creatio ex nihilo

ศล
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 85 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ศล's blog to your web]
Links
 

 
Obscenity, Anarchy, Reality



นี่เป็นหนังสือปรัชญา ปรัชญาชีวิตที่แตะต้องหลายแขนง อาทิ Metaphysics โดยเฉพาะ ontology ... Sartwell อ้างว่าสิ่งที่มีอยู่จริงคือสิ่งที่มีโดยไม่ถูก transform, Ethics ... Sartwell ปฏิเสธการให้คุณค่าของสิ่งต่าง ๆ เพราะมันจะยิ่งทำให้สิ่งนั้นห่างออกจาก reality จริยศาสตร์ของเขาคล้าย ๆ กับจริยศาสตร์ของ Emerson (to be sincere turns out to be to be), Political philosophy ... Sartwell เป็น anarchist เขาตั้งคำถามถึง logical ground ว่าด้วยการดำรงอยู่ของรัฐแบบเดียวกับ Nietzche กับ Thoreau เขาว่าสุดท้ายแล้วรัฐก็เป็นเพียงความพยายามที่จะแปลงคนไปเป็น concept เช่น ฆาตกร ผู้มีสิทธิออกเสียง คิง ทั้งนี้ทั้งนั้นเพราะ abstraction คือที่ที่เราใช้หลบหนีโลกแห่ง concrete particulars ยามที่เราทนมันไม่ไหว ในด้านการเมือง เราจะได้อ่าน Havel เป็นหลัก นี่แค่ตัวอย่างนะฮะ หนังสือแตะต้องปรัชญาสาขาอื่น ๆ อีกหลากหลาย แต่ทั้งหมดเปิดเผยตัวอยู่บนภววิทยาที่ว่าสิ่งที่มีอยู่จริงไม่ใช่สิ่งที่ถูก transform ด้วยเครื่องมือ (วิทยาศาสตร์เป็นหนึ่งในเครื่องมือ) แต่เป็นสิ่งที่ถูกรับรู้จากการเปิดตัวตนเข้าหามันในฐานะที่เราถูกฝังอยู่และเป็นส่วนหนึ่งของความจริง เราคิดว่าข้อโต้แย้งหลายจังหวะมีน้ำเสียงคล้าย ๆ Rorty ผู้เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกของเขา

แก่นของหนังสือคือการสำรวจผ่านคำถามว่า หากคนเราโอบกอดโลกอย่างที่มันเป็นและอย่างที่เขาเป็น ไม่ใช่อย่างที่มันควรจะเป็นและอย่างที่เขาควรจะเป็น นั่นคืออย่างที่ไม่ยอมให้ถูก transformed ด้วยเครื่องมือหรือกลไกบางอย่างเชิงปรัชญา เช่นระบบศีลธรรมหรือการเมือง คนคนนั้นจะเป็นอย่างไร เมื่อดูจากรูปปก มนุษย์ผู้ชายหุ่นดี หลับตา แหงนหน้า อ้าแขน เปิดรับอะไรบางอย่าง สามารถใช้สะท้อน openness ของ Heidegger หรือภาวะตื่นรู้และ affirmation of reality แบบเซ็นหลังจากสะดุ้งผ่านความเจ็บปวดหรือ shock ของ Santayana (มีช่วงหนึ่งเราอ่านแล้วนึกภาพเป็นอิคคิวถูกหลวงพ่อไกคังฟาดด้วยไม้ขณะทำสมาธิ) เพราะนี่เป็นช่องทางเดียวที่ Sartwell เชื่อว่าจะพาเราเข้าใกล้ reality ... ใช่ฮะ ในหนังสือสองบทแรกคุณจะอ่านเหมือนกับอ่านหนังสือธรรมะฝั่งนิกายธยานะและบทท้ายที่ใช้เซ็กส์เป็นประเด็นก็เหมือนอ่านธรรมะหรือปรัชญาของตันตระ นอกจากนี้ภาพปกยังชวนในนึกถึงคนเข้ายิม ซึ่งเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่ Sartwell ใช้พูดถึงวิธีการเข้าถึงหรือเกิดประสบการณ์กับความจริง ผ่านการรับรู้ว่าเรานั้นเปราะบางต่อโลก (vulnerable to the world) เพราะ (แกว่า) เมื่อเราไปจนถึงขีดจำกัดของกำลังแล้วเราจะปล่อยวาง และเกิดความพึงพอใจตามมา (อันที่จริงนี่เป็นเรื่องเดียวกับตัวอย่างที่ Sartwell เล่าว่าแกหยุดอาการติดยาติดเหล้าเป็นสิบ ๆ ปีได้อย่างไร) สุดท้ายภาพปกยังตีความได้ถึง realism ในความหมายที่ผู้เขียนใช้ นั่นคือ a bodily posture of openness to things

จะว่าหนังสือเล่มนี้อ่านง่าย ก็ง่ายในแง่ที่มันพูดซ้ำ ๆ หลาย ๆ มุมจนเราเคลียร์ และจะว่าอ่านยากก็ยาก เพราะบางทีเหมือนโดนตบ หนังสือสัมพันธ์กับเรื่องส่วนตัวของผู้เขียนสูง ทำให้อ่านแล้วถึงแม้เราจะไม่เห็นด้วยเยอะมาก แต่ก็อ่านจนจบและรู้สึกได้เรียนรู้ ใคร่ครวญ เดิมทีตั้งใจจะเขียนว่าเราไม่เห็นด้วยในเรื่องไหนบ้าง แต่พอคิดไปคิดมา คิดว่าไม่น่าจะมีใครที่อ่านเล่มนี้จบแล้วเห็นด้วยทั้งหมด เนื้อหาบางตอนก็เหมือนผู้เขียนจะเข้าใจบางอย่างในแบบที่ถ้าเป็นคนที่อยู่ในกรอบความคิดเหล่านี้จะพูดว่าผู้เขียนเข้าใจผิด ตัวอย่าง ประเด็น denying the reality of death กลุ่มที่มีความคิดตามทฤษฎีของ Varki กับ Brower สามารถเถียงให้เห็นว่าความคิดนี้มีข้อขัดแย้งในตัวเองได้แน่ ๆ แต่สุดท้ายเราว่าประสบการณ์ในการอ่านสิ่งที่ไม่เห็นด้วยแต่ข้อโต้แย้งนั้น well-constructed ไม่ใช่แค่ข้อโต้แย้งหลวม ๆ และฟังดูจริงใจ เป็นประสบการณ์ที่งดงาม จนอยากเก็บให้มันเป็นพระเอกมากกว่าความไม่เห็นด้วยฮะ

ผมให้


Create Date : 14 มกราคม 2560
Last Update : 14 มกราคม 2560 10:57:26 น. 0 comments
Counter : 552 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.