creatio ex nihilo

ศล
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 85 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ศล's blog to your web]
Links
 

 

Zero Degrees of Empathy



โปรเฟสเซอร์ Simon Baron-Cohen บอกว่าจุดประสงค์เดียวของหนังสือเล่มนี้คือการพยายามทำความเข้าใจความชั่วร้าย ความชั่วร้ายเกิดขึ้นเมื่อคนคนหนึ่งกระทำต่อคนอีกคนหนึ่งอย่างเป็นวัตถุ โดยเสนอทฤษฎีวงจรความเข้าใจความรู้สึกของผู้อื่น (Empathy Circuit) ในสมองที่ถูกสั่งปิด อาจจะถาวรหรือชั่วคราวก็ตามแต่ ทำให้คนที่มีกิจกรรมวงจรสมองส่วนนี้ต่ำสามารถกระทำสิ่งเลว ๆ ได้ รายละเอียดว่าสมองส่วนไหน ชื่ออะไรบ้างนั้น แกบรรยายละเอียดยิบในบทที่ 2-4 เช่น ผู้ป่วยที่สมองส่วน OFC/vMPFC ถูกทำลาย จะตัดสินว่าเป็นเรื่องยอมรับได้ทางศีลธรรมที่ตัวเองจะฆ่าคนหนึ่งคนเพื่อช่วยเหลือคนห้าคน (เวรกรรม! ผมดันคิดว่ายอมรับได้ซะด้วยสิ) จากงานวิจัยสำรวจ EQ (Empathy Quotient) ของกลุ่มตัวอย่างพบว่า คะแนน EQ มีการกระจายปกติ ซึ่งแกนิยามจุดต่ำสุดของคะแนนนั่นแหละครับว่า Zero Degrees แต่ก็ใช่ว่าคน Zero Deg จะมีแต่ประเภทเชิงลบ เชิงบวกก็มีครับ คนเชิงลบแกเรียกว่า Zero-Negative ซึ่งแบ่งออกได้อีกอย่างน้อย 3 กลุ่มคือ Borderline, Psychopath กับ Narcissist ทั้งสามพวกนี้แกเสนอว่ามีองค์ร่วมกัน องค์นั้นคือวงจรเอื้ออาทรหยุดทำงาน ส่วนพวกบวกหรือ Zero-Positive เหตุที่ได้ชื่อว่า positive เพราะมีคะแนน systemizing quotient (พูดง่าย ๆ ว่าความสามารถในการจำแนกรูปแบบ) สูงลิ่ว พวกนี้ไม่ได้อยากทำร้ายให้ใครเจ็บช้ำน้ำใจหรือร่างกาย แต่พวก systemizing สูงจะเห็นสิ่งที่ไม่คาดหวังหรือไม่อยากข้องแวะด้วยว่าเป็น toxic กลุ่มคนพวกนี้ก็คือพวก autistic กับ Asperger Syndrome (ลองนึกถึงบทของดัสติน ฮอฟฟ์แมนใน Rainman ครับ) จากนั้นโปรเฟสเซอร์ยังชี้ให้มองหลักฐานทางพันธุกรรมเพิ่มเติมในบทที่ 5 ว่ามียีนอยู่กลุ่มหนึ่งที่มีส่วนรับผิดชอบต่อ empathy และพาไปสำรวจลักษณะเช่นนี้ในสัตว์ เช่น ลิงบางพวกจะไม่ยอมดึงโซ่เพื่อเอาอาหาร ถ้ามันรู้ว่าการดึงโซ่นั้นจะทำให้เพื่อนลิงของมันโดนไฟช๊อต หัวข้อสุดท้าย ผู้เขียนแสดงเจตจำนงอยากย้ำกับผู้อ่านให้เห็นคุณค่าของความเข้าอกเข้าใจผู้อื่น บอกว่าสิ่งนี้แหละคือตัวทำละลายสากล (Empathy is like a universal solvent.) ปัญหาขัดแย้งต่าง ๆ empathy ช่วยแก้ไขได้ โดยรวม หนังสืออ่านง่าย และมีประเด็นน่าสนใจเย้ายวนให้พลิกหน้าต่อไปตลอด ไม่ใช่งานวิชาการที่น่าเบื่อ อธิบายประกอบตัวอย่างจริงชัดเจน ในภาคผนวก I มีแบบทดสอบ EQ ให้ลองทำด้วย ผมทำแล้วได้ 41 อยู่กลุ่มค่าเฉลี่ย (33-52) ส่วนเบียร์สิงห์ได้ 31 (ถึงว่า ...) ใครอยากหาหนังสือวิชาการมาอ่านเล่นแก้นอนไม่หลับ เล่มนี้แนะนำครับ

ผมให้




 

Create Date : 11 พฤษภาคม 2554    
Last Update : 12 พฤษภาคม 2554 0:26:58 น.
Counter : 1346 Pageviews.  

จริงตนาการ



วันเสาร์ที่ผ่านมา (7/5/54) Mister Tompkin ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้หยิบ "จริงตนาการ" ติดไม้ติดมือมาฝากผมพร้อมลายเซ็นต์ ขอบคุณมากครับ กว่าจะได้เริ่มอ่านก็ล่วงถึงคืนวันจันทร์กับคืนวันอังคาร บทความขนาดสั้น 40 บท คล้าย ๆ บันทึกกึ่งไดอารี่ที่ผู้เขียนตั้งคำถามต่อเรื่องราวหรือเหตุการณ์ต่าง ๆ ผ่านมุมมองแนวคิดบางอย่างทางวิทยาศาสตร์ แต่ละบทก็ขึ้นอยู่กับว่าผู้เขียนจะโยงแนวคิดวิทยาศาสตร์ไหน เข้ากับโลกด้านไหน และด้วยคำถามทิ้งท้ายว่าอะไร ประหนึ่งเป็นจุดผสมกันของความจริงกับจินตนาการ มันจึงไม่ใช่หนังสือวิทยาศาสตร์ที่ให้คำตอบสำเร็จรูปแก่ผู้อ่าน แต่กลับชี้ให้เห็นธรรมชาติอย่างหนึ่งของวิทยาศาสตร์ว่าความพยายามหาคำตอบต่อบางคำถาม นำไปสู่คำถามที่เพิ่มขึ้นอีกเท่าทวี ในบทขวา-ซ้าย เขายกตัวอย่างของฟายน์แมนว่าคุณจะบรรยายความเป็นด้านซ้ายกับความเป็นด้านขวาได้ยังไง ตอนแรกผมคิดว่าไม่ยากอะไร ใช้ทิศของแรงที่กระทำกับอิเล็กตรอนซึ่งเคลื่อนที่บนระนาบแผ่นกระดาษผ่านสนามแม่เหล็กที่มีทิศพุ่งออกมาจากกระดาษก็ได้ แต่มันสร้างปัญหาใหม่ว่า คำว่าสนามแม่เหล็กทิศพุ่งออกนั้น เส้นแรงแม่เหล็กของมนุษย์ต่างดาวเขา "สมมติ" ให้มันพุ่งจากเหนือไปใต้เหมือนเราหรือเปล่า ถ้าไม่ จะอธิบายขั้วเหนือขั้นใต้อย่างไรดี ในบทวิวัฒนาการของชนชั้น Mister Tompkin ชวนคิดแบบมันส์ ๆ ว่าถ้ากระเป๋ารถเมล์แต่งงานกับกระเป๋ารถเมล์เราจะได้กระเป๋ารถเมล์ที่ทรงตัวยอดเยี่ยม สิ่งแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวผมตอนอ่านคือ บางอาชีพจะสูญพันธุ์ไปอย่างรวดเร็ว (เช่น ช่างทำผม ช่างแต่งหน้า) ในบทหนึ่งบวกหนึ่งอาจไม่เท่ากับสองเสมอไป เขายกตัวอย่างน้ำ 1 แก้วรวมกับแอลกอฮอล์ 1 แก้ว ผลลัพธ์ที่ได้มีปริมาตรไม่ถึง 2 แก้ว ถ้าเล่นแง่อย่างนี้ ผมทำให้ 1 ไม่เท่ากับ 1 ก็ได้ด้วยเอาน้ำ 1 แก้วไปแช่ช่องเข็งในตู้เย็น พอเปลี่ยนสถานะ ผมก็จะได้ 1 > 1 (ปริมาตรน้ำแข็ง 1 แก้ว มากกว่าปริมาตรน้ำ 1 แก้ว) (การเปรียบเทียบในบทนี้ค่อนข้าง cliche กับเป็น rhetoric ไปนิดครับ) โดยภาพรวม บทความทุกบทอ่านง่าย เพลิน และชวนให้คิดต่อยอด แต่ก็มีด้านที่ผมไม่ชอบอยู่เหมือนกัน เช่น สไตล์การขึ้นบรรทัดใหม่ก่อนจบประโยค โดยเฉพาะประโยคซับซ้อนที่มีมากกว่า 1 ประโยคย่อย หรือประโยคที่ประธานเป็นกลุ่มคำ (บางคนอาจชอบสไตล์อย่างนี้นะครับ) เพราะมันทำให้ผมอ่านหนังสือช้าลง และรู้สึกว่าต้องใช้พลังงานในการอ่านมากขึ้น อย่างไรก็ขอเชียร์ให้ขายดีถล่มทลาย รอติดตามผลงานเล่มต่อไปครับ

ผมให้




 

Create Date : 10 พฤษภาคม 2554    
Last Update : 10 พฤษภาคม 2554 23:07:33 น.
Counter : 1875 Pageviews.  

The Hidden Reality



หนังสือเล่มใหม่ของ Brian Greene โฟกัสเกี่ยวกับเอกภพคู่ขนาน ซึ่งแกจำแนกเป็น 9 แบบ

1. The Quilted Multiverse ถ้าเอกภพมีขนาดใหญ่โตไร้ขอบเขต (infinite) ก็เป็นไปได้ที่จะมี "patch" ที่เหมือนกับเรานับอนันต์ ซึ่งประกอบเย็บรวมกันเป็นเอกภพ เพียงเพราะเรามองเห็นได้แค่ส่วนที่เป็น patch ของเรา ไม่ได้แปลว่าไม่มี patch อื่น และในทุก ๆ patch ก็ย่อมต้องมีส่วนประกอบที่เหมือนเรา (เพราะมี patch นับอนันต์ขณะที่ combination ของการสับเปลี่ยนมีจำกัด) ฉะนั้นก็มีสิ่งที่เหมือนกับเราอยู่เอนกอนันต์เช่นกัน 2. The Inflationary Universe ตามแบบจำลองบิกแบง แนวคิดเกี่ยวกับ inflation ไม่ได้เกิดขึ้นครั้งเดียว ก็เกิดขึ้นหลายครั้งนับไม่ถ้วน เมื่อเอกภพมีการขยายตัวก็ย่อม pop ให้เกิดเอกภพใหม่ตลอดเวลา (เป็น bubble universe) 3. Brane Universe จากทฤษฎีสตริงที่มีมิติพิเศษอื่น เราอาศัยอยู่ใน 3D brane และทฤษฎีก็อนุญาตให้มี 3D brane ที่ลอยอยู่เหนือกันเป็นชั้น ๆ (แล้วทำไมเรามองไม่เห็น brane อื่นล่ะ คำตอบคือโฟตอนเป็นสตริงชนิดที่ปลายทั้ง 2 ติดอยู่กับ brane มันจึงหลุดออกจาก brane ไม่ได้) 4. Cyclic Multiverse เมื่อ brane กระทบกัน ทำให้เกิด "บิก แบง" (ทั้งเกิดและทำลายล้างในเวลาเดียวกัน) และแยกออกจากกัน ซึ่งจะกลับมากระทบกันอีก แนวคิดนี้แก้ปัญหาเอ็นโทรปี้ด้วยการทำให้เอ็นโทรปี้เพิ่มขึ้นในมิติอื่น 5. Landscape Multiverse จากทฤษฎีสตริงเช่นกันที่เอกภพอื่นมีค่าคงที่ที่เป็นไปได้แตกต่างกัน รูปร่างของอวกาศที่แตกต่างกัน ซึ่ง Landscape multiverse นี่เองคือสิ่งที่เราต้องการสำหรับคำอธิบายค่าคงที่เอกภพตามแนวคิดของคุณ Weinberg 6. Quantum Multiverse หรือการตีความแบบควอนตัมแบบ many worlds ของ Hugh Everett ซึ่งทำให้คณิตศาสตร์ของชเรอดิงเงอร์ใช้การได้ในทุกกรณีแตกต่างจากการตีความแบบสำนัก Copenhagen ที่มีการ collapse ของฟังก์ชั่นคลื่น 7. Holographic Multiverse แนวคิดเกี่ยวกับ information และหลุมดำ (ใครที่เคยอ่าน The Black Hole War ของ Susskind สามารถข้ามบทนี้ได้เลยครับ) ใจความโดยสรุปคือทุกสิ่งทุกอย่างที่ดำเนินไปในเอกภพเป็นสิ่งที่สะท้อนกฏหรือกระบวนการบางอย่างที่ชายขอบไกลออกไป ทำนองเดียวกับ information (หรือ hidden information หรือ entropy) ของหลุมดำที่อยู่ที่พื้นผิวบริเวณเส้นขอบฟ้าของหลุมดำ สำหรับ 2 แบบสุดท้ายออกไปแนวหนัง The Matrix, Thirteenth Floor กับ Vanilla sky นะครับ 8. Simulated Multiverse คุณรู้ได้ไงว่าคุณไม่ได้อยู่ใน The Matrix? กับ 9. Ultimate Multiverse จากปรัชญา principle of fecundity ทำไมมีบางสิ่งแทนที่จะไม่มีอะไรเลย (คำถามอันโด่งดังของไลบ์นิซ) หรือว่าทั้ง "บางสิ่ง" และ "ไม่มีอะไรเลย" (nothing) ต่างก็ดำรงอยู่อย่างเป็นอิสระจากกันในเอกภพคู่ขนาน ฉะนั้นมีเอกภพที่มีความไม่มีอะไรเลยดำรงอยู่นะครับ สาระของบทนี้จึงสรุปว่า ทุกเอกภพที่ความสอดคล้องกันเชิงคณิตศาสตร์จะต้องดำรงอยู่สักแห่ง เอาล่ะว่ะ ... เอกภพนี้ผมไม่ได้โอบกอดคุณ มันต้องมีสักเอกภพที่คุณอยู่ในอ้อมแขนของผม (เปลี่ยนจากโอบกอดเป็นฆ่าก็ได้นะครับ - ถ้าคุณต้องการ) :P

ผมให้




 

Create Date : 19 เมษายน 2554    
Last Update : 19 เมษายน 2554 18:20:35 น.
Counter : 1183 Pageviews.  

Less Than Zero



เล่มนี้ซื้อมาตอนช่วงก่อนสงกรานต์ พอดีไปยืนอ่าน Imperial Bedrooms ในร้าน รู้สึกว่าโครงเรื่องน่าสนใจดี พลิกไปพลิกมาเห็นมันเป็นเล่มต่อของหนังสือเมื่อ 25 ปีแล้วชื่อ Less Than Zero ไม่ได้ล่ะ รีบตรงไปยังตู้ kiosk กดหาทันทีว่าจะมีขายมั้ยนะ? โชคดี มีครับ ก็เลยซื้อกลับไปอ่านที่พังงาทั้ง 2 เล่ม (ทั้ง ๆ ที่ในความเป็นจริง ตามแผนที่วางไว้มันไม่ควรจะเหลือเวลาอ่าน แต่แผนที่ผมวางสำหรับผมเองมันไม่เคยบรรลุผลสักที!) หลังจากอ่านไปได้หน่อยเดียวถึงกับเพ้อ หลงรักตัวละคร Clay ยอมเอาน้อง Holden เข้าแลกกันล่ะงานนี้ มันเหมือน the catcher in the rye ฉบับเซ็กส์เสรี พี้ยา ปาร์ตี้หลุดโลกของเด็ก ๆ วัยรุ่นที่พ่อแม่มีบ้านอยู่ย่านเบเวอร์ลี่ ฮิลล์ ความกลวงชนิดไม่แยแสโลกและคนรอบตัวของ Clay ในเหตุการณ์ช่วงวันหยุดคริสต์มาสถ่ายทอดบรรยากาศหดหู่ เปลี่ยวเหงา เศร้าสร้อย เซ็กซี่และป่าเถือนได้อย่างปั่นป่วน บางตอนคุณไม่แน่ใจว่าถ้าเป็นคุณ คุณจะตามไปดูอย่างที่ Clay ตามไปมั้ย สำหรับผมทั้ง ๆ ที่ไม่แน่ใจแต่ตอนแบบนั้นกลับหยุดอ่านไม่ได้จนกว่า Clay จะเดินหนีออกมา จังหวะการเล่าเรื่องและสไตล์ของ Bret Easton Ellis มีเสน่ห์จนคุณอดสงสัยไม่ได้ว่า มันทำให้ฉันหลงรักไอ้เด็กระยำเยี่ยงนี้ได้อย่างไร

ผมให้




 

Create Date : 18 เมษายน 2554    
Last Update : 18 เมษายน 2554 14:43:36 น.
Counter : 1039 Pageviews.  

เพี้ยน ป่วน ชวนคิดกับ Ig Nobel



เล่มนี้ซื้อในงานสัปดาห์หนังสือรอบนี้แหละครับ ไม่ลดราคา ผู้ขาย (สำนักพิมพ์ ส.ส.ท.) บอกว่าจะเอาไปบริจาคให้ญี่ปุ่นเล่มละ 50 บาท ก็ถือว่าร่วมกันทำบุญ สำหรับเนื้อหาก็ตามชื่อหนังสือแหละครับ ผู้เขียนรวบรวมผลงาน ความคิด และประวัติเล็ก ๆ น้อย ๆ รวมถึงความเป็นมาของผู้ได้รับรางวัล Ig Nobel ซึ่งเป็นรางวัลที่มอบให้กับงานวิจัยหรือไอเดีย (บางรายที่ได้รับรางวัลก็มิได้วิจัยจริง ๆ) ที่ฟังดูเพี้ยน ๆ และเรียกเสียงฮา แต่กระนั้นก็ยังถือว่าเป็นงานวิจัยจริงจังกับเรื่องที่ไม่น่าจะต้องไปจริงจัง เนื้อหาที่เอามาเขียนไม่ได้เน้นลงลึกในตัวชิ้นงานนัก สไตล์เล่าสู่กันฟังเพื่อให้เกิดไอเดียเสียมากกว่า เล่มเล็ก 180 กว่าหน้า อ่านแป๊ปเดียวจบครับ ใครที่อยากรู้พอเป็นแนวทางว่า Ig Nobel ให้กับงานประเภทไหนบ้าง หรือคนแบบไหนบ้าง เผื่อตัวเองอยากส่งผลงานไปประกวด ก็ลองหามาอ่านกัน ตัวอย่างผลงานที่เล่มนี้พูดถึง เช่น ทำไมคนส่วนใหญ่เกลียดเสียงกรีดเล็บบนกระดานดำ (ผลงานวิจัยชี้ให้เห็นความสัมพันธ์กับเสียงร้องเตือนภัยของลิงแสม) การสังเกตการหยดของน้ำมันดิบ (การทดลองของแกหยด 1 หยดทุก ๆ 9 ปี เรียกว่ารอกันจนผู้ทำวิจัยตายไปแล้ว 1 คน) วิธีแก้สะอึกโดยการเอานิ้วแหย่ไปในรูทวารหนัก การสอนให้นกพิราบแยกภาพของปิกัสโซกับโมเน การทดลองเพิ่มความต้องการทางเพศให้กับหอยสองกาบ ฯลฯ หนังสืออ่านสนุกครับ

ผมให้




 

Create Date : 05 เมษายน 2554    
Last Update : 5 เมษายน 2554 18:21:49 น.
Counter : 1068 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  38  39  40  41  42  43  44  45  46  47  48  49  50  51  52  53  54  55  56  57  58  59  60  61  62  63  64  65  66  67  68  69  70  71  72  73  74  75  76  77  78  79  80  81  82  83  84  85  86  87  88  89  90  91  92  93  94  95  96  97  98  99  100  101  102  103  104  105  106  107  108  109  110  111  112  113  114  115  116  117  118  119  120  121  122  123  124  125  126  127  128  129  130  131  132  133  134  135  136  137  138  139  140  141  142  143  144  145  146  147  148  149  
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.