บ้านเราคือโรงแรม The Strand ที่ย่างกุ้ง
 เมื่อไม่กี่วันนี้เรายังอยู่ประเทศซูรินาม แต่แค่กระพริบตาทีเดียว บริษัทก็เซ็นสัญญาย้ายเรา มาทำงานที่พม่าต่ออีกสองปี ทุกอย่างเกิดขึ้นด้วยความเร็วแบบไฮเปอร์สปีท (เขาคงอยากได้แรงงานเรานิ) บริษัทส่งทีมขนของมาช่วยเราแพ็คบ้าน พร้อมสมบัติจำนวนเล็กน้อย ที่เจ้าคุณปู่ยกให้ (มีขีดเส้นใต้ทำตัวหนา กลัวคนไม่สังเกตว่ามันเล็กน้อยเท่านั้น) แต่รวมแล้วคร่าวๆ ได้หนึ่งคันรถคอนเทนเนอร์ขนาด 40 ฟุตพอดีๆ ...ของทุกอย่างต้องลงเรือจากทวีปอเมริกาใต้ เพื่อเข้าพม่าอีกสองเดือนข้างหน้า (ของทุกอย่างในที่นี่ แน่นอนอยู่แล้วว่าไม่รวมเรา เพราะเราไม่บึกบึนพอที่จะลงเรือมาพร้อมสมบัติ)





ส่วนตัวเราเองนั้น หลังจากที่ร่ำลาท่านประธานาธิปดีแห่งประเทศซูรินาม เพื่อนบ้านที่ไม่เคยเห็นหน้าค่าตากันมาก่อน ตั้งแต่เราอยู่บ้านข้างๆเป็นเวลาสองปีกว่า ก็ได้โอกาสโบกมือลากันที่สนามบินแห่งชาติ เราขึ้นเครื่องบิน รวมเวลาเดินทางอย่างทรหดอดทนถึงสองวันเต็มๆ แต่นอนมาชั้นบิสิเนสคลาสเชียวนะ ขอคุยหน่อยเหอะ มันอดไม่ได้จริงๆเรื่องคุยทับถมชาวบ้านเขาเนี่ย มาถึงพม่าจนได้ 




ตัดบทวูบมาถึงกรุงย่างกุ้ง หม่องโชเฟอร์ที่โรงแรมส่งมารับเราที่สนามบิน พบว่ารถคันกระติ๊ดริ้ดของเขา ไม่สามารถบรรจุกระเป๋าเดินทางของเราทั้งหมดเจ็ดใบได้ (ซวยล่ะ) หม่องโชเฟอร์แกคงงง ว่าเราขนอะไรมากันนักกันหนา ด้วยความที่เป็นคนอารมณ์ดีแต่กำเนิด เราเลยอำหม่องโชเฟอร์ไปว่า กระเป๋าเจ็ดใบนี่ก็บรรจุเสื้อผ้าเรามาเจ็ดฤดูกาล อีตาหม่องโชเฟอร์ก็สวนกลับมาว่า ที่พม่าเรามีแค่สามฤดูนะฮ้าบ ปั๊ดโถ่พ่อคุณ เราล้อเล่นหรอก เครื่องไม้เครื่องมือทำมาหากินเราเยอะ ไม่ขนมาด้วยแล้วจะหากินยังไงล่ะ แหมๆ ในที่สุดต้องจ้างแท็กซี่อีกคัน ขนตามมาเป็นขบวนเอิกเกริกยิ่งกว่าขบวนแต่งงานชาวบ้านอีก.. ขนมาจนถึงโรงแรมที่พักคลาสิคห้าดาวชื่อ The Strand





ส่วนโรงแรมของจริงนั้น หน้าตาสมัยปัจจุบันก็ไม่ได้ผิดเพี้ยนไปจากในโปสการ์ดเท่าไหร่นัก
คุณวิคกิพีเดียผู้มีความรู้รอบตัว (สามารถพึ่งพาได้ทุกเรื่องไม่มีผิดหวัง) บอกว่ามันเป็นโรงแรมบูติคสร้างตั้งแต่เมื่อ 113 ปีที่แล้ว โดยสถาปนิกคนเดียวกันกับที่สร้างโรงแรม Raffles ที่สิงค์โปร์ ดังนั้นบรรยากาศอะไรๆมันก็เลยอึมๆครึ้มๆ เป็นแอนติคไปหมดทั้งโรงแรม ยกเว้นอุปกรณ์ทันสมัยอย่างเดียวในห้องพัก นั่นก็คือ iPod stand ไว้เสียบกับ iPhone ฟังเพลงได้ แน่นอนว่าเราดันใช้ Samsung GalaxyS4





จะว่าไปแล้วโรงแรมเค้าก็น่ารักดีนะ ทุกคืนก่อนนอน หม่องบัทเล่อร์ส่วนตัว ก็จะเอาดอกไม้หอมๆมาเสียบไว้ข้างเตียงนอนเป็นกำๆ ดอกอะไรก็ไม่รู้นะ แต่ว่าห๊อมหอม ยิ่งตกกลางคืนยิ่งกลิ่นฟุ้งกระจายทั้งห้อง ว่าจะถามคุณหม่องบัทเลอร์ แต่ก็ยังไม่เคยเจอตัวกันซักที คือปรกติได้ยินแต่เสียง (เสียงทางโทรศัพท์น่ะ ไม่ต้องตกใจไป) แล้วก็มีขนมหวานพม่าต่างๆ ที่หม่องบัทเล่อร์เอามาล่อ วางให้กินก่อนนอนทุกคืน คงกะจะเลี้ยงให้อ้วนคับสโร่ง ก่อนย้ายออกจากโรงแรมแน่ๆ 





ส่วนในห้องน้ำก็มีเครื่องหอมสมุนไพรหน้าตาแปลกๆ ให้แขกอย่างเราเดาไปเรื่อยเปื่อย ว่าอะไรคืออะไร มันสกัดมาจากสมุนไพรตัวไหน อย่างแฮร์คอนดิชั่นเนอร์ของโรงแรมเนี่ยดีมากๆ ขอชื่นชม เราใช้แล้วผมนิ่มสลวยจับลื่นมือดี แต่เสียอย่างเดียว คือใช้แล้วกลิ่นเหมือนเอาผมลงไปชุบแกงข่าไก่ทั้งหัว (จึงเห็นควรว่าจุดนี้โรงแรมควรพัฒนาใส่ข่าให้น้อยลง และไปเพิ่มกะทิแทน) ส่วนไอ้ก้อนๆที่เห็นนี่ก็น่าสนใจนะ มันเป็นก้อนทานาคา ที่ชาวพม่าไว้ใช้ทาหน้าให้ผ่องใส กันฝ้ากันแดด ทีแรกเราก็ไม่รู้ นึกว่าสบู่ธรรมดา (แหม สมัยก่อนยังเห็นขายเป็นไม้ฟืนแท่งๆอยู่เลย) เราเอามาฟอกหน้า แต่ฟองเฟิงนี่ไม่มี ทำเอาหน้าหนืดๆอีกต่างหาก โทรไปบ่นกับหม่องบัทเลอร์ ว่าเอาสบู่อะไรมาให้ใช้วะ เขาบอกว่ามันคือทานาคาต้องเอาไว้ในห้องน้ำ เพราะถ้าไว้ในห้องนอน เราอาจสำคัญผิดว่าเป็นขนมหวานได้ - ก็จริงของหม่องบัทเล่อร์เค้า เผลอกินเข้าไปคงไปคงน้ำลายฟูมปาก .... จากรูปนี้หวังว่าคงไม่ต้องบอก ว่าก้อนไหนคือทานาคา ก้อนไหนคือขนมหวาน ใช้สัญชาติญานกันหน่อยพี่น้อง





เกือบลืมให้ดูสภาพห้อง คืนละสามร้อยกว่าดอลล่าห์เชียวนะ ไม่รู้ว่าแพงอะไรกันนักหนา คงเป็นเพราะเขา (เขานี่ก็คุณวิกกิพีเดียไง) จารึกไว้ว่ามันเป็นโรงแรมประวัติศาสตร์ 31ห้อง คนดังๆในอดีตก็เคยมานอนที่นี่แล้วทั้งนั้น อย่าง Somerset Maugham นักเขียนดังที่เคยไปนอนโอเรียลเต็ล จนโรงแรมเขาตั้งชื่อห้องไว้เป็นห้องชุดสวีท (รู้จักมั้ยๆ), ลอร์ดเม้าท์แบทเธ่น (สะกดไงว้า), เซอร์ปีเตอร์ ยูสเตอร์นอฟ (นี่ก็สะกดไงก็ไม่รู้ ขี้เกียจกูเกิ้ลอีกรอบ), เซอร์มิค แจ็คเกอร์ ... ทุกคนล้วนแต่ใกล้ตาย หรือว่าตายไปหมดแล้วทั้งนั้น ทุกคนล้วนแต่มีชื่อเสียงทั้งนั้น 





ส่วนเราในคืนแรกที่มาอยู่ เราก็เหมือนจะได้ยินเสียงคล้ายๆนกร้องอยู่ส่วนไหนส่วนหนึ่งของห้อง แหวกม่านหน้าต่างดู ก็เห็นอีกาตัวเบ้อเริ่มมาเดินเกาะขอบข้างหน้าต่างอยู่สองตัวเป็น duoกัน (เหยย.. ชั้นยังไม่ตายนะเฟ๊ย) แต่มันก็ไม่ใช่เสียงอีกา เพราะมันดังอยู่บนเพดานห้องนอน แต่เราดันหาไม่เจอว่าเสียงมาจากไหน - เราเฉยๆนะ แต่ลึกๆแล้วก็อดคิดไม่ได้ว่า ช่างเป็นโรงแรมที่พึลึกเสียจริงๆ คือเราได้ยินทุกอย่างแต่เสียง และหาตัวจริงไม่เจอ .. พอคืนที่สองเท่านั้นล่ะได้เรื่องเลย เราแว่บออกไปกินข้าวนอกโรงแรมแป๊บเดียว กลับมาน้ำรั่วจากเพดานลงมาเต็มพื้นห้องด้านหน้า เป็นเดือดเป็นร้อนให้หม่องบัทเลอร์ต้องส่งช่างมาปีนดูนกร้อง เอ้ยๆ ดูน้ำรั่วบนเพดาน สรุปแล้ว ปริศนาเรื่องนกลึกลับก็เลยจบลงแค่นี้ ไม่น่านอนกลัวอยู่ตั้งคืนนึงเลย





ส่วนปัญหาเรื่องน้ำรั่วนั่นก็แก้ไขไม่ได้ภายในคืนเดียว เขาเลยจำต้องย้ายห้องนอน อัพเกรดเราไปอยู่ห้องมุมสุดเห็นวิวแม่น้ำ พร้อมเครื่องกำนัลเป็นเครื่องดื่มน้ำองุ่นกลั่นอีกหนึ่งขวด แล้วหม่องบัทเล่อร์ก็จัดขบวนคนมาช่วยกันย้ายของให้เราไปอยู่ห้องใหม่ที่ดีกว่าเดิม (ดีในที่นี้คือสว่างกว่าเดิม และไม่มีเสียงนกร้องหรือกามาเกาะแกะแอบดู)  เขียนมาถึงตรงนี้ก็เสียดาย ที่ไม่ได้ถ่ายรูปตอนทีมหม่องพนักงานคนอื่นๆ ตอนเค้าช่วยกันขนของเราย้ายห้อง เพราะซีนนี้มันดูโบราณและอลังการมาก คิดดูพนักงานทุกคนใส่โสร่งไหม มีเสื้อขาวทับด้วยเสื้อตัวนอกสีดำ เดินเท้าเปล่าข้ามพื้นปาร์เก้ไม้ของโรงแรม ยกกระเป๋าเราขึ้นแบกกันเป็นขบวน ส่วนเราติ๊งต่างว่าเป็นเจ้าเป็นไฮโซ คอยคุมทีม มือถือแส้หวดควับๆราวกับว่าย้อนรอยไปเมื่อร้อยปีก่อน 





แต่ปัญหาน้ำรั่วนี่ดูเหมือนจะเป็นปัญหาที่แก้ไม่ตกของทางโรงแรม เพราะตั้งแต่อยู่ได้สองอาทิตย์ เราเจอน้ำรั่วซ้ำๆซากๆสองสามรอบ (ฉลองมหาสงกรานต์ก่อนชาวบ้าน) เราจึงเห็นควรขอเสนอทางแก้ปัญหาแบบสุดติ่ง ให้กับทางโรงแรมสองทางคือ 

หนึ่ง) วางระบบท่อน้ำใหม่ 
สอง) ไล่วิศวกรที่ทำหน้าที่ maintenance ออก ... แต่กระนั้นก็ดีทางโรงแรมเลือกข้อสาม
สาม) มีบริการผ้าเช็ดตัวแบบผืนใหญ่ที่สุดในโลก เข้าใจว่าเอาไว้เช็ดน้ำรั่วเฉพาะ คือเราเกิดมาก็ไม่เคยเจอผ้าเช็ดตัวไซด์ม่านสองหน้าต่างคู่แบบนี้มาก่อน ทั้งหนักทั้งหนา พันทีเดียวครอบคลุมหมดทั้งตัวทั้งหัว ..  แน่นอนว่างานนี้เราลงทุนเป็นนางแบบเอง เพราะกลัวคนอ่านจะไม่เก้ท จะว่าไปใช้แล้วก็ดูเกรงขามประหนึ่งผู้ทรงศีลก็ไม่ปาน





ส่วนชั้นล่างสุดของโรงแรม นอกจากจะเป็นล๊อบบี้แล้ว ก็ยังกั้นส่วนหนึ่งทางด้านหลังไว้เป็นร้านขายของที่ระลึกอีกด้วย โดยส่วนตัวแล้ว เราว่าร้านนี้ติดอันดับร้านขายของแปลกพิสดาร เป็นอันดับหนึ่งของประเทศก็ว่าได้ คือร้านอื่นๆเขาขายพวกผ้าโสร่ง ปะหล่ำ กำไล ถ้วย ถาด เครื่องเขินลงรักปิดทองต่างๆหน้าตาคล้ายๆกันหมด แต่ร้านนี้มีฉีกแนวแทบทุกอย่าง คือถ้าเป็นโสร่งก็จะเป็นแบบทำให้ขาดเยินๆ แล้วเอาไปใส่กรอบ กำไลก็ขายเป็นเซ็ทๆรวมกันกับน้ำมันหอมนวดตัวสูตรโบราณ (หรือว่ากำไลมันอาจจะใส่แล้วคับ ต้องใช้น้ำมันช่วยให้ถอดออกง่ายๆ?) แต่ที่เด็ดที่สุด คือเขาขายหุ่นไม้ครึ่งตัวคน ที่รับออเดอร์แกะตามรูปถ่าย ส่งถึงบ้านอีกหนึ่งเดือนให้หลัง เราไปยืนดูอยู่ตั้งนานเพราะคิดว่ามันเป็นตลกร้ายดี ใจลึกๆอยากจะเอารูปนายฝรั่งของเรา ไปสั่งให้เขาแกะเป็นของขวัญวันเกิด แต่ก็ค่อนข้างเสี่ยงคือถ้านายไม่ชอบ เพราะยังไงๆคงแกะไม่เหมือน ปีนี้เราคงอดโบนัสแน่ๆ อีกอย่างมันก็แพงอยู่นะ หุ่นละตั้ง US$ 2,400 แน่ะ ว่าจะถามขอย่อส่วนให้เล็กลงมาเหลือสิบส่วน ราคาจะลดลงมาตามขนาดด้วยหรือเปล่า ก็กลัวเจ้าของร้านจำหน้าเรามาแกะเป็นหุ่น ก็กลัวเจ้าของร้านโกรธ





อีกอย่างที่น่าสนใจคือ ไม่รู้ว่าใครพิเรนเอาชื่อโรงแรม The Strand ไปใส่ไว้ในไกด์บุ๊คย่างกุ้ง วันๆนึงจำนวนนักท่องเที่ยวเข้ามาเดินดูในโรงแรมเราบ่อยมาก มาพร้อมทัวร์ไกด์อีกต่างหาก ที่นั่งในล๊อบบี้งี้แทบเป็นเก้าอี้ดนตรี ความอุ่นจากก้นของนักท่องเที่ยวคนก่อนยังไม่ทันหายอุ่นไอ นักท่องเที่ยวคนใหม่ก็รีบเข้ามาอุ่นเก้าอี้ต่อ แต่ส่วนมากพวกที่เข้ามาดูจะไปชื่นชมกับรูปโบราณที่แขวนไว้บนผนัง เดินแหงนหน้าดูโครงสร้างภายในตึกแทบทุกซอกทุกมุม ดีว่าทางโรงแรมเค้าไม่อนุญาตให้นักท่องเที่ยวขึ้นไปเดินบนส่วนอื่นของโรงแรม ยกเว้นที่ล๊อบบี้กับส่วนทานอาหาร ไม่งั้นการจราจรคงจะติดขัดไปกว่านี้ 

เกือบลืมบอก ...ที่ล๊อบบี้โรงแรมนี่เขามีพนักงานไว้เล่นระนาดอยู่คนนึง พนักงานคนนี้จะเล่นเพลงสั้นๆ ก็ต่อเมื่อมีแขกเดินเข้ามาในโรงแรมเท่านั้น (คงไอเดียเดียวกันกับตู้เพลงหยอดเหรียญ) เรากับเพื่อนสถาปนิกฝรั่งอีกคนวางแผนว่า ถ้าวันไหนเมากลับโรงแรมมาดึกๆ คนน้อยๆ เราสองคนจะทำ Harlem Shake กันที่ล๊อบบี้โรงแรมเวลาพนักงานเขาตีระนาดขึ้นเพลง (ส่วนใครที่ไม่รู้จัก Harlem Shake ก็กูเกิ้ลกันเองนะพี่น้อง) 





ด้วยความที่เราไม่ใช่ทัวร์ริสทั่วไป แต่บริษัทเขาส่งเรามาทำงานที่พม่า เราก็เลยจำเป็นจะต้องอยู่ที่โรงแรม The Strand นี้ถึงสองเดือน เพราะโรงแรมเขามีเรทพิเศษให้บริษัท (สองเดือนห้องคืนละสามร้อย$US คูณกันเข้าไปเอง ว่าเราผลาญเงินบริษัทไปเท่าไหร่) เราควรจะประทับใจกับบริการ แต่ด้วยความที่เราเป็นคนจู้จี้และละเมียดละไมแต่กำเนิด (ข้อความขัดๆกัน ทนอ่านหน่อยนะ จวนจบแล้ว) เราก็เริ่มหงุดหงิดที่อินเตอร์เนตของโรงแรมสัญญานตกบ่อย จะอัพโหลดงานขึ้นเซอร์เวอร์ หรือคุยสกายพ์กับใครก็ถูกตัดทุกสามนาที, โรงแรมมีไม่มีสวนให้เดิน, ไม่มียิมให้ออกกำลัง, ไม่มีสระว่ายน้ำ, บางวันน้ำไม่ร้อน, แอร์ไม่เย็น ยุงก็กัด (สองอันนี้เจอทุกวัน) แขกหน้าตาดีก็ไม่มีเข้าพัก (อุ้ยๆ อันนี้เขียนไปเรื่อยเปื่อย) เขียนแล้วก็ของจะขึ้นอีกรอบ ก็ขอเรื่องมากหน่อยเหอะ ค่าห้องคืนละสามร้อยแต่เปิดกีอกน้ำมา เจอโคคาไหลออกมาแทนก็ไม่ไหวเหมือนกันนะ





สรุปแล้วเขียนมาถึงบรรทัดนี้ก็คือจะบอกว่า เรากำลังจะเก็บกระเป๋าทั้งเจ็ดใบเพื่อย้ายจาก พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติพม่า The Strand ไปอยู่โรงแรมอื่นที่มันฮิปและทันสมัยกว่านี้ แต่ที่มาติดขัดก็คืองบโรงแรมเราเบิกได้ไม่เกินวันละสามร้อย ไอ้โรงแรมอื่นที่อยากอยู่อย่างพวก Savoy หรือ The Governor ก็ดันก็ดันชาร์ตคืนละตั้งหกร้อย เราไม่น่าเกิดเป็นคนรสนิยมดี แต่เบิกงบได้น้อยเลย ... กรี๊ดด นี่มันเอาสวรรค์มาเปิดเป็นโรงแรมหรือยังไงกัน ขัดใจจริงๆ  เอาเป็นว่าถ้าเราต่อรองราคาโรงแรมใหม่ได้สำเร็จ เราจะรีบมาอัพเดทบล๊อกรีวิวโรงแรมใหม่ทันที = ถ้าว่าง และมีอารมณ์ที่จะเขียน (ฟังเหมือนเล่นตัวและไม่ง้อคนอ่าน แต่เวลาเค้ายุ่งเค้าก็ยุ่งจริงๆนะตัวเอง) otherwise, ก็ตามไปฟอลโลว์เราได้ในทวิตเตอร์ @MatahariDevi อันนี้เราแอบอู้มาทวิตได้ทุกวัน









Create Date : 26 มีนาคม 2557
Last Update : 17 กุมภาพันธ์ 2559 22:07:26 น.
Counter : 303 Pageviews.

4 comments
  
นั่งอ่านไปยิ้มไป เล่าเรื่องได้น่ารักมากเลยค่ะ
ปลายเดือนหน้าจะแบ็คแพ็คไปเที่ยวพม่า สงสัยต้องแวะไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติพม่า เอ๊ย ร.ร. the strand ซักหน่อย อิอิ
โดย: meddytale วันที่: 26 มีนาคม 2557 เวลา:21:19:46 น.
  
เล่าสนุกดีค่ะ ชอบๆๆๆ
โดย: schnuggy วันที่: 27 มีนาคม 2557 เวลา:0:02:56 น.
  
เพิ่งหลงเข้ามาอ่านค่ะ เล่าเรื่องได้สนุกดี
โดย: จิตหลอน วันที่: 29 มีนาคม 2557 เวลา:8:07:06 น.
  
ของหนึ่งตู้เทลอร์ แล้วจะเอาไปเก็บไว้ไหนครับ เห็นว่ามาทำที่พม่าสองเดือน

ห้องพักเก่ามากกกก
โดย: ถนนสายนี้เปรี้ยว วันที่: 2 พฤษภาคม 2557 เวลา:12:16:52 น.
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

นางสาวจบปอ6 สอบตกซ้ำๆซากๆ
Location :
Paramaribo  Suriname

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 93 คน [?]



If you’re looking for a new leadership of a mankind… YES! YOU HAVE FOUND ME!
มีนาคม 2557

 
 
 
 
 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
27
28
29
30
31