All Blog
ลุดพุงให้คุณแม่หลังคลอดอย่างไรดี


Other Link
ลดน้ำหนักกับ Longderse ปรึกษาฟรี
บทความอื่นๆ
คุณแม่ลูก 2 จากจังหวัดนครราชสีมา มีความกังวลเรื่องหน้าท้องไม่ยุบหลังจากผ่าคลอด อยากได้วิธีกำจัดไขมันหน้าท้อง ที่ไม่เป็นอันตราย

เราก็ได้คำแนะนำนี้จากฟิตเน็สเฟิร์ตบอกว่า การออกกำลังกายของคุณแม่หลังผ่าคลอด ก่อนอื่นต้อง ดื่มน้ำมากๆ เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ การออกกำลังกายก็สามารถว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน อยู่กับที่หรือเดินเบาๆ บนสายพาน สำหรับท่าลดหน้าท้องด้านบนให้นอนชันเข่า มือวางที่ท้ายทอย กางข้อศอกไว้ หายใจเข้า ยกศรีษะขึ้น หายใจออกวางศรีษะลง ห้ามใช้มือดึงศรีษะ

และถ้าจะ กระชับอุ้งเชิงกราน ให้นั่งขัดสมาธิ วางแขนไว้ด้านหลังห่างประมาณ 1 ฟุต อกตั้ง หลังตรง หายใจเข้าพร้อมกับยกสะโพกเงยหน้า เขาติดพื้น แขนตรง นับ 1,2 แล้วค่อยผ่อนลง ทำประมาณ 12 ถึง 15 ครั้ง ต่อ 1 เซท และถ้ามีลูกบอลช่วยให้ใช้หลังด้านล่างพิงบอลไว้ เท้าห่างเท่าหัวไหล่ ย่อตัวลงทำมุม 90 องศา พร้อมกับหายใจเข้า ซึ่งจะช่วยลดต้นขาและก้นได้เป็นอย่างดี
Other Link
ลดน้ำหนักกับ Longderse ปรึกษาฟรี
บทความอื่นๆ



Create Date : 04 พฤษภาคม 2554
Last Update : 4 พฤษภาคม 2554 8:44:23 น.
Counter : 1764 Pageviews.

3 comment
หายใจลดความอ้วน

Other Link
ลดน้ำหนักกับ Longderse ปรึกษาฟรี
บทความอื่นๆ

หลายคนคงไม่ทราบว่าการหายใจอย่างถูกวิธีจะช่วยลดไขมันจัดส่วนเกินได้ เคล็ดลับนี้ ดาราสาวคุณวรรณเรขา ชาญเลขา เธอทำได้ผล มาแล้ว เขามีวิธีหายใจอย่างไร ไปชมในช่วงเคล็ดลับผู้หญิงกันเลยค่ะ


การหายใจอย่างถูกวิธีทำให้การไหลเวียนของเลือดไปสู่ส่วนต่างๆ ของร่างกายสะดวกขึ้น อวัยวะต่างๆ ก็ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพค่ะ เราจึงควร ฝึกหายใจให้ช้าลง เพื่อรับอ๊อกซิเจนได้มากๆ ลองท่านี้ดูนะค่ะ


นั่งขัดสมาธิ แล้ววางมือทั้ง 2 ข้างไว้ใต้โต๊ะหายใจเข้า กำหนดสะดือเป็น ศูนย์กลาง พร้อมกับงอตัวส่วนบนไป ข้างหน้า ให้ศรีษะตรงกับสะดือ และใช้ปลายนิ้วมือที่วางไว้ใต้อก กดลงไปจากนั้นหายใจออกยาวๆ พร้อมกับยกตัวส่วนบนขึ้นตรง หายใจตามปกติ ก็จะทำให้ส่วนต่างๆ ของร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ สาวๆ ที่รักสวยรักงามลองฝึกท่านี้ดูนะค่ะ ได้ผลแล้วก็อย่าลืมบอกต่อด้วยค่ะ


Other Link
ลดน้ำหนักกับ Longderse ปรึกษาฟรี
บทความอื่นๆ



Create Date : 03 พฤษภาคม 2554
Last Update : 3 พฤษภาคม 2554 23:37:39 น.
Counter : 588 Pageviews.

1 comment
เล่นกล้าม เพิ่ม เมตาบอลิซึม

Other Link
ลดน้ำหนักกับ Longderse ปรึกษาฟรี
บทความอื่นๆ
เมตาบอลิซึม คือกระบวนการในสิ่งทั้งหลายที่เราทำ หรือที่เกิดขึ้นในร่างกายเรา ที่ต้องใช้พลังงานจากอาหารที่เรากินเข้าไป เช่น การหายใจ การคิด การย่อยอาหาร การเต้นของหัวใจ เดิน หรือการเล่นกีฬา กิจกรรมที่ใช้พลังงานเหล่านี้นี่เอง จะเป็นตัวกำหนดว่าคน จะอ้วน จะผอม จะเหลือไขมันพอกพูนอยู่ในร่างกายมากน้อยแค่ไหน

เมื่อคุณอายุราวๆ 30 ปี เมตาบอลิซึม ของร่างกายจะเริ่มลดลงราว 5 % ต่อปี นั่นหมายความว่า ถ้าคุณกินอาหารเท่าเดิม แต่คุณก็อ้วนขึ้นๆ จนต้องเปลี่ยน ไซด์ เสื้อผ้าให้ใหญ่ขึ้น เมื่อเรายิ่งอายุมากขึ้นมวลกล้ามเนื้อในร่างกายเรามันลดลง ทั้งนี้เป็นเพราะเราออกกำลังกายน้อยลง

ผู้เชี่ยวชาญเรื่องนี้ คาดคะเนว่า ทุกๆ 1 ปอนด์ของกล้ามเนื้อที่หายไป ทำให้การเผาผลาญพลังาน ลดลงไป 30 แคลอรี่ต่อวัน ผู้หญิงตอนอายุไกล้หมดประจำเดือน จะสุญเสียมวลกล้ามเนื้อไปราวครึ่งปอนด์ต่อปี แต่พอหมดประจำเดือนแล้วจะสูญเสียราว 2 เท่า ยิ่งถ้าเป็นคนที่ไม่ออกกำลังกายด้วยแล้ว พออายุ 65 ปี ก็อาจสูญเสียมวลกล้ามเนื้อไปถึงครึ่งหนึ่ง ของที่เคยมีตอนยังสาว ทำให้ความสามารถในการเผาผลาญอาหารลดลง วันละ 200-300 แคลอรี่เป็นผลให้อ้วนง่าย

การเพิ่มการเผาผลาญพลังงานไขมันเมื่อเราอายุมากขึ้นที่ ง่ายๆ คือ การเพิ่มการออกกำลังกายโดยการเล่นกล้าม ไม่แนะนำให้ไปวิ่งไปเดิน เพราะแม้เป็นสิ่งดี แต่ก็เป็นเพียงการใช้กล้ามเนื้อเฉพาะบางมัดเท่านั้น

ถ้าท่านเล่นกล้ามให้กล้ามเนื้อให้กล้ามเนื้อในแต่ละส่วนโตขึ้น แข็งแรงขึ้น จะทำให้การเผาผลาญพลังงานของท่านเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว การเล่นกล้ามเช่น อาทิตย์ละ 2-3 ครั้ง ภายในไม่กี่เดือน จะทำให้กล้ามเนื้อเพิ่มขึ้น เท่ากับที่สูญเสียไปใน 5-10 ปี การเล่นกล้ามจึงเป็นวิธีสร้างความหนุ่มสาวให้เกิดขึ้นอย่าง ง่ายๆ และรวดเร็ว

สำหรับผู้หญิงก็สามารถเล่นกล้ามได้ ผู้หญิงอาจจะเลือกเล่นกล้ามโดยไม่ทำให้แลดูน่าเกลียดก็ได้ คือเล่นกล้ามเนื้อที่ไม่มีไครมองเห็นได้ชัดเจนจากภายนอก เช่น กล้ามเนื้อหน้าท้อง ซึ่งจะทำให้ทรวดทรง องค์เอวดีขึ้น หรือถ้าเล่นกล้ามเนื้อหน้าอก ก็จะช่วยเสริมให้เต้านมดูสูงขึ้นเป็นสง่าราศีโดยไม่ต้องไปเสริมเต้าให้เสียเงิน นอกจากนี้ยังมี กล้ามเนื้อแก้มก้น กล้ามเนื้อหลัง ที่สามารถพัมนาให้โตขึ้น เพื่อการเผาผลาญพลังาน เพื่อลดใขมัน กล้ามเนื้อที่ว่า นี้มันซ่อนอยู่ภายใต้เสื้อผ้า คนอื่นไม่เห็นก็ไม่ต้องกลัวน่าเกลียด ส่วนกล้ามเนื้อแขนกล้ามเนื้อน่องก็เพลาๆลงมาหน่อย อย่าให้มันโตขึ้น

การเล่นกล้ามที่ว่านี้ทำได้ไม่ยาก ไม่จำเป็นต้องไปเสียเงินให้ศูนย์ฟิตเนท เพียงซื้อ ดัมเบลล์ ขนาดพอเหมาะซักชุด กับม้านั่งยาวสักตัว ก็สามารถเล่นกล้ามได้เกือบทุกมัดแล้ว

สำหรับคนที่ชอบกิน ถ้าไม่ได้กินแล้วไม่มั่นใจ ขอกินเพื่อให้การเผาผลาญพลังงานมากขึ้น ก็อาจลองในสิ่งต่อไปนี้ที่ไม่ค่อยอันตรายคือ

+ พริกแดง เคยมีการทดลองที่ญี่ปุ่นพบว่า พริกแดงที่มีรสเผ็ด สามารถเพิ่มเมตาบอลิซึ่มได้ 30 % แต่ข้อเสียคือต้องกินมาก ถ้าคุณเป็นคนชอบกินเผ็ดต้องระวังข้อเสียของมันคือทำให้เรากินข้าวมากขึ้น

+ ชาเขียว ได้รับการทดลองที่ สวิทเซอร์แลนด์ ว่า ถ้ากิน 3 เวลาหลังอาหาร จะเผาผลาญพลังงานได้มากขึ้น 80 แคลอรี่ใน 24 ชั่วโมงเมื่อเปรียบเทียบกับคาแฟอีนชนิดเม็ดหรือยาหลอก

+ คาแฟอีนในกาแฟ ก็เป็นสารอีกตัวหนึ่งที่เพิ่มการเผาผลาญพลังงานได้ กาแฟแก้วนึง (8ออนด์) สามารถเพิ่มเมตาบอลิซึ่มได้นาน 2 ชั่วโมง โดยเฉพาะถ้ากินก่อนออกกำลังกายจะช่วยทำให้มีชีวิตชีวามากขึ้น คาแฟอีนมีฤทธิ์ไปละลายไขมันออกมาในกระแสเลือด ทำให้มันเป็นอิสระและถูกทำลายได้โดยง่าย
Other Link
ลดน้ำหนักกับ Longderse ปรึกษาฟรี
บทความอื่นๆ



Create Date : 23 เมษายน 2554
Last Update : 23 เมษายน 2554 16:32:08 น.
Counter : 998 Pageviews.

1 comment
ลดความอ้วนอย่างปลอดภัยและได้ผล


Other Link
ลดน้ำหนักกับ Longderse ปรึกษาฟรี
บทความอื่นๆ
ลดความอ้วนอย่างถูกต้อง

หลักสากลที่ทราบกันดีอยู่ แต่ส่วนใหญ่ทำไม่ค่อยได้ เพราะอาจมีปัจจัยทาง "ใจ" ที่ยังขาดความมุ่งมั่น แน่วแน่ อยู่จึงทำให้ไปถึงเป้าหมายได้ยาก วิธีลดน้ำหนักที่ถูกต้องประกอบด้วย

- การควบคุมอาหาร

- การออกกำลังกาย

- การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม 


- ปรึกษาแพทย์

การลดน้ำหนักที่ถูกหลักคุณจะต้องพึ่งตนเองก่อนเป็นคนแรก ดังนั้น 3 วิธีแรก จึงมีความสำคัญมากที่จะทำให้คุณลดน้ำหนักลงได้จริง ที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใดเมื่อคุณยอมเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมให้ได้ ก็จะทำให้การควบคุมน้ำหนัก และการออกกำลังกาย ทำได้ง่ายขึ้นด้วย

เป้าหมายการลดน้ำหนักที่ควรเป็น
ร้อยทั้งร้อยคนอ้วนส่วนใหญ่เวลาลดน้ำหนักมักจะใจร้อน อยากลดเร็วๆ ลดมากๆ ทั้งๆ ที่จะสะสมความอ้วนได้ต้องใช้เวลาแรมปี ตามหลักวิทยาศาสตร์และเป้าหมายที่เหมาะสมที่สุดของการลดน้ำหนักคือ ควรลดน้ำหนักลงอย่างช้าๆ และลดลงเพียง 5-10 % ของน้ำหนักตั้งต้นก็เพียงพอแล้วที่จะลดความเสี่ยงต่อโรคต่างๆ ที่มากับความอ้วน การลดลงสัปดาห์ละ 0.5 กิโลกรัม คือมาตรฐานที่ดีที่สุด และควรระลึกไว้ให้สนิทใจว่า ตราบใดที่ยิ่งลดลงเร็วๆ เช่น 1-2 กิโลกรัม/สัปดาห์ น้ำหนักก็ยิ่งดีดกลับขึ้นเร็วเท่านั้น และมากกว่าเดิม ที่เรียกว่า "โยโย่" ซึ่งในคนที่ลดน้ำหนักลงเร็วๆ ก็จะยิ่งเพิ่มอัตราเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจด้วยถึง 10 %

"คนไทยชอบพึ่งยา และปัจจัยภายนอกโดยไม่แก้ไขที่ตนเองก่อน ผมฟันธงได้เลยว่าถ้าลดความอ้วนโดยทั้งที่ถูกวิธี และไม่ถูกวิธี แต่ไม่พร้อมที่จะแก้ที่ตัวเองเลยเนี่ย น้ำหนักที่ลงแล้วจะกลับขึ้นมามากกว่าเดิม ภายในเวลา 1 ปี เกือบ 100 % ดังนั้นการลดน้ำหนักต้องทำให้ถูกวิธีและลดแล้วก็ต้องคุมให้ได้ การลดน้ำหนักลงเพียง 5-10 % ก็ลดความเสี่ยงต่อโรคต่างๆ ลงได้อย่างชัดเจน"

ปรับพฤติกรรมการกินได้ไม่ยาก
"ในการลดน้ำหนักการควบคุมอาหารเป็นสิ่งจำเป็นที่สุด ไม่ว่าจะใช้ยาหรือไม่ใช้ยา ถ้าคุมอาหารผิดๆ จะก่อให้เกิดอันตรายมากกว่าดี เพราะจะทำให้สุขภาพทรุดโทรมลง ดังนั้นคุณควรจะกินอาหารให้ครบสัดส่วนแต่ปริมาณน้อยลง 20 % มีความเข้าใจผิดๆ ที่ว่าการงดมื้อเย็นทำให้ไม่อ้วน ซึ่งในความเป็นจริงแล้วขณะคุณนอนหลับหลายส่วนของร่างกายยังคงต้องใช้พลังงานทั้งหัวใจ ปอด และระบบต่างๆ ซึ่งล้วนต้องใช้พลังงาน สังเกตได้จากพระภิกษุไม่ฉันท์มื้อเย็นแต่เห็นอ้วนเยอะแยะ

นอกจากนี้วิธีการกินอาหารวันละหลายมื้อแต่ประมาณน้อยๆ ย่อมดีกว่ากินวันละมื้อสองมื้อแต่มื้อละเยอะๆ และง่ายที่สุดคือกลับสู่ธรรมชาติ เลือกกินอาหารที่ผ่านกระบวนการน้อยที่สุดอย่างข้าวกล้อง ธัญพืช ผัก ผลไม้ ให้มากขึ้น หรือเลือกกินอะไรตามฤดูกาลและในท้องถิ่นตัวเองดีที่สุดเพราะจะได้ความสด คุณค่าของสารอาหารยังคงมีอยู่ ดีกว่ากินของเก็บรักษา หรือดองไว้

ส่วนการกินอาหารให้ตรงเวลาจะทำให้ร่างกายปรับสมดุลและทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นด้วย เวลาเรากินอาหารทุกครั้งจะมีฮอร์โมนอินซูลินที่ควบคุมน้ำตาลปล่อยออกมา ถ้าไม่กินให้ตรงเวลาเมื่อฮอร์โมนทำงานก็อาจทำให้เรารู้สึกโหยๆ มือสั่น อยากกินของหวานๆ และเมื่อยิ่งกินของหวานก็ยิ่งอ้วน ดังนั้นควรกินอาหารให้ตรงเวลาดีที่สุด

เทคนิคหนึ่งที่ผมอยากฝากไว้ก็คือ "การกินช้าๆ เคี้ยวช้าๆ" อย่ามองข้าม เพราะจะทำให้กินได้น้อยลง เมื่อตักเข้าปากเคี้ยวให้ละเอียดอย่างน้อยเคี้ยวให้ได้ 15 ครั้ง แต่ถ้าทำได้เคี้ยวคำละ 32 ครั้ง จะดีเยี่ยม แล้วค่อยกลืน เพราะคุณจะสังเกตได้ว่าคนที่เคี้ยวเร็วๆ กินเร็วๆ ส่วนใหญ่จะได้ปริมาณ และทำให้อ้วน

ออกกำลังกายให้พอเพียง
เป็นที่ทราบกันดีว่าคนอ้วนส่วนใหญ่ไม่ชอบออกกำลังกาย การปรับพฤติกรรมเริ่มแรกเพื่อการลดน้ำหนักก็จำเป็นที่จะต้องใช้พลังงานให้มากขึ้น เช่นเปลี่ยนจากขึ้นลิฟท์มาเป็นขึ้นบันได และเดินไปไหนมาไหนให้มากขึ้น ต้องมีความกระฉับกระเฉงและตื่นตัวที่จะเคลื่อนไหวมากขึ้น จากนั้นค่อยๆ พัฒนาสู่การออกกำลังกายเป็นกิจจะลักษณะ

"จากการวิจัยพบว่า การออกกำลังกายที่จะได้ผลลดน้ำหนักลง ต้องออกกำลังกายให้ได้วันละ 45 นาที ทุกวัน คุณจะสามารถลดน้ำหนักลงได้แน่นอน แต่คนส่วนใหญ่ทำไม่ได้ พบกันครึ่งทางก็ยังดี คือ ในหนึ่งสัปดาห์ขอให้ออกกำลังกายอย่างน้อยวันเว้นวัน และทำให้ได้ครั้งละ 20-30 นที ก็เยี่ยมแล้ว นอกจากจะลดน้ำหนักได้ยังช่วยให้กล้ามเนื้อแข็งแรง ฟิต รูปร่างได้สัดส่วน และควบคุมน้ำหนักได้ดีในระยะยาว ที่สำคัญการออกกำลังกายช่วยให้คุณลดความเครียดด้วย "

"ส่วนในด้านจิตใจที่มีผลต่อความอ้วนนั้นผมเห็นหลายคนเวลาเครียด ยิ่งเครียดยิ่งกิน บางคนกินเพราะเหงา อย่างนี้ขอแนะนำว่าการนั่งสมาธิช่วยคุณได้มาก"

สุดท้ายนพ.กำพลฝากข้อคิดสำหรับทุกคนที่อยากลดความอ้วนไว้ตรงนี้อีกด้วยว่า

"คุณไม่จำเป็นต้องชั่งน้ำหนักบ่อยๆ การชั่งน้ำหนักทุกวันนี่ห้ามเด็ดขาดนะครับ เพราะการลดน้ำหนักที่ถูกต้องจริงๆ จะลดได้ประมาณ 0.5 กิโลกรัม/สัปดาห์เท่านั้น ถ้าคุณชั่งทุกวันก็จะเกิดความท้อใจ ทำให้ไม่อยากลดต่อ ดังนั้นควรชั่งสัปดาห์ละครั้งก็พอที่จะเห็นความเปลี่ยนแปลง เพื่อจะมีกำลังใจต่อเนื่อง อย่าหวังว่าจะผอมในพริบตา เพราะกว่าจะอ้วนขึ้นมาได้สะสมมาเป็นปีไม่ใช่กินทีเดียวอ้วนขึ้นมาเลย และเป้าหมายลดลง 50 % หรือครึ่งหนึ่งของน้ำหนักเดิมก็เป็นไปไม่ได้แน่นอนเช่นกัน เพียง 5-10 % ก็พอแล้ว แต่หากว่าในหนึ่งปีคุณเกิดมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นทีละ 5-10 กิโลกรัม อย่างนี้ผมขอแนะนำว่าควรปรึกษาแพทย์ เพราะตามปกติของคนเราเพิ่มขึ้นปีละ 1-2 กิโลกรัมเท่านั้น แสดงว่าอาจมีปัญหาทางสุขภาพก็เป็นได้ เช่น โรคภัยไข้เจ็บบางอย่าง หรือยาบางชนิดที่ทำให้อ้วน แบบนี้ต้องรีบแก้ไขโดยแพทย์ครับ"
Other Link
ลดน้ำหนักกับ Longderse ปรึกษาฟรี
บทความอื่นๆ



Create Date : 23 เมษายน 2554
Last Update : 23 เมษายน 2554 11:50:11 น.
Counter : 837 Pageviews.

1 comment
คิดดีแล้วหรือที่จะดูดไขมัน?

 



Other Link
ลดน้ำหนักกับ Longderse ปรึกษาฟรี
บทความอื่นๆ

ก็อย่างที่เขาว่ากันว่า เรื่องความสวยความงาม นี้ ห้ามกันไม่ได้จริงๆ สำหรับ ผู้หญิง คนที่ สวย อยู่แล้ว ก็อยากสวยขึ้นอีก บางคนที่รู้สึก ว่า ตัวเอง อ้วนเกินไป ก็หาทุกวิถีทาง ที่จะ ทำให้ ตัวเอง ลดหุ่นลงมา ผอมเพรียว เหมือน อย่างคนอื่น ทั้งออกกำลังกาย เล่นกีฬา อดข้าว อดปลา สารพัดวิธี วิธีเหล่านี้ต้องใช้ ความ อดทน พยายาม และเวลา มาก ทำให้บางคน คิดมองหา ทางลัดที่จะทำให้ ตัวเอง ผอมสวย สมใจด้วย ...แค่ไขมันส่วนเกิน ก็ตัด หรือดูดมันออกไป เสียสิ ... แต่ ...ระวัง!! ...การดูดไขมัน ไม่ได้ทำได้ง่ายๆ เหมือนดูดสิว เสีย เมื่อไหร่


การดูดไขมัน ที่ภาษาการแพทย์ ฝรั่งเขาเรียกว่า Liposuction ถือเป็นการรักษาทาง การแพทย์ ชนิดหนึ่ง สำหรับลด จำนวนไขมันส่วนเกินใต้ผิวหนังที่สะสมอยู่เฉพาะที่ ในปริมาณมากเกินไป อย่างเช่น บริเวณหน้าท้อง สะโพก ก้น ต้นขา ต้นแขน หรือคอ เป็นต้น แต่ไม่ใช่วิธีการลดความอ้วน หรือการทำให้คนเปลี่ยนจากอ้วน กลายเป็นผอม เพรียว


ย้ำนะคะ ...ไม่ใช่วิธีการลดความอ้วน... ทำโดยการสอดเครื่องมือที่มีลักษณะ เป็นท่อ เรียวๆ ยาวๆ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณไม่เกิน 2 มิลลิเมตร ซึ่งต่ออยู่กับเครื่อง ปั๊ม สูญญากาศ หรือเครื่อง อัลตร้าซาวด์ ลงไปในชั้นผิวหนังผ่านรูเล็กๆ ขนาด 0.5-1.5 เซนติเมตร ที่แพทย์จะเจาะไว้บน ผิวหนังก่อนหน้านั้น แล้วทำการดูดไขมันใน บริเวณนั้นๆ ผ่านท่อ ลำเลียงออกมาภายนอกร่างกาย ไขมันที่เจ้าของไม่รักแล้วก็จะ ไหลออกมาเป็นของเหลวๆ ปนเลือด


ขออนุญาตกระซิบอีกทีว่า...มันต้องสอดท่อเข้าไปในร่างกายผ่านรูที่เจาะไว้... น้องๆ ผ่าตัดน่ะ แหละคะ อย่าประมาทไปเชียว....


เพราะการจะสอดท่อเข้าไปได้เนี่ย ถ้าแพทย์ไม่จับคุณดมยาสลบก็จะต้องใช้ยาชา เข้ามาช่วย ทำให้ คุณไม่เจ็บขณะที่เครื่องมือทั้งหลายกำลังควานๆ จิ้มๆ อยู่ในตัวคุณ หากคุณไม่แพ้ยาชา หรือยา สลบก็ถือว่าโชคดีไป ไหนจะเลือดออกอีกล่ะ แล้วเมื่อดูด ไขมันสำเร็จเสร็จสิ้นทุกจุดที่ต้องการ นอน พักรักษาตัวจนแผลหายสนิทแล้ว แต่บังเอิญ ไขมันส่วนเกินมันถูกกำจัดออกมากเกินไป เหมือน ลูกโป่งที่น้ำรั่ว ผิวไม่เต่งตึง เหมือนเดิม กลับกลายเป็นคลื่นลอนไม่เรียบเสมอกันเหมือนเดิม ขึ้นมา หรือบังเอิ๊ญ บังเอิญ... คุณเป็น คนที่มีผิวหนังเกิดเป็นแผลเป็นง่ายกว่าคนอื่น และดูแลตัวเอง ไม่ถูก ต้อง ทั้งหมดทั้งหลาย มันก็คือความเสี่ยง ที่คุณผู้หญิงอยากสวย จะต้องยอมรับ ในบัดดล ไม่ว่าจะ เกิดเหตุ อะไรขึ้นก็ตามหลังจากการกระบวนการเหล่านี้


...เห็นมั้ยล่ะคะ ว่ามันเสี่ยงเอาการอยู่นา...


ที่กล่าวมานี้ไม่ได้มีเจตนาจะขู่ให้กลัว เพียง อยากเน้นว่า ก่อนจะลงมือทำ อะไรกับร่างกาย โดยเฉพาะการทำให้ตัวเอง เลือดตกยางออก เพราะอยากสวยมากขึ้น กว่าที่ธรรมชาติให้ มาน่ะ ก็จะต้องหมั่นหาความรู้ และเข้าใจเรื่อง ที่จะทำไว้ มากๆ แล้วเผื่อใจไว้กับ ความเสีย หายที่อาจจะเกิดขึ้นด้วย เรื่องนี้คุณหมอปรีชา เตียวตรานนท์ อดีตนายกสมาคม ศัลยแพทย์ ตกแต่ง แห่งประเทศไทย เป็นคน ฝากย้ำมา ...เอาล่ะ ...ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่ ส่องกระจกดู ตัวเองแล้ว ไม่พอใจในไขมันส่วนเกินเฉพาะจุด ของร่างกาย และแน่ใจ ว่าตัวเองไม่เป็นโรคเหล่านี้ ได้แก่ โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคปอด โรคระบบไหลเวียนโลหิตไม่ดี หรือเคย ผ่าตัด ตรงตำแหน่งที่จะดูดไขมัน มาได้ไม่นาน


แล้วมีเจตนาแน่วแน่ว่าจะต้องเข้ารับการรักษาจากแพทย์ด้วยการ ดูดไขมัน แน่ๆ เตรียมใจยอมรับ ความเจ็บของการผ่าตัด และความเสี่ยงทั้งหมดอันอาจ จะเกิดขึ้น อีกทั้งเข้าใจถ่องแท้แล้วว่า การดูดไขมันไม่ได้ทำให้คุณเปลี่ยนรูปร่าง ตัวเองให้เพรียว บาง ลงได้ เพียงแต่ช่วยให้ไขมัน ส่วนเกินเฉพาะที่ลดลง ...


คุณหมอปรีชา ได้แนะนำว่า คุณต้องเริ่มจากการไปปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ให้ตรวจ สุขภาพให้ ละเอียด บอกเขาถึงความต้องการของคุณ บอกให้หมดว่าคุณแพ้ยาอะไรบ้าง ถามความเป็นไป ได้ของผลการผ่าตัดที่คุณหวัง และต้องให้แพทย์อธิบายอย่างละเอียด ถึงผลแทรกซ้อน ที่อาจจะ เกิดขึ้น เช่น การติดเชื้อ มีเลือดคั่ง ผิวหนังเป็นลูกคลื่น รอยแผล เป็นนูนหรือบุ๋ม ผิวหนังมีแผล อาจจะมีผิวหนังเปลี่ยนสีได้บ้าง ซึ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้น บ่อยแต่ก็ควรระวังไว้ ตลอดจนวิธีการดูแล รักษาตัวเองของคุณ ภายหลังจากดูดไขมันและ พักรักษาตัว แพทย์จะตรวจดูสภาพผิวของคุณด้วย เพราะคนที่มีร่างกายที่แข็งแรง สมบูรณ์ ผิวหนังมีความยืดหยุ่นดี มักจะได้ผลดีจากการดูดไขมัน มากกว่าคนที่ไม่มีคุณ สมบัติดังกล่าว


แพทย์ที่คุณเลือกไปปรึกษาก็ควรเป็นศัลยแพทย์ตกแต่ง ที่ได้รับวุฒิบัตรศัลยแพทย์ ตกแต่ง ของ แพทยสภา หรือเทียบเท่าถ้าเป็นสถาบันจากต่างประเทศ ซึ่งควรได้รับ คำแนะนำจากแพทย์ประจำ วัยตัวของคุณให้แนะนำให้ หรือถ้าไม่มีใครใกล้ตัวคุณ ที่แนะนำแพทย์ให้ได้จริงๆ ก็อาจขอรายชื่อ แพทย์ที่เป็นสมาชิกของสมาคมศัลยแพทย์ ตกแต่งแห่งประเทศไทย หรือปรึกษาทางแพทยสภาก็ได้ และที่สำคัญ....อย่าไปสนใจ หรือหลงเชื่อกองเชียร์หน้าร้าน หรือสถานเสริมความงาม ที่ไม่ใช่ ศัลยแพทย์ ตกแต่ง เป็นผู้ลงมือเด็ดขาด....เพราะมันอาจ เป็นอันตราย ถึงอวัยวะภายในได้ทีเดียว


เมื่อการผ่าตัดเสร็จสิ้นแล้ว คุณจะเกิดอาการปวดแสบปวดร้อน บวม ปวด และมีแผล เล็กน้อยจากการ ใส่เครื่องมือ หลังผ่าตัดแพทย์จะใช้ผ้าพันบริเวณที่ดูดไขมันไว้ประมาณ 2-5 วัน และตัดไหมได้เมื่อ เวลาผ่านไปประมาณ 5-7 วัน หลังจากนั้นต้องพันผ้าหรือ ใส่เครื่องนุ่งห่มที่พันกระชับ กับส่วนนั้น ไว้อีกประมาณ 1-2 เดือน รอยช้ำเขียวจากการ ดูดจะคง อยู่ประมาณ 1-2 สัปดาห์แล้วจะค่อยหายไป ผิวหนังบริเวณที่ดูดไขมันอาจจะ มีลักษณะเป็นลูกคลื่นได้ ซึ่งน่าจะดีขึ้นภายใน 2-3 เดือน โดยที่คุณ สามารถจะกลับไป ทำงานได้ประมาณ 1 สัปดาห์ภายหลังการผ่าตัด พร้อมกับรับประทานยา และ ปฏิบัติตัว ตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด และหมั่นออกกำลังกายฟิตหุ่น เริ่มจากการออกกำลังกาย แบบเบาๆ อย่าหักโหมก่อนในช่วง 3-4 สัปดาห์หลังผ่าตัด แล้วหลังจากนั้นเมื่อแผล หายสนิทแล้ว ประมาณ 6-8 สัปดาห์ จึงค่อยเพิ่มการออกกำลังกายมากขึ้น จนเข้าสู่ ระดับปกติ รวมทั้งต้องควบคุม การ รับประทานอาหารอย่างสม่ำเสมอ เพราะหากปล่อย ปละละเลยก็มีโอกาสที่ไขมัน จะกลับมาหา คุณใหม่อย่างแน่นอน


"การดูดไขมันเป็นวิธีที่ยอดเยี่ยมสำหรับการลดไขมันเฉพาะที่ แต่ไม่ใช่คำตอบของการ ลดน้ำหนัก" วิธีที่ดีที่สุดของการลดน้ำหนักน่าจะเป็นเรื่อง ของการออกกำลังกายและ ควบคุมอาหารมากกว่า อย่าให้ความอยากสวยเข้ามาบดบังความจริงนะคะ โปรดจำไว ้เสมอว่า เมื่อแพทย์ลงมีดแล้ว ไม่มีใครสามารถเปลี่ยนอะไรได้อีกต่อไป ข้อคิดอันนี้ไม่ใช ่เฉพาะการดูดไขมันเท่านั้น แต่หมาย ความรวมถึงการทำ ศัลยกรรมความงามทุกชนิด ด้วยค่ะ


Other Link
ลดน้ำหนักกับ Longderse ปรึกษาฟรี
บทความอื่นๆ



Create Date : 22 เมษายน 2554
Last Update : 22 เมษายน 2554 9:23:54 น.
Counter : 442 Pageviews.

0 comment
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  38  39  40  41  42  43  44  45  46  47  48  

ChaiKU
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]



รับสมัครผู้สนใจหารายได้ทาง Internet
และให้คำปรึกษาผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก