creatio ex nihilo

ศล
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 85 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ศล's blog to your web]
Links
 

 
จิต ความตาย วิถีสุดท้าย และกรรม

เรื่องที่จะเล่าวันนี้เป็นยำใหญ่เฉพาะกิจ เนื่องด้วยคุณน้องสุดที่รักถามนักถามหนาว่าพุทธศาสนามีมติเช่นไรเกี่ยวกับความตายและกรรม ระบบปรัชญาพุทธเถรวาทเพื่อที่จะให้เห็นภาพกว้างของกระบวนการตรงนี้ผมว่าค่อนข้างซับซ้อนและต้องการพื้นฐานพอสมควร ตอนที่เริ่มพิมพ์ผมไม่ได้วางโครงเรื่องเอาไว้ก่อนครับ ฉะนั้นผมควรออกตัวสักนิดว่าบางช่วงอาจหลุดประเด็น บางช่วงอาจสั้นเกินไป กระชับเกินไป หรือยืดยาดเกินไป จะอย่างไรก็คงขอเขียนไปตามอารมณ์ของผมก็แล้วกัน

เริ่มต้นด้วย 'จิต' คำว่าจิตกับคำว่าวิญญาณในพุทธศาสนาเป็นชื่อเรียกของอย่างเดียวกัน อันที่จริงแล้วนอกจาก จิต กับ วิญญาณ ก็ยังมีอีกหลายชื่อครับ อาทิ มโน, มนัส, หทัย, ปัณฑระ, มนายตนะ, มนินทรีย์, วิญญาณขันธ์, มโนวิญญาณธาตุ (มีอธิบายไว้ในคัมภีร์อัฏฐสาลินี) ทำไมมีหลายชื่อ? ก็เพราะว่าเจ้าสิ่งนั้นมันเข้าไปทำหน้าที่ที่แตกต่างกันหรือเราอยากพูดถึงลักษณะที่เด่นเป็นพิเศษในมัน เช่น (ที่เคยเห็นกันบ่อย) ธรรมชาติใดย่อมคิด ธรรมชาตินั้นชื่อว่า 'จิต' ธรรมชาติใดรู้ ธรรมชาตินั้นชื่อว่า 'วิญญาณ' ธรรมชาติใดเมื่อน้อมไปสู่อารมณ์ก็รู้อยู่ ธรรมชาตินั้นชื่อว่า 'มโน'

จิตเป็นส่วนประกอบส่วนหนึ่งของชีวิต พุทธเราถือว่าเมื่อจำแนกชีวิตสัตว์หนึ่ง ๆ ออกมาจะจำแนกได้ 5 กอง (ขันธ์) หรือที่เรียกว่าขันธ์ 5 อันว่าจิตนี้ก็เป็นกองหนึ่ง จึงเรียก 'วิญญาณขันธ์' อีก 4 กองที่เหลือได้แก่ เวทนา, สัญญา, สังขาร สามกองนี้เกิดประกอบกับจิต เราเรียกรวมกันว่า 'เจตสิก' ส่วนอีกกองที่เหลือคือรูปขันธ์ ในขันธ์ 5 มีเฉพาะรูปขันธ์ที่เป็นรูปธรรม สำหรับจิตและเจตสิกนั้นเป็นนามธรรม

คำถามสำคัญครับ อะไรที่เป็นตัวบ่งชี้ว่า 'ธรรมอันนี้' ไม่ใช่ 'ธรรมอันนั้น'? อะไรเป็นตัวบอกว่าอันนี้จิต อันนี้ไม่ใช่จิต? อะไรที่ทำให้ธรรมแตกต่างกัน? คำตอบคือ 'ลักษณะ' ครับ เมื่อพูดถึงลักษณะ ทางอภิธรรมจะพูดถึงลักษณะ 2 อย่าง คือ ลักษณะที่ร่วมกันของธรรมต่าง ๆ เรียกว่า 'สามัญลักษณะ' และลักษณะที่ทำให้ธรรมอย่างหนึ่งแตกต่างจากธรรมอย่างอื่นเรียกว่า 'วิเสสลักษณะ' ตัวอย่างเช่น จิต กับ เวทนา มีลักษณะอะไรร่วมกัน? ลักษณะที่ร่วมกันระหว่างธรรมสองตัวนั้นก็คือสามัญลักษณะ ซึ่งสามัญลักษณะของธรรมที่มีเหตุปัจจัยปรุงแต่ง (เรียกว่า สังขตธรรม, ขันธ์ทั้ง 5 ล้วนเป็นสังขตธรรม) มี 3 ประการ เรียกว่า 'ไตรลักษณ์' ได้แก่ อนิจจัง (ความไม่เที่ยง) ทุกขัง (ความบีบคั้น ไม่อาจคงสภาพเดิมได้) และ อนัตตา (ความไม่เป็นอัตตา) ทีนี้ถามใหม่ว่าลักษณะอะไรที่ทำให้จิตเป็นจิต ทำให้เวทนาเป็นเวทนา? นั่นคือเขากำลังถามถึงวิเสสลักษณะของจิตกับของเวทนาครับ และโดยทั่วไปการนิยามวิเสสลักษณะของธรรมใดก็ตามในทางอภิธรรมนั้นจะนิยามโดยตัวแปร 4 ตัว คือ ลักษณะ (คือ เครื่องแสดงหรือสภาพโดยเฉพาะ), รสะ (คือ หน้าที่), ปัจจุปัฏฐาน (คือ ผลของรสะ หรือ อาการปรากฏของธรรม) และ ปทัฏฐาน (คือ เหตุใกล้ที่ทำให้ธรรมนั้นเกิด)

วิเสสลักษณะของจิต บางทีเรียกให้อ่านยาก ๆ ว่า 'ลักขณาทิจตุกกะของจิต' มีดังนี้

1. ลักษณะ : เป็นตัวรับอารมณ์
2. หน้าที่ : เป็นประธานในธรรมทั้งปวง
3. อาการปรากฏ : การเกิดดับต่อเนื่องไม่ขาดสาย
4. เหตุใกล้ให้เกิดจิต : นามรูป

ดูข้อ 3 อาการปรากฏของจิตที่ชาวพุทธบางส่วนสับสนกัน คือ จิตจะเกิด (อุปปาทะ) - ตั้งอยู่ (ฐิติ) - ดับ (ภังคะ) - เกิด - ตั้งอยู่ - ดับ - ... วนเวียนไปเรื่อยตามเชื้อ (คือ กิเลส) และเนื้อที่ (คือ กรรม) ที่ยังเหลืออยู่ เกิดกับดับนี้ไม่ได้หมายความว่าเกิดจากท้องแม่คือเกิด 1 ที แล้วลงหลุมคือตาย 1 ที อาการของจิตเองนั้นเกิดดับอยู่ตลอดเวลา ตั้งแต่เกิดจนถึงดับ 1 รอบเรียก '1 ขณะจิต' ใน 1 ขณะจิตมี 3 อนุขณะ คือ อุปปาทะ ฐีติ และ ภังคะ ตามการอุปมาว่าลัดนิ้วมือหนึ่งทีมีจิตเกิดดับเป็นจำนวนนับไม่ไหว จากวิเสสลักษณะของจิต จิตตายและเกิดเป็นปกติของมันอยู่แล้วครับ พอมาถึงในวิถีสุดท้ายของชีวิตสัตว์หนึ่ง ๆ มันก็ยังตายเกิดเป็นปกติตามเดิมของมัน โดยไม่สนใจสมมติของสัตว์นั้นว่าจะเป็นตัวอะไร ดังนั้นมันไม่ได้ย้ายออกจากร่างไปไหน จิตที่ต้องการรูปเกิด มันก็ไปเกิดกับรูปตามกลไกของมัน จิตที่ไม่ต้องการรูปเกิด (เช่น อรูปพรหมทั้งหลาย) มันก็เกิดตามกลไกของมัน ฉะนั้นความตายในภาษาชาวโลก มิได้เป็นความตายที่พิเศษพิสดารในมุมมองของจิต เพราะจิตเกิดดับรับอารมณ์ร้อยกันเป็นวิถีต่อวิถีเป็นปกติของมันอยู่แล้ว ความตายในแง่ชาวโลกนี้จึงเป็นความตายสมมติ และจิตดวงสุดท้ายที่ปรากฎในชีวิตสมมตินี้เรามีชื่อเฉพาะเรียกให้กับมันว่า 'จุติจิต' และเรียกวิถีที่เกิดจุติจิตว่า 'มรณาสันนวิถี'

มรณาสันนวิถี คือ วิถีจิตใกล้ตาย ถ้าพูดแบบชาวบ้านก็พูดได้ว่า วิถีจิตสุดท้ายในชาตินี้นั่นแหละครับ มรณาสันนวิถี สามารถเกิดได้ 2 ลักษณะ คือ ถ้าวิถีสุดท้ายก่อนตายสัตว์นั้นรับอารมณ์ทั้ง 5 ทางทวาร (รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส) ก็เรียกว่า 'มรณาสันนวิถีทางปัญจทวาร' แต่ถ้ารับอารมณ์เป็นเพียงความรู้สึกนึกคิดทางใจ (ธัมมารมณ์) ก็เรียกว่า 'มรณาสันนวิถีทางมโนทวาร' ถึงตรงนี้คงต้องแวะให้นิยามคำว่า 'ทวาร' กับ 'อารมณ์' สักนิดนึง ทวารหมายถึงช่องทาง เป็นช่องทางที่คนเราใช้รับอารมณ์ ถ้าพูดให้เจาะจง สิ่งที่รับอารมณ์ก็คือจิต พูดแบบนี้ ทวารก็คือที่ ๆ จิตกับอารมณ์มาพบกัน (เรียกว่าเกิดผัสสะ) ช่องทางหรือเขตแดนที่จิตกับอารมณ์มาพบกันมี 6 ช่อง ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และ ใจ จิตที่มาเกิดที่ตา มันก็รับรู้รูป เมื่อไปเกิดที่หู ก็รับรู้เสียง เกิดที่จมูก รับรู้กลิ่น เกิดที่ลิ้น รับรู้รส เกิดที่กาย รับรู้สัมผัส เมื่อเกิดที่ใจ ก็รับรู้ความนึกคิด รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส และความนึกคิด (ธรรมารมณ์) ธรรม 6 อย่างนี้แหละครับที่เรียกรวมกันว่า 'อารมณ์'

ยกตัวอย่างมรณาสันนวิถีทางมโนทวาร สมมติว่ามีวิถีดังนี้ (ที่จริงมันสามารถมีได้ 4 แบบ หรือ 4 วิถี)

ภ น ท มโน ช ช ช ช ช ต ต จุติ ปฏิ ภ

ตัวอักษร ภ น ท มโน ช ต จุติ ปฏิ ให้เข้าใจว่าเป็นจิตแต่ละขณะ 1 ตัว ก็ 1 ขณะ จากตัวอย่างที่ยกมาแปลว่ามีจิตเกิดดับ 14 ขณะ (อย่าลืมนะครับว่าใน 1 ขณะ มี 3 อนุขณะ) ตัวย่อแต่ละตัวเรียกว่าอะไร มีความหมายว่าอะไร เรายังไม่ต้องสนใจ ในที่นี้มี 2 ตัวที่ผมอยากให้สังเกตก็คือ 'จุติ' กับ 'ปฏิ'

จุติ คือ 'จุติจิต' จิตนี้จะเป็นจิตสุดท้ายในภพหนึ่ง ๆ ของสัตว์นั้น ๆ ครับ ส่วน ปฏิ คือ 'ปฏิสนธิจิต' เป็นจิตที่ทำหน้าที่ ปฏิสนธิกิจ (หน้าที่ หรือ กิจ ของจิตมีอยู่ 14 อย่าง ตอนนี้ก็ยังไม่ต้องสนใจเช่นกัน เอาไว้อธิบายยาว ๆ วันหลังครับ จุติกิจ ก็เป็น 1 ใน 14 ซึ่งเป็นหน้าที่ของ จุติจิต) หมายถึงหน้าที่เกิดขึ้นเพื่อสืบต่อภพใหม่ พูดง่าย ๆ ก็พูดได้ว่าเป็นจิตแรกในชาติหน้าของคุณของผมนั่นแหละ (ยกเว้นพระอรหันต์ไม่มีปฏิสนธิจิตอีกแล้ว เพราะเชื้อ (คือกิเลส) ที่ทำให้จิตเกิดหลังจากจุติจิตดับสิ้นแล้ว กับยกเว้นสัตว์ที่จะไปเกิดเป็น 'อสัญญสัตต' หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า 'พรหมลูกฟัก' อสัญญสัตว์เป็นสัตว์ที่ไม่มีสัญญา สัญญาเป็นสหชาติธรรมกันกับจิต ดังนั้นท่านพรหมประเภทนี้ก็ไม่มีจิต) ที่ผมให้สังเกต 2 ตัวนี้เพราะว่า ไม่ว่าจะเป็นมรณาสันนวิถีใดก็ตาม (ทั้งหมดสามารถมีได้ 8 แบบ) ทุกวิถีหลังจาก จุติ แล้วจะ ปฏิสนธิทันที ไม่มีจิตอื่นมาคั่นกลางเด็ดขาด หมายความว่า สัตว์ตายแล้ว เกิดทันที โดยไม่ต้องเสียเวลาถอดวิญญาณออกจากร่างเก่าเพื่อไปหาร่างใหม่เกิดครับ

ยังมีอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้ผมหยิบมรณาสันนวิถีมาพูด นั่นคือ อารมณ์ของจิตในวิถีนี้เป็นตัวชี้ชะตา เคยได้ยินความเชื่อว่า ก่อนตายขอให้นึกถึงสิ่งดี ๆ นึกถึงพระ นึกถึงพ่อแก้วแม่แก้วบ้างมั้ยครับ ความเชื่อคิดดีก่อนตาย มีมูลมาจากการยึดอารมณ์ของจิตในมรณาสันนวิถี และการยึดอารมณ์ของจิตในมรณาสันนวิถีนี้ก็เป็นไปตามลำดับการให้ผลแห่งกรรม (ผมจะแจกแจงต่อไป)

ลองย้อนกับไปดูลักขณาทิจตุกกะของจิตข้อแรกกันอีกที จิตเป็นตัวรับอารมณ์ ถ้าถามว่าจิตไม่รับอารมณ์ได้มั้ย? ไม่ได้ครับ มีจิตก็ต้องมีอารมณ์ จะบอกว่ามันเกิดมาเพื่อรับอารมณ์ก็ไม่ผิด ตรงนี้อาจมีคนช่างสงสัยและเคยได้ยินคำว่านิโรธสมาบัติ อาจแย้งว่าพระที่เข้านิโรธสมาบัติไม่มีอารมณ์ ถูกบางส่วนแต่ไม่ทั้งหมดครับ ตำราระบุแบบนี้ พระอนาคามีหรือพระอรหันต์ที่ได้ฌานสมาบัติ 8 และอยู่ในปัญจโวการภูมิ (ภูมิที่มีขันธ์ครบทั้ง 5, บรรดาท่านอรูปพรหมหมดสิทธิ) เมื่อเข้าฌานตามลำดับกระทั่งถึงเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน ในวิถีสุดท้ายนี้ เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน จะเกิดขึ้น 2 ขณะ ต่อจากนั้นทั้ง จิต เจตสิก และ รูปบางรูป (คือเฉพาะจิตตชรูป) ดับสิ้น คงเหลือแค่รูปบางรูปเท่านั้นที่ยังอยู่ (คือกัมมชรูป อุตุชรูป และอาหารชรูป) หมายความว่าตอนเข้านิโรธสมาบัตินี้จิตดับชั่วคราวครับ ฉะนั้นเมื่อตัวรู้ไม่มีแล้ว ตัวถูกรู้จะนิยามจากอะไร กล่าวโดยสรุป มีจิตก็ต้องมีอารมณ์

เอาล่ะครับ ทีนี้มาดูอารมณ์ที่จะเกิดขึ้นในมรณาสันนวิถีกัน อภิธรรมแสดงไว้ว่าอารมณ์ในมรณาสันนวิถี จะเกิดจากการที่จิตหน่วงเอาเครื่องกำหนด (นิมิต) ตัวใดตัวหนึ่งใน 3 ตัวนี้มาเป็นอารมณ์เสมอ ได้แก่ กรรม กรรมนิมิต และคตินิมิต ถ้ายึดกรรมเป็นอารมณ์ก็เรียก 'กรรมอารมณ์' ถ้ายึดกรรมนิมิตเป็นอารมณ์ก็เรียก 'กรรมนิมิตอารมณ์' ถ้ายึดคตินิมิตเป็นอารมณ์ก็เรียก 'คตินิมิตอารมณ์' กรรมอารมณ์กับคตินิมิตอารมณ์ สองอารมณ์นี้เกิดเฉพาะทางมโนทวาร นั่นคือ สองตัวนี้เป็นอารมณ์ให้ได้เฉพาะกับมรณาสันนวิถีทางมโนทวาร ส่วนกรรมนิมิตอารมณ์เกิดได้กับทวารทั้ง 6 ดังนั้น กรรมนิมิตอารมณ์สามารถเป็นอารมณ์ได้ทั้ง มรณาสันนวิถีทางปัญจทวารและทางมโนทวาร

กรรมอารมณ์ คือ กุศล หรือ อกุศลกรรม (กรรมดีกรรมเลว) ที่สัตว์นั้นได้เคยทำมาแล้ว เช่น เจริญภาวนา หรือ ปล้น ฆ่า ข่มขืน อย่างใดอย่างหนึ่งเป็นเหตุให้นึกถึงบุญกุศล หรือบาปเศร้าหมอง ชักจูงและเป็นตัวกำหนดโลกที่สัตว์จะไปเกิด ถ้ากรรมารมณ์ฝ่ายกุศล ก็ไปสุคติ ถ้ากรรมารมณ์ฝ่ายอกุศล ก็ไปทุคติ ใครทำชั่วทำเลวอะไรเอาไว้มาก ๆ ก็ระวังกรรมารมณ์ก่อนตายของตัวเองดี ๆ แล้วกันครับ จะไปเกิดที่ไหนศาสนาพุทธบอกว่าไม่มีบันทึกไว้โดยเทพเจ้าองค์ใด แต่อยู่ที่ชั่วดีในตัวคุณเอง

กรรมนิมิตอารมณ์ เป็นนิมิต หรือ เครื่องกำหนดที่เกี่ยวเนื่องกับการทำกรรม หมายถึงอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งในอารมณ์ทั้ง 6 คือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส และสภาพรู้ทางใจ เช่น โบสถ์ที่เคยไปทำบุญ โรงเรียนที่เคยสอนหนังสือ กลิ่นธูปที่เคยจุดตอนสวดมนต์ เสียงหวีดร้องของสัตว์ตอนถูกฆ่า ดาบที่ใช้ฆ่าสัตว์ ฯลฯ กรรมนิมิต ก็เป็นอารมณ์ให้จิตในมรณาสันนวิถี ถ้าเป็นนิมิตดี ก็โชคดี ถ้าเป็นนิมิตร้าย ก็เตรียมก้มหน้ารับผลของกรรม

ตายล่ะ ลืมพูดเรื่องสำคัญไป นั่นคือในวิถีจิตหนึ่ง ๆ จิตที่ขึ้นวิถีหมายถึงจิตขึ้นมารับอารมณ์แล้วจากนั้นจะสืบทอดอารมณ์เดียวกันจนกว่าจะจบวิถี รายละเอียดเก็บไว้เล่ายาว ๆ โดยพิสดารอีกที ที่พูดเรื่องนี้ขึ้นมา เพื่อต้องการบอกว่า ในมรณาสันนวิถี จิตที่ทำหน้าที่จุติ (ตาย) กับ ปฏิสนธิ (เกิด) เป็นจิตที่รับอารมณ์เดียวกัน และเป็นอารมณ์เดียวกับภวังคจิตตลอดที่เหลือในช่วงชีวิตหน้า ดังนั้นถ้าจุติจิตเป็นจิตที่รับอารมณ์เลว ปฏิสนธิจิต และภวังคจิตของชาติหน้าทั้งชาติ จะเลวครือกัน น่ากลัวมั้ยครับ?

คตินิมิตอารมณ์ เป็นอารมณ์ที่ผิดไปจากอารมณ์สองแบบแรก เนื่องด้วยอารมณ์ชนิดนี้บอกคติที่จะไปเกิด เช่น ถ้าเห็น (ทางใจ) เป็นปราสาทราชวัง ก็เดาได้ว่าไปเกิดดี เห็นนรกความทุกข์ทรมาน ก็เดาได้ว่าไปเกิดร้าย เห็นทุ่งหญ้าสวยงาม ก็อาจจะได้ไปเกิดเป็นเดรัจฉาน ฯลฯ

อารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่งใน 3 อย่างนี้จะมาให้จิตในวิถีสุดท้ายของชีวิตสัตว์หนึ่ง ๆ เสพ และเป็นตัวกำหนดที่ไปของสัตว์นั้น ๆ แต่การมาปรากฎของอารมณ์นั้นใช่ว่าจะมาแบบสุ่ม แต่มาตามกลไกหลักที่พระพุทธศาสนาเรียกว่า 'กรรม' กรรมเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ชาวพุทธที่ไม่สนใจศึกษาหาความรู้เข้าใจบิดเบือน ใจความสำคัญของกรรมขอให้ยึดพุทธพจน์ เจตนาหํ ภิกฺขเว กมฺมํ วทามิ เจตยิตฺวา กมฺมํ กโรติ กาเยน วาจาย มนสา ภิกษุทั้งหลาย เรา (ตถาคต) กล่าวว่า เจตนาคือกรรม เมื่อมีเจตนาแล้ว บุคคลย่อมทำกรรมโดยทางกาย วาจา และใจ

คำว่า 'เจตนา' นี้เป็นชื่อของเจตสิกตัวหนึ่งในหมวดสังขารขันธ์ ตามคัมภีร์อภิธรรมทั้งหลายชี้เฉพาะลงไปว่าไม่ใช่เจตนาเจตสิกทุกตัวที่เป็น กรรม แต่เฉพาะเจตนาในกรรมวัฏฏะเท่านั้นที่เป็นกรรม (ได้แก่ เจตนาในอกุศลจิต 12 และ โลกิยกุศลจิต 17 รวมเป็น เจตนา 29 - ข้อมูลนี้คุณไม่จำเป็นต้องจำหรือแจกแจงได้ในตอนนี้ครับ) ที่คัมภีร์ชี้เฉพาะว่าเจตนาในกรรมวัฏฏะเป็นกรรม เพราะเจตนาในมรรคที่ตัดวัฏฏะท่านไม่จัดให้เป็นกรรมด้วยความที่มันเป็นเจตนาที่ตัดเวียนว่ายตายเกิด

พระสูตรแบ่งกรรมออกเป็น 3 หมวด ๆ ละ 4 ชนิด รวมเป็นกรรม 12 พระอภิธรรมเพิ่มเติมกรรมอีก 1 หมวด 4 ชนิด รวมเป็นกรรม 16 กรรมทั้ง 4 หมวดนั้นได้แก่ (1) หมวดแบ่งกรรมตามหน้าที่ (2) หมวดแบ่งกรรมตามลำดับการให้ผล (3) แบ่งกรรมตามกำหนดเวลาการให้ผลของกรรม และ (4) หมวดแบ่งกรรมตามที่ตั้งแห่งผลของกรรม

(1) กรรมตามหน้าที่ แบ่งได้ 4 ชนิด

1. ชนกกรรม กรรมที่ทำให้เกิด
2. อุปถัมภกกรรม กรรมสนับสนุน
3. อุปปีฬกกรรม กรรมเบียดเบียน
4. อุปฆาตกรรม กรรมที่ตัดรอน

กรรมที่ทำให้สัตว์เกิด ว่าเกิดเป็นอะไรคือ ชนกกรรม คำว่า ทำให้เกิดนี้ มีทั้งใน ปฏิสนธิกาล คือ เกิดเป็น คน เทวดา สัตว์เดรัจฉาน เปรต ฯลฯ และ ปวัตติกาล คือ อวัยวะใหญ่น้อย ตา หู จมูก การได้กลิ่น การได้ยิน ฯลฯ ของสัตว์นั้น ๆ โดยมีอุปถัมภกกรรม เป็นตัวที่คอยสนับสนุนส่งเสริมชนกกรรม (ให้เข้าใจว่า กรรมข้อ 2-4 นั้นเทียบกับข้อ 1 กล่าวคือ สนับสนุน เบียดเบียน หรือ ตัดรอดข้อ 1) คัมภีร์อรรถกถาอธิบายการสนับสนุนของอุปถัมภกกรรมไว้ 3 ลักษณะคือ

1. ส่งเสริมชนกกรรมที่ยังไม่มีโอกาสให้ผล ให้มีโอกาสให้ผล
2. สนับสนุนชนกกรรมที่ให้ผลนั้น ให้ให้ผลยิ่งขึ้น
3. สนับสนุนผลของชนกกรรมให้ตั้งอยู่ได้นาน

ยกตัวอย่างง่าย ๆ เช่นชนกกรรมทำให้เกิดเป็นมนุษย์ที่มีรูปร่างหน้าตางดงาม อุปถัมภกกรรมส่งผลให้เกิดในครอบครัวที่ร่ำรวยมั่งคั่ง หรือ ชนกกกรรมทำให้เกิดเป็นหมา อุปถัมภกกรรมยังส่งผลให้เป็นหมาขี้เรื้อน เป็นต้น

อุปปีฬกกรรม คือ กรรมที่เบียดเบียนชนกกรรมหรือผลของชนกกรรม การเบียดเบียนก็มี 3 ลักษณะ

1. ขัดขวางชนกกรรมไม่ให้มีโอกาสส่งผล
2. เบียดเบียนผลของชนกกรรมไม่ให้ส่งผลได้เต็มที่
3. เบียนเบียนผลของชนกกรรมไม่ให้ตั้งอยู่นาน

สรุปแล้วหน้าที่มันก็เหมือนกับ อุปถัมภกกรรมนั่นแหละครับ แต่คนละฝ่ายกัน อุปถัมเป็นฝ่ายสนับสนุนชนก ส่วน อุปปีฬเป็นฝ่ายค้านชนก เช่น ชนก ทำให้เกิดเป็นคนรูปงาม อุปถัมส่งให้มีฐานะร่ำรวย และ อุปปีฬ อาจจะส่งผลให้เกิดอุบัติเหตุพิการตลอดชีวิต เป็นต้น

สำหรับอุปฆาตกรรม คือ กรรมที่ตัดรอนชนกกรรม อาจจะมองว่าเป็น อุปปีฬขั้นรุนแรงคือเบียดเบียนจนตัดขาดได้สะบั้นชนิดที่ชนกกรรมหมดโอกาสให้ผลเลย การตัดรอนมี 4 แบบ

1. กุศลอุปฆาตกรรม ตัดกุศลชนกกกรรม
2. กุศลอุปฆาตกรรม ตัดอกุศลชนกกกรรม
3. อกุศลอุปฆาตกรรม ตัดอกุศลชนกกรรม
4. อกุศลอุปฆาตกรรม ตัดกุศลชนกกรรม

อาจจะสงสัยว่ากุศลตัดกุศลได้อย่างไร สมมติคุณได้ฌาน 2 การได้ฌาน 2 ก็ไปตัดกุศลชนกกรรมเดิมของการได้ ฌาน 1 คือการไปเกิดเป็น ปฐมฌานพรหม แทนที่จะไปเกิดเป็นปฐมฌานพรหมก็ได้เกิดเป็นทุติยฌานพรหมแทน

กรณีกุศลตัดอกุศลนั้นเห็นได้ชัดเมื่อเป็นกุศลขั้นมรรค กรณีตัวอย่างที่หนังสือหลายเล่มชอบยกกันก็คือ กรณีขององคุลิมารที่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตมาเยอะ เป็น อกุศลกรรม อกุศลกรรมสมควรให้ผลไปเกิดเป็นสัตว์นรก (อกุศลกรรมที่ทำให้ไปเกิดเป็นสัตว์นรกนั้นก็เรียกว่า อกุศลชนกกรรม) แต่หลังจากองคุลิมารบรรลุโสดาบันแล้ว โสดาคปัตติมรรค ซึ่งเป็น กุศลกรรม ก็ได้ตัดรอนชนกกรรมที่เป็นอกุศลซึ่งต้องส่งให้องคุลิมารไปเกิดเป็นสัตว์นรกเสียสิ้น กรณีนี้ โสดาคปัตติมรรค จึงเป็น อุปฆาตกรรมที่ตัดรอน อกุศลชนกกรรม

อกุศลตัดรอนกุศล ก็ได้แก่อกุศลที่หนักกว่ากุศล (หัวข้อน้ำหนักของกรรมจะอยู่หมวดถัดไปครับ) เช่น ผู้ได้ฌานใดฌานหนึ่งสมควรไปบังเกิดเป็นพรหมตามชนกกรรมที่เป็นกุศล แต่กลับต้องตกนรกแทนเพราะว่าอาจจะไปทำให้คณะสงฆ์แตกแยกซึ่งเป็นอนันตริยกรรมฝ่ายเลว และเป็นกรรมหนัก การทำสงฆ์แตกแยกจึงเป็น อกุศลอุปฆาตกรรมที่ตัดรอนกุศลชนกกรรม

(2) กรรมตามลำดับการให้ผล (หรือน้ำหนัก) แบ่งได้ 4 ชนิด

1. ครุกรรม หรือ กรรมหนักให้ผลก่อน
2. อาสันกรรม คือ กรรมก่อนตายให้ผลอันดับถัดมา
3. อาจิณณกรรม คือ กรรมที่ทำตามความเคยชิน ให้ผลถัดมา
4. กตัตตากรรม คือ กรรมสักแต่ว่ากระทำ ให้ผลลำดับสุดท้าย

ถ้ามีชนกกรรม 2 ตัว เช่น การได้ฌาน 1 (ส่งผลให้ไปเกิดที่พรหมโลกสำหรับผู้ได้ฌาน 1) และการได้ฌาน 2 (ส่งผลให้ไปเกิดที่พรหมโลกสำหรับผู้ได้ฌาน 2) ชนกกรรมตัวหลังหนักกว่าตัวแรก ดังนั้นจึงให้ผลก่อน กรณีนี้อาจมองว่า ชนกกรรมคือการได้ฌาน 2 เป็น อุปฆาตกรรมของชนกกรรมคือการได้ฌาน 1 (ที่ผมพูดถึงนี้เป็นการวิเคราะห์ตามทฤษฎีในระบบเล็ก ๆ คือมีกรรมแค่ 2 ตัวนะครับ ในความเป็นจริง เราทำกรรมกันแทบทุกขณะจิต) สมมติเพิ่มเติมว่ามีกรรมตัวที่ 3 เข้ามาคือ ทำพระพุทธเจ้าเลือดออก ซึ่งเป็นชนกกรรมที่ทำให้ไปเกิดเป็นสัตว์นรก ก็ต้องเปรียบเทียบ กรรม 3 ตัวว่าตัวใดมีน้ำหนักมากกว่ากัน กรณีนี้คือ กรรมตัวที่ 3 ดังนั้น โลหิตุปปาท จึงเป็น อุปฆาตของกุศลชนกกรรม และทำให้ตัวเองเป็น อกุศลชนกกรรมนำพาไปเกิดยังนิรยภูมิ นี่คือเรื่องของครุกรรม

มาดูตามตำรา กรรมที่จัดเป็นครุกรรม ซึ่งมีทั้งกรรมดีและกรรมเลวนั้นจะจัดว่าเป็นครุกรรมเมื่อไร

1. เมื่อมีความเห็น (ทิฏฐิ) ว่ากรรมไม่มีผล (นัตถิกทิฏฐิ), สิ่งทั้งหลาย หรือสัตว์ทั้งหลายที่เป็นอยู่นั้น เป็นอยู่โดยไม่มีสาเหตุ (อเหตุกทิฏฐิ) และ ไม่มีบุญ ไม่มีบาป (อกริยทิฏฐิ)

2. จิตที่เต็มไปด้วยความโกรธ (โทสมูลจิต 2) ที่ใช้ทำ อนัตริยกรรม มี 5 อย่าง บางทีก็เรียกว่า ปัญจานันตริยกรรม ได้แก่ ฆ่าพ่อ ฆ่าแม่ ฆ่าพระอรหันต์ ทำร้ายพระพุทธเจ้าถึงขั้นเลือดออก และทำสังฆเภท คือ ยุแยงพระสงฆ์ให้แตกแยก อันหลังนี้ว่ากันว่าหนักกว่าเพื่อน ดังนั้นถ้าใครใจเด็ดทำครบทั้ง 5 ตัวสุดท้ายคือสังฆเภทจะให้ผลเป็นชนกกรรม และอีก 4 ตัวที่เหลือเป็น อุปถัมภกกรรม ให้อยู่จำเริญในนรกภูมินานแสนนาน

3. ฌานทั้ง 9 (หรือ 8 ควรทราบว่าตามนัยพระสูตรแบ่งฌานเป็น 8 ได้แก่ รูปฌานและอรูปฌานอย่างละ 4 แต่นัยพระอภิธรรมกระจายฌานเป็น 9 มีรูป 5 และอรูป 4) กรณีฌานนี้ได้อธิบายแล้วว่าฌานสูงข่มฌานต่ำ ดังนั้นทำให้ชนกกรรมของฌานต่ำไม่อาจให้ผลอีก (เพราะถูกฌานสูงกว่าอุปฆาต) ชนกกรรม คือ ฌานต่ำกว่า กรณีนี้ บางทีเราเรียกว่าเป็น อโหสิกรรม (ซึ่งจะพูดถึงอีกทีเมื่อถึงการแบ่งกรรมตามระยะเวลาการให้ผล)

ถ้าวาระก่อนตาย บุคคลใดไม่มีครุกรรมเลยตลอดทั้งชีวิต กรรมที่จะให้ผลอันดับถัดมาคือ อาสันนกรรม หรือ กรรมที่ได้กระทำในเวลาใกล้ตาย บางคนสงสัยว่าคุณเธอคนนี้ทำบุญเข้าวัดฟังธรรมตลอดทั้งชีวิต วันหนึ่งเกิดไปขับรถชนแมวตายโดยอุบัติเหตุ อารามตกใจลงจากรถมาดูแมว ถูกรถสิบล้อทับตายคาที่ อารมณ์ที่ชนแมวตายเป็นอกุศล เป็นบาป เพราะทำให้จิตใจห่อเหี่ยว เหนี่ยวไว้ในช่วงขณะสุดท้าย ทำบุญมาตลอดชีวิต เป็น อาจิณณกรรม แต่ลำดับการให้ผลของอาจิณณกรรมนั้นช้ากว่าอาสันนกรรมอยู่ขั้นหนึ่ง อาสันนกรรมที่ทำก่อนตายนี้ เปรียบเสมือนโคปากคอก ตำราว่าแม้โคจะแก่เพียงใด กำลังอ่อนเพียงใด แต่ถ้าอยู่ปากคอกพอดี เมื่อเปิดคอก โคกำลังอ่อนนั้นก็ย่อมต้องหลุดออกมาก่อนโคที่แข็งแรงแต่อยู่ในส่วนลึกของคอก ดังนั้นกรณีนี้บุคคลนั้นย่อมมีโอกาสไปสู่ทุคติสูง

กรรมที่ให้ผลลำดับถัดมาจากอาสันกรรมคือ อาจิณณกรรม คือกรรมที่ทำเป็นกิจวัตร เช่น สวดมนต์ทุกวัน ฆ่าสัตว์ทุกวัน ตักบาตรทุกวัน หรือด่าพ่อแม่ทุกวัน ฯลฯ กรรมลำดับสุดท้ายคือ กตัตตากรรม กรรมที่สักแต่ว่าทำ กตัตตากรรมนี้อภิธรรมขยายความเป็น 2 กลุ่ม คือ กรรมที่ทำในภพนี้ เช่น เพื่อนชวนไปทำบุญ ตัวเองไม่อยากไป แต่ก็ไปกับเพื่อน และ กรรมที่เคยทำในภพก่อนๆ (ได้แก่ อปราปริยเวทนียกรรม ซึ่งเป็นกรรมที่อยู่ในหมวดลำดับเวลาการให้ผลของกรรม หัวข้อถัดไป) กลุ่มที่ 2 นี้เป็นกรรมที่เคยทำไว้และรอเวลาให้ผล เมื่อสบช่อง ก็ให้ผลทันที เหมือนพรานล่าเนื้อ เนื้อพลาดท่าเมื่อไร ก็เสร็จนายพรานเมื่อนั้น

(3) กรรมตามกำหนดเวลาการให้ผลของกรรม มี 4 ชนิด

1. ทิฏฐธรรมเวทนียกรรม ให้ผลทันทีในชาตินี้
2. อุปปัชชเวทนียกรรม ให้ผลชาติหน้า
3. อปราปริยเวทนียกรรม ให้ผลในชาติต่อ ๆ ไป (เป็นกตัตตากรรม)
4. อโหสิกรรม กรรมที่ไม่ให้ผลแล้ว

มาถึงตรงนี้ ก็ขอให้ฟังเล่น ๆ นะครับ ใครสนใจลองไปค้นตำราเองอีกที เท่าที่จำได้คือกรรมที่ให้ผลชาตินี้ ถ้าถูกอุปฆาตไปโดยกรรมอื่น ก็จะเป็นอโหสิกรรม ไม่อาจให้ผลอีก อย่างเช่นกรณีพระโสดาบัน ได้ผลจากโสดาคปัตติมรรค ต่อมาถูกอุปฆาตโดยสกิทาคามิมรรค โสดาคปัตติมรรคก็เป็นอโหสิกรรม ไม่อาจให้โสดาคปัตติผลได้อีก เหตุผลหนึ่งที่ทำให้ผมจำมาเช่นนี้เพราะคุ้นว่าในผลสมาบัติวิถี พระอริยเจ้าจะเข้าผลสมาบัติได้เฉพาะผลครั้งล่าสุดที่ตนเองได้ จะเข้าผลสมาบัติที่เคยผ่านมาก่อนหน้ามิได้

ในเรื่องกรรมที่ให้ผลชาตินี้ชาติหน้าและชาติต่อ ๆ ไป มีอธิบายพิสดารยิ่งในเรื่องวิถีจิตที่ทำกรรม (อย่าลืมว่ากรรมคือ เจตนา และเจตนาเป็นเจตสิกที่เกิดพร้อมกับจิตเพื่อปรุงแต่งจิต) ที่ว่าพิสดารยิ่งนั้น เพราะอภิธรรม เจาะจงชัดเจนว่าเจตนาในชวนะจิตดวงแรกให้ผลในชาตินี้ เจตนาในชวนะจิตดวงสุดท้ายให้ผลในชาติหน้า และเจตนาในชวนะจิตที่อยู่ระหว่างนั้นให้ผลในชาติต่อ ๆ ไป เป็นอปราปริยเวทนียกรรม

ยังไม่ต้องกังวลกับคำศัพท์ 'ชวนะจิต' ครับ แค่พูดถึงให้เห็นความพิสดารในการอธิบายเท่านั้น ถ้าพูด concept ชวนะจิตคือจิตที่ทำชวนกิจ ซึ่งชวนกิจเป็นกิจอย่างหนึ่งใน 14 กิจของจิต จิตที่ทำชวนกิจคือจิตที่ทำหน้าที่เสพอารมณ์ โดยปกติในอารมณ์ธรรมดาจะมีชวนจิตเกิดได้ไม่เกิน 7 ดวงใน 1 วิถี เจตนาในชวนจิตดวงแรกให้ผลชาตินี้ (ถ้าไม่ถูกอุปฆาตเสียก่อน) เจตนาในชวนจิตดวงที่ 7 ให้ผลชาติหน้า (ถ้าชาติหน้าไม่ให้ผล ก็หมดโอกาสให้ผล ถือว่า expire กลายเป็นอโหสิกรรม) ส่วนชวนจิตดวงที่ 2-6 เป็น อปราปริยเวทนียกรรม ไม่มี expired date สบช่องเมื่อไร ให้ผลเมื่อนั้น

ตัวสุดท้ายในหมวดนี้คือ อโหสิกรรม หมายถึงกรรมที่ไม่ให้ผลแล้ว มี 3 สาเหตุดังนี้ (ตามคัมภีร์ปฏิสัมภิทามัคค)

1. กรรมนั้นได้ให้ผลแล้ว มี 2 กรณีย่อยคือ รับผลไปแล้ว เช่น ทำกรรมใดให้ไปเกิดในนรก ไปเกิดในนรกแล้ว กรรมนั้นก็เป็นอโหสิกรรม และ ถูกผลที่หนักกว่าอุปฆาตไว้ เช่น ฌาน 2 อุปฆาต ฌาน 1 เป็นต้น

2. กรรมนั้นไม่ให้ผล ได้แก่กิริยาของพระอริยเจ้า พูดง่าย ๆ คือ เจตนาตัวเดียวกัน กระทำโดยพระอริยเจ้า และโลกิยบุคคลให้ผลต่างกัน กรณีของพระอริยเจ้าไม่ให้ผล (เรียกกรรมนั้นใหม่ว่า กิริยา) กรณีของโลกิยบุคคลยังให้ผล คือมีวิบาก

3. กรรมนั้นไม่มีผู้รับผล ได้แก่กรรมในอดีตชาติของพระอรหันต์ กรรมนั้นจัดเป็นอโหสิกรรม เพราะไม่มีผู้รับผลแล้ว

ทั้งหมด 3 หมวดรวมเป็น กรรม 12 นี้แสดงตามนัยแห่งพระสูตร พระอภิธรรมได้เพิ่มเข้าไปอีก 1 หมวด คือแสดงกรรมตามฐานที่ตั้งแห่งผลของกรรม แบ่งเป็น 4 ชนิดคือ

1. ที่ตั้งแห่งวิบากจิตอันเกิดจาก อกุศลกรรม
2. ที่ตั้งแห่งวิบากจิตอันเกิดจาก กามาวจรกุศลกรรม
3. ที่ตั้งแห่งวิบากจิตอันเกิดจาก รูปาวจรกุศลกรรม
4. ที่ตั้งแห่งวิบากจิตอันเกิดจาก อรูปาวจรกุศลกรรม

รายละเอียดหมวดนี้หยุมหยิมเกินไป และจำเป็นต้องมีความรู้เรื่องจิตตสังคหวิภาค ผมขอนำมาพูดถึงอีกทีเมื่อมีโอกาสครั้งต่อไป และจากที่เล่ามา เชื่อว่าคงมองเห็นภาพความตาย และกลไกของกรรมมุมกว้างได้ระดับหนึ่ง สวัสดีครับ


Create Date : 12 มกราคม 2553
Last Update : 12 มกราคม 2553 16:45:42 น. 1 comments
Counter : 1074 Pageviews.

 
สวัสดีตอนเย็นๆ คับ
จะวันพุธแว้วว อีกแป๊ปเดียวก็จะศุกร์
จะได้หยุดแล้วเนอะ ^^


โดย: ผมชอบกินข้าวมันไก่ วันที่: 12 มกราคม 2553 เวลา:17:35:02 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.