห้อยคอ จะเข้าลิฟท์ทีก็ต้องก้มๆเงยๆเอาบัตรไปรูด เดี๋ยวนี้สะดวกกว่าเยอะเป็นแบบคีย์การ์ด ใส่กระเป๋าไว้มันก็ปิ๊งๆดีแทกสัญญานเองได้ 


ค่าสกีพาสขึ้นลิฟท์ต่ออาทิตย์ก็ราวๆ 230ยูโร  ระบบลิฟท์มันเชื่อมโยงต่อเนื่องกันได้ทั้งหุบเขา รวมทั้งถึงเขาของเมือง Tignes ที่อยู่ไม่ไกลจากกันด้วย  ส่วนสกีลิฟท์เองก็มีหลายชนิด แต่ที่คนส่วนใหญ่คุ้นเคยในทีวี จะเป็นกอนโดล่าใหญ่ๆมีประตุเปิดปิด จุคนได้ทีละเยอะๆ ...แต่เราดันชอบแบบ Chair lifts เป็นที่นั่งเปิดโปร่ง หนาวสะใจดี เวลาจะขึ้นลิฟท์มันจะมาช้อนเราขึ้นจากข้างหลัง นั่งแล้วเอาเท้าห้อยดูนกดูไม้เพลินดี แต่แบบนี้ทำคนหล่นมาเยอะแล้ว ยิ่งตอนลงยิ่งต้องใช้สกิลนิดหน่อย เพราะลิฟท์มันจะไม่หยุด มันจะส่งคนขึ้นเขาแล้ววนลงไปเรื่อยๆ จะหยุดก็ต่อเมื่อมีคนหกตกหล่น เวลาลงก็ใช้มือดันเก้าอี้แล้วสกีออกไป สาเหตุใหญ่ที่คนจะล้มก็เป็นตอนออกตัวจากลิฟท์ เพราะผู้ร่วมลิฟท์บางคนสกีตัดหน้าบ้าง เบียดบ้าง ขากางเกินบ้าง ชนกันเองบ้างเป็นที่สนุกสนาน


ถ่ายตอนหิมะตกท่วมโลก



ส่วนลิฟท์ชนิดอื่นๆที่เราชอบก็เป็นพวกทีบาร์ (T bar) หรือไม่ก็ลิฟท์กระดุม สองอย่างนี้ไม่ควรแผละตัวลงนั่ง เพราะเป็นลิฟท์พริมิทีฟยุคหินเฟรดฟลิ้นท์สโตน ดีไซน์มาเฉพาะขึ้นเขาช่วงสั้นๆ เอาไว้ดันตัวจากข้างหลังให้สกีขึ้นเขาได้ ไม่ใช่ให้รองรับน้ำหนักตัวคนแบบนั่งผ่อนอารมณ์ชมหนุ่มๆได้ นักสกีหัดใหม่ส่วนมากจะเกลียดลิฟท์ชนิดนี้ เพราะมันเสียหลักง่าย เราเคยเห็นคนเสียหลักจากทีบาร์มาแล้ว แต่ว่ากรรม¡ ดันหล่นไม่หมด! ชายเสื้อสกีโดนเกี่ยวไว้เอาออกไม่ได้ เลยโดนลากขึ้นเขา (นึกถึงในหนังคาวบอยแบบพระเอกลากผู้ร้ายตามหลังม้า สไตล์เดียวกัน) แต่ไม่เจ็บเพราะเป็นหิมะ ไอ้ที่เจ็บจริงนี่คือใจ ลิฟท์ง่ายๆไม่น่าโดนลาก ... อ้อๆ เกือบลืมลิฟท์อีกอย่างที่เราชอบ นั่นคือลิฟท์เชือก  อันนี้ก็สนุกตรงที่เราต้องพยายามวิ่งไปเกาะเชือกให้มันลากไปทั้งๆที่ใส่สกีอยู่นี่แหละ เชือกนี่เขาจะแขวนอยู่ในระนาบเป็นแนวนอนขนานกับพื้นหิมะ สูงประมาณระดับเอว พอจับได้แล้วจะรู้สึกกระชากๆเหมือนแขนจะหลุด ทำให้คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยชอ แต่ว่าฟังชั่นใช้งานเขาไว้ในระดับการขึ้นเขาช่วงสั้นๆ ที่ค่าใช้จ่ายไม่สูงเหมือนการตั้งเสาขึ้นกอนโดล่า .. หมดเรื่องลิฟท์ล่ะ นี่เป็นสัญญานว่าใกล้จบแล้วนะ


เราสเก้ตสกีลิฟท์แบบคร่าวๆให้กับมือเลย



สรุปแล้วเราว่า ว่าเองเออเอง นักสกีเก่งๆส่วนใหญ่แล้วจะเป็นคนในพื้นที่ ที่สามารถเข้าถึงหิมะได้ง่าย พวกนี้จะสกีแบบหัวใจไร้ความกลัวมาตั้งแต่เด็กๆยันแก่ ที่ว่าแก่เพราะถ้าเราจำไม่ผิด ใครที่อายุเกิน75 ไปแล้วไม่ต้องเสียค่าสกีพาส ขนาดปีนี้ช่วงนึงเรายังสกีเคียงคู่กับคุณยายฝรั่ง อายุเจ็ดสิบกว่าๆเลย แถมคุณยายยังใช้เทคนิคสเก้ต เข้าแซงหน้าสกัดดาวรุ่งอย่างเราในระดับทางราบแบนได้อีก ยังความเจ็บใจมาจนถึงณ.บัดนี้


อีกอย่างที่น่าสนใจคือ ตอนสกีนี่เราจะไม่ค่อยรู้ว่าใครเป็นใคร ภายใต้หน้ากากออฟติมัสไพร์ม เวลาสกีตามๆกัน เราจะใช้สีเสื้อสกีครูฝึกหรือสีเสื้อสกีเพื่อนในกลุ่มเป็นตัวกำหนดเป้า ยิ่งสีสดๆยิ่งดีเด่นดี รู้งี้ไม่น่าซื้อสีดำมาเล้ย เวลาเย็นๆเลิกสกีลงเขากลับคลับเมด ถอดหมวกกันน๊อกถอดแว่นตาไซต์เจ้าพ่อออก ก็จำกันไม่ได้อีกว่าใครเป็นใคร หนุ่มในสกีกรุ๊ปเรามีคนนึงดูเหมือนจะหล๊อหล่อ แต่พอถอดหมวกกันน๊อกกับแว่นตาเล่นสกีออก อ้าว หัวล้านนี่หว่าหมดกันๆ แล้วก็มีอีกคนไม่ได้อยู่กรุ๊ปเรา คนนี้เจอกันตอนกินข้าวนั่งโต๊ะเดียวกัน หน้าตาดีบาดหัวใจมากๆ ถึงขนาดที่ว่าเรากะจะย้ายคลาสลงไปสกีกับเขา ไม่ค่อยแร่ดเท่าไหร่เล้ยย แต่ดันหาตัวเขาไม่เจอตอนแต่งชุดออกรบ เจอกันทีไรก็นอกเครื่องแบบทุกที เลยไม่รู้ว่าเพอร์ฟอร์มเม้นท์เวลาออกรบเป็นยังไง..


ไม่ต้องตกใจไปนั่นเราเอง โฟโต้ชอปเท่านั้นช่วยท่านได้ 



เรื่องสกีนี่อยากจะเขียนให้ยาวกว่านี้นะ แต่จริงๆแล้วเรางานยุ่งไม่มีเวลาว่าง ไอ้ที่เขียนอยู่นี่ก็ใช้เวลาในวันหยุดวันเดียวของเราเขียน เพราะฉนั้นใครถามอะไรเรื่องสกี ต่อให้เราตอบได้ เราอาจจะไม่ตอบ เราอาจตอบช้าหน่อยเพราะไม่มีเวลา แล้วก็ค่อยๆเฝดตัวหายไปเล่นแต่ทวิตเตอร์แบบเนียนๆ...เหมือนทุกที



๑MataHariDevi



Create Date : 09 มกราคม 2558
Last Update : 17 กุมภาพันธ์ 2559 22:06:17 น.
Counter : 1511 Pageviews.

1 comments
  
-น่าสนุกจริงเชียว.....
โดย: ถนนสายนี้เปรี้ยว IP: 118.172.1.60 วันที่: 25 กุมภาพันธ์ 2558 เวลา:13:55:16 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

นางสาวจบปอ6 สอบตกซ้ำๆซากๆ
Location :
Paramaribo  Suriname

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 93 คน [?]



If you’re looking for a new leadership of a mankind… YES! YOU HAVE FOUND ME!
มกราคม 2558

 
 
 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31