creatio ex nihilo

BlogGang Popular Award#13


 
ศล
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 83 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ศล's blog to your web]
Links
 

 
พระเจ้าสร้าง ข้าพเจ้าพล่าม สตีเฟ่น ฮอกกิ้น (God and Stephen Hawking)



ขอวิจารณ์หนังสือเล่มนี้โดยแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกคือผู้แปล ผู้แปลแปลหนังสือเล่มนี้ ซึ่งเป็นหนังสือที่วิจารณ์หนังสือฟิสิกส์ โดยที่ตัวเขาไม่มีความรู้ฟิสิกส์ คณิตศาสตร์ หรือปรัชญาเลย (อย่างน้อยสำนวนการแปลก็ฟ้องออกมาแบบนั้น) ทำให้งานแปลชิ้นนี้มีจุดผิดพลาดเยอะมาก และไม่สามารถถ่ายทอดสิ่งที่ผู้เขียนต้องการนำเสนอต่อผู้อ่านออกมาได้อย่างตรงไปตรงมา ลองเทียบบางข้อความกับตัวอย่างในแอมะซอน เช่น

» His predecessor as head of that project was Jim Watson, winner (with Francis Crick) of the Nobel Prize for discovering the double-helix structure of DNA. ถูกแปล "...ซึ่งได้รับรางวัลโนเบลร่วมกับฟรานซิส คริค ในฐานะที่ทั้งสองได้ค้นพบยีนส์ที่เป็นตัวเกลียวคู่" หนังสือเขาเขียนตรง ๆ ไม่ต้องไปยงไปยีนให้งงว่า โครงสร้างเกลียวคู่ของดีเอ็นเอ

» อีกแห่ง ต้นฉบับว่า that is, a theory that unified the four fundamental forces of nature: แปล "โดยกล่าวว่ามันเป็นทฤษฎีที่รวบรวมเอาพลังงานพื้นฐานของธรรมชาติสี่พลังงานด้วยกันรวมกันเป็นเอกรูปเดียว" คำว่า force แปลว่า แรง ในทางฟิสิกส์มีหน่วยเป็นนิวตัน คนละอย่างกับพลังงาน มีหน่วยเป็นจูล

» บางแห่งอ่านแล้วก็งง (ไม่ได้เทียบกับต้นฉบับ แต่ผมมั่นใจว่าผิด) "ตอนหลังนักปรัชญาที่ชื่อเอปิคิวเรียนก็ได้ใช่ชื่อเขาเป็นชื่อของปรัชญา" นี่หมายถึงนักปรัชญาชื่อ Epicurus กับ Epicureanism ใช่มั้ย? มีนักปรัชญาชื่อเอปิคิวเรียนด้วยเหรอ

» มีหลายสำนวนที่สื่อความไม่ตรง เช่น ข้อความ "เพราะเขาได้เขียนว่า 'เราเป็นผลผลิตของการขึ้น ๆ ลง ๆ ของตัวควอนตัมจากยุคต้น ๆ ของการเกิดเอกภพ' " ตรงนี้ หนังสืออ้างข้อความจากหนังสือของ Hawking ซึ่ง Hawking เขียนว่า We are the product of quantum fluctuations in the very early universe. คำสำคัญคือ quantum fluctuations (ซึ่งมีผู้แปลไว้หลายแบบ การกวัดแกว่งเชิงควอนตัม การกระเพื่อมแบบควอนตัม ฯลฯ) และอันที่จริง ประโยคที่อยู่ต่อจากประโยคนี้ Hawking เขียนว่า If one were religious, one could say that God really does play dice. ซึ่งผมคิดว่ามันใช้โต้แย้งอคติของ Lennox ได้อย่างชัดเจน และจะกล่าวถึงอีกทีในส่วนที่สอง

» ข้อความ "อย่างเช่นกฎแรงโน้มถ่วงแบบตรงข้าม (inverse square law of gravitation)" เป็นตัวอย่างที่ดีอีกตัวอย่างว่าผู้แปลไม่คุ้นเคยฟิสิกส์ โดยทั่วไป เราแปลกันว่า กฎกำลังสองผกผันของความโน้มถ่วง ทั้งนี้เพราะกฎนี้เขียนด้วยสัญลักษณ์ในรูปสมการคณิตศาสตร์ คือ F = GMm/R2 แรงดึงดูด F ระหว่างมวล M กับ m แปรผกผันกับระยะห่าง R ระหว่างมวลยกกำลังสอง

» ผู้แปล แปลคำ 'Hawking radiation' ว่า 'กัมมันตภาพรังสีของฮอกกิ้น' เราจะไม่วิจารณ์ว่าเขาเข้าใจ Hawking radiation หรือไม่ แต่เราน่าตั้งข้อสังเกตกันว่า เขาแยกความแตกต่างระหว่าง radioactivity (กัมมันตภาพรังสี) กับ radiation (การแผ่รังสี) ออกหรือไม่

» บางข้อความใส่น้ำเสียงผิดที่ผิดทาง เช่น โมเดลที่ดีนั้นจะต้อง "น่าสนใจเป็นทฤษฎีที่ฟังดูแล้วหรูล้ำเลิศดี" น้ำเสียงประชดประชัน ในขณะที่สิ่งที่ Hawking เขียนคือ A model is a good model if it: 1. Is elegant (คุณจำเป็นต้องอ่านหนังสือที่กำลังถูกวิจารณ์ด้วย เพื่อตรวจสอบว่า elegant ที่ใช้นั้น ใช้ในความหมายแบบไหน) นำเสียงแบบเดียวกันนี้เห็นได้ชื่อหนังสือฉบับแปล พระเจ้าสร้าง ข้าพเจ้าพล่าม สตีเฟ่น ฮอกกิ้น

» ข้อความ "โมเดลที่ขึ้นอยู่กับสภาพของความเป็นจริง (model-dependent realism)" ก็สะท้อนให้เห็นว่าผู้แปล อาจจะไม่เคยอ่านหนังสือที่กำลังถูกวิจารณ์อยู่เลย อันที่จริงคำนี้คือ realism นะครับ ไม่ใช่ model แต่เป็น realism ที่ขึ้นอยู่กับ model ไม่ใช่โมเดลที่ขึ้นอยู่กับสภาพของความเป็นจริง

» อีกสักคำ "เหตุที่มาจากความคิด (formal cause)" ซึ่งเป็นตัวอย่างด้านปรัชญา ตรงนี้คือการอ้างความคิดเรื่องสาเหตุของอริสโตเติล ซึ่งแกกว่าเหตุใด ๆ ก็ตามเราจะจัดกลุ่มมันได้เป็น 4 กลุ่ม คือ efficient cause, final cause, material cause กับ formal cause (สาเหตุเชิงรูป หรือ รูปเหตุ) การแปลว่า เหตุที่มาจากความคิดนั้นชวนสับสน เพราะ final cause ก็มาจากความคิด ตัวอย่างของอริสโตเติลเองเลยคือ ความปรารถนาจะครอบครองรูปปั้นสำริด (เป็นความคิดใช่มั้ยครับ) เป็น final cause (อันตเหตุ) ของกระบวนการสร้างรูปปั้นสำริด

ส่วนที่สอง คือส่วนที่พอจะจับความได้จากข้อโต้แย้งของผู้เขียน John C. Lennox มีตัวอย่างบางประเด็นที่ผมไม่เห็นด้วย Lennox บอกว่า:

» Hawking บอกว่าปรัชญาตายแล้ว แต่ทำไมเธอใช้ปรัชญาซะเองล่ะ? ย้อนแย้งสุด ๆ อันนี้เป็น argument ตื้น ๆ อันแรกของ Lennox ลองมาดูว่า Hawking พูดแบบไหน ในหนังสือ The Grand Design นั้น แกพูดในบทแรกว่า philosophy is dead จริงครับ แต่มันอยู่ในบริบทที่ว่า สำหรับคำถามจำพวก เราจะเข้าใจโลกได้อย่างไร, เอกภพมีพฤติกรรมอย่างไร, ธรรมชาติของความจริง (reality) คืออะไร, สิ่งทั้งหมดทั้งมวลมาจากไหน, เอกภพจำเป็นต้องมีผู้สร้างหรือไม่ เดิมทีคำถามเหล่านี้เป็นคำถามในเชิงปรัชญา แต่ปรัชญาตายแล้ว ปรัชญาวิ่งตามพัฒนาการของวิทยาศาสตร์สมัยใหม่โดยเฉพาะฟิสิกส์ไม่ทัน นี่ คุณต้องตีความจากตรงนี้ คือปรัชญาตายแล้วในความหมายนี้ ลำพังแค่ปรัชญาไม่พอจะตอบคำถามดังกล่าวได้แล้วนะ โลกทัศน์เราเปลี่ยนไปเมื่อความรู้ทางฟิสิกส์ก้าวหน้าขึ้น อะตอมไม่ได้แบ่งแยกไม่ได้อีกต่อไป สสารกับพลังงานไม่ได้เป็นคนละสิ่งอีกต่อไป คลื่นกับอนุภาคเป็นสมบัติคู่ของวัตถุ ฯลฯ Hawking จึงบอกว่า เราจะตอบคำถามเชิงปรัชญาเดิม แน่นอน คำตอบยังคงเป็นปรัชญาอยู่ (แกอ้างตรงไหนว่าคำตอบของแกไม่ใช่ปรัชญา) แต่เป็นปรัชญาที่พัฒนาจากความรู้วิทยาศาสตร์ในปัจจุบัน "The purpose of this book is to give the answers that are suggested by recent discoveries and theoretical advances." ซึ่งไม่ใช่จากมุมมองของปรัชญาเดิม ๆ ที่ตายไปแล้ว ประเด็นนี้ Lennox ตั้งแง่ตั้งง่ามเกินไปรึเปล่าครับ

» ประเด็นเอกภพสร้างตัวเองได้โดยไม่ต้องอาศัยพระเจ้า ตรงนี้ Hawking เขียนว่า "Because there is a law like gravity, the universe can and will create itself from nothing in the manner described in Chapter 6. Spontaneous creation is the reason there is something rather than nothing, why the universe exists, why we exist. It is not necessary to invoke God to light the blue touch paper and set the universe going." ซึ่ง Lennox จับความได้แค่ว่า ไม่มีพระเจ้า! แกก็เดือดเป็นฟืนเป็นไฟ อ้างคนโน้นคนนี้ เพื่อแสดงให้เห็นว่า ต่อให้เราอธิบายการเกิดขึ้นเองของเอกภพได้ ก็ไม่ได้แปลว่าไม่มีพระเจ้า โธ่ คุณครับ Hawking เขาเขียนตรงไหนว่าไม่มีพระเจ้า เขาแค่บอกว่า ไม่จำเป็นต้องดึงพระเจ้ามาใช้เป็นคำอธิบายสำหรับกรอบคิดแบบความจริงที่ขึ้นอยู่กับโมเดล ฉะนั้นข้อแย้งของ Lennox ไม่ได้แย้งอะไร Hawking เลย Hawking ยังพูดว่า If one were religious, one could say that God really does play dice. ซึ่งก็หมายถึง quantum fluctutaion ตรงนี้ผมขอเปรียบเทียบกับการปลูกพืชหรือต้นไม้ มีคนพูดว่า "ต้นไม้เติบโตเองได้โดยไม่จำเป็นต้องมีคนปลูก" มันไม่ได้หมายความว่า ถ้าเราชี้ไปที่ต้นไม้ แล้วเราจะได้ข้อสรุปว่าไม่มีคนปลูก ไม่ว่ามันจะมีคนปลูกหรือไม่มีคนปลูก (เราไม่รู้นี่ครับ) แต่เราก็สามารถอธิบายมันได้โดยไม่จำเป็นต้องมีคนปลูก

» ในเรื่องนาฬิกาของ William Paley ผมคิดว่าข้อโต้แย้งนี้ Richard Dawkins ตอบไว้ดีในบทแรกของ The Blind Watchmaker

ภาพรวม ไม่ค่อยน่าประทับใจคุณภาพการแปลหนังสือ และอาจทำให้เราตาม argument ของ Lennox ในบางประเด็นแบบงง ๆ โดยส่วนตัว ผมไม่มองว่า The Grand Design โจมตีพระเจ้า และไม่ได้บอกว่าพระเจ้าไม่ใช่ผู้สร้างเอกภพ (แค่บอกว่าพระเจ้าไม่จำเป็นต้องเป็นปัจจัยหนึ่งในการสร้างเอกภพ) ขณะที่ God and Stephen Hawking โจมตี Hawking แบบร้อนตัวเกินไป เก็บกดเกินไป

ผมให้


Create Date : 06 เมษายน 2555
Last Update : 6 เมษายน 2555 14:45:16 น. 0 comments
Counter : 1195 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.