creatio ex nihilo

ศล
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 85 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ศล's blog to your web]
Links
 

 

No!



ใจความสำคัญของ No! ตรงกับชื่อรองของหนังสือคือ The Power of Disagreement in a World That Wants to Get Along ซึ่งพูดถึงความสำคัญของ dissent ที่มีผลต่อการตัดสินใจของเราหรือของกลุ่ม โดยเฉพาะอิทธิพลที่มาจาก genuine dissent ไม่ใช่แค่การแสดงบท devil's advocate แบบปลอม ๆ ... ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัว ผู้เขียนบอกว่าเราทุกคนคิดโดยการเอาความคิดของคนอื่น ๆ เข้ามาเป็นปัจจัยหนึ่งด้วยเสมอ และความคิดของคนหมู่มากที่ไปในทางเดียวกันก็ส่งผลกระทบคนละแบบกับการได้ยินเสียงของคนกลุ่มน้อย ผู้เขียนยกตัวอย่างการทดลองมากมายที่ชี้ให้เห็นว่า consensus ทำให้เราคิดภายใต้กรอบที่คับแคบลง ดังตัวอย่างอุบัติเหตุเครื่องบินโดยสาร UA เที่ยวบิน 173 ที่เดินทางจาก JFK ไปพอร์ตแลนด์ตกเมื่อปี 1978 เนื่องจาก consensus ในภาวะวิกฤตทำให้เพิกเฉยต่อการใช้ข้อมูลอื่นที่นอกเหนือจากข้อมูลซึ่งถูกตีกรอบโดย consensus ในการตัดสินใจ นี่เป็นตัวอย่างที่ผู้เขียนใช้เป็นบทนำ ตรงกันข้ามกับ dissent ทำให้เราคิดกว้างขึ้น โดยไม่ขึ้นอยู่กับความถูกผิดของความคิดที่ consensus หรือ dissent นั้น และยังชี้ให้เห็นธรรมชาติของการต่อต้านเสียงของ dissent และความกลัวของคนส่วนน้อยที่นำไปสู่ความเงียบ และความเงียบนี่เองจะกลายเป็นอำนาจของ majority (จนบางทีกลายเป็นเรื่องช้างตัวโตที่อยู่ในห้องแต่ไม่มีใครบอกว่ามองเห็น ... ตอนอ่าน เราจึงรู้สึกว่ามันช่างเข้ากันพอดีกับหนังสือของ Eviatar Zerubavel ที่เพิ่งจบไปไม่นาน)

ผู้เขียนย้ำบ่อยครั้งว่า หนังสือเล่มนี้ไม่ได้บอกว่าความเห็นของคนหมู่มากมากผิด ไม่ได้บอกว่าความเห็นของคนกลุ่มน้อยถูก ไม่ได้เชียร์ให้คนอ่านเป็นคนกลุ่มน้อย อันที่จริงความถูกหรือผิดไม่ใช่ประเด็นหลักของหนังสือด้วยซ้ำ และความถูก/ผิดไม่ส่งผลกระทบในมิติที่ผู้เขียนศึกษาด้วยซ้ำไป แต่ประเด็นคือวิธีที่เสียงของคนหมู่มากส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจของเรานั้นแตกต่างจากวิธีที่เสียงของคนส่วนน้อยทำงาน และการมีอยู่ของ dissent ช่วยให้การตัดสินใจดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติถึงแม้ว่าเสียงของ dissent นั้นจะผิด ทั้งนี้เพราะ dissent ทำให้เราคิดผ่านมุมมองที่หลากหลายมากขึ้น คิดอย่างเป็นอิสระมากขึ้น แม้กระทั่งวิธีการหาข้อมูลก็แตกต่างออกไปเมื่อเทียบกับกรณีที่ไม่มี dissent ฉะนั้น ถ้าหนังสือเล่มนี้จะมีคำเรียกร้องหรือเชิญชวนบางอย่าง คำ ๆ นั้นคือ ไม่ใช่แค่ให้เราอดทนต่อ dissent (ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการไม่ให้เราปิดปาก dissent นะฮะ) แต่ให้เรารับฟัง เพราะแค่การฟัง dissenting view ทำให้โอกาสที่เราจะใช้ชีวิตอยู่ในฟองอากาศ ideological ลดลง

หนังสือยกตัวอย่างการทดลองมากมายเพื่อสนับสนุนแก่นของมัน อ่านสนุก อ่านเพลิน และอ่านแล้ว ideological bubble แตกบ้างเป็นบางครั้ง

ป.ล. สำหรับ genuine dissent ที่เป็นฝ่ายถูกและประสบความสำเร็จในการแพร่เชื้อความคิด (มันคือ meme!) ผู้เขียนบอกว่า คนส่วนใหญ่ไม่ให้เครดิตคุณนะฮะ

ผมให้




 

Create Date : 21 พฤษภาคม 2561    
Last Update : 21 พฤษภาคม 2561 22:05:54 น.
Counter : 108 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

The Order of Time (L'ordine del tempo)



อริสโตเติลกับนิวตันมีความคิดเกี่ยวกับเวลาแตกต่างกัน สำหรับอริสโตเติลนั้น ถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลง ก็ไม่มีเวลา เวลาเป็นตัววัดการเปลี่ยนแปลง แต่สำหรับนิวตัน เวลายังคงไหลไปอย่างต่อเนื่องแม้ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ผู้เขียนบอกว่า มโนทัศน์เกี่ยวกับเวลาของเรานั้นได้รับอิทธิพลโดยตรงมาจากความสำเร็จในเชิงทำนายของนิวตัน โดยเฉพาะจากแคลคูลัส ในภาคแรกของหนังสือ Rovelli พูดถึงพัฒนาการของความเข้าใจเกี่ยวกับเวลาที่เปรียบเสมือนเปลือกของหัวหอมออกทีละชั้น ๆ อาทิ เวลาสูญเสีย unity กล่าวคือ เวลาเดินเร็วช้าไม่เท่ากัน หลังจากที่เราเข้าใจความโน้มถ่วงมากขึ้นจากสัมพัทธภาพทั่วไป ... เวลาสูญเสียทิศทาง เพราะกฎฟิสิกส์เพียงข้อเดียวที่แยกอดีตออกจากอนาคตคือกฎที่เกี่ยวข้องกับพลศาสตร์ของความร้อน หรือการไม่ลดลงของผลรวมของเอ็นโทรปี้ (หรือการเพิ่มขึ้นของ disorder) โดยผู้เขียนให้เหตุผลสำหรับเอ็นโทรปี้ (ซึ่งก็คือ volume ของ coarse-graining ใน configuration space หรือ phase space) ที่ไม่ลดลงนั้นเป็นเพียงภาพลวงตาในระดับ macro เพราะเราเป็นส่วนหนึ่งของระบบ และเรา interact กับระบบภายใต้กรอบของสิ่งแวดล้อมจำกัด จึง register ตัวแปรได้เพียงไม่กี่ตัว [ตอนอ่านถึงเหตุผลของผู้เขียน ซึ่งอธิบายด้วยภาษาเรียบง่ายและมีความเป็นบทกวีตรงนี้นั้น เรานึกถึงทฤษฎีบทของ Liouville ที่บอกว่ามีการอนุรักษ์ volume ของ time-evolution ใน phase space ทำให้เห็นพ้องไปกับเหตุผลของเขา ทั้งนี้เพราะเอ็นโทรปี้ไม่ได้นิยามโดย volume ของบริเวณใด ๆ ที่ evolute ใน phase space แต่เป็น volume ของบริเวณที่เมื่อมองในระดับ macro แล้วไม่แตกต่างกัน] ทำให้ทิศทางของเวลาในระดับ fundamental จริง ๆ แล้วไม่มี ดังปรากฏในสมการพื้นฐานของทฤษฎี loop quantum gravity ที่พิจารณาความโน้มถ่วงว่ามีสมบัติทางควอนตัม แล้วพบว่าตัวแปรเวลาได้หายไปจากสมการ การมีอยู่ของอดีตกับอนาคต รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่าง cause กับ effect จึงเป็นผลสืบเนื่องจากการมีอยู่ของคน ... นอกจากอดีตกับอนาคตแล้ว เวลายังสูญเสียปัจจุบันไปตั้งแต่ทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษ เพราะความคิดเกี่ยวกับปัจจุบันนั้นอ้างถึงได้กับเพียงสิ่งที่อยู่ใกล้กับเรามากพอในระดับความคลาดเคลื่อนที่ยอมรับได้ ปัจจุบันจึงไม่ใช่สิ่งที่จะถูก extend ได้ทั้งเอกภพ ผู้เขียนเปรียบเทียบว่า ปัจจุบันเป็นดั่งฟองอากาศที่อยู่รอบตัวเรา และเปลือกชั้นสุดท้าย (ตามลำดับที่ผู้เขียนเขียน) คือ เวลาสูญเสีย independence ให้กับ spacetime

ภาคสองของหนังสือ นอกจากภาษาสไตล์บทกวีแล้วยังมีความเป็นส่วนตัวสูง ผู้เขียนรำลึกถึงฮีโร่สองคนของเขา ได้แก่ Wheeler กับ DeWitt (สมการ Wheeler-DeWitt คือสมการความโน้มถ่วงแบบควอนตัมสมการแรกที่ไม่มีตัวแปรเวลา) และพรรณาโลกซึ่งไร้กาลเวลา ส่วนภาคสุดท้ายพูดถึงต้นตอของเวลา อันได้แก่การที่คน interact กับเอกภพแล้วรับรู้ตัวแปรเพียงส่วนน้อยทำให้เกิด impression ในระดับ macro (ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องจากวิวัฒนาการ) ว่า disoder เพิ่มขึ้น

ขอพูดถึงประเด็นเล็ก ๆ ประเด็นหนึ่งในบทส่งท้าย ผู้เขียนเชื่อว่าความกลัวตายเป็น error ของ evolution เราเคยอ่านหนังสือเล่มหนึ่งของ Ajit Varki โดยให้เครดิต Danny Brower เป็นผู้เขียนร่วมด้วย เนื่องจากหัวใจของหนังสือเป็นทฤษฎีที่พัฒนามาจากความคิดของ Brower ที่ว่า ความสามารถในการหลอกตัวเองในเรื่องความตาย (นั่นคือ การพัฒนากลไลที่ใช้ปฏิเสธความตาย หลังจากที่บรรพบุรุษของเราเกิด self-awareness และพัฒนาความรู้ว่าคนอื่นก็มี self-awareness และสามารถ project ความตายของคนอื่นมาเป็นของเรา จนตระหนักถึงภาวะ mortality) นี่แหละที่ทำให้เราเป็นเรา ฉลามเพชรฆาตหรือชิมแปนซีที่มี self-awareness แต่ยังไม่สามารถพัฒนา complex mental abilities เหมือนเราได้ ก็เพราะขาดสิ่งนี้ ทำให้พวกมันไม่สามารถสร้างความคิดที่ว่า เอ็นโทรปี้เพิ่มขึ้นเพราะเราเป็นส่วนหนึ่งของระบบและไม่สามารถ register ตัวแปรทั้งหมดได้ ส่งผลให้การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น เกิดขึ้นในแบบที่ทำให้ความไร้ระเบียบเพิ่มขึ้น (จำนวนสถานะที่สามารถ rearrange ได้เพิ่มขึ้น) เมื่อวัดในระดับ macro จึงทำให้เกิดเวลา ... ฉะนั้น ถ้ามองผ่านทฤษฎีของ Varki กับ Brower เราคงพูดว่า โชคดีนะฮะที่เกิด error ของวิวัฒนาการตามที่ Rovelli พูดถึง

อ่านสนุก

ผมให้




 

Create Date : 21 พฤษภาคม 2561    
Last Update : 21 พฤษภาคม 2561 22:03:34 น.
Counter : 29 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

Everybody Lies



หนังสือพูดถึงพฤติกรรมไม่พูดความจริงกับแบบสำรวจหรือแบบสอบถามของคนเรา รวมถึงการหลอกลวงเวลาเขียน status บน facebook หรือสื่ออื่น ๆ คำว่าหลอกลวงในที่นี่ มีความหมายกว้างครอบคลุมไปถึงการเลือกนำเสนอบางส่วนที่เราอยากนำเสนอเพื่ออวดภาพลักษณ์บางอย่างที่อยากให้ชาวบ้านเห็นว่าเราเป็น แน่นอนว่า ย่อมไม่ใช่ภาพที่สะท้อนความจริง ส่วนหนึ่งของแก่นหนังสือจึงคล้าย ๆ กับ The (Honest) Truth about Dishonesty ของ Ariely แต่วิธีการเพื่อพาไปสู่คำอ้างหรือข้อสรุปเหล่านั้น (ผู้เขียนเองก็ยอมรับว่าได้รับแรงบันดาลใจ) มาจาก Freakonomics ของ Levitt คือใช้ data ซึ่งเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่สามารถแสดง correlation ระหว่างตัวแปรต่าง ๆ ได้ และหนังสือเล่มนี้มุ่งไปที่ big data โดยเฉพาะ data จากการค้นหาผ่าน Google ผู้เขียนว่า "people's search for information is, in itself, information"

เมื่อเดือนที่แล้ว ในชั้นเรียนวิชา Economics of ICT สำหรับนิสิตปริญญาตรีคณะเศรษฐศาสตร์ เราพูดเรื่อง Economics in the Age of Big Data (ชื่อหัวข้อมาจากชื่อบทความปี 2014 ของ Liran Einav กับ Jonathan Levin ตีพิมพ์ใน Science และคำถามสำคัญของบทความคำถามหนึ่งคือ ทำไมงานวิจัยเศรษฐศาสตร์ในปัจจุบันที่ใช้ data set ขนาดใหญ่ยังคงอิงอยู่กับเทคนิคเศรษฐมิติแบบเก่าอยู่) หนึ่งในเรื่องที่เหมาะจะอยู่บนสไลด์หน้าแรก ๆ สำหรับการโหมโรง big data ในช่วงสี่ห้าปีนี้คงเป็น Donald Trump's presidential campaign ปี 2016 กับเทคนิค microtrageting ในยุคสังคมออนไลน์ที่คนพร้อมให้ข้อมูลแก่ facebook หรือ Google (แลกกับบริการ) ถึงแม้ structure ของข้อมูลจะน้อยนิดหรือแทบไม่มี แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาสำหรับอัลกอริทึมเก่ง ๆ ที่สามารถดึง information ออกจาก unstructured data ในชั้นเรียนวันนั้นจึงหมดเวลาไปหลายนาทีกับ Geography และ Demography ของ Trumpism ... หนังสือเล่มนี้ก็ใช้กรณี Donald Trump เป็นบทนำเช่นกัน เสียดายที่เพิ่งได้อ่านเมื่อช่วงหยุดสงกรานต์ที่ผ่านมา ไม่งั้นคงได้เรื่องเล่าเพิ่มเติมอีกเยอะ

ผู้เขียนใช้พื้นที่ส่วนใหญ่ของหนังสือเน้นอำนาจหลักหรือลักษณะเด่น 4 ประการของ big data คือ 1. มันเป็นข้อมูลชนิดใหม่ และ 2. มันเป็นข้อมูลที่ไม่หลอกลวง ตัวอย่างข้อมูลจาก Google กับ PornHub นั้นเป็นตัวอย่างชั้นดีของความใหม่และไม่หลอกลวง เราอาจจะหลอกตัวเองตอนเขียน status บน facebook หรือ twitter อันนี้ก็เข้าใจได้ไม่ยาก เราไม่มีเหตุผลใด ๆ ที่จะต้องพูดความจริงนี่หว่า เรามี incentive ในทางกลับกันต่างหาก ตรงกันข้าม เราไม่มีเหตุผลอะไรที่จะหลอกตัวเองตอน google หรือค้นหาสิ่งที่ฉันอยากดูบน PornHub ข้อมูลการเสิร์ชนั่นแหละฮะที่ผู้เขียนหมายถึง ตอนเขาพูดว่าใหม่และไม่หลอกลวง (นี่เป็นข้อมูลคนละอย่างกับข้อมูลที่ได้จากการเสิร์ชนะ) ลองดูตัวอย่างคำถาม การเป็นประธานาธิบดีของ Obama ใช่เป็นเครื่องสะท้อนการลดลงของ racism ในอเมริกาดังที่แบบสำรวจหลายแห่งบอกว่าเชื้อชาติไม่เป็นปัจจัยต่อการโหวตของชาวอเมริกันรึเปล่า ผู้เขียนกลับพบว่าทุก ๆ 100 คนที่เสิร์ช Obama จะมี 1 คนที่เสิร์ช Obama คู่กับคีย์เวิร์ด nigger นี่ทำให้ Google search เป็นแหล่งข้อมูลที่สามารถเปิดเผยสิ่งซึ่งซุกซ่อนเอาไว้ได้ หนังสือยังยกตัวอย่างประกอบอื่น ๆ อีกมาก เช่น วิธีไหนสามารถใช้ทำนายอัตราการว่างงานรายเดือนได้ดีบ้าง คำตอบอาจเป็นจำนวนความถี่ในการเสิร์ชหาเว็บโป๊ หรือ diversion-related searches อื่น ๆ (ใช่ฮะ หนังสือพูดถึง sex เยอะพอ ๆ กับการเมือง) หรือคำตอบต่อคำถามว่าด้วยการสร้างชาติของ The United States ที่ควรใช่คู่กับกริยา is หรือ are (เราจะมองมันว่าเป็นหนึ่ง nation หรือหลาย ๆ states) ว่าใช่มาจากสงครามกลางเมืองหรือไม่ นอกเหนือจากความเชื่อที่กระจายทั่วไป Google Ngrams ก็ให้อีกคำตอบหนึ่ง

3. big data ยอมให้เราสามารถ zoom in ไปดูข้อมูลของกลุ่มย่อยได้ เช่น ถ้าพูดถึงโอกาสที่คนจากครอบครัวยากจนจะโตขึ้นมาแล้วร่ำรวย ตัวเลขที่ได้จากอเมริกาจะต่ำกว่าเดนมาร์ก แต่พอเราสามารถ zoom in เข้าไปดูเป็นส่วน ๆ เราจะเห็นว่า San Jose, CA มีตัวเลขที่สูงกว่าเดนมาร์ก หรืออีกตัวอย่างคือการวิเคราะห์คำกล่าวอ้างว่า ภาพยนตร์รุนแรงก่อให้เกิดพฤติกรรมเลียนแบบที่ก่อให้เกิดความรุนแรง เช่น หลังจาก A Clockwork Orange ของ Standley Kubrick เข้าฉาย ก็เกิดเหตุเลียนแบบภาพยนตร์ เด็กหญิงอายุ 17 ถูกข่มขืน โดยกลุ่มผู้ชายที่พร้อมใจกันร้องเพลง Singin' in the Rain หนัง (และนิยายของ Burgess เรื่องนี้) ว่าด้วยการผจญภัยของหนุ่มน้อยผู้ทุ่มเทพลังกายพลังใจให้การข่มขืน ความรุนแรงสุดโต่ง และเบโทเฟ่น แต่พอเรามีข้อมูลมากพอที่ยอมให้ zoom in เพื่อดูการเปลี่ยนแปลงของตัวแปรต่าง ๆ รายวันหรือรายชั่วโมงได้ ก็มีงานศึกษาที่บอกว่า อาชญากรรมลดลงในช่วงที่หนังรุนแรงเข้าฉาย

ลักษณะเด่นข้อสุดท้ายที่หนังสือพูดถึงคือ 4. เราสามารถออกแบบการทดลองเพื่อมองหา causality ได้ผ่านความสามารถในการออกแบบ randomized experiment (หรือ A/B testing) ตัวอย่างเช่น วิธีที่ Obama ใช้เลือกว่าควรแสดงรูปและข้อความอะไร (อาทิ Sign Up, Join Us Now หรือ Learn More) เพื่อให้คนเข้าร่วม campaign ของเขาบนหน้าเว็บ หรือตัวอย่างที่ Boston Globe ใช้ A/B test เพื่อดูว่า headline แบบไหนที่จะเชิญชวนให้คนคลิกเข้าไปอ่านข่าวมากกว่ากัน ... ก่อนจบ ผู้เขียนพูดถึงขีดจำกัดของ big data เช่นปัญหา curse of dimensionality เพราะมีตัวแปรเยอะขึ้นเมื่อข้อมูลเยอะขึ้น โดยเฉพาะเมื่อข้อมูลนั้น unstructured ทำให้เราสามารถเจอความสัมพันธ์ทุกความสัมพันธ์ที่อยากเจอเมื่อเลือกบางส่วนจากชุดข้อมูลที่ใหญ่มากพอ และปัญหาเชิงศีลธรรมที่ big data อาจก่อให้เกิดตามมา เช่น ถ้าเราพบว่ามีความสัมพันธ์ระหว่างการใช้คำว่า God หรือ promise หรือ thank you หรือ will pay กับการเบี้ยวหนี้ ความสัมพันธ์อันนี้จะถูกใช้เป็นเกณฑ์กันการปล่อยกู้ได้ไหม (ตัวอย่างอันหนึ่ง เราเปิดคลิปของ Daniel Hulme พูด Big Data & Dangerous Ideas ใน TEDx UCL ให้นิสิตดูในชั้นเรียน Hulme ถามตอนต้น ๆ ของการบรรยายว่า ถ้าข้อมูลบอกเราว่าลูกค้าคนหนึ่งมีโอกาสเป็นมะเร็งสูง เราควรจะบอกลูกค้าคนนั้นไหม)

โดยรวม หนังสืออ่านเพลินฮะ และจบค่อนข้างเก๋ด้วยการอ้างงานของนักคณิตศาสตร์จากมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน Jordan Ellenberg ที่ตั้งคำถามว่า หนังสือแต่ละเล่มจะมีคนอ่านจบสักกี่คน (Ellenberg ใช้วิธีเปรียบเทียบความถี่ที่ผู้อ่านได้โควตข้อความจากหนังสือช่วงต้นกับช่วงปลาย) ได้ตัวเลขว่า 90% อ่านจบ The Goldfinch ของ Tartt, 7% อ่านจบ Thinking, Fast and Slow ของ Kahneman และไม่ถึง 3% ที่อ่านจบ Capital in 21st Century ของ Piketty แล้วผู้เขียนก็จบหนังสือเล่มนี้ด้วย "Too few of you, Big Data tells me, are still reading."

ผมให้




 

Create Date : 21 เมษายน 2561    
Last Update : 21 เมษายน 2561 22:27:50 น.
Counter : 97 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

The Future of Humanity



หลังจาก Physics of the Impossible ก็ไม่ได้ตามอ่านงานของ Kaku มาระยะหนึ่ง เว้นไป 2 เล่ม กลับมาอ่านงานของเขาอีกทีคือเล่มนี้ พออ่านแล้วให้ความรู้สึกเหมือนเอาบท Robots, Extraterrestrials and UFOs, กับ Starships จาก Physics of the Impossible มาขยายโดยเรียบเรียงบทอื่น ๆ แซม ประกอบกับยกตัวอย่างภาพยนต์ที่ใหม่ขึ้น อาทิ The Martian, Interstellar, Arrival (เราไม่แน่ใจว่า 2 เล่มที่ข้ามไปคือ The Future of the Mind กับ Physics of the Future นั้นจะอยู่ในลักษณะเดียวกันไหม) ทำให้ไม่ว้าว แต่ก็เชื่อว่า สำหรับคนที่ไม่เคยอ่าน Kaku มาก่อนหรือไม่เคยอ่านหนังสือแนว futuristic ... น่าจะว้าว

Kaku เปิดเรื่องด้วยเหตุการณ์ที่ทำให้มนุษย์เกือบถูกกวาดจากผิวโลกเมื่อประมาณ 75,000 ปีที่แล้ว ตอนภูเขาไฟ Toba ในอินโดนีเซียระเบิด เพื่อใช้เป็นตัวอย่างชี้ให้เห็นว่ามนุษย์ถูกคุกคามให้สูญพันธุ์ในทุกสเกลเวลา ไม่ว่าจะเป็นสิบปี ร้อยปี หมื่นปี อาจจะด้วยสงคราม ภัยพิบัติ ไวรัส หรือถ้าเรารอดจากสิ่งเหล่านี้มาได้ ก็ไม่พ้นช่วงแตกดับของดวงอาทิตย์ขณะที่มันอยู่ใน red giant phase อยู่ดี (ฉะนั้น ไม่ว่าตอนนั้นจะมีหรือไม่มีมนุษย์ โลกของเราก็จบลงด้วยไฟ) ก่อนที่ดวงอาทิตย์เองจะใช้เชื้อเพลิงนิวเคลียร์หมดและหดเย็นลงจนเป็นดาวแคระขาวขนาดเล็กก่อนจะตายเป็นก้อนกากนิวเคลียร์หรือดาวแคระดำ (ฉะนั้น ดวงอาทิตย์ของเรา จบด้วยความเย็น) คำถามหลักของหนังสือคือ เราจะหนีหายหะขั้นนั้นด้วยการออกจากโลกไปสร้าง multiplanet species ได้อย่างไร เทคโนโลยีอะไรบ้างที่เราจำเป็นต้องมีเพื่อหลีเลี่ยงความตายดังกล่าว ภายในเล่ม Kaku จึงพูดถึงเทคโนโลยีที่น่าจะใช่ โดยเริ่มจากข้อสังเกตว่า เทคโนโลยีมักมาเป็นระลอกล้อกับการปฏิวัติทางวิทยาศาสตร์ จากระลอกคลื่นลูกแรกในศตวรรษที่ 19 ว่าด้วยกลศาสตร์และอุณหพลศาสตร์ ตามด้วยลูกที่สอง ศตวรรษที่ 20 ไฟฟ้าและแม่เหล็ก สู่ลูกที่สามคือศตวรรษนี้ ซึ่งเป็นผลพวงจากควอนตัมฟิสิกส์ที่ได้เปิดประตูสู่ IT และ ICT แล้ว Kaku ก็คาดการณ์ไปยังลูกที่สี่และห้าในศตวรรษที่ 22 และหลังจากนั้น โดยกล่าวถึงโอกาสการตั้งอาณานิคมบนดวงจันทร์กับ terraforming Mars ซึ่งเขาเชื่อว่า สิ่งนี้คือเป้าหมายของศตวรรษที่ 22 ด้วยเทคโนโลยี AI, เทคโนโลยีนาโน, เทคโนโลยีชีวภาพ รวมถึง self-replicating robots ก่อนจะก้าวเข้าสู่การเดินทางระหว่างดวงดาว อาจจะด้วย nanoship, laser sail, ยานที่ใช้ ramjet fusion เป็นต้น และเพื่อให้การเดินทางระหว่างดวงดาวเป็นไปได้ เนื่องจากระยะห่างยาวไกลขนาดแสงยังต้องใช้เวลาหลายปี มนุษย์จึงต้องมีการดัดแปลงร่างกาย จุดนี้ทำให้เรานึกถึงหนังสือเล่มใหม่ของ Max Tegmark ที่กำลังอ่านค้างอยู่ เพราะมันหมายถึง Life 3.0 ตามคำของ Max นั่นล่ะฮะ ... อันที่จริง พอถึงจุดหนึ่ง เราอาจต้องหนีไปอยู่กาแล็กซี่อื่น เพราะสุดท้ายแล้วทางช้างเผือกจะชนกับ Andromeda ในอีก 4 พันล้านปีข้างหน้า หลุมดำที่อยู่ใจกลางกาแล็กซี่ทั้งสองจะโคจรรอบกันและกัน แล้วรวมร่างกันเป็นหลุมดำขนาดใหญ่ ผลจากการชนครั้งนั้นจะให้กำเนิดกาแล็กซี่ใหม่ขึ้นมา

ทีนี้เอกภพมีจุดจบที่เป็นไปได้ 3 แบบคือ Big Crunch จบด้วยไฟเพราะเอกภพหดตัวกลับ, Big Freeze เพราะเอกภพขยายไปเรื่อย ๆ (ความหนาแน่นวิกฤตที่แบ่งระหว่าง 2 จุดจบดังกล่าวอยู่ที่ ไฮโดรเจน 6 อะตอมต่อหนึ่งลูกบาศก์เมตร) และสุดท้าย Big Rip เพราะเอกภพขยายแบบเร่งขึ้นแบบ exponential จนกาแล็กซี่ที่อยู่ไกล หนีห่างจากเราเร็วกว่าอัตราเร็วแสง (ไม่ขัดกับสัมพัทธภาพของไอน์สไตน์ เพราะเป็น space expansion) เช่นนี้แล้ว เราจะหนีจากจุดจบของเอกภพได้อย่างไร นี่เป็นคำถามในบทสุดท้าย ก่อนหน้านั้น Kaku พูดถึงสเกลของอารยธรรมของ Nikolai Kardashev ซึ่งได้แบ่งเป็น 3 สเกล และบอกว่าอารยธรรมในสเกลใหญ่สุด คือ galactic civilization (หรือ Type 3) ก็ไม่สามารถหนีจากจุดจบของเอกภพได้ แต่อารยธรรมในสเกลชนิดที่ 4 ซึ่งเป็นสเกลที่ Kaku เพิ่มเข้ามา จากคำบอกเล่าว่า มีเด็กวัยสิบขวบเสนอความคิดนี้แก่เขาในการบรรยายครั้งหนึ่ง อารยธรรมชนิดนี้สามารถควบคุม dark engergy ซึ่งเป็นอีกแหล่งพลังงานหนึ่งที่นอกเหนือจาก spacetime curvature ซึ่งทำหน้าที่ขับเคลื่อนวิวัฒนาการของเอกภพ และเป็นตัวการทำให้เอกภพขยายแบบเร่ง Kaku บอกว่า ความสามารถในการใช้พลังงานมืดจึงอาจจะช่วยให้เราอยู่รอดจาก Big Rip หรือไม่อีกทางออกหนึ่ง คือหนีไปอยู่เอกภพอื่น (ดีที่ประเด็นนี้ Kaku ไม่เอางานเก่ามาเรียบเรียงใหม่ นอกจากมันจะเป็นบทหนึ่งใน Physics of the Impossible แล้ว ยังมีหนังสือของแกอีกสองเล่มที่อุทิศให้กับเอกภพอื่น นั่นคือ Hyperspace กับ Parallel Worlds)

มีหัวข้อสั้น ๆ ในบทสุดท้ายที่พยายามพูดว่า นิพพานคือ Hyperspace ... ไม่เข้าใจว่าจะพูดทำไม เพราะสั้นเกินกว่าจะโน้มน้าวอะไรใครได้ อีกทั้ง คำว่านิพพานที่ใช้ก็ดูจะไม่ well-defined

พูดโดยรวมนะฮะ The Future of Humanity เป็นหนังสืออ่านเพลิน เหมือนอ่านเกร็ดนิยายวิทยาศาสตร์ หรืออาจจะมองว่ากำลังอ่านพล็อตของนิยายวิทยาศาสตร์หลาย ๆ เรื่องก็ได้

ผมให้




 

Create Date : 21 เมษายน 2561    
Last Update : 21 เมษายน 2561 22:26:28 น.
Counter : 34 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

Aristotle and Dante Discover the Secrets of the Universe



ให้นับเราอยู่ฝ่ายที่ชื่นชมหนังสือเล่มนี้ ขณะเดียวกันก็ยอมรับว่ามันมีความเป็นเทพนิยายที่จบแบบเจ้าชายกับเจ้าหญิงอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข โอเค สำหรับ Ari กับ Dante เป็นแบบเจ้าชาย-เจ้าชาย และเป็นเหตุการณ์ที่อยู่ในโลกโหดร้ายสมจริง แต่บรรยากาศที่ห่อหุ้มพระเอกทั้งคู่ โดยเฉพาะครอบครัวของทั้ง Aristotle กับ Dante นั้นน่าอัศจรรย์ไม่แพ้การมีอยู่ของนางฟ้าใจดี แก่นและโครงเป็น coming-of-age ของสองหนุ่ม Mexican-American ที่ค่อนข้างธรรมดา แต่มีลักษณะเฉพาะน่าประทับใจ Dante เปิดเผย ส่วน Ari หมกมุ่นอยู่ในโลกของเขาเอง ทั้งคู่ฉลาด อ่อนโยนและเข้มแข็งในส่วนที่ควรอ่อนและควรแข็ง จะว่าไป ทั้งแก่นและโครงไม่ใช่พลังขับดันหลักของเรื่อง สิ่งที่ทำให้คนอ่านตายคือบทสนทนาที่หลักแหลมและระดมยิงใส่คนอ่านไม่ยั้ง จำได้ว่า อ่านหนึ่งในสามส่วนสุดท้ายของเล่มหลังจากลืมตาตื่นตอนเช้าวันอาทิตย์ ก่อนลุกขึ้นจากเตียง จบแบบเต็มอิ่ม เช้านั้นจึงรู้ว่า วัยนี้ก็ยังอ่านนิยายแล้วร้องไห้ได้อยู่

ผมให้




 

Create Date : 21 เมษายน 2561    
Last Update : 21 เมษายน 2561 22:25:22 น.
Counter : 26 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  38  39  40  41  42  43  44  45  46  47  48  49  50  51  52  53  54  55  56  57  58  59  60  61  62  63  64  65  66  67  68  69  70  71  72  73  74  75  76  77  78  79  80  81  82  83  84  85  86  87  88  89  90  91  92  93  94  95  96  97  98  99  100  101  102  103  104  105  106  107  108  109  110  111  112  113  114  115  116  117  118  119  120  121  122  123  124  125  126  127  128  129  130  131  132  133  134  135  136  137  138  139  140  141  142  143  144  145  146  147  148  149  
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.