ภาพถ่ายก่อนตาย!!! ...จากนิทรรศการ ภาพถ่ายสุนัขจากศูนย์พักพิงสุนัขที่ไต้หวัน
ช่างภาพชื่อดังจากไต้หวัน " Tou Chih-kang " จัดนิทรรศการ ภาพถ่ายสุนัขจากศูนย์พักพิงสุนัข โดยใช้เวลาในการภ่ายภาพเหล่านี้นานถึง 2 ปีโดยมีภาพสุนัขที่ถูกเจ้าของทิ้งไว้มากกว่า 400 ตัว จำนวนราว 40,000 ภาพ ซึ่งสุนัขบางส่วนในภาพนี้ถูกถ่ายก่อนที่มันจะถูกฉีดยาให้ตาย ตามกฎของไต้หวัน !!



     ทั้งนี้เค้าหวังว่าภาพเหล่านี้จะกระตุ้นความรู้สึกของผู้ที่ทอดทิ้งสุนัขบ้างไม่มากก็น้อย เนื่องจากสุนัขที่ถูกทอดทิ้งนั้นมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งสาเหตุจากการที่สุนัขมีอายุมาก หรือเจ็บป่วยจนไม่สามารถรักษาได้ ซึ่งมีรายงานว่าเจ้าหน้าที่ในไต้หวันได้มีการกำจัดสุนัขจรจัดที่กระจายอยู่ทั่วเกาะมากกว่า 80,000 ตัว

     **ทั้งนี้โดยส่วนตัว สำหรับเราสุนัขไม่ว่าจะเป็นสายพันธุ์ มีเพทดีดรี รึพันธุ์ทาง ทุกตัวล้วนมีความน่ารักน่าเอนดูอยู่ในตัว ตอนเด็กจากที่เคยตัวเล็กๆน่ารัก อุปนิสัยดื้อซนเรายังมองว่าเค้าน่ารัก แต่อายุเพิ่มขึ้นสังขารสุขภาพย่อมล่วงโรยตามวัยไม่ต่างจากมนุษย์เรา น่าตาความน่ารักอาจไม่เหมือนเดิม ขนไม่นุ่มน่ากอดเหมือนเดิม แต่ความรักความซื่อสัตย์ยิ่งนานวันยิ่งสั่งสมยิ่งผูกพันธ์ จากเคยให้ข้าวให้น้ำวิ่งเล่นแปรงขนกันมาความรู้สึกเหล่านั้นมันไม่ทำให้คนบางคนรู้สึกผูกพันธ์กันบ้างเลยหรอ บ้านเราเองก็มีค่ะ หมาแก่ ดื้อด้วย ทุกวันด่ามันทุกเช้าทุกเย็น เรียกแกว่าหมาแก่บ้างแกล้งแกบ้าง แกคงไม่พลังเยอะเหมือนก่อน แต่มันกลับทำให้เราตลกได้ทุกวันกับความดื้อแบบไม่สนไม่แคร์ โลกส่วนตัวสูง ถึงจะด่ากันทุกวัน เราก็หอมแกทุกวันเหมือนกัน ขุดดินหน้าเลอะเราก็หอมเราก็กอดของเรา

     อย่าเลี้ยงหมาเหมือนเลี้ยงของเล่นเลยค่ะ อย่าเลี้ยงหมาเพียงเพราะแฟชั่น อายุไขมันเป็นสิบๆปี หมาไม่ใช่ตุ๊กตาร่างกายสังขารมันเสื่อมโทรมไปตามวัยอยู่แล้ว เราสงสารสุนัขพวกนี้ค่ะ เราคงทำอะไรไม่ได้มาก นอกจากดูแลหมาของที่บ้านเราให้ดีที่สุด ไม่เป็นภาระของสังคม..





Create Date : 05 กรกฎาคม 2555
Last Update : 6 สิงหาคม 2555 14:52:49 น.
Counter : 776 Pageviews.

12 comment
ข้อคิด จาก พระไพศาล

   คนเรามักลืมคิดถึงธรรมดาของชีวิตที่ต้องมีการพลัดพรากสูญเสีย เมื่อมีหรือได้อะไรก็ตามก็ทึกทักเอาว่ามันจะต้องอยู่กับเราไปตลอด เรายอมไม่ได้ที่มันจะพรากจากเราไป (เว้นเสียแต่ว่าเราเป็นฝ่ายละทิ้งมันไปเอง) น้อยนักที่เราจะเผื่อใจนึกถึงความไม่เที่ยงของสิ่งที่เรามี และในบรรดาสิ่งทั้งหลายทั้งปวงที่เรามีนั้น มีสิ่งหนึ่งที่เราแทบจะไม่ยอมนึกถึงวันที่จะต้องพลัดพรากจากมันไป สิ่งนั้นคือชีวิตของเราเอง

   ถ้ามือของเราไปหิ้วอะไรเข้า ไปยึดถืออะไรเข้ามาหิ้วอยู่ มือมันก็หนัก ทางจิตก็เหมือนกัน เมื่อจิตไปยึดถืออะไรเข้า จิตมันก็หนัก หนักนั่นแหละคือเป็นทุกข์ แม้จะมีเรื่องร้ายๆเกิดขึ้นกับเรา แต่ถ้าใจเรารับได้ ความทุกข์ก็เกิดขึ้นไม่ได้ในทางตรงกันข้าม แม้มีเงินทองไหลมาเทมาแต่ถ้าเราคิดว่ามันน้อยเกินไปทำให้รวยไม่พอหรือไม่เท่าคนอื่นเมื่อนั้นใจเราก็เป็นทุกข์ทันที

   เราไม่สามารถบงการให้มีสิ่งดี ๆ เกิดขึ้นกับชีวิตเราได้ตลอดเวลา รวมทั้งไม่สามารถควบคุมให้สิ่งแวดล้อมเป็นไปตามใจเราได้ ดังนั้นสิ่งร้ายๆสามารถเกิดขึ้นกับเราได้เสมอ แต่หากเราสามารถวางใจได้อย่างถูกต้อง ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ไม่อาจทำให้เราเป็นทุกข์ได้

   เมื่อเกิดปัญหาขึ้นมา ลองให้เห็นแง่ดีของมันบ้าง ไม่มีอะไรที่ไม่มีแง่ดีเลย เจ็บป่วยก็มีแง่ดีคือได้พักผ่อน ได้มีเวลาทำสิ่งที่ชอบ อยู่กับครอบครัวหรือเข้าหาธรรมะ อย่างน้อยๆแง่ดีอย่างหนึ่งที่ต้องมีแน่ๆ ก็คือ ดีที่ไม่หนักกว่านั้น มองแง่ดีอย่างเดียวคงไม่พอ ต้องลงมือจัดการกับปัญหาหรือป้องกันมิให้เกิดซ้ำอีก

   แม้จะมีเรื่องร้ายๆเกิดขึ้นกับเรา แต่ถ้าใจเรารับได้ ความทุกข์ก็เกิดขึ้นไม่ได้
ในทางตรงกันข้าม แม้มีเงินทองไหลมาเทมา แต่ถ้าเราคิดว่ามันน้อยเกินไป
ทำให้รวยไม่พอหรือไม่เท่าคนอื่น เมื่อนั้นใจเราก็เป็นทุกข์ทันที..

#พระไพศาล วิสาโล




Create Date : 26 มิถุนายน 2555
Last Update : 26 มิถุนายน 2555 22:16:15 น.
Counter : 397 Pageviews.

0 comment
ยึดมั่น - ถือมั่น
    คนเราได้ยึดถือความเกิดนั้นว่าเป็นความเกิด และว่าความเกิดนั้นเป็น "ของเรา"

    คนเราได้ยึดถือความแก่ว่าเป็นความแก่
และความแก่นั้นเป็น "ของเรา"

    คนเราได้ยึดถือว่าความตายเป็นความตาย มีความหมายเป็นความตายและความตายนั้น "ของเรา "
...อย่างนี้เป็นต้น จึงได้มีความทุกข์เพราะความเกิด ความแก่ ความตาย

    แต่ถ้าไม่ได้ยึดถือว่าความเกิด ความแก่ ความตายเป็นของเราแล้ว มันก็หาเป็นทุกข์ไม่ เช่นเดียวกับว่า ความเกิด ความแก่ ความตายนั้น เป็นเพียงความเปลี่ยนแปลงของสังขารทั้งหลาย ถ้าอย่าไปยึดถือความเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นตัวเรา หรือเป็นของๆเราแล้ว ก็หาเป็นทุกข์ไม่

    ท่านจึงกล่าวว่า พระอรหันต์ไม่มีความทุกข์เพราะ ความเกิด ความแก่ และความตาย ทั้งที่พระอรหันต์ก็ยังเกิดอยู่ คือมีชีวิตอยู่ ทั้งที่พระอรหันต์ก็แก่ลงทุกวัน ทั้งที่พระอรหันต์ก็จะต้องดับขันธ์คือตายในที่สุด แต่หาเป็นทุกข์ไม่ พูดให้ตรงๆก็ว่าความเกิด ความแก่ ความตายของพระอรหันต์ หรือบุคคลที่เป็นพระอรหันต์นั้น หาเป็นความทุกข์ไม่ เพราะว่าไม่มีความยึดมั่นถือมั่นในความเกิด ความแก่ และความตายนั่นเอง

    สำหรับความโศกเศร้า ร่ำไร รำพัน ทุกข์กาย ทุกข์ใจ เสียใจ แค้นใจ ทุกอย่างทุกประการก็เหมือนกันอีก ถ้าลงยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นเราเป็นของเราแล้วก็เป็นความทุกข์ ถ้าไม่ยึดมั่นถือมั่นแล้วก็หาเป็นความทุกข์ไม่...

    ยกตัวอย่างเหมือนว่า ลูกของเราจริงๆ แต่เราไม่รู้ เพราะถูกขโมยไปเสีย ไปเปลี่ยนตัวกันเสียกับลูกของคนอื่น แม้ลูกคนนั้นจะมาตายอยู่ต่อหน้าเรา เราก็หาเป็นทุกข์ไม่ ทั้งที่มันเป็นลูกของเราจริงๆ เพราะเราไม่รู้ว่าลูกของเราและเราไม่ได้ยึดมั่นว่าลูกของเรา ดังนี้เป็นต้น

ทีนี้ถ้าเป็นลูกของคนอื่น เขาเอามาสับเปลี่ยนเป็นลูกของเราตั้งแต่แรกโดยเราไม่รู้ เรายึดมั่นว่าลูกของเรา พอมันตายลง เราก็เป็นทุกข์อย่างยิ่ง ทั้งที่แท้จริงมันไม่ใช่ลูกของเรา

เหล่านี้เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า ความทุกข์ทั้งหลายนั้น เกิดมาจากความยึดมั่นถือมั่น ถ้าลงมีความยึดมั่นถือมั่นที่ไหนแล้ว ก็เป็นมีความทุกข์ที่นั่น ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย หรือความเป็นทุกข์อย่างใด วิธีไหนก็ตาม มันเกิดเป็นทุกข์ขึ้นมา ก็เพราะว่ามีความยึดมั่นถือมั่นในสิ่งนั้น ในภาวะอย่างนั้น หรือในสิ่งต่างๆ ที่เกี่ยวกับกรณีนั้นเสมอไป ด้วยเหตุนี้เองพระพุทธองค์จึงได้ตรัสว่า สังขิตเตนะ ปัญจุปาทานักขันธา ทุกขา เมื่อกล่าวโดยสรุปย่อที่สุดแล้ว ขันธ์ทั้งหลายที่ประกอบอยู่ด้วยอุปาทาน ๕ ประการนั้นเป็นความทุกข์

พุทธทาสภิกขุ
ธรรมเทศนา วิสาขบูชา ๒๕๐๗



Create Date : 26 มิถุนายน 2555
Last Update : 26 มิถุนายน 2555 21:57:35 น.
Counter : 599 Pageviews.

1 comment
คน หนึ่ง . . คน
การที่เราจะคบหาหรือรู้จักใครสักคน ไม่ว่าจะในฐานะอะไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่ควรท่องควรจำไว้อยู่เสมอก็คือ
“คน” เป็นสิ่งมีชีวิต ที่มีทั้งด้านบวก และด้านลบ อยู่ในนั้น


.....อย่าตั้งใจกับคน 1 คนมากเกินไป เพราะไม่มีใครอยากเป็นต้นเหตุของความล้มเหลว

.....อย่าคาดหวังกับ คน 1 คนมากเกินไป เพราะไม่มีใครสามารถเป็นทุกอย่างที่ทุกคนอยากให้เป็น

.....อย่าให้เวลากับคน 1 คนมากเกินไป เพราะไม่ว่าใครก็อยากมีช่วงเวลาของความเป็นส่วนตัว . . คนเดียว

.....อย่าพยายามเปลี่ยนแปลงคน1 คนมากเกินไป เพราะนั่นจะทำให้เค้าไม่หลงเหลือความเป็นตัวของตัวเอง

.....อย่าควบคุมชีวิตคน 1 คนมากเกินไป เพราะมนุษย์มักจะหาวิธีการแทรกตัว เพื่อออกมาจากกฎที่ถูกกำหนด

.....อย่าบีบบังคับคน 1 คนมากไปกว่านี้ เพราะถ้าคนๆนั้น หลุดจากภาวะบีบบังคับมาได้ คุณจะกลายเป็นคนที่ถูกหันหลังให้ในทันที

เธอ . . ลองมองดูฉันดีๆ ฉันมีลมหายใจ ไม่ใช่ภาพวาด ที่จะสวยงามอยู่ตลอดเวลา
ฉันเองก็เป็น “คน” เป็นสิ่งมีชีวิตที่มี 2 ด้าน . . . เช่นกัน อยากรู้จักใครสักคน ต้องหัดเรียน รู้ไม่ใช่เปลี่ยนแปลง



ขอบคุณบทความดีๆ
เครดิตโดย คุณPangkung Yaimu







Create Date : 28 เมษายน 2554
Last Update : 28 เมษายน 2554 2:29:08 น.
Counter : 469 Pageviews.

2 comment
" เ ชื่ อ ก็ โ ง่ "
เมื่อหลวงพ่อชา สุภทฺโท ก่อตั้งวัดหนองป่าพงเมื่อปี ๒๔๙๗ นั้น ท่านยังไม่เป็นที่รู้จักกว้างขวาง แต่ในชั่วเวลาไม่ถึงสิบปี กิตติศัพท์ของท่านก็เป็นที่เลื่องลือในหมู่ผู้ปฏิบัติธรรม จนต่อมาได้มีชาวต่างประเทศมาบวชและปฏิบัติกับท่าน ทั้ง ๆ ที่ท่านไม่สามารถพูดภาษาของเขาได้ แต่ปฏิปทาอันงดงามของท่าน รวมทั้งคำสอนที่ง่ายแต่ลึกซึ้ง ก็สามารถจูงใจให้เขาเกิดศรัทธาในพระรัตนตรัยและทุ่มเทให้กับการปฏิบัติแม้มีข้อวัตรที่เข้มงวดก็ตาม

อย่างไรก็ตามในสายตาของคนไทยจำนวนไม่น้อย หลวงพ่อชาคือพระเกจิอาจารย์ที่มีอิทธิปาฏิหาริย์ ดังนั้นจึงมีคนมาถามท่านเรื่องทำนองนี้เสมอ แต่มักได้คำตอบที่คาดไม่ถึง

ครั้งหนึ่งมีคนถามท่านว่า “เขาว่าหลวงพ่อเป็นพระอรหันต์ เป็นจริงเหาะได้หรือเปล่า”

ท่านตอบว่า “เรื่องเหาะบินนี่ไม่สำคัญหรอก แมงกุดจี่มันก็บินได้”

ครูคนหนึ่งถามท่านว่า จริงหรือไม่ที่พระอรหันต์สมัยพุทธกาลสามารถเหาะเหินเดินอากาศได้ คำตอบของท่านก็คือ “ถามไกลตัวเกินไปแล้วล่ะครู มาพูดถึงตอสั้น ๆ ที่จะตำเท้าเรานี่ดีกว่า”

คำถามอีกประเภทหนึ่งที่ท่านได้รับเป็นประจำก็คือ “ชาติหน้ามีจริงไหม”

ท่านไม่ตอบ แต่ถามกลับว่า “ถ้าบอกจะเชื่อไหมล่ะ”

“เชื่อครับ”


“ถ้าเชื่อคุณก็โง่” คือคำตอบของท่าน

แล้วท่านก็อธิบายว่า “ที่คุณเชื่อเพราะคุณเชื่อตามเขา คนเขาว่าอย่างไร คุณก็เชื่ออย่างนั้น คุณไม่รู้ชัดด้วยปัญญาของคุณเอง คุณก็โง่อยู่ร่ำไป ทีนี้ถ้าอาตมาตอบว่า คนตายแล้วเกิดหรือว่าชาติหน้ามี อันนี้คุณต้องถามต่อไปอีกว่า ถ้ามีพาผมไปดูหน่อยได้ไหม เรื่องมันเป็นอย่างนี้ มันหาที่จบลงไม่ได้ เป็นเหตุให้ทะเลาะทุ่มเถียงกันไปไม่มีที่สิ้นสุด”

แล้วท่านก็แนะว่า “คนตายแล้วจะเกิดหรือไม่เกิด อันนั้นไม่ใช่ปัญหา มันไม่ใช่หน้าที่ของเรา หน้าที่ของเราคือ เราจะต้องรู้เรื่องราวของตนในปัจจุบัน เราต้องรู้ว่า เรามีทุกข์ไหม ถ้าทุกข์ มันทุกข์เพราะอะไร นี้คือสิ่งที่เราต้องรู้ และเป็นหน้าที่โดยตรงที่เราจะต้องรู้ด้วย”






Create Date : 20 เมษายน 2554
Last Update : 20 เมษายน 2554 19:34:24 น.
Counter : 275 Pageviews.

2 comment
1  2  

yingu
Location :
กรุงเทพ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 10 คน [?]



เมื่อเห็นให้สักแต่ว่าเห็น
เมื่อฟังให้สักแต่ว่าฟัง
เมื่อทราบให้สักแต่ว่าทราบ
เมื่อรู้ให้สักแต่ว่ารู้ โดยไม่ปรุงแต่ง
เมื่อใดเธอทำได้อย่างนี้
เมื่อนั้นเธอก็จักไม่มี
คือ ว่างอย่างยิ่งทั้งในโลกนี้และโลกหน้า..