ติดเกาะอยู่ที่บริติชเวอร์จิ้น


ผู้คนชอบถามกันจริงว่าทำไมเราถึงไปอยู่แต่ประเทศไกลๆ ถามใครก็ไม่มีใครรู้จักว่ามันอยู่ตรงส่วนไหนของโลกโดยไม่ได้เปิดแผนที่ดูในกูเกิ้ล
คืออยากจะบอกว่าเราเองไม่ได้มีตัวเลือกมาก คือถ้าถูกส่งมาทำงานก็แปลว่า ไม่มีปากไม่มีเสียง (เขียนอยู่ๆอารมณ์นั้นก็มา..ฮ่าๆโดนย้ายที่ทำงานยังกะโดนไล่ออก) วันแรกที่บินมาถึง HRบริษัทมีรถเช่ารอให้ขับ แล้วจิ้มๆตามแผนที่ให้ดูว่า เธอต้องไปรายงานตัวที่ตม.ออฟฟิสตรงนี้ แล้วไปตรวจโรคที่โรงพยาบาลตรงโน้น แล้วค่อยกลับมาออฟฟิสที่นี่ เป็นฉากๆ แบบไม่ห่วงว่าเราอาจจะกลับไม่ได้ไปไม่ถึง อีกอย่างทางบริษัทคงเห็นคุณค่าของเราแล้ว ว่าเราเป็นคนที่เหมาะสมมากที่สุด ในการพัฒนาตัวเองให้เข้ากับผู้คนหน้าตาใหม่ๆและสภาวะแวดล้อมแบบเคาท์เจ้อร์ช๊อคสุดๆได้ การที่จะนำตัวไปปล่อยเกาะเงียบๆสวยงาม ท้องฟ้าเป็นสีฟ้าใส ทะเลเป็นสีครามสวย ที่บริติชเวอร์จิ้นไอร์แลนด์ (British Virgin Islands) หรือในที่นี้จะเรียกสั้นๆว่า BVI คงจะไม่ได้เป็นการลงโทษเราเกินไป..
ผู้คนส่วนใหญ่จะชอบคิดว่า BVI อยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิค (ซึ่งนั่นออกทะเลไปไกลมาก กลับมาๆ) จริงๆแล้ว มันอยู่ในทะเลแคริเบี้ยน ไม่ไกลจากประเทศเปอร์โตริโก้ และสหรัฐอเมริกา แต่น่าแปลกใจที่BVI อยู่ห่างจากไมอามี่แค่มหาสมุทรคั่นสองชั่วโมงบิน แต่ความเจริญหาได้ใกล้เคียงเทียบเคียงไม่ ลองนึกภาพตื่นมาตอนเช้าๆกับเสียงไก่ขันหมาเห่าใบตองแห้ง, โรงหนังที่มีอยู่โรงเดียวทั้งประเทศ, อาหารในซุปเปอร์มาเก้ทที่พึ่งเรือส่งมาขายจากซานฮวนหรือจากไมอามี่ และยามค่ำคืนที่นอนฟังเสียงคลื่นลมทะเลจากบ้านพัก แม่เจ้า นี่เขาเอาเรามาปล่อยเกาะจริงๆใช่มั้ย..
ช่างโดดเดี่ยวเสียจริง
ทีนี้มาเข้าถึงแฟคเตอร์ของบริติชเวอร์จิ้นไอร์แลนด์ก่อน (เริ่มซีเรียสล่ะ) BVI เป็นแค่ดินแดนโพ้นทะเลของประเทศอังกฤษ เป็นเกาะเล็กๆ มีรายได้ทางเศรษฐกิจจากการท่องเที่ยว โดยเฉพาะจากเรือสำราญขนาดใหญ่ ที่จอดเทียบท่าให้นักท่องเที่ยวเข้าประเทศได้ลำละเกือบ7,000คน ลองคิดดูถ้าวันไหนเรือมาจอดสามลำ ก็แทบจะดับเบิ้ลจำนวนประชากรของเกาะที่มีอยู่แค่ไม่ถึงสองหมื่นคนกว่าๆได้ แต่สาเหตุใหญ่ที่ทำให้ BVI เป็นที่รู้จักกันอย่างมีชื่อเสียงนอกจากความสวยงามของทะเลแล้ว มันเป็นสวรรค์แห่งการแล่นเรือใบที่ดีที่สุดในโลก ด้วยสภาวะภูมิเกาะเป็นแหล่งลมเล่นเรือใบชั้นดี กระแสน้ำไม่แรง อากาศไม่ร้อนหรือหนาวเกิน อุณภูมิจะตกอยู่ที่ 27-29 องศาในแต่ละวันนั้น มันเลยป็นเรื่องที่ดึงดูดให้ผู้คนจากที่ต่างๆทั่วโลกมาแล่นเรือใบกันที่นี่
นอกจาก BVI เป็นสวรรค์ทางน้ำแล้ว ในทางการเงิน BVI ก็ยังเป็นสวรรค์แห่งการผันเงินเลี่ยงภาษีชั้นดี ตามที่เป็นข่าวโด่งดังคู่กับปานามาเมื่อไม่นานมานี้ เนื่องจากรัฐบาลประกาศให้เป็นประเทศปลอดภาษีอย่างถูกกฎหมาย (Offshore Cooperation) และเป็นที่ยอมรับจากต่างประเทศ เพราะฉนั้นแล้วถึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไม เกาะBVI ถึงมีบริษัทจากหลายประเทศทั่วโลก มาจดสิทธิบัตรจัดตั้งบริษัทอย่างถูกกฎหมาย (เน้นด้วยตัวดำหนา) มากกว่าแปดแสนบริษัท และอาชีพยอดฮิทของชาวต่างชาติ ที่เข้ามาทำงานส่วนใหญ่จึงเป็นนักกฎหมาย หรือนักบัญชี ที่เหลือก็เป็นอาชีพที่เกี่ยวกับการแล่นเรือใบ และอีกจำนวนนิดๆหน่อยๆอย่างเรา ที่ทำงานเป็นคอนเซ้าท์อาคิเต็คงานก่อสร้าง ให้กับท่านลูกค้ามหาเศรษฐีที่มีอภิมหาโปรเจ็คอยู่ตามวิลล่า โรงแรม คลับ ตามเกาะต่างๆรอบๆเขตแค้วนแดน BVI ง่ายๆคือตามแต่ฟ้าจะบันดาลให้เศษแบ้งค์ของท่านไปตกตรงไหน เราก็ตามไปเก็บตรงนั้น
ท่านเซอร์อนุญาตแล้วนะ อ่ะเท่อๆ
โดยทั่วๆไปแล้ว นอกจากความสวยงามทางท้องทะเล และเอนเทอร์เทนเม้นท์ทางน้ำแล้ว ทั้งเกาะก็ไม่ค่อยมีอะไรให้ทำมากเท่าไหร่ สตาร์บั๊คก็ยังมาไม่ถึง รันเวย์สนามบินก็ยังไม่ยาวพอที่เครื่องบินคอมเมอร์เชี่ยลเจ็ทจะลงจอดได้ แต่กระนั้นก็ดี ชีวิตในช่วงแรกๆของเราจะยุ่งอยู่กับการหาบ้านเช่าให้ได้ ก่อนที่ของจากบ้านเก่าส่งลงคอนเทนเนอร์ ขนาด40ฟุตในพม่าจะถึงเกาะBVI แต่ที่หมดกำลังใจคือ บ้านเช่าที่เราถูกจริตซึ่งมีไม่กี่หลังบนเกาะ จะเป็นวิลล่าให้เช่าคืนละพันดอลล่าห์ขึ้นไป (แน่นอนว่าเทสดี แต่เงินมีไม่ถึง) แถมบ้านส่วนใหญ่เป็นสไตล์ที่ไม่มีสไตล์ สร้างแบบอิมโพรไวด์เซชั่นเจ้าของบ้านบอกผู้รับเหมาว่าจะเอาหลังใหญ่ๆ แต่ซอยเป็นห้องเล็กๆเยอะๆ แน่นอนว่าสถาปนิกอย่างเราดูแล้วรู้สึกเคว้งคว้างมาก แล้วอย่างนี้จะให้เอาสมบัติที่เราขนลงเรือมไปถมลงทะเลที่ไหน คำถามมากมายที่หัวใจไม่พบคำตอบ..
ในที่สุดบ้านพักช่วง2เดือนแรก ที่แก่งแย่งสล๊อทได้มาจากคนอื่น ก่อนหาบ้านถาวรอยู่ได้ คือบ้านอยู่ในท่าเรือมารีน่า ไฮไลท์บ้านหลังนี้คือเป็นบ้านเช่าที่มาพร้อมกับเรือจอดอยู่ที่ตรงระเบียงบ้าน เจ้าของบอกเอาไปใช้ได้ตามสบาย เลยเดือดร้อนเราต้องยูทูปหาวิธีขับเรือ เพื่อจะพบว่าเรือนั้นไม่มีเบรค (นี่กะส่งเราไปตายรึเปล่า) ความคิดที่ว่าจะออกไปขับเรือเล่นคนเดียวชิลๆเลยตกไป ส่วนเรื่องอื่นๆที่ติดมากับบ้านในมารีน่านอกจากเรือแล้ว ก็คือเฟอร์นิเจอร์ที่ไม่ใช่เทสเรา อย่างโซฟาพระเจ้าหลุยส์พลาสติกที่ปลอมตัวเป็นโซฟาหนัง, โคมไฟแชนเดอเลียเทอะทะ, ม่านโรงโอเปร่าฝรั่ง, และยังไม่นับโต๊ะกลมพร้อมพรมลายเสือเบงกอลที่ปูแผ่อยู่ใต้โต๊ะ!
มันมืดๆทึมๆ แต่ก็เห็นทะเลแบบใกล้ชิด แต่ทะเลตรงนี้ดันไม่มีหาดซะได้
แต่ข้อดีของการอยู่บ้านในมารีน่าคือ ในนั้นมันมีกิจกรรมเยอะ มีร้านอาหาร ร้านกาแฟ บาร์เล็กๆ หรือเสาร์อาทิตย์จะไปเล่นเรือใบก็ได้ พวกเพื่อนบ้านรอบข้างส่วนใหญ่ ก็มีอาชีพที่น่าเบื่อเล็กน้อย คือถ้าไม่ใช่นักบัญชีก็เป็นทนาย ผู้พิพากษาก็เห็นมีคนนึง (รู้จักไว้คงไม่เสียหลาย เผื่อมีเรื่องกับใครจะได้ใช่ส่วนลดเวลาใช้บริการ) โชคดีที่เพื่อนบ้านแถวนั้นหลายคนมีแมว เราชอบแมวมาก บางทีนั่งเล่นอยู่ที่ระเบียงบ้านดีๆ ก็มีแมวใบหน้าและทรวดทรงต่างๆ มาใช้ระเบียงบ้านเราเป็นสะพานเดินข้ามไปบ้านตัวเอง เรานี่เหมือนยังไม่ตายแต่ได้ขึ้นสวรรค์แมวเลย มีความสุขมาก กับการรอเก็บค่าผ่านทางด้วยการขยำขยุ้มเหมียวทุกตัวที่เดินผ่านระเบียงบ้านเรา สรุปแล้ว 2 เดือนที่ผ่านไปนั่นเร็วมากๆตามแบบยุคดิจิตอล ดีที่หาบ้านเช่าตัวจริงอยู่ระยะยาวได้ก่อนหมดสองเดือน ซึ่งอันนี้ขอไว้กล่าวถึงตอนต่อไปให้ติดตามเพราะเป็นบ้านที่ฟูลฟิลความฝันของเรามาก ที่ได้อยู่ที่บนเขาสูง เห็นวิวเมืองและทะเลใกล้ๆ
ส่วนนี่คือด้านนอกของบ้านพักชั่วคราว ถ้าเป็นสมัยก่อนคงเป็นชุมชนชาวประมง
ชีวิตทั่วไปทางด้านการงานเราจะไม่ขอกล่าวถึง เพราะคอนแทกซ์มีสัญญา Confidentiality Agreements ที่คำ้หน้าค้ำตาอยู่จนให้ไม่สามารถนินทาลูกค้าเศรษฐี หรือดาราคนไหนอย่างออกหน้าออกตาได้ ดังนั้นจะตัดบทไปถึงปัญหาแรกที่ยากเย็นเข็นครกขึ้นภูเขาอย่างอื่นก่อน ก็คือปัญหาเรื่องการขับรถในภูมิประเทศเกาะ ที่เป็นอดีตภูเขาไฟดับแล้วผุดขึ้นมามาจากทะเลเมื่อหลายพันปีก่อน คือทั้งเกาะจะหาที่ราบได้น้อยมาก จะมีก็แต่เนื้อที่ตามริมๆเกาะ ซึ่งสนามบินก็รีบจองทำรันเวย์ไปแล้ว ประชากรส่วนใหญ่เลยต้องไปสร้างบ้านเป็นรังนกกันอยู่ตามสันเขาลูกโน้นลูกนี้ จนกลายเป็นชุมชนในหุบเขาขึ้นมา แน่นอนว่าถนนเชื่อมชุมชนกับชุมชนในเกาะ ก็ค่อนข้างจะคลาสิคมาก ส่วนใหญ่เป็นถนนเล็กๆ เป็นหลุมบ่อจากน้ำที่ชะลงมาจากเขา ลมแรง และมีความแคบชันคดเคี้ยวเป็นทรงงูเลื้อย ขับๆไปจะเจอถนนเป็นแอ่งแบบ Dip ก็เยอะ (ดิพซิลล่า) ถ้าขับแบบไม่ชลอๆ ชิ้นส่วนใต้รถอาจจะหลุดหายไปก่อน ขนาดของถนนก็ประมาณแค่สองคันสวนกันได้แบบอึดอัดใจ และตามด้วยถนนหักศอก ดิ่งลงไปแบบคมๆก็เยอะมาก หลายครั้งที่รถสองคันสวนกันไม่ได้ ต้องรอให้คันนึงถอยลงมาก่อน นี่ก็เป็นจุดที่ทำให้เราเลือกซื้อรถใหญ่ เพราะรถเล็กต้องถอยหลังให้ทางรถไซด์เจ้าแม่อย่างเรา.. ฮะฮ้า
ตอนไปถึงใหม่ๆแรกๆก็รู้สึกช๊อคกับถนน และใบขับขี่จากลอนดอนของเรา ไม่สามารถใช้ได้ที่นี่ เลยต้องทำใบขับขี่ใหม่ เขาให้สอบข้อเขียน 100ข้อในเวลาหนึ่งชม. แต่ห้ามตอบผิดเกิน 10ข้อ พอผ่านแล้วก็ตามด้วยโรดเทสสอบจอดรถ ถอยหน้าหลังเลี้ยวเข้าช่องในลานจอดรถ (อันนี้ง่าย) จากนั้นก็เข้าขั้นตอนสุดท้ายคือสอบขับรถตามถนนขึ้นเขาถอยหลังลงเขา ..
แน่นอนว่าเรานั้นตกตั้งแต่ข้อเขียนรอบแรก บอกใครเรื่องนี้มีก็มีแต่คนไม่เชื่อ เพราะข้อเขียนหินโหดของวิชาชีพเรายังสอบผ่านสู้ฝรั่งมาได้ นับประสาอะไรกับสอบใบขับขี่ (ขณะเขียนอยู่นี้ยังแค้นไม่หาย) เลยโทษว่าภาษาอังกฤษสไตล์บริติชเวอร์จิ้นไอแลนด์ในข้อสอบนั้นมันเวิ่นเว้อมาก เช่นตัวอย่างคำถามถูกผิดที่ควรจะเขียนให้ได้ในสองประโยค ก็ดันยืดไปได้ว่า.. The warning conveyed by a broken carriageway line is that no vehicle whilst traveling on a road with the road marking on the off side of the vehicle should cross or straddle the marking unless it is seen by the driver to be safe to do so.. (อย่าให้แปลเลยนะ) แบบอ่านจนไวโอลินสีจนจบเพลงแล้ว แต่คำถามยังไม่ยอมจบง่ายๆ อ่านจนเพลินว่ามันจะถามอะไรเรา .. สติหลุดอีก
ทางจะไปบ้านเราจะเจอหักศอกแบบนี้ติดๆกันห้าเลี้ยว
ฮ่ะๆ (จะหัวเราะไปทำไมวุ้ย) ความจริงเราไม่ได้เตรียมตัวไปเองก็เลยต้องมาสอบข้อเขียนใหม่ ก่อนที่จะผ่านไปตามลำดับขั้นและมาตกในขั้นสุดท้ายตอนขับออกถนนจริง อีตาผู้คุมสอบบอกให้เราขับขึ้นเขาแล้วก็จอดกลางทางชันๆ จากนั้นให้เราถอยรถลงเขามาตามทางโค้งหักศอก แต่ให้ถอยลงมาในเลนขวา! (ถนนปรกติขับเลนซ้ายเหมือนเมืองไทย) เลยฟังดูอันตรายยิ่งกว่าหนังเดอะมิชชั่นอิมพอสสิเบิ้ลเสียอีก เราปฎิเสทกับผู้คุมสอบไปว่าจะบ้าเหรอ เราไม่ทำหรอก เขาก็เลยให้เราสอบตกตรงนั้นทันที (ถถถถ.. ชีวิต!) คว้างมาก! กลับถึงบ้านยังพบว่าหัวใจยังเต้นอยู่ตรงโค้งนั้นอยู่เลย ตอนหลังเพื่อนอธิบายที่เขาให้ถอยหลังเลนตรงข้าม เพราะถ้ารถขับขึ้นเขาในเลนซ้ายอยู่ดีๆกำลังเข้าโค้งตาบอด แล้วเจอรถถอยหลังลงเขาก็จะชนกันเท่านั้น การถอยหลังขับในเลนตรงข้าม ทำให้รถที่ขับตามปรกติสามารถแซงหรือลดความเร็วตามกันได้โดยไม่เกิดอุบัติเหตุ ซึ่งก็จริงของเขา (แต่เราดันแช่งคนคุมสอบไปซะแล้ว)
นี่คือเกาะเมืองหลวง Tortora ที่เราอยู่
กว่าเราจะชินกับถนนบนเขาที่BVI ไปได้ก็เกือบอีกเดือนให้หลัง ทั้งๆที่เห็นสอบใบขับขี่อะไรยุ่งยากแบบนี้ แต่อย่าได้คิดว่าผู้คนชาวBVIจะขับรถกันประเสริฐสุดๆเหมือนตัวอย่างในหนังสือ ที่นี่สปีทลิมิทบนเขา 30ไมล์ต่อชั่วโมง แต่ของจริงออกมาราวกับยอดเขากับก้นเหว ต่อให้เป็นทางดิ่งชันสี่สิบห้าองศา คือถ้าไม่ขับเร็วกันที่50ไมล์ต่อชม. ก็จะขับช้าแบบตามหลังขบวนรถขนศพไปเลย ไม่มียึดติดสายกลางตามกฎหมาย (และที่คุณพระท่านว่าไว้) ... มันเลยทำให้เรารู้สึกกดดันกับถนนที่นี่ พานจะเกลียดการขับรถไปโดยปริยาย ยิ่งช่วงฝนตกยิ่งรู้สึกแย่มาก ถนนบนเขาจะแปรสภาพเป็นทางน้ำตก จะขับขึ้นหรือลงต้องใช้พลังภายในแบบ 4WDเท่านั้น ถ้าไม่แคร์เรื่องจะเป็นหรือตายแล้ว เราพยายามหลีกเลี่ยงขับรถกลางคืนอยู่นานมาก
มีแต่เขา ขอทางเรียบๆบ้างได้ม้ายย
ด้วยความที่เรากลัวการขับรถสไตล์ BVI ที่ต้องใช้เวลาทำความคุ้นเคยซักพัก ถึงจะเข้าถึงแคริเบี้ยนไลฟ์และทำตัวให้กลมกลืนไปกับเขาได้ แต่เรื่องที่เราเรียนรู้อย่างรวดเร็วก็คือ เรื่องการบีบแตร ที่เขาถือว่าเป็นการทักทาย มากกว่าด่า บีบแตรทักแล้วก็จอดรถคุยกันสนุกสนานอยู่กลางถนนแบบโลกนี้หมุนรอบตัวฉัน ใครอยากจะไปก่อนก็ขับรถอ้อมโลกของฉันไปเอง..ด้วยความที่ประชากรทุกคนไม่ได้มีรถใช้ ดังนั้นมันจะเป็นเรื่องปรกติมากที่ระหว่างทางไปไหนๆ ไม่ว่าจะขึ้นหรือลงเขา ตามสี่แยกต่างๆก็จะมีคนมายืนโบกรถจนเป็นเรื่องปรกติชีวิต ประมาณห้าสิบเปอร์เซนต์เราก็เห็นเขาจอดรับกันนะ .. แต่เราไม่จอดเพราะไม่อยากรับผิดชอบชีวิตใครถ้าเผื่อมีอุบัติเหตุขึ้นมา Well, จริงๆแล้วก็เคยจอดทีนึง ขับรถอยู่ดีๆ มีป้าคนนึงกระโดดจากข้างทางมาขวางทางรถ เลยจำใจต้องรับ ป้าถามจะไปไหนแล้วพอเห็นว่าเป็นคนละทางกัน ป้าก็บอกว่าไหนๆฝนจะตกแล้วช่วยเลี้ยวลงเขาไปส่งให้หน่อย .. โห ป้า! ขึ้นมาทางไหนก็ไปทางนั้นเลย อย่ามาบีบคั้นเรานะ)
ก่อนเราจะเป็นโรคจิตกับการที่ต้องขับรถไปทำงานบนถนนเกรดใหม่ๆ ตามสันเขาทุกวัน มันช่วยทำให้เราแข็งแกร่งทางจิตใจขึ้นได้ทีละเล็กทีละน้อยนะ ต้องขอบคุณพวกลูกค้ามหาเศรษฐี ที่เข้าใจสรรค์หาทำเลที่ตั้งประหลาดพิศดารแห่งการเข้าถึง เพื่อสร้างวิลล่าอยู่แบบริมเหวงี้ อยู่สุดดินแดนอย่างงี้ หรืออยู่บนกองก้อนหินที่ตั้งอยู่บนยอดเขาอีกทีงี้ โอ คุณพระ.. เราซัพเฟอร์มาก ร้องไห้เสียน้ำตาแห่งความเป็นตัวของตัวเองไปไม่รู้เท่าไหร่ ยิ่งตอนจะถอยรถเหลือบไปเห็นเหวข้างซ้าย กับเนื้อที่ถนนเท่าผ้าเช็ดหน้าอยู่ด้านขวา แล้วก็วันเดอร์ว่า วันนี้เราจะมีชีวิตอยู่รอดกลับไปกินข้าวบ้านหรือไม่ แต่ไม่นานเรื่องความกลัวในการขับรถขึ้นลงเขาของเรา มันก็กลายเป็นอดีตไปแล้ว เพราะการย้ำทำในสิ่งซ้ำๆซากๆอยู่ทุกวัน แน่นอนว่ามันสามารถหล่อหลอมจิตใจน้อยๆดวงนี้ให้แข็งแกร่งขึ้นได้ ..(ฟังดูเว่อๆ แต่จริงนะ)
แน่นอนว่าเราใช้แอ้พ360องศาแต่งรูป
พออยู่ไปนานขึ้น เราก็เริ่มหลงรัก BVI มากขึ้น ด้วยความที่ผู้คนเป็นมิตรและเข้าถึงตัวได้ง่าย ใครๆก็เริ่มรู้จักเรามากขึ้น (ที่ถูกคือเราก็เริ่มจะรู้จักใครๆมากขึ้น) ถึงตอนนี้ก็เริ่มคิดได้แล้วว่า เราอาจจะหยุดมองทุกสิ่งบนโลกได้ แต่ก็ใช่ว่าทุกอย่างบนโลก จะหยุดให้เรามองได้ตลอดเวลา ดังนั้นเวลาว่างที่มีอยู่ เราจึงทุ่มทุนลงคอสเรียนเรือใบจาก American Sailing Association ช่วงเสาร์อาทิตย์ เพราะไหนๆใครๆก็เดินทางข้ามโลกมาเล่นเรือใบกันที่ BVI แล้วเราจะปล่อยชิ้นเค้กที่มายื่นอยู่ตรงหน้าแบบนี้หลุดปากไปได้ยังไง ..ขอเล่าหน่อยว่าหลังจากจ่ายเงินไปแล้ว ครูก็โยนหนังสือคู่มือเรือใบมาให้อ่านล่วงหน้า พลิกดูตำราแล้วก็อยากเตะตัวเองว่าหาเรื่องหรือเปล่า เราต้องศึกษาชื่ออุปกรณ์เรือ จุดรวมถึงตำแหน่งต่างๆในเรือ ทิศทางเรือและอื่นๆอีกคร่าวๆก่อนออกเรียนในทะเล เราทุ่มเวลาอ่านมันหมดทุกหน้า ต้องจำศัพท์ใหม่หมดเพราะมันไม่ใช่ภาษาอังกฤษที่รู้จักกันโดยทั่วไป มันเป็นภาษาโบราณชาวเรือโดยเฉพาะ เช่น เลี้ยวขวาสตาร์บอร์ด ซ้ายพอร์ท เหนือลมวินด์เวิร์ด ใต้ลมลีเวิร์ด เรืออยู่ตำแหน่ง45องศาที่ โคสริช เปลี่ยนตำแหน่งหางเสือเฮมส์อะลีย์ ลัฟคืออะไร เฟนเดอร์คืออะไร .. หูย รวมศัพท์ใหม่ทั้งหมด125หน้าที่ต้องจำ (แค่กระดาษก็ฆ่าเราได้แล้ว)
พอไปเรียนจริงๆก็ช๊อคเล็กน้อย เพราะมีคนร่วมเรียนเป็นอเมริกันอีกสี่คน (แถมค่าเรียนเป็นพัน ดันให้นักเรียน ห่อข้าวไปกินกลางทะเลอีก) เขาใช้เรือใบยาว 35ฟุต ไม่มีเครื่องยนต์ พวกเราต้องเรียนตั้งแต่งานพับใบเรือยันเอาเรือเข้าจอดในท่าเรือที่ชาวบ้าน เศรษฐีเขาจอดเรือกัน แบบไม่ให้ไปชนเรือคนอื่น แล้วก็เพิ่งรู้นะนี่ว่าเรือใบวิ่งตรงๆไม่ได้ การที่จะไปถึงจุดมุ่งหมายต้องแล่นเรือตามลมแบบซิกแซก เกือบโดนคานใบเรือฟาดท้ายทอยก็หลายทีแล้ว (เราสูง175 จะก้มจะหลบอะไรนี่ลำบากกว่าชาวบ้านเค้าหน่อย) นี่ยังไม่นับเรียนภาคบังคับที่ต้องรู้วิธีกู้ชีพคนที่ตกจากเรือใบอีก ซึ่งจริงๆแล้วอันนี้ก็ต้องสอบภาคปฏิบัติด้วย คือถ้าใครตกเรือไป คนที่ถือหางเสือจะต้องแล่นเรือเป็นเลข 8 อ้อมกลับไปช่วยคนที่ตกทะเลตามตำราเขาว่า
ขั้นตอนนี้ไม่ง่ายอย่างที่คิด เพราะชีวิตในทะเลหลายๆอย่างขึ้นอยู่กับระดับความแรงของคลื่นลม อย่างแรกที่สำคัญมากคือต้องรู้ตำแหน่งว่าคนตกน้ำลงไปตรงไหน บางทียอดคลื่นซัดมาลูกเดียว ก็สามารถทำคนตกน้ำMOB (Man Over Board) หลุดสายตาเราไปได้ การช่วยคนจึงต้องทำงานกันเป็นทีมเวริ์ค ตั้งแต่คนมองตำแหน่ง คนถือท้ายเรือ คนดึงใบเรือหลักและใบเรือเล็กให้อยู่ในกระแสลม ช่วงสอบปฎิบัตินี่เราไม่มีปัญหาอะไร ครูโยนหุ่นMOB ลงน้ำไป เราก็แล่นเรือไปตามเก็บมาได้หมด ประหนึ่งหมาวิ่งคาบลูกบอลกลับมาให้เจ้าของได้ แต่เพื่อนอเมริกันร่วมชั้นคนนึงดันไม่สามารถกู้หุ่นMOB ขึ้นมาได้ เพราะเธอทำหุ่นหายในทะเลค่ะ ละสายตาแป๊บเดียวยอดคลื่นก็กลืนMOBไปเลย ครูเลยดุว่าตั้งแต่เปิดคลาสมานี่เธอเป็นคนแรกที่ทำคนหายกลางทะเล เพื่อนเสียใจมากร้องไห้ปาดน้ำตาซะคิ้วตัวเองหลุดหายตามไปอีกข้าง ..หลังจากสอบปฎิบัติกลางทะเล ด้วยการแท็กเรือซ้ายขวา เข้าจอดเทียบท่าจนหนำใจแล้ว ก็มีสอบข้อเขียนต่อ ความที่เรามีประสพการณ์สอบตกข้อเขียนใบขับขี่มาหยกๆ ก็เตรียมตัวเต็มที่นั่งท่องนอนท่องทฤษฎี ใครช่วนไปไหนก็ไม่ไปอยู่สองวัน พอไปสอบก็แน่นอนว่าสกอร์ข้อเขียนเยอะเว่อเป็นที่หนึ่ง ชนะคนอเมริกันร่วมคลาสทุกคน (ทั้งคลาสมีห้าคน แต่ก็ภูมิใจอ่ะนะ) แน่นอนว่าจากนั้นเรียนจบได้ใบเซอร์แล้ว ก็ไปเรียนต่อคลาส 102, 103, เพราะอยากจะเอาดีทางน้ำให้ได้ แต่ภายหลังมาฉุกคิดเรายังไม่มีเรือใบเป็นของตัวเอง จะเรียนเอาโล่ห์ไปทำไม เรือลำที่อยากได้ก็เป็นแสน ชาตินี้คงไม่มีปัญญาหาเงินมาผลาญได้ ก็เลยเลิกไปโดยปริยายก่อนได้เป็นกัปตันเรือใบ
สีของทะเลขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง ท้องฟ้า ความสว่าง แอ้พ360 เอ้ยไม่ใช่ๆ
นี่ก็ผ่านไปได้หกเดือนแล้ว ตั้งแต่เรามีชีวิตมาติดเกาะขนาดเท่าก้อนหินนี่ ชีวิตเราก็ค่อนข้างจะมีความสุขดีกับสโลว์ไลฟ์ที่เปลี่ยนไปจากชาวเมือง มาเป็นชาวเกาะแบบที่ใฝ่ฝันไว้นานแล้ว (แล้วเป็นไงล่ะทีนี้) เพื่อช่วยให้คนที่ในอนาคตอยากมาอยู่เกาะ ให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เราก็ขอจดลิสท์เป็นข้อๆให้ว่าสิ่งจำเป็นสำหรับชีวิตแบบขาดไม่ได้ในเวลาที่ติดเกาะ 10ข้อ มีอะไรบ้างดังนี้ 1ยางรัดผม : บนเกาะลมแรง ถ้าไม่อยากกินข้าวเข้าปาก ขับรถผมปลิวกระจุยก็ควรมีติดข้อมือไว้ซักเส้น 2เคสกันน้ำมือถือ : รอบตัวเป็นทะเล ไม่ว่าจะไปไหนก็เกาะ มันจะต้องมีวันที่เล่นเรือใบแต่จอดไกลจากฝั่ง แล้วก็ต้องว่ายน้ำเข้าหาเกาะ ถึงเวลานั้นเคสกันน้ำช่วยท่านได้ 3ที่อุดหู: คือจะหลับๆ ไก่คนข้างบ้านดันขันตั้งแต่ตีสี่ หรือไม่ก็จะนอนแต่อยู่ๆจิ้งหรีดดันร้องระงม ไม่งั้นก็เรคเก้บาร์ที่หุบเขาข้างล่างเปิดเพลงดังจนเสียงลอยมาถึงยอดเขาบ้านเรา จะได้ควักมาอุดหูนอนต่อได้4 Noodles:ที่ไม่ใช่เส้นก๋วยเตี๋ยว: โฟมพลาสติกเส้นๆลอยน้ำได้ ไม่น่าเชื่อว่าคนต้นคิดไอเดียติงต๊องแบบนี้จะกลายเป็นเศรษฐีไปแล้ว มันเหมาะกับการเล่นน้ำแบบขี้เกียจๆมาก ลอยตัวได้แบบขี้เกียจๆสุดๆโดยไม่ต้องขยับแขนขยับขา นั่งบนมันในน้ำทะเลก็ได้ สุดยอดแห่งประดิษยกรรมในโลกของเราแล้ว
เส้นก๋วยเตี๋ยวลอยได้
5 เป็นสมาชิกNetflix: จะได้นอนตีลังกาอยู่บ้านดูหนังให้ชุ่มฉ่ำใจ 6 โมบาย: มันก๊องแก๊งเสียงเพราะเวลาลมพัดได้ดีมาก แนะนำให้เลือกแบบเป็นโลหะคล้ายๆท่อแทนวัสดุอื่น7 ที่ขูดมะละกอ: ซื้อแบบขูดเป็นเส้นฝอยๆนะ บนเกาะมะละกอเยอะมากจะได้ทำส้มตำให้เพื่อนฝูงประทับใจได้8 เสื้อว่ายน้ำ: ที่เป็นแขนยาวป้องกัน UVBได้ กันความเย็นในน้ำ 9 รองเท้าแตะแบบเปิดขวดได้: จะอธิบายกันให้มากกว่านี้ไปทำไม ถ้าอยากรู้ว่าเป็นยังไงลองกูเกิ้ล Flipflop with bottle opener บ่อยครั้งที่ลงเรือแล้วหาที่เปิดขวดไม่มี ก็รองเท้านี่แหละช่วยท่านได้10 เครื่องปั่นไฟ: นับได้ว่าเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่เรามีอยู่ เพราะบนเกาะไฟดับบ่อยมาก ไฟดับก็แปลว่าน้ำไม่ไหล อินเตอร์เนทไม่มีใช้ แอร์ไม่ทำงาน ..ปัญหาของคนเมืองหลวงทั้งนั้น
ว่ายน้ำท่าสวยงาม
ผู้คนชาวนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ จะชอบอิจฉาพวกเราชาวเกาะที่มีชีวิตอยู่บนเกาะสวรรค์ปลอดภาษี น้ำทะเลใส ฟ้าสวยทั้งปีทั้งชาติ (คงเมาคิดหลังจากที่ชิมรัมพันช์แบบท้องถิ่นได้ซักสองแก้ว) จะว่าไปแล้ว ชีวิตบนโขดหินน่าอิจฉาก็จริงนะ แต่อย่าลืมว่าอยู่บนเกาะแบบฟูลไทม์นั้น เราค่อนข้างจะโดดเดี่ยวเวลาที่ไฟดับ, พายุเฮอริเคนเข้า, เรือส่งอาหารเข้าซุปเปอร์มาเก้ทฝ่าพายุมาไม่ได้, หรือแม้แต่การสั่งซื้ออะไรออนไลน์แบบง่ายๆ อย่างสั่งวันนี้พรุ่งนี้ได้ ก็กลายเป็นสั่งวันนี้อีกสองอาทิตย์ได้ เลยทำให้เราเป็นคนชอบสะสมของโดยไม่ได้ตั้งใจ (ถามสิ ว่าขวดแยมเก่าๆล้างสะอาดเรามีกี่ขวด ทิชชู่เช็ดก้นเราสะสมไว้กี่ม้วน) นี่ยังไม่นับเวลามีของแบบเบสิคๆหาได้ง่ายๆในเมืองใหญ่ ยกตัวอย่างเช่น ช๊อคโกแลตบิสกิตรสใหม่วางขายในซุปเปอร์มาเก้ท ชาวเกาะก็จะซุบซิบกันระหว่างเพื่อนฝูงว่าของใหม่มาลง แล้วไอ้เจ้าชั้นวางช๊อกโกแลตอันนั้นก็จะว่างเปล่าไปในพริบตา เพราะผู้คนทั้งประเทศแห่กันไปซื้อจนขาดตลาด จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่เวลาอยากจะทำกับข้าว ของเราอยากจะได้มักจะไม่มี เลยต้องเรียนรู้ที่จะหาของมาทดแทนมันให้ได้เสมอ ทำนองเดียวกันกันกับสั่งชีสเบอร์เก้อร์แต่ไม่ใส่เบอร์เก้อร์นั่นเอง ...
Credit - รูปที่จิ๊กมาจาก BVI Arawak
สุดท้าย.. ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไรเหมือนกันนะ เรารักชีวิตบนเกาะบริติชเวอร์จิ้นไอร์แลนด์เพิ่มมากขึ้นทุกวันๆ คงเหมือนกับมหาเศรษฐีทั่วไปอย่างท่านเซอร์ริชาร์ด แบรด์สัน, ดารามอร์แกน ฟรีแมน, ลารี่ เพจ ผู้ร่วมก่อตั้งกูเกิ้ล พวกนี้เค้ามีบ้าน เฮลิคอปเตอร์ เรือยอร์ช กระจัดกระจายอยู่บนเกาะโน้นนี้อย่างถาวร ไอ้อย่างเดียวที่เราไม่เหมือนพวกเขา คือเราไม่มีเงิน (เขียนๆอยู่ก็ดันหนักใจขึ้นมาอีก..ฮ่ะๆ) แต่ที่มีคือ ความสุขใจที่จะใส่เสื้อผ้าไปทำงานแบบไหนก็ได้ ลากแตะใส่โสร่ง มีดอกไม้ใหญ่ๆทัดผมนัวเนียไปทำงานก็ได้ ง่วงก็ไปนอน ร้องไห้ก็ไปว่ายน้ำ มีฟิลลิ่งที่เป็นตัวของตัวเองสุดๆ ไม่แคร์ว่าจะตากแดดจนตัวดำ ฝรั่งเดินตามเพียบอีก ...
หลุมรักนั้นมันอยู่ไหนนะ บอกทางเราทีเถอะ..@Matahari Devi
_ _ _ _ _ _ __ _ _ _ _ _ __ _ _ _ _ _ __ _ _ _ _ _ __ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _




Create Date : 26 กรกฎาคม 2559
Last Update : 26 กรกฎาคม 2559 8:40:43 น.
Counter : 526 Pageviews.

0 comments
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

นางสาวจบปอ6 สอบตกซ้ำๆซากๆ
Location :
Paramaribo  Suriname

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 94 คน [?]



If you’re looking for a new leadership of a mankind… YES! YOU HAVE FOUND ME!
กรกฏาคม 2559

 
 
 
 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
27
28
29
30
31