creatio ex nihilo

ศล
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 85 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ศล's blog to your web]
Links
 

 

ม่านประเพณี



บทละคร 10 ฉากจากนิทานรักพื้นบ้านอมตะของจีน เรื่องราวของเหลียงซานเปอกับจูอิงไฐ ที่บันดาลใจนักเขียน กวี ศิลปิน สู่การถ่ายทอดบอกกล่าวผ่านสื่อเกือบทุกแขนง ไม่ว่าจะเป็นดนตรี The Butterfly Lovers' Violin Concerto ผลงานประพันธ์ของ Chen Gang (陈钢) กับ He Zhanhao (何占豪) ภาพยนตร์ไม่รู้กี่เวอร์ชั่นต่อเวอร์ชั่น ล่าสุดที่ผมดูออกแนวกำลังภายในครับ แถมผสมผสานโรเมโอกับจูเลียตเป็นเครื่องเทศ ใน 'ม่านประเพณี ตำนานรักกระบี่ผีเสื้อ' อู๋จุนเป็นเหลียงซานเปอ โดยย่อ ตัวละครจูอิงไฐเป็นดรุณีแรกรุ่นที่ใฝ่เรียนรู้ มีหัวสมัยใหม่ ปลอมตัวเป็นชายไปเรียนหนังสือกระทั่งปิ๊งกับเหลียงซานเปอเพื่อนรุ่นพี่ที่ลงทะเบียนเรียนพร้อมกัน ต่อกลอนสานสัมพันธ์ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกะหนุงกะหนิง หลังจากจูอิงไฐกลับบ้าน (เพราะพ่อเรียกตัว) ก็ถูกจับหมั้นหมายกับคุณชายบ้านหม่า เป็นเหตุให้พระเอกของเราตรอมใจตาย ขณะที่จูอิงไฐนั่งเกี้ยวเดินทางไปยังบ้านเจ้าบ่าว ตอนแวะหลุมศพของเหลียงซานเปอ พายุกระหน่ำ หลุมระเบิด เกิดผีเสื้อสองตัวบินคู่เคียงกัน โศกนาฎกรรมอันซาบซึ้งและชวนหดหู่ใจ ผลงานเล่มนี้แปลและเรียบเรียงโดย เดโช บุญชูช่วย สำนวนภาษาเรียบง่ายและงดงามครับ

ผมให้




 

Create Date : 01 พฤษภาคม 2553    
Last Update : 1 พฤษภาคม 2553 1:58:47 น.
Counter : 1403 Pageviews.  

How to Lie with Statistics



สาวน้อยสดใสวัยขบเผาะ ซูซี่ บราวน์ อายุ 17 ปี เขียนจดหมายไปถามผู้รู้ในนิตยสารเล่มหนึ่ง "อาจารย์คะ จริงมั้ยคะที่เรียนคอลเลจแล้วโอกาสมีสามีลดลง?" ผู้รู้ตอบ "โอกาสมีนิเวศสถานเป็นคานทองสำหรับซูซี่เลดี้ตัวน้อยมีสูงมากจ่ะ แต่ถ้าเป็นคุณผู้ชายละก็ โอกาสกลับตาลปัตรทีเดียวเชียว เพราะผู้ชายมีโอกาสแต่งงานสูงกว่าถ้าจบคอลเลจ" ตอบแค่นี้ไม่ได้ครับ เสียภูมิผู้รู้ จึงพูดต่อ "จากการศึกษาของมหาวิทยาลัยคอร์เนลล์ กลุ่มตัวอย่างวัยกลางคนที่จบคอลเลจจำนวน 1500 คน พบว่า 93% ของผู้ชาย แต่งงาน (เทียบกับ 83% สำหรับกลุ่มประชากรทั่วไป) แต่ในกลุ่มผู้หญิงนั้น มีเพียง 65% ที่ได้แต่งงาน ในบรรดาสาวใหญ่ทึนทึก เป็นผู้จบคอลเลจสูงกว่าผู้ไม่จบถึงสามเท่า" เอาละสิ ถ้าเป็นแบบนี้น้องซูซี่จะต้องตัดสินใจครั้งใหญ่ในชีวิต เลือกระหว่างโอกาสมีสามีในอนาคตกับการศึกษา? ตัวอย่างแบบนี้แหละครับที่คุณจะได้พบอีกมากมายในหนังสือ How to Lie with Statistics ของ Darrell Huff เรื่องที่ผมยกประเดิมนี้ ถ้าเป็นคนที่ฉมังตรรกศาสตร์สักหน่อยจะบอกว่า เฮ้ยนี่! fallacy แบบ post hoc (ประโยคเต็ม ๆ ของมันคือ post hoc ergo propter hoc เป็นภาษาละตินครับ แปลว่า "ต่อจากสิ่งนี้ ฉะนั้นมันต้องเป็นเพราะเหตุนี้") ซึ่งปกติ post hoc ดูออกไม่ยากครับ มันอยู่ในรูป "ถ้า B เกิดหลังจาก A เกิด" แล้วด่วนสรุป "ฉะนั้น A เป็นสาเหตุของ B" แต่พอมาเจอวาทะเบี่ยงประเด็นกับสถิตินี่สิ หากคุมสติไม่อยู่ก็เตลิดได้ครับ การศึกษาของคอร์เนลล์พบความสัมพันธ์ระหว่างการเรียนคอลเลจ (A) กับโอกาสทางเพศในการแต่งงานจริง (B) กล่าวคือ ตัวแปรสองตัวนี้มีความสัมพันธ์กันจริง และ A เกิดก่อน B จริง แต่ไม่ได้แปลว่า A ทำให้เกิด B นะครับ และผู้รู้ที่อ้างคอร์เนลล์ ก็แค่ดึงคอร์เนลล์มาเสริมน้ำหนัก ข้อมูลความสัมพันธ์นั้นถูกต้อง แต่ข้อสรุปผิดอย่างไม่น่าให้อภัย ผู้หญิง 35% ที่จบคอลเลจที่สำรวจและหาสามีไม่ได้ ไม่ได้แปลว่าถ้าคุณเธอเหล่านี้ไม่จบคอลเลจแล้วคุณเธอจะหาสามีได้นะครับ ถ้าน้องซูซี่ ขาว สวย หมวย อึ๋ม เซ็กซี่ นิสัยดี รักเด็ก เลือกคอลเลจไปเลย ไม่ต้องกังวลเรื่องอดสร้างครอบครัว

สถิติที่ปรากฎตามสื่อต่าง ๆ หลอกล่อและลวงคุณได้อย่างไรบ้าง? หนังสือเล่มนี้จะพาทัวร์ตั้งแต่ประเด็นการเลือกกลุ่มตัวอย่างที่ลำเอียงโดยธรรมชาติ (มักพบบ่อยในการทำโพล) การเลือกค่าเฉลี่ยที่ผู้โฆษณาเห็นว่าเสริมภาพลักษณ์ของสินค้า เทคนิคการโชว์ข้อมูลจริง (แต่ไม่จริง) จากการทดลองสุ่มที่ใช้กลุ่มตัวอย่างน้อย การแสดงผลข้อมูลด้วยกราฟบางส่วน หรือโดยรูปภาพมิติเดียว (แต่ให้อารมณ์หลายมิติ) การทำให้งงด้วยคณิตศาสตร์ ขอพูดสักตัวอย่างนะครับ นิวยอร์ก ไทม์ เขียนข่าว "คนงานได้ค่าจ้างเพิ่ม 5% ซึ่งชดเชยหนึ่งในสี่ของ 20% ที่ถูกตัดในฤดูหนาวที่แล้ว" คุณคิดว่าไงครับ ถ้าไม่คิดดี ๆ นี่ดูโอเคเลย เพราะครั้งที่แล้วถูกตัดเงินไป 20% ครั้งนี้ก็เลยเพิ่มให้ 1/4 ของที่ตัดไป คือ 5% ถ้าใครคิดตามจะพบว่าจริง ๆ แล้วไม่ใช่เพิ่มให้ 1/4 ของที่ตัดไป แต่เป็น 1/5 ต่างหาก คุณ Huff บอก คิดง่าย ๆ สมมติค่าจ้างปีที่แล้ว 1 บาท ถูกตัด 20% ก็เหลือ 0.8 บาท ได้เพิ่มอีก 5% คือเพิ่มอีก 0.04 บาท ซึ่งตัวเลขที่ได้เพิ่มนี้เป็นแค่ 1/5 ของ 0.2 บาท (ไม่ใช่ 1/4)

How to Lie with Statistics จะช่วยให้คุณมองค่าสถิติที่เห็นใหม่ โดยการชวนให้ทุกครั้งที่คุณอ่าน คุณวิเคราะห์ ฉุกคิดด้วยคำถาม 5 คำถาม หนึ่ง ใครบอก? สอง รู้ได้ไง? สาม ขาดอะไรไปป่าว? (ตัวอย่าง มีโฆษณาต้องการสื่อว่าปีนี้ธุรกิจดีกว่าปีที่แล้ว โดยเปรียบเทียบยอดขายของเดือนเมษายนของปีนี้ดีกว่าปีที่ผ่านมา - ฟังดูดีครับ แต่ขาดอะไรไปป่าว? ปีที่แล้วอีสเตอร์เดือนมีนาคม แต่ปีนี้อีสเตอร์เดือนเมษายน!) สี่ มีใครต้องการเบี่ยงประเด็นมั้ย? (เช่น post hoc) คำถามสุดท้าย มันสมเหตุสมผลเหรอ? หนังสือเล่มนี้ไม่ใช่หนังสือสถิติ แต่เป็นหนังสือชำแหละสถิติที่คุณเจอในชีวิตประจำวัน อ่านสนุก เหมาะสำหรับผู้อ่านทั่วไปครับ

ผมให้




 

Create Date : 29 เมษายน 2553    
Last Update : 29 เมษายน 2553 2:01:03 น.
Counter : 1156 Pageviews.  

ความคิดทางการเมืองของฌาคส์ ร็องซีแยร์



สำหรับผม หนังสือเล่มนี้อ่านยากครับ อาจจะด้วยพื้นฐานทางการเมืองและสังคมวิทยาที่มีอยู่น้อย เมื่ออ่านจบแล้วก็ไม่แน่ใจว่าเก็บเกี่ยวความรู้จากมันได้กี่ขัน หรืออีกทีก็เป็นไปได้ว่าความคิดการเมืองในมิติสุนทรียศาสตร์เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ยากโดยธรรมชาติ ผมเชื่อว่าอาจารย์ไชยรัตน์ตั้งใจถ่ายทอดอย่างดี งานนี้ลูกศิษย์โง่เอง สิ่งที่ผมจะพูดต่อไปอยากให้คุณระลึกไว้ข้อหนึ่งในใจ ว่ามันวางอยู่บนฐานอันอัตคัดขัดสนของผมทั้งเพ

ผมเกลียดคำว่า 'ส่วนที่ถูกนับเพื่อที่จะไม่นับรวมให้เป็นส่วน' มันให้ความรู้สึกเหมือนคนที่เรียกโดนัทด้วยคำ (หลายคำ/กลุ่มคำ) ว่า 'ขนมแป้งหมักยีสต์ทอดรูปทรงห่วงยางโรยน้ำตาล' เพราะมัน (จริง ๆ แล้วหมายถึง ผม) ต้องใช้ความพยายาม สติ สมาธิ ผนึกลมปราณอย่างแรงกล้าที่จะซึมซับความหมายของคำ ๆ นี้เมื่อพบเห็นมันเสนอหน้าอยู่ในรูปประโยคที่ซับซ้อน ครั้นธาตุไฟใกล้เข้าแทรก ผมจึงคิดคำของผมขึ้นมาใหม่เพื่อใช้แทนคำดังกล่าว ผมแทน 'ส่วนที่ถูกนับเพื่อที่จะไม่นับรวมให้เป็นส่วน' ด้วย 'เหี้ยกลางฝูงหงศ์' ครับ แต่เนื่องด้วยเหี้ยไม่น่ารัก เวลานึกภาพตามแล้วมันคอยแต่จะทำร้ายสมองน้อย ๆ จึงเปลี่ยนซะใหม่เป็น 'กระต่าย' เป็นเรื่องในสังคมของ 'หงศ์' ที่กระบวนการทางสังคมสร้าง 'กระต่าย' ขึ้นมาและจับกระต่ายวางไว้ ณ ชายขอบ (พูดว่ากระต่ายเป็นส่วนที่ผิดพลาดของระบบทางสังคม) สำหรับหงศ์ กระต่ายเป็นสัตว์ที่ส่งเสียงได้แต่พูดไม่ได้ บรรดากระต่ายเหล่านี้มิได้มีหูสีขาว ฟันคม กระโดดไปกระโดดมาทำท่าน่ารักนะครับ หน้าตามันเหมือนหงศ์ทุกประการ บินได้ เล่นน้ำได้ ต่างกับหงศ์ก็เพียงแค่มันมีป้ายแขวนคอที่เขียนสลักคำว่า 'กระต่าย' ฉะนั้นในสังคมของหงศ์ กระต่ายไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของสังคม บรรดากระต่ายจึงเป็นส่วนที่ถูกนับเพื่อจะไม่นับรวมให้เป็นส่วน และส่วนที่ว่านี้คือสัตว์ (ส่งเสียงได้) เป็นส่วนที่เงียบ (พูดไม่ได้) เป็นส่วนที่ไม่มีของสังคม ร็องซีแยร์บอกว่าสังคมอยู่ภายใต้ตรรกะแบบตำรวจ สภาวะที่ปลอดกระต่าย (ปลอด 'การรับรู้' ว่ามีกระต่าย) เท่ากับสภาพปลอดการเมือง! จนกระทั่งกระต่ายเริ่มออกมาพูดกลางฝูงหงศ์ และตั้งคำถามว่า "พวกเราที่มีป้ายคล้องคอว่ากระต่ายมิใช่หงศ์ดอกหรือ?" สร้างเวทีปราศรัยของกระต่ายกลางฝูงหงศ์ นี่คือจุดเริ่มต้นของการเมืองสำหรับร็องซีแยร์ครับ กล่าวคือ มีการปะทะกันของตรรกะแบบตำรวจกับตรรกะแบบการเมือง (ตรรกะของความเสมอภาค) ผ่านการพูดด้วยตรรกะของการไม่เห็นด้วยของหงศ์ที่ถูกแปะป้ายกระต่าย ซึ่งการพูดด้วยตรรกะเช่นนี้เองที่ทำให้ระบบการแบ่งแยกการรับรู้ในสังคมถูกรบกวน เป็นการท้าทาย ซึ่งความหมายที่ว่าการแบ่งแยกการรับรู้ของคนในสังคมนี่แหละครับที่เป็นความหมายของคำว่าสุนทรียศาสตร์ที่ร็องซีแยร์ใช้ ฉะนั้นร็องซีแยร์จึงมองว่าสุนทรียศาสตร์มีความสำคัญกับการเมือง นำไปสู่ความคิด 'การเมืองของสุนทรียศาสตร์' และ 'การเมืองของวรรณกรรม' อยากรู้ว่าคืออะไรต่อไป ลองหามาอ่านกันครับ

ถึงแม้ผมจะอ่านรู้เรื่องแค่ 10-20% แต่ก็คิดว่ามันเปิดมุมมองใหม่ ๆ คำศัพท์ใหม่ ๆ และความคิดใหม่ ๆ ดีนะครับ โดยเฉพาะคนนอก (คนที่ถูกนับเพื่อที่จะไม่นับรวมให้เป็นส่วนของกลุ่มนักศึกษา-นักวิชาการรัฐศาสตร์หรือสังคมศาสตร์) หนังสือก็เปรียบได้กับการผจญภัย!

ผมให้




 

Create Date : 26 เมษายน 2553    
Last Update : 27 เมษายน 2553 3:36:15 น.
Counter : 1914 Pageviews.  

คำวิเศษ Say the Magic Words



พูดว่าไงดี เชื้อสนุกไม่ทิ้งแถว สนุกมาตั้งแต่ เจ็บนิดเดียวเดี๋ยวก็เช้า ศัพท์หมู และแล้วก็ถึงคิว คำวิเศษ แทบไม่รู้ตัวและเสียดายเมื่อพลิกมาเจอหน้าสุดท้าย หนังสือเล่มนี้เหมาะสำหรับคนที่กำลังหาแหล่งปลดปล่อยความใคร่ทางสายตาและสติปัญญา (แปลว่าคลายเครียดและอาจจะเครียดไปพร้อม ๆ กัน - ถ้าคุณคิดมาก) คุณภูมิชายเขียนได้ฮา จี้เส้น เป็นธรรมชาติ แต่ละมุกไม่ธรรมดาครับ ผมแปลกใจบทสุดท้ายหน่อยเดียว วิญญาณซิกมุ้นด์ ฟรอยด์ เข้าสิงหรือไง กลายเป็นจิตวิเคราะห์ไปซะงั้น

ผมให้
เบียร์สิงห์ให้




 

Create Date : 23 เมษายน 2553    
Last Update : 23 เมษายน 2553 20:55:26 น.
Counter : 1278 Pageviews.  

เศรษฐกิจติดขัด (The Gridlock Economy)



ดังที่ทราบกันว่ากรรมสิทธิ์ส่วนบุคคลสร้างความมั่งคั่ง กรรมสิทธิ์ยิ่งมากยิ่งดีอย่างนั้นหรือ หนังสือเล่มนี้พาคุณแวะไปสำรวจอีกด้านหนึ่งของภาวะที่มีกรรมสิทธิ์มากเกินไปครับ ซึ่งบ่อยครั้งที่ภาวะดังกล่าวก่อให้เกิด gridlock (เศรษฐกิจติดขัด) และภาวะติดขัดนี่เองที่เป็นโศกนาฎกรรมอสาธารณสมบัติ (tragedy of the anticommons) ตรงกันข้ามกับโศกนาฎกรรมสาธารณสมบัติ สาธารณะสมบัติคือสมบัติที่ไม่มีใครเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์โดยตรง ทุกคนสามารถเข้าไปตักตวงเอาผลประโยชน์เต็มที่ ฉะนั้นก่อให้เกิดการใช้ทรัพยากรมากเกินไป อันนี้เรามองเห็นได้ไม่ยาก แต่ภาวะที่ตรงข้ามคือภาวะที่เจ้าของกรรมสิทธิ์มากเกินไปกระทั่งเกิดการกีดกันกันและกันทำให้ใช้ทรัพยากรได้น้อยเกินไป ผู้เขียนพาคุณท่องโศกนาฎกรรมที่ว่ามานี้แหละครับ ตั้งแต่เรื่องโครงการวิจัยยารักษาโรคที่ต้องล้มไปเพราะไม่อาจรวบรวมสิทธิบัตรต่าง ๆ ที่เป็นองค์ประกอบยิบย่อยในโครงการนั้น การจัดสรรคลื่นความถี่วิทยุ (ในอเมริกา) ที่ใช้คุณประโยชน์ของมันได้น้อยมากกว่าค่าที่แท้จริงของมัน ไม่ใช่จากความอ่อนด้อยของเทคโนโลยี แต่มาจากภาวะติดขัดดังกล่าว การใช้ที่ดิน เส้นทางบินแออัด การวางแผงลอยขายของในมอสโกหลังปฏิรูปอันเป็นทางออกของ gridlock เนื่องจากสิทธิ์ที่ซ้อนทับกันมากมายในร้านค้า ฯลฯ บทที่อ่านสนุกที่สุดคือบทสงครามหอยนางรมครับ วิเคราะห์วัฏจักรหอยนางรมที่วนเวียนระหว่างโศกนาฎกรรมสาธารณะและอสาธารณะ ซึ่งผู้เขียนชี้ให้เห็นว่าให้บทเรียนที่มีค่าในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจติดขัด เป็นหนังสือเศรษฐศาสตร์ ผสมผสานกฎหมายที่น่าอ่าน ผู้เขียนเขียนด้วยอารมณ์ขันแบบแสบ ๆ คัน ๆ (จะว่าอ่านเพลินก็ไม่เพลินเท่าไรนัก เพราะบางบทเล่นเอามึนตึ๊บทีเดียว) ผลงานแปลคุณสฤณี ฝีไม้ลายมือที่แฟน ๆ รู้กัน ห้ามพลาดครับ

ขออนุญาตแสดงความคิดเห็นต่อส่วนขยายความที่ผมไม่เห็นด้วยนิดนึง (ผมอาจเข้าใจผิดเองก็ได้นะครับ) จากคำอธิบายของผู้เชี่ยวชาญในบทแรกที่ว่า "การเคลียร์สิทธิ เป็นเชอร์ล็อก โฮล์มส์ครึ่งหนึ่ง และเป็นมอนตี้ ฮอลล์อีกครึ่งหนึ่ง" ซึ่งตรงนี้คุณสฤณีขยายความว่า "อุปมาเป็นงานนักสืบครึ่งหนึ่ง ตัวตลกครึ่งหนึ่ง" นักสืบนะใช่ เพราะผู้เคลียร์สิทธิ์ไล่ล่าตามหาว่าใครเป็นผู้ถือสิทธิ์บ้าง แต่ตัวตลกนี่ผมว่าไม่ใช่ (แม้โดยภาพรวม ผ่านมุมมองของเทวดามันจะเป็นตลกแปร๊บ ๆ ก็ตาม) ตอนอ่านถึง มอนตี้ ฮอลล์ ผมไม่ได้นึกภาพตัวตลก แต่ผมนึกถึงปัญหาคณิตศาสตร์คลาสสิกข้อหนึ่ง Monty Hall Problem ซึ่งมาจากเกมโชว์ทางทีวี Let's Make a Deal และเชื่อว่าผู้พูดต้องการเล่นมุก Let's Make a Deal มากกว่าครับ คือ หลังจากที่สืบเสาะจนเจอผู้ครองสิทธิ์แล้วภารกิจไม่เสร็จแค่นั้น ต้องมา "เจรจา" กันอีก ตรงนี้จึงน่าจะเป็นอุปมาว่า "เป็นงานนักสืบครึ่งหนึ่ง นักต่อรองอีกครึ่งหนึ่ง" รึเปล่า?

ปล. สำหรับคนที่อยากรู้จักปัญหาจาก Let's Make a Deal ของ Monty Hall คลิกที่ลิงค์ด้านล่างครับ

     monty hall Problem ปัญหามอนตี้ ฮอลล์ และการเฉลยด้วยภาพ
     bayes' Theorem แก้ปัญหามอนตี้ ฮอลล์ ด้วยทฤษฎีบทของเบย์ส
     21 ปัญหามอนตี้ ฮอลล์ในหนังของเควิน สเปซี่

ผมให้




 

Create Date : 22 เมษายน 2553    
Last Update : 23 เมษายน 2553 11:25:18 น.
Counter : 1348 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  38  39  40  41  42  43  44  45  46  47  48  49  50  51  52  53  54  55  56  57  58  59  60  61  62  63  64  65  66  67  68  69  70  71  72  73  74  75  76  77  78  79  80  81  82  83  84  85  86  87  88  89  90  91  92  93  94  95  96  97  98  99  100  101  102  103  104  105  106  107  108  109  110  111  112  113  114  115  116  117  118  119  120  121  122  123  124  125  126  127  128  129  130  131  132  133  134  135  136  137  138  139  140  141  142  143  144  145  146  147  148  149  
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.