creatio ex nihilo

ศล
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 85 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ศล's blog to your web]
Links
 

 

ว่าด้วยหนังโป๊ (หนังสือ, สื่อลามก, คลับ ฯลฯ)









Rita Mae Brown, Potter Stewart, Chester Brown, Bertrand Russell, Camille Anna Paglia, W.H. Auden, Umberto Eco, J.G. Ballard, D.H. Lawrence, Malcolm Muggeridge, Angela Lambert

ความเดิมตอนที่แล้ว: ว่าด้วยการเมือง




 

Create Date : 23 พฤศจิกายน 2554    
Last Update : 23 พฤศจิกายน 2554 16:15:22 น.
Counter : 1909 Pageviews.  

Two wrongs make a right!

ผมอยากพูดถึงเรื่องนี้ตั้งแต่ตอนที่เห็นรูปครั้งแรกแล้วล่ะครับ แต่รอให้มันซา ไม่อยากตามกระแส ซึ่งจะว่าไปแล้วเป็นเรื่องไร้สาระที่แชร์กันเกลื่อนเฟสบุ๊ค ที่หยิบเอามาเขียนนี่เพราะมันสะท้อน logical fallacies ที่น่าสนใจถึง 2 ตัว



สมมติว่า เราเริ่มต้นจากภาพคอลัมน์ซ้ายมือ เป็นภาพเปรียบเทียบระหว่างสุภาพบุรุษด้านบนกับสุภาพสตรีด้านล่าง ผู้สร้างภาพนี้ต้องการส่งสารบางอย่างให้กับผู้ชมภาพ (ผมคงไม่ต้องบอกว่า 'สาร' ดังกล่าวนั้นคืออะไรนะครับ และความหมายของสารก็ไม่ใช่ประเด็นสำหรับข้อเขียนนี้) ฉะนั้นเราจะมองภาพประกอบคอลัมน์ซ้ายมือเป็น statement หนึ่ง ไม่ว่า statement นี้จะมีค่าความจริงเป็นจริงหรือค่าความจริงเป็นเท็จก็ตาม เราบอกได้หนึ่งอย่างว่า statement ดังกล่าวตกอยู่ภายใต้ fallacy ที่เรียกว่า fallacy of incomplete evidence (หรือ suppressing evidence) มันคือ cherry picking นี่แหละครับ เพราะเป็นการชี้ไปที่ตัวอย่างตัวอย่างหนึ่ง (ได้แก่ การเลือกภาพมาแค่ 2 ภาพ จากจำนวนภาพที่เราเดาได้ว่ามีหลายภาพ) โดยคาดหวังให้ตัวอย่างนั้นสนับสนุนความหมายของสารที่ statement นั้นสื่อ

ทีนี้ พอภาพเผยแพร่ออกไป คนที่ชอบก็เฮ คนที่ไม่ชอบก็เจ็บใจ ฝ่ายคนที่ไม่ชอบนี่แหละครับ ออกมาต่อต้านว่า เฮ้ย ทำแบบนั้นไม่ได้นะ มันเป็น cherry picking ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ดี ผ่านไปไม่กี่อึดใจ ภาพคอลัมน์ทางขวามือก็ปรากฏออกมาประชัน (ลำดับภาพไหนออกมาก่อนหรือออกมาทีหลังไม่สำคัญนะครับ ถ้าคุณไม่ชอบใจลำดับนี้ คุณก็แค่เปลี่ยนจากคำว่าซ้ายเป็นขวา และขวาเป็นซ้าย ในย่อหน้าที่แล้วกับย่อหน้านี้ซะก็จบ) ซึ่งภาพบนและล่างของคอลัมน์ขวาชุดนี้ก็ตกอยู่ภายใต้ fallacy แบบเดียวกัน และผู้ที่ทำภาพก็รู้ว่าตัวเองกำลัง cherry picking เหมือนกัน เพียงแต่คราวนี้ pick มันในแบบที่ส่ง 'สาร' ออกมาคนละอย่าง

ผมเชื่อว่าคนที่คิดด้วยเหตุผลส่วนใหญ่มอง fallacy ในชุดภาพทั้งสองคอลัมน์นี้ออก (โปรดระวังความเป็น argument ad captandum vulgus ในประโยคตะกี้นะ) จุดที่น่าสนใจ คนที่มองออกมี 2 กลุ่ม กลุ่มแรก คือ พวกที่ชี้ให้เห็นว่า statement แรกที่สร้างขึ้นมานั้น suppressing evidence แล้วก็ไม่ใส่ใจ กลุ่มที่สอง นอกจากจะชี้ให้เห็น suppressing evidence ของ statement แรกโดยนัยแล้ว ยังสร้าง statement ที่สองซึ่งก็ suppressing evidence เช่นกัน และนี่คือ fallacy ที่เราเรียกว่า two wrongs make a right ครับ แน่นอนว่าตัวอย่างนี้ไม่ใช่กรณีสุดขั้วหรือกรณีใหญ่โตอะไร แต่มันก็สะท้อนตรรกะที่วิบัติในแบบเดียวกัน ถ้าพวกเอ็งทำเลวได้ มันก็โอเคที่ข้าจะทำเลวแบบนั้นได้เช่นกัน การเหมือนกันในสิ่งที่ไม่ดีไม่ควรใช้เป็นข้ออ้างในความชอบธรรมของการกระทำนั้นนะครับ ตรรกะแบบ two wrongs make a right นี้คุณอาจพบเห็นชินตาบนเฟสบุ๊ค โดยเฉพาะถ้าคุณมี 'บรรดาเพื่อน ๆ' ซึ่งยืนอยู่คนละฝั่งความคิดทางการเมือง ถาม "คุณคิดว่ารัฐบาลชุดนี้มีทุจริตมั้ยครับ" ตอบ "รัฐบาลชุดโน้นก็มีทุจริตเหมือนกันค่ะ" two wrongs make a right!




 

Create Date : 22 พฤศจิกายน 2554    
Last Update : 22 พฤศจิกายน 2554 3:26:01 น.
Counter : 1262 Pageviews.  

กับดักแห่งความเคยชิน

จากรูปด้านล่าง สีขาวเดินก่อน สามารถ check mate สีดำได้เร็วที่สุดภายในกี่ที? ถ้าคุณเป็นเซียนหมากรุก โจทย์ข้อนี้อาจทำคุณปวดหัวได้หลายนาที (หรือหลายชั่วโมง หรือหลายวันสำหรับบางคน) การประเมินเพียงแวบเดียว ผมเชื่อว่าคุณบอกได้ว่าขาวได้เปรียบดำมหาศาล โอกาสชนะของขาวแทบแน่นอน แต่พอลองขบคิดว่าขาวจะทำดำจนเร็วสุดภายในกี่ที มันกลับไม่ง่ายเท่าไรสิครับ (ก่อนอ่านต่อ สละเวลาคิดสัก 2-3 นาที)



โจทย์ข้อนี้เป็นผลงานของ Smullyan ซึ่งแกบอกว่าดัดแปลงจากโจทย์ของ Sam Loyd อีกที ถ้าคุณติดตามผลงานของ Smullyan (ผมนำปัญหาของแกมาเล่นหลายข้อในบล็อกนี้) คุณจะเริ่มเอะใจ และทบทวนมุกประจำที่แกชอบใช้แกล้งนักศึกษาหรือคนอ่านทันที คำตอบคือขาวเดินทีเดียวดำจนครับ! โดยการเดินม้าขาวไปกินม้าดำแล้ว check mate! "บ้ารึเปล่า ดำก็เอาเบี้ยกินกลับสิว่ะ" อ๋อ เบี้ยดำกินไม่ได้หรอกครับ เพราะเบี้ยเป็นหมากที่เดินถอยหลังไม่ได้ "ถอยหลัง? เอาอะไรมาพูด จะบอกว่าแถวบนเป็นแดนของหมากขาวเหรอ มุกงี่เง่าไปหน่อยมั้ง" ใช่ครับ ด้านบนเป็นแดนเริ่มต้นของฝั่งขาว มันงี่เง่ายังไงมิทราบ "งี่เง่าเพราะขาดความเป็นสากลไงล่ะ สัญลักษณ์สากล เรากำหนดให้ด้านบนเป็นแดนของฝ่ายดำ และด้านล่างเป็นแดนของฝ่ายขาว ถ้าคุณออกแบบโจทย์โดยเล่นมุกที่ขาดเหตุผลเช่นนี้ ไม่มีใครสนุกด้วยหรอกนะ เพราะถ้าไม่มีการกำหนดให้เป็นอื่น เราก็ต้องยึดตามมาตรฐานสากล" ผมเห็นด้วยครับ แต่ประเด็นก็อยู่ตรงนี้นี่แหละ รูปหมากของเกมนี้กำหนดให้เป็นอื่นตำตาอยู่แล้ว ตำแหน่งของตัวหมากมันฟ้องว่าแถวด้านล่างไม่ใช่ด้านของฝ่ายขาว "ตรงไหน?" ก็ตรงควีนขาวกับคิงขาวนะสิครับ ควีนขาวจะมาอยู่บนช่องดำโดยที่มีรูปเบี้ยอย่างนั้นและบิชอบอยู่ในตำแหน่งนั้นไม่ได้ ฉะนั้นถ้ารูปนี้ เป็นรูปของเกมที่เดินถูกต้องตามกติกาทุกประการ ด้านล่างจำเป็นต้องเป็นดินแดนของฝ่ายดำ นี่เป็นข้อสรุปเชิงตรรกะที่ไม่อาจปฏิเสธได้ เมื่อม้าขาวกินม้าดำแล้วรุก หมากดำจึงแพ้ทันที (ถ้ารูปนี้เรียงอยู่บนกระดานจริง คุณจะเผชิญหน้ากับความเคยชินอีกอย่าง นั่นคือความเคยชินที่ว่า 'หมากสีใดที่ไปกระจุกอยู่ด้านเดียวกันและมีหน้าตาคล้ายกับรูปหมากตอนเปิดเกม ด้านนั้นคือด้านเริ่มต้นของหมากสีนั้น')

ผมว่าโจทย์ข้อนี้น่ารักดี

ป.ล. ฝากคุณที่สนใจคิดเล่นลับสมองว่า การที่จะเดินเพื่อให้เกิดรูปหมากแบบนี้ โดยเฉพาะภาคโครงสร้างเบี้ยที่สุดท้ายแล้วยังมีเบี้ยที่อยู่ในคอลัมน์เดียวกันถึง 5 ตัว ต้องมีการกินหมากอย่างน้อยกี่ตัว (ซึ่งจะกลายเป็นข้อกำหนดว่าจะมีตัวหมากเหลือบนกระดานได้มากที่สุดกี่ตัว)




 

Create Date : 19 พฤศจิกายน 2554    
Last Update : 19 พฤศจิกายน 2554 23:38:13 น.
Counter : 1126 Pageviews.  

ใครเป็นแวมไพร์

หมู่บ้านหนึ่งมีคนกับแวมไพร์อาศัยอยู่ร่วมกัน คนพูดจริงเสมอ แวมไพร์พูดเท็จเสมอ แต่อย่างไรก็ดี คนก็มีทั้งคนบ้าและคนปกติ แวมไพร์ก็มีทั้งแวมไพร์บ้าและแวมไพร์ปกติ คนบ้าและแวมไพร์บ้าทั้งคู่มีอาการหลอนเหมือนกัน นั่นคือพวกบ้านี้เชื่อว่าอะไรก็ตามที่เป็นจริงนั้นเป็นเท็จ และอะไรก็ตามที่เป็นเท็จกลับเชื่อว่าเป็นจริง พูดอีกอย่างหนึ่งคือ คนปกติกับแวมไพร์บ้าจะพูด 'ข้อความ' ที่จริงเสมอ ส่วนคนบ้ากับแวมไพร์ปกติพูดข้อความที่เป็นเท็จเสมอ (เช่น คุณถามว่า 1 เป็นจำนวนเต็มใช่มั้ย คนปกติพูดว่า ใช่ เพราะเขาพูดจริง, คนบ้าพูดว่า ไม่ใช่ เพราะเขาหลงผิดเชื่อว่า 1 ไม่เป็นจำนวนเต็ม และเขาก็พูดจริงอย่างที่เขาเชื่อ, แวมไพร์ปกติ ตอบว่า ไม่ใช่ เพราะรู้ว่ามันใช่ แต่แวมไพร์พูดโกหก, แวมไพร์บ้า ตอบว่า ใช่ เพราะเขาหลงผิดคิดว่าไม่ใช่ แล้วพูดโกหกออกมาว่าใช่)

คุณเจอพี่น้องสองคนซึ่งเป็นสมาชิกของหมู่บ้านนี้ และคุณรู้เพียงว่ามีคนหนึ่งเป็นแวมไพร์ อีกคนหนึ่งเป็นคน

     คุณพูดกับคนพี่ว่า: เล่าเกี่ยวกับพวกเธอหน่อยสิ
     คนพี่ตอบ: เราพี่น้องทั้งคู่เป็นบ้า
     คุณหันไปถามคนน้อง: ที่พี่เธอพูดจริงรึเปล่า
     คนน้องตอบ: จะบ้าหรอ! ไม่จริง

ใครเป็นแวมไพร์ครับ?



เฉลย: ถ้าคนพี่เป็นคน คนพี่ต้องเป็นคนบ้า (เพราะคนปกติไม่สามารถพูดว่า "เราพี่น้องทั้งคู่เป็นบ้า" ได้) ถ้าคนพี่เป็นคนบ้า นั่นทำให้ประโยคดังกล่าวเป็นเท็จ กล่าวคือ พี่น้องคู่นี้มีอย่างน้อย 1 คนที่ไม่บ้า เท่ากับคนน้องต้องเป็นแวมไพร์ปกติที่ไม่บ้า ซึ่งถ้าคนน้องที่เป็นแวมไพร์ปกติ เขาจะไม่สามารถปฏิเสธคำพูดของคนพี่ว่า "ไม่จริง" ได้ (เพราะนั่นจะทำให้เขาพูดจริง) การที่คนพี่เป็นคนจึงทำให้เกิดข้อขัดแย้ง ฉะนั้นคนพี่ไม่ใช่คนครับ

หรืออีกวิธีหนึ่ง เราจะคิดว่า ถ้าคนพี่พูดจริง เท่ากับคนพี่หากไม่เป็นคนปกติก็ต้องเป็นแวมไพร์บ้า เนื่องจากคนปกติพูดข้อความดังกล่าวไม่ได้ ฉะนั้นถ้าคนพี่พูดจริง คนพี่ต้องเป็นแวมไพร์บ้า นั่นทำให้เรารู้ว่าคนน้องเป็นคนบ้า (คนน้องจึงปฏิเสธออกมาว่า "ไม่จริง" เพราะคนบ้าพูดข้อความที่เป็นเท็จ) แต่ถ้าคนพี่พูดเท็จ เท่ากับหากคนพี่ไม่เป็นคนบ้าก็ต้องเป็นแวมไพร์ปกติ และถ้าคนพี่เป็นคนบ้า น้องก็จะเป็นแวมไพร์ปกติ กรณีนี้ทำให้เกิดข้อขัดแย้ง เพราะแวมไพร์ปกติจะไม่ปฏิเสธคำพูดที่เป็นเท็จ ฉะนั้นคนพี่ต้องเป็นแวมไพร์ปกติ น้องก็ต้องเป็นคนปกติ เพราะคนปกติปฏิเสธคำพูดที่เป็นเท็จ จึงสรุปได้ว่า ไม่ว่าคนพี่จะพูดจริงหรือพูดเท็จ คนพี่ก็เป็นแวมไพร์อยู่ดี

ทั้ง 2 วิธีนี้ วิธีแรก เราเริ่มจากตั้งสมมติฐานว่าคนพี่เป็นคน แล้วพบว่าสมมติฐานดังกล่าวนำไปสู่ข้อขัดแย้ง เราจึงรู้ได้ว่าสมมติฐานนั้นผิด ส่วนวิธีที่ 2 เราพิจารณากรณีของความเป็นไปได้ของประโยคที่คนพี่ตอบ ซึ่งไม่ว่าคนพี่จะตอบจริงหรือตอบเท็จ ก็นำไปสู่ข้อสรุปเดียวกันอย่างหนึ่งว่า พี่เป็นแวมไพร์




 

Create Date : 12 พฤศจิกายน 2554    
Last Update : 12 พฤศจิกายน 2554 21:33:11 น.
Counter : 1484 Pageviews.  

ควีนขาวตายตรงไหน?

ข้อนี้ไม่ซับซ้อนและไม่ยากครับ (ใช้เวลา 1-2 นาทีน่าจะพบคำตอบ) ใครอยากลับสมองสนุก ๆ ลองคิดเพลิน ๆ ก่อนอ่านเฉลยนะ



จากรูป เราเห็นว่าดำตาย 1 ตัว คือ บิชอบ ขาวตาย 3 ตัว คือ ม้า บิชอบ ควีน และโครงสร้างเบี้ยดำบอกว่า เบี้ยดำกินหมากขาว 2 ตัว โครงสร้างเบี้ยขาวบอกว่า เบี้ยขาวกินหมากดำ 1 ตัว ซึ่งแน่นอนว่าเบี้ยขาวต้องกินบิชอบดำ ซึ่งบิชอบดำจะเดินออกมาให้กินได้นั้น มันต้องเดินผ่านทางช่อง g7 หมายความว่าก่อนบิชอบดำตายที่ c3 ต้องมีหมากขาวไปตายที่ f6 ก่อน (เพื่อเปิดช่องให้บิชอบเดินออกได้) และหมากขาวที่จะไปตายที่ f6 มีได้ตัวเดียวคือม้า นั่นคือ เรารู้ว่า ม้าขาวตายที่ f6 เกิดก่อนเหตุการณ์บิชอบดำตายที่ c3 ต่อมา บิชอบขาวก็สามารถเดินออกจากตำแหน่งตั้งต้น c1 เพื่อไปตายได้ และมันไม่มีทางตายด้วยเบี้ยดำที่ e6 เพราะมันเป็นบิชอบที่อยู่บนช่องดำ ฉะนั้น บิชอบขาวตัวนี้อาจตายด้วยม้าดำหรือคิงดำหรือควีนดำหรือเรือดำ (h8) ก็ได้ ทำให้ควีนขาวจึงออกมาตายด้วยเบี้ยดำที่ e6 จบครับ แถมข้อสังเกตอีกนิดว่า จากรูปบนกระดานนี้เราบอกได้ว่าม้าขาวตายก่อนบิชอบดำ และทั้งคู่ตายตรงไหน แต่เราบอกไม่ได้ว่าบิชอบขาวตายก่อนควีนขาวนะครับ เราบอกได้แค่ว่าบิชอบขาวถูกเดินก่อนควีนขาวเท่านั้น

ป.ล. โจทย์ของ Raymond Smullyan




 

Create Date : 12 พฤศจิกายน 2554    
Last Update : 12 พฤศจิกายน 2554 21:41:05 น.
Counter : 976 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  38  39  40  41  42  43  44  45  46  47  48  49  50  
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.