โยคะเป็นไปเพื่อดับการปรุงแต่งของจิต
Group Blog
 
All blogs
 

สวนสรรพยา บทที่ 3 วิทยาศาสตร์หรือธรรมชาติ สารเคมีหรือออแกนิค

เครดิตภาพจาก pantip.com ส่วนเจ้าของภาพ อยู่ที่มุมภาพค่ะ

วันนี้กลับมาดึกๆเช่นเคยค่ะ -_- และเรื่องมันยาววววววมาก ขอบอก!!!
เรื่อง วิทยาศาสตร์หรือธรรมชาติ สารเคมีหรือออแกนิค (ขอบอกไว้ก่อนว่าไม่ได้จะมาสร้างกระแสสนับสนุนหรือคัดค้านฝั่งหนึ่งฝั่งใดนะคะ)

ที่วันนี้นึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมาตอนที่รดน้ำต้นไม้เมื่อเช้าที่โยคะคีตา ขณะที่มองไปรอบก็เห็นต้นสะเดาดินที่ปลูกไว้แทนสนามหญ้ามันกลายเป็นสีแดงๆ ใบด่างๆ ซีดๆ ก็ให้รู้ว่าถึงเวลาต้องบำรุงสนามหญ้าแล้ว แต่จะบำรุงมันด้วยปุ๋ยเคมีหรือปุ๋ยอินทรีย์ดีละ ซึ่งแน่นอนว่าถ้าใช้ปุ๋ยเคมีก็จะง่าย แค่หว่านแล้วก็รดน้ำเท่านั้น แต่สภาพดินที่ไม่ดีอยู่แล้ว ไม่ดีขึ้นไปอีก แต่ถ้าปุ๋ยอินทรีย์แบบเม็ดก็จะง่ายแต่ก็ควรรดด้วยน้ำจุลินทรีย์ เพื่อให้สนามสวยอย่างยั่งยืน แต่ก็จะใช้เวลาสักหน่อย

สิ่งที่เราจะต้องพิจารณาคือ สนามนั้นขาดสิ่งใด

วิทยาศาสตร์และธรรมชาติเหมือนเหรียญสองด้านที่ไม่สามารถแยกจากกันได้ การปลูกพืชก็เช่นเดียวกัน เราควรจะรู้จักทั้งสองด้านของเหรียญ

หลายคนพยายามปฏิเสธพืชผักที่ใช้ปุ๋ยเคมี แสวงหาแต่พืชผักออแกนิคเท่านั้น ตามหาชีวิตไร้สารพิษ แสวงหาธรรมชาติ แน่นอนว่านั่นเป็นสิ่งที่ดี กลับไปสู่วิถีดั้งเดิมของชีวิต

แท้จริง แม้พืชผักที่บอกว่าเป็นออแกนิคก็ต้องพึ่งพาสารเคมี ทำให้ใบงอกงาม ให้ออกดอก-ผล เพียงแต่พืชผักออแกนิคใช้สารเคมีตามกระบวนการตามธรรมชาติ ในสมัยโบราณมนุษย์ยังไม่รู้จักการเพาะปลูก มนุษย์ก็จะทานพืชผักตามฤดูกาล ผักใบเขียวจะหาได้ง่ายในฤดูฝน และหาได้ยากขึ้นในฤดูหนาว ฤดูหนาวจะเป็นเวลาของดอกไม้ พืชหัวหรือผักที่เป็นดอก และฤดูร้อนเป็นเวลาที่ผลไม้รสหวานจะออกมากที่สุด

คุณเคยรู้มั๊ยว่าทำไม?

เพราะการเจริญเติบโตของพืช ผัก และผลไม้ตามธรรมชาติ ขึ้นอยู่กับ 3 ธาตุหลัก นั่นคือ ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโปแตสเซียม หรือที่เรารู้จักตัวย่อก็คือ N-P-K บนถุงปุ๋ยนั่นเอง

N ไนโตรเจน เป็นธาตุที่เป็นองค์ประกอบหลักของเซลล์พืชทำหน้าที่หลายอย่างทั้งการสร้าง ซ่อมแซม และการสังเคราะห์แสง ซึ่งเป็นปัจจัยหลักสำหรับการเจริญเติบโตทางกิ่งและใบของต้นพืช

P ฟอสฟอรัส เป็นธาตุสำคัญในการผลิตหน่วยให้พลังงานที่เรียกว่า ATP ซึ่งจำเป็นสำหรับระยะที่พืชจะกระตุ้นเซลล์เนื้อเยื่อเจริญพื้นฐานให้พัฒนาเป็นตาดอก ทำให้เกิดดอกจำนวนมากได้

K โพแทสเซียม เป็นธาตุที่สำคัญในกระบวนการลำเลียงสารระหว่างเซลล์ ดังนั้นเมื่อเร่งจนได้ดอกปริมาณมากแล้ว การที่จะทำให้สารอาหารที่พืชสร้างไว้ มาหล่อเลี้ยงดอกและผลได้เต็มที่ทำให้ดอกสวยงาม หรือกลายเป็นผลไม้คุณภาพดีนั้น จึงจำเป็นที่จะต้องเสริมธาตุโพแทสเซียม เพื่อสนับสนุนกระบวนการดังกล่าวนั่นเอง
(ข้อมูล N P K จากกูเกิ้ล)

แล้วธรรมชาติหาสารเหล่านี้ได้จากที่ไหน? เริ่มจากไนโตรเจนกันก่อนเลยค่ะ

แหล่งของไนโตรเจนมีอยู่เยอะมากในอากาศค่ะ ในอากาศมีไนโตรเจนมากถึง 79% แต่พืชไม่สามารถนำไปใช้ได้เพราะจะต้องละลายกับน้ำเท่านั้นจึงจะดูดซับได้ ยกเว้นพืชตระกูลถั่ว ที่มีรากพิเศษ สามารถตรึงไนโตรเจนจากอากาศมาใช้ได้โดยตรง นอกนั้นจะต้องมากับน้ำเท่านั้น
เมื่อถึงฤดูฝนจะมีปรารฎการณ์ตามธรรมชาติที่ดึงเอาไนโตรเจนจากอากาศลงมา นั่นคือฝนตก แต่ก่อนฝนจะตกจะเกิดฟ้าผ่า นำมาซึ่งการอัดไนโตรเจนอิออนในอากาศให้รวมกับน้ำฝนและตกลงมา(นั่นเป็นอีกอย่างหนึ่งที่คนเรารู้สึกสดชื่นหลังฝนตก เพราะไนโตรเจนในอากาศลดลงทำให้ออกซิเจนเพิ่มขึ้น) เมื่อไนโตรเจนอิออนที่อยู่ในรูปของเหลวตกลงมาสู่พื้นดินก็จะสามารถดูดซับได้โดยรากของพืช พืชก็จะนำไปสร้างใบ ดังนั้นผักใบเชียวจึงแตกยอดงามในช่วงหน้าฝน แต่ธาตุไนโตรเจนเป็นธาตุที่ดินดูดซับไว้ได้น้อยมาก มันจะไหลไปกับน้ำและระเหยกลับไปในอากาศในที่สุด นอกจากนี้ธาตุไนโตรเจนยังเป็นธาตุที่สูญสลายได้ง่ายจากแสงแดด หรือถ้าให้เข้าใจง่ายขึ้นคือ ธาตุไนโตรเจนนั้นเคลื่อนที่เร็ว ไม่คงตัว หากไม่ถูกนำไปใช้ก็จะกลับคือสู่อากาศอย่างเดียว นี่จึงเป็นสารเคมีตามธรรมชาติที่พืชได้รับ
นอกจากนี้ไนโตรเจนยังได้จากใบไม้ที่ร่วงในฤดูหนาว ใบไม้จะถูกทำให้แห้ง องค์ประกอบของใบไม้จะถูกทำให้แตกตัวโดยความร้อน และเมื่อถึงฤดูฝน บรรดาจุลินทรีย์ เชื้อราหรือเห็ดที่หลบซ่อนอยู่ใต้ดินเพื่อหนีความร้อนในช่วงฤดูร้อนก็จะถูกน้ำดันขึ้นมาด้านบน และก็เจริญด้วยการย่อยใบไม้ ทำให้สารประกอบในใบไม้แตกตัวและพืชก็นำกลับไปใช้ได้ แต่กระบวนการนี้ค่อนข้างจะใช้เวลานานค่ะ

ฟอสฟอรัสเป็นธาตุที่ไม่มีอยู่ในอากาศ จะมีอยู่ในหินหรือแร่เท่านั้น และจะนำมาใช้ได้เมื่อถูกกัดกร่อนโดยน้ำหรืออากาศ ซึ่งการกัดกร่อนก็ต้องผ่านช่วงฤดูหนาว ฤดูร้อน และฤดูฝนเพื่อให้ละลายกับน้ำและพืชนำไปใช้ได้ค่ะ ทั้งๆที่พืชก็ดูดเอาฟอสฟอรัสในช่วงฤดูฝนเช่นเดียวกับไนโตรเจนแต่ฟอสฟอรัสจะมีการเคลื่อนที่ช้ากว่าไนโตรเจน ฟอสฟอรัสเป็นองค์ประกอบหนึ่งใน DNA ทำให้พืชเกิดการขยายพันธุ์ และบวกกับความมีฟอสฟอรัสในธรรมชาติอยู่น้อย การสะสมฟอสฟอรัสให้มากพอกับการสืบพันธุ์จึงช้ากว่าการใช้ไนโตรเจน และถ้าฟอสฟอรัสไม่พอพืชก็จะไม่ออกดอกหรือถ้าออกดอกและติดผลหรือเมล็ด สิ่งที่ได้ก็จะไม่สมบูรณ์ เพราะองค์ประกอบใน DNA ไม่ครบ เมล็ดที่ได้ก็อาจจะฝ่อในที่สุด ฟอสฟอรัสที่ไม่ถูกพืชดูดซึมไว้ จะไหลไปกับน้ำและลงทะเล และตกตะกอนสู่พื้นโคลนใต้น้ำ รอเวลาการสะสม ทับตัวและถูกดันให้สูงขึ้นโดยการเคลื่อนตัวของเปลือกโลกหรือเกืดการระเบิดของภูเขาไฟทั้งบนพื้นโลกและใต้ทะเล ฟอสฟอรัสเหล่านั้นก็จะอยู่บนที่สูงและเกิดการเคลื่อนตัวสู่ที่ต่ำ เกิดหมุนเวียนเป็นวัฎจักรอีกครั้ง

ธาตุโพแทสเซียมก็เป็นอีกธาตุหนึ่งที่อยู่ในชั้นหินและแร่ต่างๆ รวมถึงมีอยู่มากในขี้ค้างคาว โพแทสเซี่ยมอาจจะถูกดึงไว้ด้วยอนุภาคของดินเหนียวได้ พืชสามารถนำไปใช้ได้ง่ายทั้งอนุภาคที่อยู่กับดินเหนียว และทั้งที่ละลายน้ำ แต่โพแทสเซียมเป็นพวกขี้เกียจ เคลื่อนที่ได้ช้ากว่าไนโตรเจนและฟอสฟอรัส ดังนั้น กว่าโพแทสเซึยมจะส่งผลให้ผลไม้มีรสชาดหวานเต็มที่ก็จะเป็นช่วงเมษายนแล้ว ส่วนผลไม้ที่ไม่ได้ต้องการรสชาดหวาน เช่นมะนาวก็จะสุกในช่วงมกราคม ซึ่งไม่ได้หมายความว่าถ้าทิ้งมะนาวไว้จนถึงเมษายนแล้วมะนาวจะหวานนะคะ เพราะเมื่อได้อายุ มันก็จะร่วงไปตามธรรมชาติค่ะ เพราะธรรมชาตินั้นกำหนดไว้ว่า มะนาว....ไม่หวานค่ะ ^^

วงจรตามธรรมชาติเหล่านี้(ที่ไม่ใช่สารเคมี) จะต้องมีสิ่งมีชีวิตเข้ามาเกี่ยวข้องเสมอ อาจจะเริ่มจากวัวกินหญ้า ถ่ายออกมาก็จะมีแมลงมากินและถ่ายมูลออกมาอีกทีให้มีขนาดเล็กลง และก็จะมีสัตว์ตัวเล็กๆทานไปอีกจนถึงจุลินทรีย์ที่มาทานและทำให้เหลืออนุภาคที่เล็กมากจนพืชนำมาใช้ได้

ปัจจุบันกระแสเกษตรอินทรีย์ค่อนข้างเยอะมากขึ้น แต่การจะฟื้นฟูสภาพดินที่ไร้ซึ่งสิ่งมีชีวิตและแร่ธาตุให้กลับมาทำเกษตรอินทรีย์ในที่เดียวนั้นเป็นเรื่องที่ใช้เวลานาน อาจนานนับ 10 ปีทีเดียว ดังนั้น ทางเลือกทีมีความเป็นไปได้และพบกันครึ่งทางคือ การใช้สารเคมีร่วมกับกระบวนการทางธรรมชาติ เพื่อฟื้นฟูสภาพดินและสภาพแวดล้อม การใช้ปุ๋ยเคมีในปริมาณที่ไม่มากไปกว่าที่กำหนดร่วมกับการเติมอินทรีย์สารและจุลินทรีย์ให้พื้นดิน เพื่อไม่ให้เกิดการตกค้างทั้งในพืชผักและสภาพแวดล้อม จึงน่าจะเป็นทางเลือกที่ให้ทางรอดกับเกษตรกรในตอนนี้ และหากเราให้การสนับสนุนเกษตรกรที่ต้องการกลับมาหารากดั้งเดิมของชีวิตกันต่อไป ไม่ช้าไม่นาน เราก็คงจะได้กลับคืนสู่ธรรมชาติอย่างแท้จริงและยั่งยืน

เรื่องราวของวิทยาศาสตร์กับธรรมชาติยังมีอีกมาก และสารพิษที่จะสะสมในร่างกายเราก็ไม่ได้มีแต่สารเคมีที่มากับปุ๋ย ส่วนข้อจำกัดของการขับสารพิษในร่างกายก็ยังมี

หากคุณต้องการทราบมากขึ้นว่า นอกจากสารเคมีเหล่านี้แล้ว ยังมีอะไรอีกที่เป็นพิษกับร่างกาย ส่งผลอย่างไรกับร่างกายและจะขจัดออกไปได้อย่างไร ค้นพบคำตอบเหล่านี้ได้ในคอร์สล้างพิษเพื่อความสมดุลของร่างกายและจิตใจ ในวันที่ 16-17 กุมภาพันธ์ 2556 ที่โยคะคีตา สนใจติดต่อที่ครูหมวย 085-1420201 หรือ e-mail : yogagitabangkok@gmail.com ค่ะ

หริโอมตัสสัส
-/|-




 

Create Date : 05 มกราคม 2556    
Last Update : 5 มกราคม 2556 20:41:04 น.
Counter : 387 Pageviews.  

สวนสรรพยา บันทึกจากการตามรอยเท้าพ่อ บทที่๒ เริ่มต้นจากความล้มเหลว

ในทุกวันนี้ฉันดีใจที่ฉันเคยล้มเหลวมากมายหลายครั้งในชีวิตและดีใจที่ฉันไม่พ่ายต่อความคิดที่กัดกร่อนจนเกิดการดูถูกตนเอง
จากที่ดินที่แม่ให้มาก็ไม่ได้ทำให้สบายใจเลยในระยะแรกแต่ด้วยความตั้งใจแล้วว่าจะลองจึงได้พยายามศึกษาหาข้อมูลมากมาย ทดลองทำหมดเงินไปก็มาก ทำแล้วก็ไม่ได้ใช้ก็เยอะ เพราะไม่เข้าใจชีวิต สังคมและประเทศ จากการศึกษาทั้งการพูดคุยและอ่านหนังสือทำให้ต้องเริ่มวางแผนใหม่ ฉันพบว่าทั้งการศึกษาโยคะ การเกษตร วิทยาศาสตร์ ศิลปะ สังคมและอื่นๆนั้นไม่ได้ต่างกันเลย เพราะฉันมองมันด้วยความจริงหรือธรรมะ บางครั้งฉันจะสอนโยคะแต่ก็จะอธิบายด้วยหลักวิทยาศาสตร์และบางครั้งฉันก็สอนให้เข้าใจเทคโนโลยีด้วยหลักธรรมะ
ในวันแม่ปี 2555 นี้ ฉันไม่ได้อยู่กับแม่ ฉันได้มาเข้าศึกษาที่พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉิมพระเกียรติที่นวนคร การศึกษาในวันเสาร์-อาทิตย์นี้ได้เปิดโลกทัศน์และความหวังมากมายให้กับฉัน ฉันมองเห็นทางรอดมากมาย ความชัดเจนกับคำว่าพอเพียงของพ่อหลวง โดยเฉพาะจากการอบรมกับอาจารย์ทอง ธรรมดาที่สอนให้อยู่อย่างอดอยาก ซึ่งคืออด+อยากหมายถึงลดความอยากลง ให้รู้จักประมาณตนว่าทำได้แค่ไหน เพราะถ้าทำมากก็ต้องพึ่งผู้อื่นก็ต้องกลุ้มใจมากขึ้น ต้องเลี้ยงผู้อื่นก็ต้องหามากตามไปด้วย แต่หากทำแต่พอทำด้วยตัวเองได้ก็จะไม่เครียด อาจารย์ได้สอนทั้งในเชิงวิทยาศาสตร์และการใช้จริงในงานเกษตร ที่สำคัญอาจารย์สอนให้เข้าใจถึงองค์ประกอบของความสำเร็จในการทำการเกษตรที่ฉันคิดว่าสามารถใช้ได้ในทุกภาคส่วนไม่ใช่แค่การเกษตร นั่นคือ
๑. อุดมการณ์ ๔๐% ซึ้งสำคัญมากต้องเชื่อมั่นว่าอาชีพเกษตรเป็นอาชีพที่ดี อยู่ได้ อย่าทำเพราะความอยาก ความอยากเป็นกิเลสซึ่งอยู่ได้ไม่นาน
๒. วิชาการ ๓๐% ต้องมี ไม่ว่าจะเป็นภูมิปัญญาที่ถ่ายทอดกันมาหรือ วิชาการที่มาจากการวิจัย
๓. ประสบการณ์ ๓๐% ถ้าไม่ได้ลงมือทำเองก็ไม่รู้ว่าวิชาการนั้นจริงหรือไม่ ต้องมีการปรับไปตามสถานะการณ์ด้วย
ยังมีอีกมากมายที่อาจารย์ได้สอนซึ่งบางครั้งอาจารย์ก็เหน็บให้เจ็บแต่ฉันก็รู้สึกมีความสุขที่ถูกเหน็บถูกว่า ซึ่งมันไม่ใช่ปัญหาเลยหากฉันเปิดใจยอมรับความโง่เขลาของตนเองซะบ้าง

ในภาคบ่ายฉันได้เรียนรู้เรื่องแก๊สชีวมวลต่างๆจากอาจารย์ชาญชัย กลับทุ่ม อาจารย์ทไให้ฉันเห็นว่าคนไทยมีความสามารถมากมายและมีทรัพยากรทางด้านพลังงานอย่างเหลือเฟือแต่กลับถูกกดจากการที่นายทุนได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลมากเกิน อาจารย์ทำให้เห็นว่าเราสามารถเป็นอิสระจากพลังงานที่อยู่ในมือนายทุนเพียงไม่กี่คนได้ แก๊ส NGVที่เราต้องพึ่งเพียงบริษัทเดียวอยู่นั้นแท้จริงมีมากมายอยู่บนพื้นดินและทำได้จริง ใช้ได้จริง เพียงแต่มันต้องมีการรวมกลุ่มเพื่อลงทุนบ้างแต่ก็จะเพื่อท้องถิ่นอย่างยั่งยืน ดังนั้นคนในท้องถิ่นจะต้องทุ่มเทช่วยกันเองโดยไม่หวังพึ่งรัฐบาลซะที แต่ก็นั่นแหละ...จากการอบรมหลายๆครั้งที่วิทยากรมักเล่าให้ฟังว่า ถ้าบรรษัทใหญ่ทราบว่ามีคนสร้างวิทยาการใหม่ๆและราคาถูกกว่าได้ก็จะมีการขัดขวางจากบรรษัทเหล่านั้นทุกรูปแบบจนถึงขั้นชีวิตที่ต้องเสี่ยงกันเลยทีเดียว (แม้ว่าของอาจารย์จะไม่ถึงขั้นนั้นแต่ก็ต้องพึ่งตนเองอย่างมากเลย)
ถึงแม้ว่าเทคโนโลยีเรื่องพลังงานนี้จะมีบางอย่างที่ฉันยังทำคนเดียวไม่ได้แต่ก็มีสิ่งที่ฉันประทับใจมากนั่นคืออุดมการณ์ของอาจารย์ที่ต้องการทำเพื่อเผยแพร่ความรู้เหล่านี้ให้ไปใช้และบอกต่อให้มากโดยไม่มีการหวงเอาไว้ ฉันจะจำคำพูดของอาจารย์ไว้ให้ขึ้นใจเลยทีเดียว

มีอีกมากมายที่ฉันอยากถ่ายทอดออกมาแต่คงต้องเป็นครั้งหน้าค่ะ
ขอบคุณ ดิน น้ำ ลม ไฟ -/|-




 

Create Date : 12 สิงหาคม 2555    
Last Update : 12 สิงหาคม 2555 19:58:41 น.
Counter : 429 Pageviews.  

สวนสรรพยา บันทึกจากการตามรอยเท้าพ่อ บทที่๑ ผู้ล้มเหลวในชีวิตเพราะคิดใหญ่เกินความสามารถตน

สวนสรรพยา บทบันทึกจากการตามรอยเท้าพ่อ บทที่๑ ผู้ล้มเหลวในชีวิตเพราะคิดใหญ่เกินความสามารถตน

ท่ามกลางความสับสนวุ่นวายในชีวิต...ฉันเคยคิดอยากฆ่าตัวตายหลายครั้ง สมัยเด็กก็น้อยใจและไม่เข้าใจว่าทำไมครอบครัวถึงได้ยากจน ต้องอยู่ในแหล่งชุมชนที่มั่วสุมมีแต่สิ่งมัวเมาและคำพูดจาที่หยาบคายอยู่เสมอ ชั้นล่างของบ้านบนที่ดินที่เช่าอยู่เป็นที่เพาะถั่วงอก...กิจการของครอบครัวที่พ่อแม่ได้ทำมาตั้งแต่พี่สาวของฉันยังไม่ลืมตาดูโลก ด้วยความชื้นแฉะเพราะรอบๆบ้านเป็นบ่อพักน้ำที่สูบมาจากคลองหลังบ้านไว้รดน้ำถั่วทุกๆ2ชั่วโมงทำให้มีแมลงและสัตว์เลื้อยคลานมากมาย ไม่มีคืนไหนที่หลับตาได้สนิทเพราะเมื่อมืดลงแมลงสาบก็ออกมาเพ่นพ่านตามกำแพง หรือทะลุพื้นจากด้านล่างขึ้นมาด้านบน มีหลายครั้งที่ตกใจตื่นเพราะแมลงสาบไต่หน้าไต่ตัว และบางครั้งก็เป็นลมพิษทั้งตัวเพราะแพ้พิษผึ้งหลวงที่หล่นมาจากรังที่เพดานมาต่อยเอา และที่ทำให้น้อยใจที่สุดคือการเป็นลูกสาวคนเกือบสุดท้องในบรรดาพี่น้องห้าคน ทำให้ฉันไม่ได้เป็นที่รักเพราะพึ่งพาได้แบบพี่สาว หรือเป็นลูกชายสืบสกุลแบบพี่ชายทั้งสอง หรือเป็นที่น่าประคบประหงมเพราะเป็นน้องคนสุดท้องเนื่องจากแม่ปิดอู่แล้วอย่างน้องสาวที่ทะเลาะด้วยเมื่อไหร่ก็ไม่มีใครเข้าข้าง...ไม่เคยชนะ แม้ว่าจะพยายามเท่าไหร่ก็ไม่มีใครเห็นความดี การเรียนก็ไม่ได้ดีเด่น เป็นอะไรที่ครึ่งๆกลางๆ กลางทั้งบู้บุ๋น กลางทั้งศาสตร์และศิลป์ ไม่เด่นอะไรสักอย่าง ทำให้แม่หนักใจไม่น้อยเพราะกลายเป็นคนไม่เอาถ่านทำอะไรไม่ค่อยสำเร็จ
ฉันเก็บสิ่งเหล่านี้เป็นปมด้อยตลอดมาคิดแต่ว่าใครๆก็ไม่รัก จนแม้แต่งงานมีครอบครัวมีลูกมันก็ยังล้มเหลวไม่เป็นท่า ตกงาน แบมือขอเงินแม่ซื้อนมซื้อยามาให้ลูก ชีวิตไม่มีอะไรดีสักอย่างจนไม่รู้ว่าจะอยู่ต่อไปได้อย่างไร คิดแต่ว่าไม่น่าเกิดเป็นคนเลยถ้าตายไปซะไม่เป็นภาระใครน่าจะดีกว่า ให้แม่เอาเงินทองไปให้ลูกคนอื่นดีกว่ามาให้ฉัน...ผู้ล้มเหลวตลอดกาล

ถ้าในตอนนั้นไม่ได้มีลูกและไม่ได้พักอยู่บ้านเดียวกับพ่อแม่...คงไม่มีฉันคนนี้อีกแล้ว
ฉันได้เข้าใจถึงความห่วงใยของแม่และพี่น้องอย่างลึกซึ้งก็ในช่วงเวลานั้น ทุกคนคอยให้กำลังใจชักชวนไปที่นั่นที่นี่ทำให้กำลังมีและเห็นคุณค่าในชีวิตตัวเองมากขึ้น ทำให้เข้่าใจธรรมะและหน้าที่ในชีวิตมากขึ้น แม้ว่าจะมีความล้มเหลวอีกหลายครั้งตามมาแต่ก็ยังยืนอยู่ได้ด้วยความรักของครอบครัว...โดยเฉพาะ...รักจากแม่
แต่ฉันก็ยังคงผลาญเงินของแม่ไปอีกมากมายหลายแสน ละลายเงินไปกับสิ่งที่คิดว่าจะทำได้และต้องการทำให้มันใหญ่ในทันที ด้วยความอยากตั้งตัวได้อยากมีเงินใช้อยากมีชีวิตดีๆแบบพี่น้องคนอื่น แต่ก็ไม่สำเร็จเพราะมักจะท้อแท้และถอยออกมาทั้งที่เสียเงินแล้วแต่ยังไม่ได้ลงมือทำ แล้วฉันก็หันไปสนใจอย่างอื่นต่อที่คิดว่าจะได้เงินเร็วและ...ง่าย

ในที่สุดฉันก็เริ่มเข้าใจว่าไม่มีอะไรที่ได้มาโดยไร้ซึ่งความเพียรและพยายาม วันที่ฉันเริ่มจะเดินบนทางของตนเองและหวังว่าจะพยายามไม่พึ่งแม่อีก พยายามไม่ร้องขออะไรจากแม่ พยายามยืนหยัดด้วยตัวเอง แม่ก็ยังคงให้...ที่ดินผืนนึงให้ฉันและพี่สาวไว้ทำมาหากิน ฉันเคยบอกแม่ว่าไม่เอาแล้ว ไม่มีเวลาเดินทางไปดูแลหรอก แต่แม่ก็บอกว่าแม่ให้ไว้ อย่างน้อยไปปลูกอะไรไว้บ้าง หมดหนทางจริงๆก็ยังมีที่ดินไว้ทำมาหากินพึ่งตนเองอย่างพอเพียงเหมือนที่พ่อหลวงได้ตรัสไว้
ฉันยังไม่เข้าใจในตอนแรก ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพอเพียงจะทำได้อย่างไร เป็นคนเมืองมาแต่เด็ก ที่ดินหนึ่งงานที่โยคะคีตายังไม่รู้จะจัดการยังไงเลยแล้วนี่ตั้งหลายสิบไร่...มันจะทำได้ยังไง!!! แม้ว่าจะเพาะถั่วงอกแต่ก็ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับการเกษตรไปมากกว่านั้น แต่แม่ก็คอยให้คำแนะนำเสมอ ฉันได้เห็นแม่เป็นตัวอย่างจึงเริ่มศึกษาและทำความเข้าใจกับความพอเพียงมากขึ้น 
ฉันเฝ้ารอเวลาที่ที่ดินจะหมดสัญญาเช่า ที่ดินจำนวนหลายสิบไร่ในตอนแรกฉันอยากทำทั้งหมดขึ้นมาทีเดียวแต่เมื่อพิจารณาจากแรงกายและทุนทรัพย์ที่มีอยู่แล้ว จึงตัดสินใจแบ่งส่วนหนึ่งให้เขาเช่าปลูกมันสำปะหลังต่อจำนวนหนึ่งแม้จะไม่ชอบที่ต้องดมสารเคมีในไร่มันสำปะหลังก็ตาม แต่ก็ยังคงเหลืออีกสิบไร่ เมื่อฉันได้มองดูพื้นที่โล่งแปลงนั้นแล้วฉันก็ตัดสินใจหามุมที่รับน้ำมากที่สุดขุดบ่อน้ำขนาดประมาณสองงานขึ้นหนึ่งบ่อ เงินที่ขุดบ่อก็ยังคงมาจากแม่ แม่ให้ขุดเพราะบ่อน้ำนั้นจำเป็นมากในการเพาะปลูก ฉันจึงพาแม่มาดูที่ขุดบ่อและที่ปลูกบ้านด้วยตัวเอง แต่อย่างน้อยฉันก็ยังดีใจที่ฉันจ่ายเงินค่าทำเสาล้อมรั้วด้วยตัวเอง เริ่มจะมีอะไรที่ใช้เงินของตัวเองบ้าง
จากวันที่หมดสัญญา วันที่ได้ล้อมรั้ว วันที่ขุดบ่อน้ำ วันที่น้ำเต็มบ่อ และวันที่ได้เอาต้นไม้ต้นแรกไปปลูกในวันวิสาขบูชา...ตอนนี้4เดือนเต็มแล้ว ต้นไม้เต็มพื้นที่8ไร่ ที่เหลือเป็นพื้นที่ปลูกบ้าน ถนนรอบๆและบ่อน้ำ แม้ว่าไม่ได้เป็นเงินของฉันเองทั้งหมด แต่ฉันก็พูดได้ว่า...ฉันเริ่มตั้งไข่แล้ว 
สวนสรรพยาของหมวยเกี๊ยะได้เริ่มต้นแล้ว




 

Create Date : 18 กรกฎาคม 2555    
Last Update : 18 กรกฎาคม 2555 23:31:51 น.
Counter : 335 Pageviews.  


หมวยเกี๊ยะA2
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 41 คน [?]




สาวน้อย(อิอิ)ธรรมดา ที่มีพี่ๅน้องแสนฉลาด พี่สาวคนโตจบดอกเตอร์ทางด้านวิทยาศาสตร์การอาหาร พี่ชายคนโตจบศิลปะแต่ได้ผันตัวเองมาทำงานภาพยนตร์จนเป็นผู้กำกับ พี่ชายคนเล็กก็เป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านการสื่อสารที่คนเขาแย่งตัวกัน ส่วนน้องสาวคนเล็กก็เป็นหมอฟันประจำตัวให้เราน่ะเอง

ส่วนตัวเองเรียนจบมาทางด้านภาพยนตร์ ที่ล้วนแล้วแต่มายา แต่ดันผ่าอยากศึกษาด้านธรรมะและโยคะ เพราะความล้มเหลวด้านชีวิตครอบครัวเป็นเหตุ

วันดีคืนดีจึงนั่งเครื่องบิน บินไปอินเดียที่เป็นแหล่งกำเนิดโยคะและศึกษาอย่างจริงจัง (เที่ยวอย่างจริงจังด้วย)
ที่ Yoga Vidya Gurukul
ณ เมืองนาสิก ประเทศอินเดีย
เมื่อเดือน มีนาคม พ.ศ.2549

ตอนนี้ก็รับสอนโยคะอย่างจริงจังมาก็เริ่มปีที่ห้าแล้ว

ในปี 2553 ได้จบหลักสูตรต่างๆทุกหลักสูตรที่มีอยู่ในสถาบันแล้ว รวมทั้งศึกษาศาสตร์อื่นๆมามากมายก่ายกอง ไม่ว่าจะเป็น โยคะบำบัด อายุรเวท เรกิ ธรรมชาติบำบัด :-D

ตอนนี้เริ่มสอนอีกครั้งแล้วค่ะ ถ้าสนใจเรียนเป็นกลุ่มหรือเรียนตัวต่อตัวหรือเป็นวิทยากร
ก็ติดต่อมาได้นะคะ
Tel.+66 (0)85 1420201
[Add หมวยเกี๊ยะA2's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.