All Blog
กินหวานมากไป ใช่ว่าจะดี

การทานน้ำตาลมากๆ หรือคนที่ชอบขนมหวาน มักจะมีปัญหาเรื่องน้ำหนักตัว กลัวอ้วน แต่กระนั้นการยับยั้งความอยากทำไมถึงยากแสนยาก บางคนขอให้ได้ทานให้เต็มอิ่มเสียก่อนแล้วก็มาลดความอ้วนกันทีหลังซึ่งได้ผลน้อยมาก นอกจากนี้ยังทำให้มีปัญหากับสุขภาพของช่องปากด้วย และที่สำคัญที่สุดน้ำตาลเป็นปฏิปักษ์กับผู้ที่เป็นโรคเบาหวานอีกด้วย

ในอาหารและขนมไทยทั่วไปมีทั้ง แป้งและน้ำตาลอยู่มาก การที่จะลดการทานน้ำตาลในฉับพลันไม่ใช่เรื่องง่าย มีนักวิชาการและนักโภชนบำบัดหลายคนได้แนะนำวิธีการค่อยๆ ลดน้ำตาลไว้หลายแบบ อย่างเช่น ดร.แคทลีน เดเมซอง นักโภชนาการผู้เขียนหนังสือ The Sugar Addict’s Total Recovery Program แนะนำว่าก่อนที่จะลดปริมาณการทานน้ำตาล ให้ทานอาหารที่มีส่วนประกอบของโปรตีนให้มากขึ้น เพราะโปรตีนจะช่วยลดความอยากน้ำตาลได้ อาหารที่แนะนำ เช่น ไข่ทูน่าสลัด หรืออาหารประเภทถั่ว

จากนั้นให้เริ่มลดอาหารที่ทำจากแป้งขาวเพราะมีส่วนเพิ่ม ระดับน้ำตาลในเลือด ลองเปลี่ยนมาทานพวกธัญพืชที่ไม่ได้ขัดขาว เช่น ขนมปังโฮลวีท ข้าวซ้อมมือ แล้วค่อยๆ เริ่มลดปริมาณน้ำตาลลง เช่น ลดการทานขนมขบเคี้ยว คุกกี้ ลูกอม ช็อกโกแลตหรือเติมน้ำตาลในเครื่องดื่มให้น้อยลง เป็นต้น จนกระทั่งสามารถลดปริมาณน้ำตาลให้เหลือเพียง 1 ช้อนชา หรือน้อยกว่านั้นต่อวัน และเพื่อให้ได้ผล จากนี้ต่อไปคุณควรอ่านฉลากอาหารทุกชนิดที่รับประทานและคำนวณปริมาณน้ำตาลจาก ฉลากนั้นๆ ด้วย

คนปกติมีความต้องการ น้ำตาลเพียง5-10% ของพลังงานทั้งหมดต่อวัน ในผู้หญิงอายุมากกว่า 20 ปี ต้องการพลังงานวันละ1,600 กิโลแคลอรี ขณะที่ผู้ชายอายุมากกว่า20 ปี ต้องการพลังงานวันละ 2,000 กิโลแคลอรีซึ่งตามหลักโภชนาการแล้ว เกลือ น้ำตาล และน้ำมัน ควรรับประทานแต่น้อยๆ เท่าที่จำเป็นหรือวันละไม่เกิน 5 ช้อนชาเท่านั้น

ซึ่งแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้แนะนำว่า หากรู้สึกอ่อนเพลียจากการลดปริมาณน้ำตาลลงให้รับประทานผลไม้แทน เนื่องจากผลไม้นั้นอุดมด้วยน้ำตาลตามธรรมชาติซึ่งให้พลังงานมาก แต่จะไม่เพิ่มน้ำตาลในเลือดมากเท่ากับน้ำตาลทราย นอกจากนี้ให้เสริมด้วยอาหารที่มีเส้นใย (Fiber) สูง เช่น ผัก ผลไม้ เพราะเส้นใยอาหารจะช่วยในการยับยั้งไม่ให้คาร์โบไฮเดรตเปลี่ยนเป็นกลูโคส หรือน้ำตาลในเลือดนั่นเอง

ขณะที่การแพทย์จีนแนะนำ เรื่องการบริโภคน้ำตาลไว้อย่างน่าสนใจโดยระบุว่าความอ่อนเพลียที่เกิดจากการ ที่ระดับน้ำตาลในเลือดเปลี่ยนแปลงบ่อยนั้น เกิดจากการขาดพลังงานในอวัยวะบางส่วน เช่นการขาดพลังงานในกระเพาะอาหารและม้าม แพทย์แผนจีนแนะนำว่ามีอาหารบางประเภทที่ช่วยปรับสมดุลในร่างกายได้ เช่น อัลมอนด์ ขิงมะละกอ ลูกแพร์ มันฝรั่ง และสมุนไพรบางชนิด

ข้อพึงระวังในการเลือกอาหารสำเร็จรูปอีกประเภทหนึ่ง คือ สินค้าบางชนิดที่มีการระบุบนฉลากว่า Sugar-free จะหมายถึงปราศจากน้ำตาลซูโคสเท่านั้น ซึ่งอาจจะยังมีน้ำตาลฟรุกโตส หรือกลูโคสอยู่ นอกจากนี้อาหารที่เขียนว่า low-fat อาจจะชดเชยรส ชาติอาหารที่ขาดหายไปจากการลดไขมันด้วยการเพิ่มน้ำตาลเข้าไปก็เป็นได้ ดังนั้นหากจะลดความหวานคงต้องเริ่มต้นที่ดีกับการอ่านฉลากให้ถี่ถ้วนเสีย ก่อนเพื่อที่คุณจะควบคุมปริมาณน้ำตาลที่ถูกต้องได้ด้วยตัวเอง
Other Link
ลดน้ำหนักกับ Longderse ปรึกษาฟรี
บทความอื่นๆ



Create Date : 04 มีนาคม 2554
Last Update : 4 มีนาคม 2554 10:48:03 น.
Counter : 462 Pageviews.

0 comment
กินอาหารอย่างสมดุล ช่วยลดความอ้วน

วิธีลดความอ้วนโดยการกินอาหารอย่างสมดุล ลดอาหารที่มีไขมันลง เพราะไขมัน 1 กรัมให้พลังงาน 9 แคลอรี ในขณะที่ถ้าเรากินอาหารจากแป้งในปริมาณเท่ากัน จะได้พลังงานเพียง 4 แคลอรีเท่านั้น

การกินอาหารแบบ Reversal Diet มีหลักว่า

ต้องกินอาหารไขมันต่ำและมีโคเลสเตอรอลต่ำกว่า 5% ต่อวัน
พลังงานที่ได้จากไขมันต้องน้อยกว่า 10% ต่อวัน และควรเป็นไขมันไม่อิ่มตัว
ต้องได้รับพลังงานจากคาร์โบไฮเดรต หรือ กลุ่มแป้ง 70-75% ต่อวัน และได้พลังงานจากโปรตีน 15-20% ต่อวัน

คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน
อาหารพวกแป้งหรือคาร์โบไฮเดรต แบ่งได้เป็น 2 พวก คือ
คาร์โบไฮเดรตแบบชั้นเดียว ได้แก่ แอลกอฮอลล์ น้ำผึ้ง น้ำตาล ซึ่งร่างกายจะดูดซึมพลังานไปใช้ทันที่ตกถึงท้อง แต่ไม่ค่อยอยู่ท้องนัก ทำให้หิวง่ายและร่างกายยังแปรรูปคาร์โบไฮเดรตชนิดนี้ไปเป็นไขมันได้ง่ายด้วย
คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน ก่อนที่ร่างกายจะดูดซึมพลังงานไปใช้ได้จะต้องผ่านกระบวนการสันดาปก่อน เมื่อกินแล้วจะอิ่มท้องนานและยังแปรเป็นไขมันได้ยากกว่าแบบแรกด้วย เช่น ข้าว มัน เผือก แครอท ลูกเดือย

วิธีเลือกอาหารหมู่โปรตีน
พยายามให้ร่างกายได้รับ โปรตีนจากพืช โดยเฉพาะถั่วมากกว่าเนื้อสัตว์ เพราะเนื้อสัตว์จะมีไขมันแทรกอยู่ในกล้ามเนื้อ ทำอย่างไรก็หนีไม่พ้นต้องทานไขมันเข้าไปด้วยอยู่ดี นอกจากนี้ Reversal Diet กำหนดให้กินไข่ขาววันละ 2-3 ฟอง ด้วยวิธีต้ม ไม่ทอด ส่วนอาหารไข่ที่ต้องใส่น้ำตาลควรทานให้น้อยที่สุด
หลีกเลี่ยงอาหารที่ปรุงด้วย การทอด เจียว ผัด เน้นอาหารมังสวิรัตที่ให้สารอาหารที่เป็นประโยชน์กับร่างกายมากกว่า แต่มีโคเลสเตอรอลน้อยกว่ากันมาก
ระหว่างไดเอทด้วยวิธีนี้ ต้องดื่มนมพร่องมันเนยอย่างน้อยวันละกล่อง เพื่อป้องกันการขาดโปรตีน
Other Link
ลดน้ำหนักกับ Longderse ปรึกษาฟรี
บทความอื่นๆ



Create Date : 01 มีนาคม 2554
Last Update : 1 มีนาคม 2554 13:26:39 น.
Counter : 482 Pageviews.

0 comment
คุณค่าและความหวานของน้ำตาลชนิดต่างๆ


จากการวิจัยและศึกษาเรื่องพฤติกรรม การรับประทานอาหารและน้ำของคนไทยล่าสุด จากมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.) พบว่าคนไทยติดรับประทานหวานมากขึ้น เฉลี่ยรับประทานน้ำตาลกว่า 29 กิโลกรัม/ ปี หรือ 18 ช้อนชา/วัน ทำให้เกิดโรคอ้วน เบาหวาน ความดันโลหิตสูงและไขมันในเลือดสูง มากขึ้นกว่า 30%! ทำให้น่าสังเกตว่า วันหนึ่งเราเติมน้ำตาลลงเครื่องดื่มหรืออาหารกี่ช้อนชา? ปกติคนทั่วไปควรได้รับน้ำตาลไม่เกินวันละ 4-8 ช้อนชา ยิ่งถ้าเป็นเด็กวัยเรียน ผู้ใหญ่หรือผู้สูงอายุไม่ควรเกินวันละ 3 ช้อนชา แต่จะให้งดก็คงทำยากอยู่… เมื่อเป็นแบบนี้สารพัดน้ำตาลที่รับประทานทุกวัน มีชนิดใดบ้างที่เลือกทานแล้ว ยังให้ประโยชน์ต่อร่างกายชนิดที่เรียกว่า “เติมหวานได้แต่ไม่ทำร้ายสุขภาพ” เราลองมาทำความรู้จักคุณค่าน้ำตาลและความหวานกัน

น้ำตาลทราย
แม้น้ำตาลทรายขาวและน้ำตาลทรายแดงให้รสชาติหวานเหมือนกัน คือ 1 กรัม ให้พลังงาน 4 กิโลแคลอรี หรือเทียบง่ายๆ 1 ช้อนชา ให้พลังงานประมาณ 19 กิโลแคลอรี แต่ให้คุณค่าทางอาหารต่างกัน

• น้ำตาลทรายขาว ได้มาจากอ้อยแล้วผ่านกรรมวิธีการผลิต ตกผลึกให้เป็นเกล็ดและผ่านการฟอกสี ดังนั้นวิตามินแทบจะไม่หลงเหลืออยู่เลย
• น้ำตาลทรายแดง ยังรักษาคุณค่าทางวิตามินได้ดีกว่าน้ำตาลทรายขาว เช่น แคลเซียม ฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก

แต่ดัชนีน้ำตาลของน้ำตาลทรายและน้ำตาลทรายแดงอยู่ที่ 73-75 ซึ่งถือว่าอยู่ในเกณฑ์สูง ไม่เหมาะสำหรับคนที่ควบคุมน้ำหนักหรือเป็นโรคเบาหวาน

ถ้าเทียบพลังงานระหว่างน้ำตาลทรายและน้ำอ้อยในปริมาณที่เท่ากัน น้ำอ้อยมีฟอสฟอรัสและให้พลังงานน้อยกว่าน้ำตาลทรายถึง 5 เท่า เพราะน้ำอ้อยมีส่วนผสมของน้ำอยู่มาก แต่มีปริมาณแคลเซียมน้อยกว่าน้ำตาลทราย

น้ำตาลปี๊ปหรือน้ำตาลปึก
น้ำตาล ปี๊บได้มาจากการเคี่ยวน้ำของยอดทลายอ่อนของมะพร้าวจนกระทั่งเหนียว ข้นและหวาน เป็นเครื่องปรุงติดบ้านคู่ใจแม่บ้านชาวไทยทุกครัวเรือน เพราะนอกจากความหวานแล้ว ยังได้ความหอมอร่อยอีกด้วย น้ำตาลปี๊ป 1 ช้อนชา ให้พลังงาน 18 กิโลแคลอรี ยังมีคุณค่าและวิตามินบ้าง เช่นแคลเซียม ฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก

นมข้นหวาน
เป็นสารให้ความหวานที่ผลิตมาจากหางนม นำมาเติมน้ำตาลในปริมาณเข้มข้น และดึงไอระเหยจนข้นเหนียว นมข้นหวาน 1 ช้อนชา ให้พลังงาน 20 กิโลแคลอรี ถ้าเทียบในคุณค่าทางโภชนาการ นมข้นหวานให้พลังงานสูงมาก แต่ยังพอมีโปรตีน ไขมัน ฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก วิตามินบี 1 บี 2 วิตามินซี และวิตามินเอ มากกว่าน้ำตาลชนิดอื่น แต่ก็ไม่เป็นอาหารหลักอยู่ดี ไม่มีคุณค่าทางอาหารเหมือน “นม” ปกติทั่วไป ไม่ควรให้เด็กรับประทานมากๆ เพราะจะทำให้อ้วนและมีผลต่อสุขภาพฟัน

น้ำตาลเทียม
เป็นสารให้ความหวานที่ได้จากการสังเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ เป็นสารให้ความหวานที่เป็นทางเลือก ของคนที่ควบคุมน้ำหนักหรือเป็นเบาหวาน น้ำตาลเทียมที่ขายทั่วไปคือ แซคคาริน แอสปาเทม ซูคาโลส ซึ่งให้ความหวานมากกว่าน้ำตาลปกติตั้งแต่ 200-600 เท่า แต่ให้พลังงานต่ำ การใช้น้ำตาลเทียมในอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ จะเป็นอาหารหรือเครื่องดื่มที่บอกว่า “ให้แคลอรี 0″ หรือ “ไม่มี น้ำตาล” แต่ยังคงรสหวานได้เหมือนปกติ แต่ก่อนเลือกให้ดูที่ฉลากสักนิด เพราะอาจให้พลังงานหลากหลายตั้งแต่ 0 แคลอรีจนถึง15 แคลอรี/ซอง และสำหรับการปรุงอาหารและเครื่องดื่ม น้ำตาลเทียมบางชนิดสามารถปรุงอาหารขณะร้อนได้ แต่บางชนิดก็ไม่ได้ ต้องยกลงจากเตาก่อน หรือผสมลงในเครื่องดื่มที่ไม่ร้อนจัด มิฉะนั้นความหวานจะหายไป

น้ำผึ้ง
น้ำผึ้ง 1 ช้อนชา ให้พลังงานประมาณ 15 กิโลแคลอรี น้ำผึ้งเป็นสารให้ความหวานต่างจากชนิดอื่นๆ ตรงที่อุดมไปด้วยโปรตีน พลังงาน วิตามินและเกลือแร่ ดัชนีน้ำตาลของน้ำผึ้งอยู่ที่ 55 ซึ่งถือว่าอยู่ในเกณฑ์ปานกลาง ดีต่อสุขภาพมากกว่า น้ำตาลทรายขาวหรือน้ำตาลทรายแดง จึงเป็นทางเลือกที่ดีของการปรุงอาหาร หรือเครื่องดื่มของคนที่กำลังลดน้ำหนัก ทั้งนี้ก็ไม่แนะนำให้รับประทานเกินวันละ 6 ช้อนชา มิฉะนั้นอาจเป็นผลร้ายต่อสุขภาพแทน

น้ำเชื่อม
เป็นการใช้น้ำตาลมาเคี่ยวผสมกับน้ำจนกระทั่งใส ส่วนใหญ่คนไทยจะใช้ปรุงอาหารหวานหรือเครื่องดื่มต่างๆ น้ำเชื่อมแต่ละชนิดก็ให้รสหวานเข้มข้นต่างกัน ขึ้นอยู่กับปริมาณที่ผสม (หวานมากก็ให้พลังงานมากตาม) ส่วนวัตถุดิบที่นำมาทำเป็นน้ำเชื่อมสำเร็จรูปจากต่างประเทศ คุณค่าทางอาหารจะขึ้นอยู่กับวัตถุดิบที่นำมาใช้ เช่น องุ่น เมเปิลหรือแอปเปิล มักจะมีการเติมสารอาหารบางชนิดลงไปเพื่อขยายผลทางการค้านั่นเอง

เมื่อทราบดังนี้แล้ว ต้องกะปริมาณน้ำตาลให้ดีต่อสุขภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน โรคอ้วนหรือความดันโลหิตสูง ยิ่งต้องระวังและมีเป้าหมายในการรักษาจากการดูแลเรื่องโภชนาการ เพื่อรักษาระดับน้ำตาลให้ใกล้เคียงปกติเท่าที่จะทำได้ รักษาระดับไขมันในเลือดให้เหมาะสม รักษาน้ำหนักตัวและป้องกันภาวะแทรกซ้อนต่างๆ พร้อมออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อชีวิตที่มีความสุข

แหล่งน้ำตาลมีทั้งที่มาจากพืชและสัตว์ แหล่งน้ำตาลของพืชจะเป็นพืชที่มีหัว ซึ่งปริมาณน้ำตาลที่ได้จะแตกต่างกัน นอกจากนี้ยังมีสารอาหารอื่นปนอยู่ด้วยเช่น โปรตีน ไขมัน วิตามิน แร่ธาตุ พืชที่ให้น้ำตาล ได้แก่ ข้าวชนิดต่าง ๆ เผือก มัน ข้าวโพด อ้อย ตาล มะพร้าว ส่วนแหล่งน้ำตาลจากสัตว์ จะเป็นน้ำตาลในนมและไกลโคเจนที่เป็นพลังานสำรองในส่วนกล้ามเนื้อและตับ เทียบกันแล้วความหวานและปริมาณน้ำตาลจากสัตว์จะมีน้อยกว่าพืช

Other Link
ลดน้ำหนักกับ Longderse ปรึกษาฟรี
บทความอื่นๆ



Create Date : 23 กุมภาพันธ์ 2554
Last Update : 23 กุมภาพันธ์ 2554 17:53:58 น.
Counter : 833 Pageviews.

0 comment
อันตรายที่มากับความหวาน

1. ภาวะเลือดเป็นกรด
เกิดจากการที่มีน้ำตาลเชิงเดี่ยวจากน้ำตาลทราย น้ำผึ้ง ผลไม้ นม วิ่งเข้าสู่กระแสเลือดเป็นจำนวนมาก จนทำให้เลือดมีสภาวะเป็นกรด ร่างกายต้องแก้ปัญหาโดยการดึงแร่ธาตุจากส่วนต่างๆ เข้ามาในเลือด เพื่อปรับความเป็นกรดให้สมดุล ร่างกายจึงขาดสารอาหารจนอ่อนเพลีย หมดเรี่ยวหมดแรง กระดูกเปราะ นี่คือเหตุผลว่าทำไมสาวหวานถึงได้บอบบาง ป่วยง่ายหายช้ากันนัก
2. ฟันผุ
คนที่มีน้ำตาลเกาะอยู่ที่ผิวเคลือบฟันตลอดวัน มักจะฟันผุและมีกลิ่นปาก เพราะคราบน้ำตาลที่เกาะอยู่ก็คืออาหารโต๊ะจีนสุดหรู ที่แบคทีเรียในช่องปาก ช้อบ..ชอบ
3. อารมณ์เสีย หงุดหงิด ขี้โมโห
นี่คือลักษณะเด่นของคนที่ชอบความหวานเลยเชียว เพราะการมีน้ำตาลในเลือดมากทำให้ตับอ่อนต้องทำงานหนัก และขับอินซูลินออกมามากเกินไป เมื่อมีอินซูลินในสมองมาก เราจะเครียดจนกลายเป็นคนขี้โมโห ควบคุมอารมณ์สติไม่ค่อยได้
4. ง่วงเหงาหาวนอนตลอดเวลา
เมื่อมีน้ำตาลในเลือดมากจนเลือดเป็นกรด ร่างกายจะไม่ส่งเลือดแบบนั้นขึ้นไปเลี้ยงสมอง ทำให้สมองขาดเลือด เราจึงง่วงซึม คิดอะไรไม่ออกไปทั้งวัน
5. อ้วน
น้ำตาล ก็คือคาร์โบไฮเดรตรูปแบบหนึ่ง เมื่อมันเข้าสู่ร่างกายจะถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นไขมัน และถูกส่งไปสะสมอยู่ตาม หน้าท้อง สะโพก ต้นขา และที่อื่นๆ ที่คุณไม่อยากให้มี
6. เป็นโรคติดเชื้อได้ง่ายขึ้น
เพราะน้ำตาลก็คืออาหารของเชื้อโรค คนที่ชอบความหวานจึงมักจะแผลหายช้ากว่าคนอื่น และถึงหายก็มักจะเป็นแผลเป็น เพราะเชื้อโรคที่บาดแผลได้ของดีมาเพิ่มพลังนี่เอง
7. ความดันสูง
หลังจากร่างกายเปลี่ยนน้ำตาลเป็นไขมันแล้ว กรดไขมันเหล่านี้จะถูกส่งไปเกาะอยู่ตามอวัยวะภายในอย่างหัวใจ ตับ และไต ทำให้อวัยวะสำคัญทำงานไม่สะดวก ความดันเลือดจึงค่อยๆ สูงขึ้นจนอาจเป็นอันตรายร้ายแรงได้
8. ปวดหัวเรื้อรัง
เป็นไมเกรน สิวขึ้น เกิดแผลพุพอง เป็นตะคริว เวลาที่มีรอบเดือน มีโอกาสเป็นเบาหวาน วัณโรค โรคหัวใจ และมะเร็งตับได้ตลอดเวลา

Other Link
ลดน้ำหนักกับ Longderse ปรึกษาฟรี
บทความอื่นๆ



Create Date : 23 กุมภาพันธ์ 2554
Last Update : 23 กุมภาพันธ์ 2554 14:34:59 น.
Counter : 420 Pageviews.

0 comment
กระโดดเชือก ลดน้ำหนัก


1.ความจริงหรือความเชื่อ เรื่องกระโดดเชือก
1.1 ความเชื่อ การกระโดดเชือกทำให้เกิดแรงกระแทกสูง ความจริง การกระโดดเชือกมีแรงกระแทกน้อยกว่าการวิ่งหรือวิ่งเหยาะๆ
1.2 ความเชื่อ การกระโดดเชือกไม่ดีต่อหัวเข่า ความจริง ถ้าทำอย่างถูกวิธี จะช่วยให้เนื้อเยื่อบริเวณรอบๆ ที่รองรับหัวเข่าและข้อเท้าแข็งแรงขึ้น
1.3 ความเชื่อ การกระโดดเชือกไม่ดีต่อหลัง ความจริง การกระโดดเชือกสามารถช่วยให้หลังของคุณแข็งแรงขึ้นได้ แต่อย่าฝืนทำหากหลังของคุณมีปัญหาบาดเจ็บ ให้ปรึกษาแพทย์ก่อน
1.4 ความเชื่อ วิธีการกระโดดเชือกเป็นเรื่องยากเกินไปที่จะปฏิบัติ ต้องมีความพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจ ความจริง การกระโดดเชือกเป็นเรื่องง่ายที่จะปฏิบัติและเรียนรู้ ไม่ว่าร่างกายคุณจะพร้อมแค่ไหน แต่สิ่งที่ยากคือ ความอดทนในการกระโดดเชือก
1.5 ความเชื่อ การกระโดดเชือกเป็นเรื่องของเด็กๆ ความจริง เราสามารถกระโดดเชือกได้ไม่ว่าจะอายุเท่าใดก็ตาม และนักกีฬากระโดดเชือกเพื่อให้ตัวเองฟิต เล่นกีฬาได้ดีขึ้น แข็งแรง
1.6 ตวามเชื่อ ต้องมีรูปร่างที่ดีก่อนจึงจะกระโดดเชือกได้ ความจริง คุณสามารถกระโดดเชือกได้เลยไม่ว่าคุณจะแข็งแรงแค่ไหนก็ตามโดยเริ่มจาก 10-30 ครั้งก่อน เมื่อร่างกายแข็งแรงแล้วก็สามารถพัฒนามากขึ้น

2.การกระโดดเชือกนั้นสำคัญอย่างไร การกระโดดเชือกสามารถเผาผลาญแคลอรี่ได้มากภายในช่วงเวลาเพียงนิดเดียว คือมากกว่า 23 แคลอรี่ต่อนาที เปรียบเทียบกับการขี่จักรยานอยู่กับที่โดยใช้ความเร็ว 12 กม/ชม ที่เผาผลาญได้เพียง 6 แคลอรี่ต่อนาทีเท่านั้น หรือถ้าเดินเร็วๆ ก็จะเผาผลาญได้แค่ 7 แคลอรี่ต่อนาที และถ้าเป้าหมายในการออกกำลังของคุณรวมไปถึงการลดน้ำหนักด้วยแล้ว ต้องมีการกระโดดเชือกในโปรแกรมออกกำลังของคุณด้วย

การกระโดดเชือกจะเผาผลาญไขมันทุกส่วนของร่างกายใช้ได้กับทั้งช่วงบนและช่วงล่างในเวลาเดียวกัน ผลที่เกิดขึ้นก็คือ กล้ามเนื้อคุณจะกระชับขึ้นและรูปร่างได้สัดส่วนขึ้น ยิ่งไปกว่านั้นการกระโดดเชือกยังส่งผลให้คุณเล่นกีฬาหรือทำกิจกรรมต่างๆ ได้ดีขึ้น กระฉับกระเฉงขึ้นและประหยัดไม่ต้องซื้ออุปกรณ์แพงๆ ไม่ต้องเสียค่าสมาชิกตามคลับ และยังพกพาไปได้ทุกที่ ไม่ว่าคุณจะกระโดดเชือกเองหรือพร้อมกับคนอื่นๆ คุณจะรู้สึกสนุกและไม่เบื่อ แถมยังสร้างแรงจูงใจได้อย่างดียิ่ง และเหล่านี้คือประโยชน์ของการออกกำลังกายด้วยการกระโดดเชือก

3.ก่อนจะเริ่มกระโดดเชือก ก่อนอื่นต้องตั้งตนให้ดี โดยการเตรียมความพร้อมดังต่อไปนี้ เชือกกระโดด คงต้องเริ่มต้นด้วยเชือกกระโดดแบบธรรมดาๆ ก่อนเมื่อถึงตอนที่คุณต้องออกแรงให้มากขึ้นค่อยเปลี่ยนไปใช้เชือกแบบนักกีฬา มีข้อแม้ว่าจะต้องเป็นการออกกำลังที่เหมาะสมกับรูปร่าง อย่าใช้เชือกที่ทำจากผ้าเพราะจะไม่มีน้ำหนักและมักจะพันกัน และการที่มีน้ำหนักเบาก็เท่ากับคุณจะไม่ได้อะไรเลย ส่วนเรื่องความยาวของเชือก ขอแนะนำว่า เพื่อความแน่ใจว่าเชือกกระโดดนั้นยาวพอดีสำหรับคุณ ให้กำที่จับใว้ ปล่อยเชือกลง ใช้เท้าข้างหนึ่งเหยียบเชือกตรงจุดกึ่งกลาง และยกที่จับขึ้นเสมอระดับไหล่ ปลายที่จับควรจะอยู่ระดับรักแร้ ถ้าคุณต้องการทำให้เชือกสั้นลงให้ผูกปมใว้ใกล้ๆ ที่จับ อย่าผูกปมใว้ตรงกลางเชือก เพราะจะทำให้สะดุดได้ การเตรียมอุปการณ์ แม้ว่าการกระโดดเชือกจะไม่มีแรงกระแทกมากเท่ากับการวิ่งหรือวิ่งเหยาะ แต่คุณยังต้องมีรองเท้าดีๆ เพื่อรองรับปลายเท้าของคุณรวมทั้งถุงเท้าด้วย พื้นผิวที่เหมาะสม ขอให้กระโดดบนพื้นผิวที่เชือกจะกระเด้งได้ เช่น พื้นไม้เรียบ แผ่นปูออกกำลังหรือหญ้าสั้นๆ ควรหาน้ำซักขวดวางใว้ใกล้ๆ เพื่อจิบขณะออกกำลัง เพราะคุณจะเสียเหงื่อมาก และไม่ควรขาดน้ำ

4.ท่าโดดพื้นฐาน ด้วยท่าจับที่ถูกต้อง ใช้มือทั้งสองข้างรวบที่จับใว้ข้างหน้าโดยให้เชือกพาดอยู่ที่บริเวณเหนือข้อเท้า เท้าชิดกันแกว่งแขนลงมาข้างลำตัว และวาดแขนให้เป็นวงกลม เชือกจะมาอยู่ด้านหลังและมาอยู่เหนือศรีษะ และเมื่อเชือกตกลงที่พื้นข้างหน้า (เชือกควรจะตกกระทบพื้นโดยห่างจากเท้า 6-12 นิ้ว) ให้กระโดดสูงจากพื้นประมาณ 1 นิ้ว ขณะที่ยังวาดแขนอยู่และเมื่อกระโดดข้ามเชือกแล้วให้ใช้ปลายเท้าลงพื้นอย่างนุ่มนวล การแกว่งแขนไปเรื่อยๆ จะทำให้เชือกแกว่งขึ้นและลงไปเรื่อยๆ ฝ่ามือควรจะหงายขึ้นเล็กน้อย ข้อศอกห่างจากลำตัวประมาณ 3-6 นิ้ว และมือควรจะอยู่หน้าลำตัวนิดหน่อย ระดับเดียวกับสะโพก ให้หมุนมือเป็นวงกลมไปเรื่อยๆ และเชือกก็จะแกว่งไปได้เรื่อยๆ อย่ากังวลหรือท้อแท้ ถ้ากระโดดได้ไม่กี่ครั้งก็สะดุด ไม่มีใครหรอกที่จะสามารถกระโดดได้อย่างสมบูรณ์แบบตั้งแต่ครั้งแรกที่กระโดด ถ้าสะดุดก็เริ่มใหม่ แล้วจากการที่กระโดดได้ไม่กี่ครั้งก็จะกลายเป็น 10, 20 และอีกไม่นานคุณจะเริ่มนับเวลาได้

5.การออกแรงให้มากขึ้น เมื่อเวลาผ่านไปคุณจะสามารถทำได้ตามเป้าหมายที่วางใว้ได้ทั้งในแง่ของร่างกายและจิตใจ ระยะเวลา เมื่อสามารถกระโดดเชือกได้ 100 ครั้งอย่างสบายๆ ก็เเปลว่าตุณควรจะเพิ่มระยะเวลาให้นานขึ้นแต่ต้องค่อยๆเพิ่มทีละนิด เช่น อาจจะลองกระโดดเป็น 125 ครั้ง แล้วเพิ่มเป็น 150 ครั้ง และ 200 ครั้ง ก่อนที่จะเริ่มนับเวลา การขยับเท้า การขยับเท้าแบบต่างๆ เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะออกแรงให้หนักขึ้นได้ในช่วงที่กระโดดเชือก และทำให้กล้ามเนื้อต่างๆ ที่ขาได้ออกกำลัง ลองทำวิธีดังต่อไปนี้ดูซัก 20 ครั้ง แล้วกลับไปกระโดดแบบพื้นฐาน 20 ครั้ง สลับกันเมื่อชำนาญแล้ว อาจจะเพิ่มจำนวนครั้งที่กระโดดสลับจาก 5 ครั้ง เป็น 25, 30, 40 หรือ 100 ครั้ง ถ่ายน้ำหนักมาอยู่ที่เท้าข้างใดข้างหนึ่งโดยสลับกันทีละข้าง และหากสามารถทำแบบนี้ได้สบายๆ คุณอาจใช้ท่านี้เป็นท่ากระโดดพื้นฐานเลยก็ได้ นั่นแปลว่า คุณจะใช้ท่านี้มาสลับระหว่างที่ทำท่าอื่น วิ่งไปเรื่อยๆ กระโดดโดยให้ขาชิดกันแล้วสลับกับขาแยกกัน (แบบกระโดดตบ) กระโดดโดยเตะขาออกไปด้านข้างทีละข้างสลับกัน ยกเข่าทีละข้าง กระโดดไปข้างๆ โดยให้เท้าชิดกัน ถ้ารู้สึกเหนื่อยหรือหายใจไม่ทัน อย่าพึ่งหยุดการเคลื่อนไหวโดยทันทีแต่ให้เปลี่ยนมาทำท่าพัก เช่น เอียงตัวไปข้างๆ และเมื่สามารถหายใจได้ตามปกติแล้วก็ให้หยิบเชือกมากระโดดต่อ

6.ขจัดข้อสงสัย ถ้าคุณยังไม่เข้าใจวิธีกระโดดเชือกดูคำแนะนำดังต่อไปนี้
6.1 เอามือวางใว้ข้างลำตัวระดับเดียวกับเอว โดยให้อยู่ข้างหน้าสะโพกเพียงเล็กน้อย
6.2 ยืนตรงโดยงอเข่าเล็กน้อย อย่าห่อไหล่หรือก้มตัวลง
6.3 อย่าก้มศรีษะหรือก้มมองพื้น
6.4 อย่าหมุนข้อมือ แต่ให้ใช้ทั้งกำลังแขน ข้อมือ และมือพร้อมกัน ทำข้อมือให้มั่นคงแต่ไม่ใช่แข็งทื่อ
6.5 ให้ลองดูตัวเองในกระจก ถ้ายังรู้สึกว่าทำได้ไม่คล่อง
6.6 ถ้าคุณกระโดดซอยเท้าถี่เกินไป (กระโดดทีละ 2 ครั้ง เมื่อเชือกถึงพื้น) ให้ช้าลง และให้กระโดดช้าลงจนกว่าจะจับจังหวะได้
6.7 กระโดดให้เท้าเหนือจากพื้นไม่เกิน 1 นิ้ว
6.8 จับจังหวะให้ได้ และให้เท้าและมือเคลื่อนไหวไปด้วยกันอย่างถูกจังหวะ โดยให้มือนำและเท้าตาม

7.ประโยชน์ที่ได้จากการกระโดดเชือก
7.1 เป็นการออกกำลังกายแบบแอโรบิกที่เผาผลาญไขมันได้มากที่สุดวิธีหนึ่ง
7.2 เผาผลาญไขมันได้ทุกส่วนของร่างกาย
7.3 ทำให้เกิดผลลัพธ์ที่มองเห็นได้ชัเจนในระยะเวลาสั้นๆ
7.4 ปรับปรุงความเเข็งแรงของหัวใจและสมรรถนะในการทำงาน
7.5 ช่วยทำให้เซลลูไลต์ลดลง
7.6 ทำให้กล้ามเนื้อสำคัญๆ บริเวณช่วงบนและช่วงล่างของลำตัวแข็งแรงขึ้น กระชับขึ้น และเข้ารูปขึ้น
7.7 ปรับปรุงให้ร่างกายมีการเคลื่อนไหวที่ดีขึ้น สมดุล อึด และคล่องแคล่วว่องไวขึ้น
7.8 พกพาไปไหนมาไหนได้สะดวก เหมาะอย่างยิ่งหากต้องเดินทาง

Other Link
ลดน้ำหนักกับ Longderse ปรึกษาฟรี
บทความอื่นๆ



Create Date : 22 กุมภาพันธ์ 2554
Last Update : 22 กุมภาพันธ์ 2554 16:44:23 น.
Counter : 12203 Pageviews.

2 comment
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  38  39  40  41  42  43  44  45  46  47  48  

ChaiKU
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]



รับสมัครผู้สนใจหารายได้ทาง Internet
และให้คำปรึกษาผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก