creatio ex nihilo

ศล
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 85 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ศล's blog to your web]
Links
 

 
The (Honest) Truth about Dishonesty (1)

ระหว่างอ่านหนังสือ The (Honest) Truth about Dishonesty ของ Dan Ariely (ตอนนี้ถึงบทที่ 5) ได้นำโน่นนิดนี่หน่อยไปเล่าไว้ใน facebook สำหรับเนื้อหาบล็อกตอนนี้ แค่รวบรวมจาก fb มาไว้ที่เดียวกันสักทีหนึ่ง

17 เมษายน 2556



ข้อความนี้ถือว่าเป็นเสาหลักต้นหนึ่งของหนังสือได้เลยครับ "พวกเราทุกคนนะ โกงในระดับที่ยอมให้เรามองตัวเองว่าเป็นปัจเจกที่ไม่โกงสักเท่าไหร่หรอก"

17 เมษายน 2556

การทดลองนี้ทำที่ MIT แดนประกาศรับสมัครนักเรียนเข้าร่วมทดลอง โดยบอกว่าคุณมีโอกาสได้เงิน $10 ใน 10 นาที วิธีทดลองง่าย ๆ ฮะ นักเรียนแก้โจทย์เลข 20 ข้อให้ได้ภายใน 10 นาที ตอบถูกจะได้ข้อละ $0.5 แต่ละข้อจะมีตารางตัวเลข 12 ตัว ให้หา 2 ตัวที่รวมกันแล้วเท่ากับ 10 ในนักเรียนกลุ่มควบคุม พอหมดเวลา ก็ให้นักเรียนเอากระดาษคำตอบมายื่นที่กรรมการเพื่อตรวจคำตอบ แล้วรับเงินตามคะแนนที่ทำได้ ค่าเฉลี่ยของคำตอบที่ถูกต้องในกลุ่มควบคุมคือ 4 ข้อ ($2) ทีนี้ อีกกลุ่มหนึ่ง พอหมดเวลาแล้ว กรรมการจะให้นักเรียนตรวจคำตอบของตัวเอง แล้วเอากระดาษคำตอบไปทำลายหลังห้องก่อนเดินมาบอกว่าตัวเองถูกกี่ข้อ คิดว่าค่าเฉลี่ยของจำนวนข้อที่ตอบถูกของกลุ่มหลังเท่ากับเท่าไรฮะ ... 6 ข้อหรือ $3



แดนเขียนประโยคแรกในบทแรก หนังสือเล่มล่าสุดของเขาว่า Let me come right out and say it. They cheat. You cheat. And yes, I also cheat from time to time.

19 เมษายน 2556

ปีเตอร์ศิษย์แดน แอไรลี่ ลืมกุญแจ เข้าบ้านไม่ได้ ก็ไปตามช่างทำกุญแจมาไขประตูให้ ช่างใช้เวลาอึดใจเดียวเสร็จ ปีเตอร์ทึ่ง อะไรมันจะง่ายขนาดนั้นวะ ช่างบอก ล็อคประตูนะมีหน้าที่แค่ทำให้คนที่ไม่ใช่ขโมยไม่เปิดเข้ามาขโมยของแค่นั้นแหละ "คน 1% เป็นคนดีจริง ยังไงซะคนพวกนี้ก็ไม่ขโมย อีก 1% ขี้ขโมย ยังไงมันก็ขโมย แค่ล็อคประตูจะไปทำไรมันได้ ส่วนคนที่เหลือ 98% นะครับ จะเป็นคนดี ไม่ขโมยตราบเท่าที่อยู่ภายใต้เงื่อนที่เหมาะสม แต่ถ้าถูกยั่วหรือถูกกระตุ้นมาก ๆ ก็เอาเหมือนกัน ล็อคประตูช่วยป้องกันคนกลุ่มนี้แล คนสัตย์ซื่อที่อาจลองบิดดูประตูห้องคุณว่ามันล็อคหรือไม่ล็อค"


23 เมษายน 2556

ระหว่างรอฝนหยุดตก อ่านการทดลองที่แดนเล่าในหนังสือได้อีกตอน การทดลองตอนนี้ทำที่ Baylor College of Medicine นำทีมโดย Ann Harvey ศึกษาว่าสุนทรียะของคน (การตัดสินว่าอันไหนงาม อันไหนไม่งาม) ถูกสั่นคลอนโดยอามิสได้หรือไม่

ผู้เข้าร่วมทดลองต้องประเมินให้คะแนนด้วยสเกลชอบถึงไม่ชอบต่อภาพ 60 ภาพ จากหอศิลป์สองหอ มีโลโก้ของหอศิลป์ให้เห็นคู่กับภาพ และเป็นการประเมินภายใต้การสแกนสมองด้วย fMRI ผู้เข้าร่วมจะได้รับแจ้งว่า เพื่อเป็นการตอบแทนเวลาที่ท่านอุตสาห์สละมาช่วยการทดลองนั้น ทางหอศิลป์ได้มีน้ำใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้ บางคนก็ได้รับแจ้งว่าน้ำใจดังกล่าวมาจากหอศิลป์ที่หนึ่ง บางคนก็รับแจ้งว่าจากหอศิลป์ที่สอง บางคนก็ได้น้ำใจเล็ก ๆ น้อย ๆ 30 เหรียญ บางคนก็ได้ 100 เหรียญ บางคนได้ 300 เหรียญ เป็นต้น

ผล? ผมคิดว่าใครก็เดาได้ครับ ภาพจากหอศิลป์ที่เป็นสปอนเซอร์จะถูกประเมินด้วยคะแนนที่ชอบมากกว่าอีกหอศิลป์หนึ่ง และยิ่งน้ำใจเล็ก ๆ น้อย ๆ มากเท่าไร ก็ยิ่งชอบมากเท่านั้น ครั้นถามว่า การเป็นสปอนเซอร์มีผลต่อการตัดสินความงามของผู้เข้าร่วมการทดลองไหม ทั้งหมดรู้ดีว่า ถึงจะให้คะแนนสปอนเซอร์น้อย ตนก็ได้รับน้ำใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ครบถ้วนอยู่ดี และไม่มีพันธะอะไรสืบเนื่องเลย ทุกคนตอบตรงกันว่า "ไม่ ใครเป็นสปอนเซอร์ก็ไม่เกี่ยวกับการตัดสินความงามของฉันหรอก" ผลการสแกนสมองฟ้องอย่างเดียวกันกับคะแนนที่บอกว่า "น้ำใจเล็ก ๆ น้อย ๆ เกี่ยวเห็น ๆ" ถ้ามีภาพโลโก้ของสปอนเซอร์ กิจกรรมในส่วน ventromedial prefrontal cortex (ซึ่งสัมพันธ์กับความพึงพอใจ) ของผู้เข้าร่วมทดลองจะทำงานมากกว่า

28 เมษายน 2556

แดนเล่าการทดลองหนึ่งในหนังสือเล่มนี้ น่าสนใจครับ เป็นการทดลองของ Daylian Cain (โปรเฟสเซอร์ที่ Yale) George Loewenstein (โปรเฟสเซอร์ที่ Carnegie Mellon) กับ Don Moore (โปรเฟสเซอร์ที่ UC Berkeley) ให้ผู้ร่วมทดลองเล่นเกมเดาจำนวนเงินในขวดโหล โดยผู้เข้าร่วมทดลองจะได้รับบทบาทใดบทบาทหนึ่งในสองบทบาทนี้ 1. คนทาย 2. คนให้คำปรึกษา

คนทายเป็นผู้มีสิทธิทายว่าเงินทั้งหมดในขวดโหลคือกี่เหรียญ ยิ่งทายได้ใกล้เคียงเท่าไร่ (ไม่ว่าจะทายขาดหรือเกิน) ก็ยิ่งได้เงินรางวัลมากขึ้นเท่านั้น แต่ผู้ทายเห็นขวดไกล ๆ แค่แวบเดียวเองนะ

คนให้คำปรึกษาจะได้เห็นขวดนานกว่าและได้รับข้อมูลเพิ่มเติมว่าเงินในขวดมีค่าอยู่ระหว่าง $10 กับ $30 ซึ่งก็พูดได้ว่า ในเกม ผู้ให้คำปรึกษาเป็น expert เพราะรู้ข้อมูลมากกว่า ส่วนคนทายเป็น novice

การทดลองนี้ดำเนินการโดยแบ่งเป็น 3 กลุ่มภายใต้เงื่อนไขคนละอย่างกัน กลุ่มแรกเป็นกลุ่มควบคุม ยิ่งผู้ให้คำปรึกษาช่วยให้คนทายทายได้ใกล้เท่าไร ก็จะยิ่งได้รับผลประโยชน์มากขึ้นเท่านั้น, กลุ่มที่สอง มีการสร้างเงื่อนไขให้ผลประโยชน์ขัดแย้งกัน ยิ่งผู้ให้คำปรึกษาให้คำปรึกษาเพื่อคนทายทายเกินจำนวนเงินจริงมากเท่าไร ก็จะยิ่งได้รับผลประโยชน์มากเท่านั้น (เช่น ถ้าเงินจริง 10 บอกให้คนทายทาย 15 ก็จะได้เงินตอบแทนมากกว่าบอกให้คนทายทาย 11) กลุ่มนี้คนทายไม่รู้นะครับว่าผู้ให้คำปรึกษาจะได้ผลประโยชน์ที่สวนทางกับตน

ผลการทดลอง กลุ่มแรกคนให้คำปรึกษาแนะนำเฉลี่ยที่ $16.5 ในขณะที่กลุ่มที่สอง เฉลี่ยที่ $20 เกินจากค่าจริงไป $4 ซึ่งก็สอดคล้องกับ common sense ของคนทั่วไป

แต่ประเด็นที่น่าสนใจอยู่ตรงกลุ่มที่ 3 เงื่อนไขของกลุ่มนี้เหมือนกลุ่ม 2 และเพิ่มว่า ผู้ให้คำแนะนำจะต้องเปิดเผยความจริงแก่คนทายว่า ยิ่งคนทายทายเกินจริงมากเท่าไร ตนก็จะได้ผลประโยชน์มากขึ้นเท่านั้น แน่นอน คนทายพอรู้แบบนี้ ก็ต้องมีการหักลบค่าที่ได้รับคำแนะนำมา (make sense นะครับ) แล้วฝั่งคนให้คำปรึกษาล่ะ พอถูกบังคับให้ต้องเปิดเผย เขาจะทำยังไง บวกเพิ่มจากเดิมไปอีก (เพราะคิดว่า เดี๋ยวอีกฝ่ายจะต้องหักลบ) หรือแสดงพฤติกรรมไม่ต่างจากกลุ่ม 2 คือ + $4 คุณคิดว่าไงครับ

ผลการทดลอง คนให้คำแนะนำกลุ่มนี้ + $8 ครับ ขณะที่คนทายหักลบแค่ $2, หมายความว่าไง? แดนเขียนว่า มันหมายถึงคนทายไม่ตระหนักถึงความน่ากลัวที่แท้จริงของผลประโยชน์ขัดแย้งเมื่อรู้ว่ามีผลประโยชน์ขัดแย้ง และการเปิดเผยข้อมูลผลประโยชน์ของผู้ให้คำแนะนำ (อย่างน้อยก็ในกรณีนี้) ก่อให้เกิดคำแนะนำที่ไบอัสมากกว่าเดิม (กลุ่ม 2) เสียอีก

10 พฤษภาคม 2556

ยอมจำนนต่อความอยากซะตั้งแต่เนิ่น ๆ เถอะครับ


10 พฤษภาคม 2556

ฮาในวงเล็บ และไม่เห็นเป็นอื่น


11 พฤษภาคม 2556

หนังสือ The (Honest) Truth about Dishonesty ของ Dan เล่าการทดลองหนึ่ง น่าสนใจ ทีมวิจัยประกอบด้วย Nicole Mead (โปรเฟสเซอร์ที่ Católica-Lisbon), Roy Baumeister, Francesca Gino, Maurice Schweitzer (โปรเฟสเซอร์มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย) และ Dan Ariely

การทดลองเป็นแบบนี้ครับ แบ่งผู้เข้าร่วมเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกให้เขียนเรียงความสั้น ๆ โดยมีเงื่อนไขว่าห้ามใช้คำที่มีตัวอักษร x กับ z อันนี้ไม่ยากเท่าไร ชื่อเรียกของกลุ่มนี้คือ กลุ่ม nondepleting condition เพราะภารกิจนั้นแสนง่าย (ถึงแม้คุณอยากจะเขียนเรื่อง sex ของ zombie มันก็ยังไม่ยาก เพราะหาคำอื่นมาแทน sex กับ zombie ได้สบาย ๆ) กลุ่มที่ 2 ก็คล้าย ๆ กัน แต่เปลี่ยนเป็นห้ามใช้ตัวอักษร a กับ n อันนี้ค่อนข้างหนักหนาสาหัส เป็นกลุ่ม depleting condition (ไม่เชื่อลองเขียนดู, ในหนังสือ Dan เว้นพื้นที่ว่างให้เราลองเขียนด้วยครับ) หลังจากทั้งสองกลุ่มเขียนเสร็จและส่งผลงาน ทีมวิจัยก็ขอให้ผู้เข้าร่วมทำภารกิจอื่นต่อ ซึ่งไม่เกี่ยวกับเรียงความล่ะ ภารกิจนี้ก็คือ matrix test (รายละเอียด matrix test ดูข้างบน) พบว่า ไม่ว่าจะเป็นคนจากกลุ่มไหน กลุ่มที่หมดแรงไปกับการเขียนเรียงความ หรือไม่หมดแรง ก็ไม่มีผลกระทบใด ๆ ต่อความสามารถทางคณิตศาสตร์ ทั้งสองกลุ่มทำได้เท่า ๆ กัน


ทีนี้ พอเป็น matrix test แบบมีเครื่องทำลายเอกสาร เขากลับพบว่า กลุ่ม nondepleting condition จะโกงประมาณ 1 ข้อ (เช่น ทำได้ 4 แต่บอกว่า 5) ขณะที่กลุ่ม depleting condition โกงถึง 3 ข้อ (เช่น ทำได้ 4 บอก 7), the bottom line ที่การทดลองนี้อาจใช้ชี้เป็นนัยคือ เวลาเราหมดแรง หรือเหนื่อย ๆ นี่นะครับ เราควบคุมตัวเองไม่ค่อยได้หรอก การควบคุมตัวเอง ต้องใช้พลังงาน

12 พฤษภาคม 2556

ตะกี้ตอนลงไปหาอะไรกิน ระหว่างรอข้าวไข่เจียวหมูสับ อ่าน Dan Ariely ได้ 2-3 ย่อหน้า ชอบตัวอย่างประกอบคำอธิบาย self-signaling มาก (จนต้องเอามาฉายทางนี้) แดนว่า เบสิกไอเดียเบื้องหลัง self-signaling คือ ไม่ว่าเราจะคิดยังไงก็ตาม จริง ๆ แล้วเราไม่มีภาพความคิดที่ชัดเจนเกี่ยวกับตัวเราหรอกนะจ๊ะว่าเราเป็นใคร เรามักจะมองว่าตัวเองพิเศษ แต่จริง ๆ เราก็ไม่ได้รู้จักตัวเองดีขนาดนั้นหรอก แล้วก็ไม่ได้ดีเลิศอย่างที่มองด้วย เพราะเราสังเกตตัวเราเองในแบบเดียวกับที่เราสังเกตและตัดสินการกระทำของคนอื่น นั่นคือ เราอนุมานว่าเราเป็นใครหรือเราชอบอะไรจากการกระทำของเรา ตัวอย่างที่แกยกมาคืออันนี้ครับ ขอแปลจากหนังสือเลยนะ

"ตัวอย่าง ลองนึกถึงเหตุการณ์คุณเจอขอทานคนหนึ่งข้างทาง แทนที่จะทำเป็นมองไม่เห็นหรือให้เศษตังค์ คุณกลับตัดสินใจซื้อแซนด์วิชให้เขากิน การกระทำดังกล่าวโดยตัวของมันเองนะครับ ไม่ได้บอกว่าคุณเป็นใคร ไม่ได้บอกอะไรเกี่ยวกับศีลธรรม หรือกระทั่งคุณลักษณะของคุณ แต่คุณตีความการกระทำนั้นว่า นี่ไงหลักฐานที่แสดงถึงความกรุณาและใจบุญสุนทานของฉัน เอาล่ะ พอมีข้อมูลใหม่อันนี้ คุณก็เริ่มเชื่อมากขึ้นในความเมตตากรุณาของตัวเอง นี่แหละครับ การทำงานของ self-signaling"


Create Date : 12 พฤษภาคม 2556
Last Update : 12 พฤษภาคม 2556 19:34:11 น. 0 comments
Counter : 1414 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.