creatio ex nihilo

ศล
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 85 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ศล's blog to your web]
Links
 

 
ไตรภูมิ (ฉบับคนนอกวัด) ตอนที่ 2

เปตติวิสยภูมิ คือ โลกของเปรต เรื่องของเปรตมีกล่าวถึงในพระไตรปิฎกหลายที่หลายคราว ทั้งคราวที่พุทธองค์ทรงเจอเอง คราวที่เล่าเป็นนิทาน คราวที่พระโมคคัลนะเจอ ในหนังสือภูมิวิลาสินีของพระพรหมโมลีพรรณาความตอนเปรตนี้ไม่ได้จำแนกเจาะจงลงไปว่าเป็นกี่ประเภท เพราะเมื่อว่าโดยประเภทแล้วนับไม่ถ้วนสุดแท้แต่แรงกรรม โลกเปรตนี้เป็นโลกที่อยู่ห่างไกลจากความสุข แต่ไม่ว่าจะเป็นเปรตประเภทใด (เคยอ่านเจอว่าเปรตบางตัวมีวิมานสวยงาม) จะมีลักษณะร่วมกันอยู่อย่างหนึ่ง นั่นคือ เป็นผู้หิวอยู่เสมอ ไม่มีอะไรตกถึงท้อง เตโชธาตุในกายก็เผาผลาญให้ทรมานสาหัญ แรงกรรมยังบันดาลให้แว่วได้ยินเสียงเรียกไปกินอาหาร แต่ก็ไม่เคยมีอาหารให้กิน แรงจะพาตัวไปกินยิ่งไม่มี อายุขัยของเปรตส่วนใหญ่ก็ยืนยาว ความบางตอนในพระไตรปิฎก (ตอนที่กล่าวถึงเปรตญาติเพราะเจ้าพิมพิสาร) บอกว่าเปรตบางตัวมีอายุถึง 2-3 พุทธันดร (อันดร แปลว่า ระหว่าง พุทธันดรจึงหมายถึงระยะเวลาระหว่างพระสัมมาสัมพุทธเจ้า 2-3 พระองค์)



หนังสือของพระพรหมโมลีได้ยกตัวอย่างประเภทของเปรตตามที่พระโมคคัลลานะหรือพระพุทธเจ้าได้พบเห็น เช่น

• เปรตชิ้นเนื้อ เปรตก้อนเนื้อ เป็นชิ้นเนื้อ ก้อนเนื้อ ลอยอยู่กลางอากาศมีนกกามาจิกกิน ร้องครวญคราง (ตอนเป็นมนุษย์เป็นคนฆ่าโค)

ข้อความในวงเล็บที่บอกว่าฆ่าโน่นฆ่านี่ ให้เข้าใจว่าเป็นตัวอย่างนะครับ และต้องไปใช้กรรมที่นิรยภูมิก่อน พ้นจากนิรยภูมิแล้ว เศษกรรมชักนำต่อมาให้เกิดเป็นเปรต

• เปรตไม่มีผิวหนัง (ตอนเป็นมนุษย์เป็นคนลอกหนังแกะขาย)

• เปรตมีขนเป็นดาบ ขนหลุดจากตัวแล้วกลับมาปักตัวเอง (ตอนเป็นมนุษย์ฆ่าหมู)

• เปรตมีขนเป็นหอก (ฆ่าเนื้อ), เปรตมีขนเป็นลูกธนู (มีอาชีพเป็นเพชรฆาตฆ่าคน), เปรตมีขนเป็นปฏัก (เคยเป็นคนฝึกม้า ชอบใช้ปฏักทิ่มม้า), เปรตมีขนเป็นเข็ม (ชอบพูดจาส่อเสียดผู้อื่น)

• เปรตอัณฑภารี อันนี้นึกวาดภาพตามแล้วสยอง คำว่า ภารี หรือ ภาระ หมายถึง ของหนักของใหญ่ อัณฑภารี จึงเป็นเปรตเพศผู้ที่มีอัณฑะใหญ่ ถูกแร้งการุมจิก (ตอนเป็นคนเป็นผู้พิพากษาที่ตัดสินลำเอียง)

• เปรตให้หลุมคูถ (คบชู้), เปรตกินคูถ (เยาะเย้ยภิกษุสงฆ์ผู้ทรงศีล)

• เปรตหญิงไม่มีผิวหนัง (นอกใจสามี), เปรตมังคุฬิตถี อันนี้แปลไม่ออกครับ ใครรู้บอกผมด้วยก็ดี รู้แต่ มาสนธิกับ อิตถี เป็นเปรตตัวเมียแน่นอน เป็นเปรตกลิ่นเหม็นสาบ (มีอาชีพไม่บริสุทธิ์)

• เปรตมีน้ำเหลืองไหล (เกิดจากความหึงหวง), เปรตหัวด้วน (เป็นเพชรฆาตฆ่าโจร)

• เปรตบรรพชิต เป็นเปรตที่แต่งกายเหมือนพระ เณร นักบวช แต่มีไฟลุกให้เจ็บปวดตลอดเวลา (ตอนเป็นคนเป็นบรรพชิตที่ไม่ประพฤติพรหมจรรย์)

มีเปรตอยู่จำพวกหนึ่งเรียกว่า "ปรทัตตูปชีวี" เปรตพวกนี้สามารถรับส่วนบุญส่วนกุศลได้ทันที ผิดกับสัตว์นรกหรือเปรตพวกอื่น ๆ สัตว์นรกหรือเปรตพวกอื่นนั้นแม้เราจะอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลไปให้ ก็ไม่สามารถรับได้ทันที ต้องพ้นจากสภาพสัตว์นรกหรือเปรตเสียก่อนจึงรับได้ ส่วนปรทัตตูปวีชีเปรตนี้กำลังรอส่วนบุญส่วนกุศลที่มีคนทำไปให้ สัตว์กลุ่มนี้จะรอด้วยความหวังว่าคงมีใครทำบุญมาให้ฉันบ้างสักครั้งเพื่อดับความหิว ถ้าผมจำไม่ผิดจะเป็นเพียงเปรตกลุ่มเดียวที่สามารถรับส่วนบุญได้ทันที

มีเรื่องเล่าว่าสมัยสมเด็จพระมิ่งมงกุฎกกุสันโธสัมมาสัมพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าองค์แรกในภัทรกัปนี้ (ภัทรกัปนี้มีพระพุทธเจ้ารวม 5 องค์ ปัจจุบันเป็นองค์ที่ 4) ปรากฏว่ามีเปรตตัวหนึ่งไม่มีใครอุทิศส่วนบุญให้ ทำให้เขาไม่ได้ตายจากความเป็นเปรต ก็เข้าไปถามพระกกุสัทโธสัมมาสัมพุทธเจ้าว่าเมื่อไรตนจะตายสักที พระพุทธเจ้าก็ตอบว่าสมัยของพระองค์คงไม่พ้น ให้รอไปถามสมัยของพระโกนาคมน์ซึ่งจะเสด็จมาตรัสรู้เป็นองค์ต่อไป พอถึงสมัยพระโกนาคมน์ ก็เข้าไปถามอีก ได้ความแบบเดิมอีกคือ รอสมัยพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า พอถึงสมัยพระกัสสปะ ก็เข้าไปถามอีก คราวนี้ได้ดีใจจนเนื้อเต้น คือ มีพุทธฎีกาตรัสว่าสมัยพระศรีศากยมุนี (เจ้าชายสิทธัตถะ) นั่นแหละจะมีคนอุทิศส่วนกุศลให้ เปรตตนนี้เป็นเปรตญาติเก่าแก่ของพระเจ้าพิมพิสาร พระพุทธเจ้าทรงแนะนำพระเจ้าพิมพิสารให้ทำบุญอุทิศส่วนกุศลแล้วกรวดน้ำว่า

อิทัง โน ญาตีนัง โหตุ
ผลทานนี้จงสำเร็จแก่หมู่ญาติของข้าพเจ้า

สุขิตา โหนตุ ญาตะโย
ขอหมู่ญาติทั้งหลายของข้าพเจ้าจงเป็นสุขเป็นสุขเถิด

เปรตที่มีอายุยืน 3 พุทธันดรนี้จึงมีข้าวปลาอาหาร ตายแล้วจึงไปเกิดใหม่ ขอจบเรื่องเปรตเท่านี้ สำหรับใครไม่มั่นใจ จะกันเหนียวสั่งเสียลูกหลานเอาไว้ อย่าลืมกรวดน้ำให้ก็ไม่เสียที อบายภูมิต่อไปที่จะพูดถึง คงพูดถึงสั้น ๆ เพราะคล้ายกันกับเปรต คือ อสุรกาย หมายถึง ภูมิที่อยู่ของสัตว์ซึ่งปราศจากความร่าเริงสนุกสนาน ทำนองเดียวกับเปรต อสุรกาย ก็มีมากมายหลายจำพวกสุดแต่แรงกรรม ข้อร่วมกันของหมู่อสุรกายคือมีความกระหายตลอดเวลา ไม่มีน้ำให้ดื่มสักหยด อาโปธาตุ (ธาตุน้ำ) ทั้งหลายในตัวเหือดแห้ง เลือด อะไรก็ไม่มี จึงเป็นภูมิแห่งความกระหาย วันดีคืนดี เดิน ๆ ไปเจอบ่อน้ำ รีบกระโดดเข้าใส่ จากบ่อน้ำที่เห็นพลันกลับกลายเป็นบ่อเพลิงไปก็มี

อบายภูมิสุดท้าย คือ ติรัจฉานภูมิ จำคำว่า ติ ได้ แปลว่า 3 ในภาษามคธ (ผมเคยอ่านความเห็นของสมเด็จพระธีรญาณมุนีเกี่ยวกับคำว่า ตาย เกิดจากการแปลง อิ เป็น เอ แล้ว เอ เป็น อาย จาก ติ ในภาษามคธ จึงเป็น ตายในภาษาไทย เพราะความเป็นไปของสังขารมี 3 รายละเอียดมากกว่านี้ชักเลือน จำไม่ได้แล้วครับ) ติรัจฉานภูมิจึงเป็นภูมิที่สัตว์มีความยินดีใน 3 ประการ คือ กิน นอน และสืบพันธุ์ ที่คนเราไม่ได้ติรัจฉาน ก็เพราะ มีความยินดีมากกว่านั้น (ใช่มั้ยครับ) ภูมินี้เราเห็นกันทุกวัน คงไม่ต้องเอาอะไรมาเล่าให้มากความ จบอบายภูมิ 4 หรือ ทุคติกามาวจรภูมิ 4


Create Date : 21 กันยายน 2552
Last Update : 21 กันยายน 2552 12:11:55 น. 1 comments
Counter : 1028 Pageviews.

 


โดย: นายแจม วันที่: 22 กันยายน 2552 เวลา:11:43:27 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.