[การเงิน] ระบบเศรษฐกิจ แบบชาวบ้านเข้าใจได้ 1
เคยเรียนมาบ้างเมื่อหลายปีก่อน แล้วจะย่อยให้ฟังอีกทีนะ

แต่ขอเตือนก่อนว่า ไม่ได้เรียนมาในสายนี้โดยตรง อาจจะมีอะไรผิดพลาดได้ ดังนั้นหากคนที่ไม่มีความรู้เลย
อ่านตรงนี้ไว้เป็นความรู้เบื้องต้นไว้ก่อน แล้วไปหาอ่านระดับสูง หรือใช้ภาษาวิชาการยาก ๆ เพื่อเสริมเติม
ความรู้ให้ถูกต้องอีกครั้งหนึ่ง

ระบบเศรษฐกิจในที่จะพูดถึงนี้คืออะไร ?
ในที่นี้จะพูดถึงระบบเศรษฐกิจในระดับมหภาค หรือในระดับประเทศกัน ไม่ขอพูดถึงเศรษฐกิจระดับส่วนบุคคล
หรือครัวเรือนซึ่งเป็นระดับจุลภาคนะ


เงินกำลังจะหมุนไป ๆ

ถ้าคุณ"แก่"พอในระดับหนึ่ง คุณน่าจะเคยได้ยินประโยคนี้ในโฆษณาของธนาคารบางแห่ง ซึ่งเอามาฉายใน
ช่วงยุคเศรษฐกิจกำลังฟื้นตัวจากยุคต้มยำกุ้งอยู่พอดี
และหากคุณจำได้ นั่นจะเป็นตัวอย่างที่ดีทีเดียวสำหรับคำว่า "ระบบเศรษฐกิจ"
(ส่วนถ้าจำไมได้ลองไปหาดูในเว็บ ADintrend)

ระบบเศรษฐกิจในระดับประเทศเองก็หมุนอย่างนั้น
โดยจะหมุนไปมาระหว่าง ทางภาครัฐ-ธนาคาร-ผู้ประกอบการ-ภาคประชาชน อย่างนี้ไปเรื่อย ๆ
ซึ่งผู้ที่ถูกกล่าวถึงในข้างต้นนี้ จะถูกเรียกว่าผู้ที่อยู่ในระบบ

ถ้าตราบใดเงินยังสามารถหมุนเวียน หรือถูกส่งต่อ ผ่านการซื้อขายหรือจ้างวานในส่วนต่าง ๆ เหล่านี้ได้
ปัญหาเศรษฐกิจจะยังไม่เกิดขึ้น แต่หากเงินหายไปจากในระบบนี้ หรือไปติดค้างยังในส่วนใดส่วนหนึ่ง
ปัญหาเศรษฐกิจก็จะเกิดขึ้น

ลองดูตัวอย่างจากเรื่องที่เกิดขึ้นจริงกัน
จากเหตุการณ์ต้มยำกุ้ง มันเกิดมาจากการที่ผู้ทำโครงการอสังหาริมทรัพย์ส่วนใหญ๋ประเมินความเป็นไปได้
ของโครงการผิด โดยการถูกดีมานด์(ความต้องการ)ปลอมหลอก แล้วสร้างซัพพลาย(สินค้า)เกินมาตรฐาน
ทำให้เงินนั้นไปค้างอยู่กับอสังหาริมทรัพย์ที่สร้างไม่เสร็จ ทำให้เงินหายไปจากระบบ
เช่นใช้เงินห้าล้านสร้างบ้าน โดยคิดว่าบ้านหลังนั้นน่าจะขายได้ราคาสิบล้าน แต่ยังสร้างได้ไม่สำเร็จเลยได้
บ้านไม่สมบูรณ์ บ้านนั้นอาจจะเหลือมูลค่าเพียงล้านเดียว ที่ไม่มีใครยอมซื้อ

เมื่อเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นมา เงินที่อยู่ในระบบจากเดิมที่มีอยู่มาก ก็เหลือน้อยลง ทำให้แต่ละคนมีส่วนแบ่งจาก
เงินที่เหลืออยู่ในระบบน้อยลงไปตาม ทำให้เกิดสภาวะอดยาก เศรษฐกิจฝืดเคือง

นอกจากนี้ ด้วยการตระหนกที่ระบบเศรษฐกิจเริ่มย่ำแย่ ผู้ที่มีเงินจึงไม่กล้าที่จะลงทุน ทำให้เงินค้างอยู่ใน
ระบบและไม่ยอมหมุนเวียนอีก ทำให้เงินในระบบที่หมุนเวียนอยู่ได้จึงน้อยลงเข้าไปใหญ่
ซึ่งพูดง่าย ๆ การกระทำนี้ก็เหมือนกับการซ้ำเติมปัญหาเศรษฐกิจนั่นเอง

ซึ่งสิ่งที่จะทำให้เศรษฐกิจดีเหมือนเดิมได้นั้นก็คือการหาเงินเข้ามาเพิ่มในระบบ และทำให้คนกล้าใช้จ่ายเงิน
จนทำให้เงินในระบบถูกใช้จ่ายและหมุนเวียนได้อีกครั้ง

สำหรับครั้งหน้าคือวิธีการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของทางรัฐบาล ติดตามอ่านกันได้



Create Date : 30 เมษายน 2552
Last Update : 1 พฤษภาคม 2552 13:56:53 น.
Counter : 243 Pageviews.

1 comment
[แนวคิด] คิดแบบมีวิสัยทัศน์ ด้วยการวางแผนกลยุทธ์

คราวนี้มาต่อกัน ว่าคิดให้มีวิสัยทัศน์ จะต้องทำอย่างไร
(ขอโทษทีที่ให้รอนาน นึกว่าไม่มีคนอ่านซะแล้ว จะได้ดองต่ออีกหน่อย อิอิ)

อันนี้ขออกตัวไว้ก่อนนะจ๊ะ ว่าเอาออกมาจากความทรงจำ (ที่เคยต้องทำตอนสอบ) เท่านั้น
อาจจะมีบางส่วนที่ผิดพลาดได้ แต่โดยภาพรวมจะเป็นอย่างนี้จ๊ะ

โดยการคิดแบบมีวิสัยทัศน์นี้ เขาเรียกว่าการ"วางแผนกลยุทธ์" (Strategic Plan)
ที่ใช้ในการวางแผนกลยุทธ์ในองค์กรใหญ่ ๆ เลยล่ะจ๊ะ

ถึงแม้จะไม่ค่อยตรงกับการคิดแบบมีวิสัยทัศน์โดยตรง แต่การเอาอันนี้มานำเสนอและเป็นตัวอ้างอิง
ก็คงทำให้สามารถตระหนักได้ว่า การคิดแบบมีวิสัยทัศน์ต้องคิดถึงอะไรบ้าง
โดยขั้นตอนที่ต้องคิดจะมีดังต่อไปนี้

นโยบาย
สิ่งที่ต้องการทำ
เป้าหมาย
ตัวแปรภายนอก
แผนกลยุทธ์
สรุปผล

(ไม่ขอลงภาษาอังกฤษ เพราะจำไม่ได้บางตัว - ฮา)

ในนี้จะขอยกตัวอย่างแต่ละขั้นตอนด้วย



นโยบาย อันนี้คือในส่วนขององค์กร ที่เขาจะกำหนด นโยบายใหญ่มา แล้วเป็นหน้าที่ของเราอีกทีว่าจะทำอย่าง
ไรกับส่วนที่เราดูแล เพื่อให้สามารถตอบสนองกับนโยบายที่วางไว้ขององค์กรได้

ครอบครัว : พ่อแม่ : ต้องการให้ลูกประสบความสำเร็จในการเรียน



ภาระกิจที่ต้องทำ อันนี้เป็นส่วนที่ตัวเราจะต้องตอบสนองนโยบายจากเบื้องบนมาทำอีกที โดยการกระทำนี้ต้อง
ดูว่าเราอยู่ส่วนไหนขององค์กร และต้องกำหนดการกระทำที่ตัวเราสามารถจะกระทำได้

ตัวเรา : ต้องการเอนท์ติดมหาวิทยาลัยดี ๆ
คนใช้ : สร้างสภาพแวดล้อมที่สนับสนุนให้บุตรธิดาของนายจ้างสามารถติดมหาวิทยาลัยดี ๆ ได้

จะเห็นได้ว่า ตัวเรา จะเลือกการเอนท์ติด ส่วน คนใช้จะเลือกการสร้างสภาพแวดล้อมที่สนับสนุนเราแทน
การที่ตั้งเป้าหมายที่ทำแบบนี้ ถือว่าตั้งได้ถูก เพราะอยู่ในขอบข่ายที่สามารถทำได้จริง
ไม่ใช่คนใช้ "จะสอบเอนท์" "จะติวหนังสือให้" หรือ"จะรับซุกหุ้น" อันนี้เป็นส่วนที่ผิด เพราะคนใช้ไม่มีความสามารถและ
หน้าที่ในการทำในส่วนนี้ และบางภาระกิจ ไม่เกี่ยวข้องกับนโยบายเลย



เป้าหมาย เป้าหมายในที่นี้จะแบ่งด้วยกันสองส่วนคือ
เป้าหมายเชิงคุณภาพ เป็นเป้าหมายที่ไม่มีค่าวัดที่แน่นอน แต่เป็นเป้าหมายที่บอกเพียงว่าเราจะต้องการทำอะไรแค่ไหน
เป้าหมายเชิงปริมาณ เป็นเป้าหมายที่สามารถวัดค่าได้ สามารถเห็นภาพหรือตัวเลขได้ชัดเจนแน่นอน
โดยควรตั้งทั้งสองเป้าหมายนี้ไว้ เพื่อให้เราสามารถวัดได้ว่าภาระกิจที่เราต้องการนั้นประสบความสำเร็จหรือไม่ และต้อง
การแค่ไหนในการกระทำ

เป้าหมายเชิงคุณภาพ : ติดคณะนิเทศ มหาวิทยาลัยพระเกี้ยว หรือธรรมจักร
เป้าหมายเชิงปริมาณ : ได้คะแนนรวมทุกวิชาอย่างน้อย ให้เกินขั้นต่ำของคะแนนเดิม คือ.... คะแนน



ตัวแปรภายนอก เป็นตัวแปรที่เราควบคุมไม่ได้ อันนี้มีไว้เพื่อตรวจสอบว่า มีตัวแปรอะไรบ้างที่จะส่งผลกระทบ
ต่อเรา และเราควรจะคำนึงถึงมันมากแค่ไหนในการวางกลยุทธ์

ตัวเรา : ตัวแปรภายนอก :
- เปลี่ยนระบบเอนท์ทรานซ์ใหม่
- คะแนนต่ำสุดสูงสุดในปีที่สอบเปลี่ยนแปลง



การวางแผนกลยุทธ์ทางเลือก คือการวางแผนกลยุทธ์ ในส่วนนี้ควรจะดูว่าตัวเราจะทำอะไรได้บ้าง โดยการเริ่ม
ตั้งแต่ดูจุดอ่อนจุดแข็งในตัวเรา ผ่าน SWOT ก็ได้ (สำหรับ SWOT อาจจะกล่าวถึงในบทความต่อ ๆ ๆ ๆไป) หลังจากนั้นก็
ดูถึงตัวแปรภายใน และภายนอก นำมาวางแผนเป็นขั้นเป็นตอนว่าเราจะต้องปฏิบัติอะไรบ้างเพื่อให้ถึงจุดหมาย
สำหรับการวางแผนกลยุทธ์นี้ เนื่องจากหัวข้อบอกไว้ว่า "การวางแผนกลยุทธ์ทางเลือก" ดังนั้นจึงไม่ควรวางแผนแค่แผน
เดียว แต่ควรวางแผนไว้หลาย ๆ แผนเพื่อที่จะตรวจสอบความเหมาะสมและเลือกใช้ได้ในภายหลัง

แผนกลยุทธ์แรก : เริ่มจากการอ่านวิชาหลักก่อน เพื่อให้ได้คะแนนมาก ๆ หลังจากนั้นดูคะแนนว่าถึงไหน หากวิชาไหนได้
น้อยจะเร่งอ่านไปเก็บในสอบครั้งที่สอง ส่วนวิชาเฉพาะคิดว่าอ่านพร้อมกันกับวิชาหลักในการสอบครั้งแรกไม่ไหวจึงต้อง
เร่งอ่านในการสอบครั้งที่สองแทน ส่วนวิชาที่เอาแค่คะแนนขั้นต่ำ แต่ไม่ได้เอาคะแนนรวมไปเพื่อสอบเข้า ไม่จำเป็นต้อง
อ่าน โดยการอ่านทั้งหมด ตั้งใจจะอ่านวันละ 4 ชั่วโมง โดยแบ่งเป็นการอ่านเนื้อหา 2 ชั่วโมง ทำข้อสอบเก่า 2 ชั่วโมง และ
ไปเรียนที่ติวเตอร์ชื่อดัง โดยเริ่มตั้งแต่.... ถึง....

แผนกลยุทธ์ที่สอง : อันดับแรกลาออกจากมหาวิทยาลัยเดิม แล้วให้พ่อทีเป็นนายกอย่าเพิ่งเปลี่ยนระบบเอนทรานซ์ใหม่
(ถ้ามันควบคุมได้ ดังนั้นข้อนี้จะไม่ถือว่าเป็นปัจจัยภายนอกอีกต่อไป) เพราะระบบใหม่จะต้องคิดคะแนนจากที่เก่าด้วย ทำ
ให้ได้คะแนนห่วยและเป็นตัวถ่วง หลังจากนั้นก็ติดต่อกับหัวหน้าคณะกรรมการที่ดูแลเกี่ยวกับข้อสอบเอนทรานซ์แอบเอา
ข้อสอบออกมาให้ดู จำเฉพาะแบบปรนัยเพราะจำได้ง่ายกว่า โดยการที่จะให้คน ๆ นั้นเห็นด้วย ก็ให้สัญญาว่าหากจะช่วย
เหลือโดยการปรับตำแหน่งให้

หมายเหตุ : ที่จริงแผนกลยุทธ์ควรจะซับซ้อนกว่านี้ และพูดถึงตัวแปร และจุดเด่นจุดด้อยของเรามากกว่านี้



สรุปผล คือการสรุปผลจากแผนกลยุทธ์ที่วางไว้ทั้งหลาย โดยการเปรียบเทียบถึงความเหมาะสมในแต่ละแผนกัน
เพื่อดูว่าแผนไหนเหมาะสมและเป็นไปได้มากที่สุด จึงค่อยเลือกใช้แผนนั้นมาปฏิบัติจริง ซึ่งในองค์กร บางครั้งการสรุปผล
นี้จะให้ผู้บริหารระดับสูงในการตัดสินใจเลือกแทน

สรุปผล : แผนกลยุทธ์แรก มีความเป็นไปได้ต่ำที่จะสำเร็จ เนื่องจากรู้แก่ใจดี ว่าตัวเองโง่ อ่านไปก็คงไม่รู้เรื่อง จะให้ติว
พิเศษยังที่ติวชื่อดังก็ขี้เกียจ แต่ในแผนกลยุทธ์ที่สอง มีพ่อเป็นนายกที่สามารถควบคุมสื่อได้ และสามารถยื่นข้อเสนอดัง
กล่าวเพื่อขอข้อสอบมาดูก่อนได้ และไม่ต้องใช้ความพยายามมาก แค่จำไปตอบ หรือเอาโพยคำตอบไปสอบก็พอแล้ว
ดังนั้นจึงเลือกแผนกลยุทธ์ที่สอง


สำหรับบทความนี้ ไม่ได้ต้องการจะโยงการเมืองแต่อย่างใด (ฮา)
ซึ่งอย่างน้อย การวางแผนกลยุทธ์นี้ คงทำให้ทุกคนได้สามารถเห็นถึงมุมมองของการมีวิสัยทัศน์ได้บ้างว่าต้องคำนึงถึงอะไร
แม้จะไม่ใช่โดยตรง และถึงจะไม่ใช่ทั้งหมด แต่อย่างน้อยคงจะสามารถปรับเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้มากขึ้นได้




Create Date : 27 เมษายน 2552
Last Update : 29 เมษายน 2552 13:59:55 น.
Counter : 628 Pageviews.

2 comment
[แนวคิด] ยังมีแค่ความคิดที่ดีกันหรือเปล่า มามีวิสัยทัศน์กันได้แล้ว

ความคิดที่ดี (Great Idea) กับ วิสัยทัศน์ (Vision)


เคยสงสัยไหมว่า สิ่งที่คุณคิดว่า "โอ้ว ความคิดนี้สุดยอดไปเลย !" หรือคนอื่นทักว่า "คิดได้ยังไง" มักจะทำจริงได้ไม่สำเร็จ
ทำไม ? เพราะอะไร ?

ในบทความนี้จะขอให้คุณได้เห็นว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้น และทำยังไงถึงจะให้ความคิดที่คุณคิดออกมานั้นสามารถสำเร็จผลได้จริง


อันดับแรกขอนิยามคำศัพท์ก่อนเลยว่า
สิ่งที่คุณคิดนั้น แท้จริงแล้วมันถูกเรียกว่า "Great Idea"


ถาม: Great Idea มันก็ฟังดูเข้าท่าแล้วไม่ใช่เหรอ ? ทำไมมันถึงทำได้ไม่สำเร็จผลล่ะ ?
ตอบ: นั่นก็เพราะคุณคิดแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น แต่คุณยังไม่ได้คิดที่จะควบคุมความเสี่ยงอื่นเลย

ถาม: ความเสี่ยงแปลว่าอะไร ?
ตอบ: ความเสี่ยงแปลว่า โอกาสที่จะเกิดปัญหา หรือสิ่งที่ทำให้ความคิดของคุณไม่สามารถสำเร็จได้ตามเป้าหมายที่วางไว้


แน่นอนเวลาทำจริง มักจะมีปัญหาที่คุณไม่ได้คาดคิดมากมาย และเจ้าปัญหาที่ไม่ได้คาดคิดนี้แหละ ที่ทำให้งานคุณทำไม่ได้ตามที่มุ่งหวังไว้
หากคุณคำนึงถึงปัญหาเหล่านี้และคิดถึงวิธีรับมือมันทั้งไม่ให้เกิดหรือแก้ไขปัญหาไว้ก่อนล่วงหน้า "ความคิดที่ดี" หรือ "Great Idea" ของคุณจะไม่ใช่ แค่"ความคิดที่ดี"อีกต่อไป

แต่มันจะถูกเรียกว่า "วิสัยทัศน์" หรือ "Vision"


"วิสัยทัศน์"
ต่างจาก"ความคิดที่ดี"อย่างมาก ตรงที่มันคำนึงถึง"ความเสี่ยง"อย่างที่"ความคิดที่ดี"ไม่ได้คาดคิดไว้ด้วย
"วิสัยทัศน์"ไม่จำเป็นต้องความคิดที่ดู"หวือหวา" เหมือน"ความคิดที่ดี"ก็ได้ แต่ขอให้มันคิดอย่าง"ลึกซึ้ง"ก็พอ


บางทีวิสัยทัศน์อาจจะเป็นความคิดที่ธรรมดาที่สุดในสายตาคนทั่วไปก็ได้เช่นกัน



เนื่องจาก"วิสัยทัศน์"เป็นสิ่งที่คิดไว้อย่างลึกซึ่ง การให้มาอธิบายว่าทำไมถึงคิดอย่างนี้อะไรนั้น จึงเป็นสิ่งที่ยากที่จะเอามาพูด แต่เหมาะกว่าที่จะเอามาทำ
กลับกัน "ความคิดที่ดี" เป็นสิ่งที่คิดไว้เพียงแค่ตื้นเขิน ทำได้แค่แก้ไขเฉพาะหน้า เด่นแค่"ความหวือหวา" จึงเหมาะที่จะเอามาเพียงแค่พูด แต่ไม่เหมาะเลยที่จะเอามาทำ


ดังนั้นถ้าคุณเป็นนักพูดมากกว่านักทำ จงใช้ ความคิดที่ดี หรือ Great Idea ซะ
แต่ถ้าคุณไม่เน้นพูด สนใจที่จำทำ และทำให้สำเร็จอย่างเดียว การใช้ วิสัยทัศน์ หรือ Vision จึงเป็นสิ่งที่เหมาะสมกว่า


----------


สรุปคำศัพท์ในวันนี้

ความเสี่ยง : โอกาสที่จะทำให้เกิดปัญหา หรือสิ่งที่จะทำให้สิ่งที่ตั้งใจไว้ไม่เป็นไปตามแผน

ความคิดที่ดี (Great Idea) : ความคิดที่ดู"หวือหวา"น่าฟัง จนอดปากไม่ได้ที่จะต้องพูดว่า "คิดได้ไง" แต่กลับซ่อนความ"ตื้นเขิน"ไม่ได้คิดในการควบคุมความเสี่ยงอื่นไว้ จนอาจจะทำให้ไม่สามารถทำจริงได้

วิสัยทัศน์ (Vision) : ความคิดที่อาจจะดูธรรมดา แต่กลับ"ลึกซึ้ง"และเต็มไปด้วยการควบคุมความเสี่ยง ทำให้เหมาะกับการที่จะนำมาทำจริง


----------

คราวหน้าจะต่อเรื่อง "คิดแบบมีวิสัยทัศน์จะต้องมีอะไรบ้าง" ติดตามกันได้จ๊ะ




Create Date : 04 เมษายน 2552
Last Update : 29 เมษายน 2552 13:59:26 น.
Counter : 275 Pageviews.

4 comment
1  2  

ซ่อนนาม
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed

 ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]