ข่าวสารการเงิน หุ้น เศรษฐกิจ และการลงทุน ติดตามได้ที่ Facebook.com/ThaiMoneyNews

xemmy.bloggang.com

กรุณาเลือกหัวข้อที่ต้องการ => เรื่อง Hot น่ารู้ ออมเงินที่ไหนดี ยานยนต์อัพเดท กลเม็ดเคล็ดลับ DIY-ทำเองก็ได้ง่ายจัง
Group Blog
 
All Blogs
 

สัมมนาฟรีใน หัวข้อ “พลิกวิกฤตไทย (ครึ่งปีหลัง) ให้เป็นโอกาสร่ำรวย” (โดยการวิเคราะห์เชิงลึกเศรษฐกิจไทย การค้า-การลงทุน และสังคม)

ศูนย์การค้าอินสแควร์ จัตุจักร ได้จัดงานสัมมนาฟรีใน หัวข้อ “พลิกวิกฤตไทย (ครึ่งปีหลัง) ให้เป็นโอกาสร่ำรวย” (โดยการวิเคราะห์เชิงลึกเศรษฐกิจไทย การค้า-การลงทุน และสังคม) โดยได้เรียนเชิญผู้เชี่ยวชาญสาขาต่างๆ มาเป็นวิทยากร ดังนี้

          1.รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ ผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจโลกและ การบริหารเชิงกลยุทธ์
          2.คุณฐิภา นววัฒนทรัพย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทค้าทองคำอันดับ 1 YLG Bullion จำกัด
          3.คุณคมสรรค์ วิจิตรวิกรม อุปนายกสมาคมค้าส่งโบ๊เบ๊
          4.ดร.ธีระชน มโนมัยพิบูลย์ รองผู้ว่า กทม.
          5.คุณประชัย เลี่ยวไพรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท ทีพีไอโพลีน จำกัด (มหาชน)

          ในวันจันทร์ ที่ 6 สิงหาคม 2555 เวลา 13.00 – 17.00 น. ณ ห้องประชุมสังเวียน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

          ด่วน!!!สำรองที่นั่ง ได้ที่ 08-8910-2496,08-8910-2497,02-615-8715 ( คุณฝ้าย ) 




 

Create Date : 28 กรกฎาคม 2555    
Last Update : 28 กรกฎาคม 2555 18:50:44 น.
Counter : 945 Pageviews.  
Share to Facebook

ธนาคารกสิกรไทย ร่วมกับ บสย.และมหาวิทยาลัยมหิดล จัดโครงการ “สนับสนุนผู้ประกอบการมือใหม่ ให้ไปไกลเกินฝัน”

นายพัชร สมะลาภา รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า จากสถิติผู้ประกอบการเอสเอ็มอีใหม่ของไทยมีประมาณ 50,000 รายต่อปี ซึ่งพบว่ามีธุรกิจที่สามารถดำเนินกิจการอยู่รอดเกิน 3 ปีได้ไม่ถึงครึ่ง โดยปัญหาหลักอยู่ที่ไม่มีประสบการณ์ในการจัดการธุรกิจ การขาดสภาพคล่องทางการเงิน และขาดองค์ความรู้ จากปัญหาดังกล่าวธนาคารกสิกรไทย จึงได้ออกบริการสนับสนุนธุรกิจเริ่มต้นกสิกรไทย (K-SME Start-up Solutions) เพื่อช่วยเหลือและสนับสนุนเอสเอ็มอีใหม่ทั้งในด้านการเงินและองค์ความรู้อย่างครบวงจร ซึ่งได้รับผลตอบรับอย่างดี มีสมาชิกที่เข้าร่วมโครงการกว่า 70,000 ราย

ล่าสุด ธนาคารกสิกรไทย ได้ร่วมกับบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) และมหาวิทยาลัยมหิดล เปิดโครงการ “สนับสนุนผู้ประกอบการมือใหม่ ให้ไปไกลเกินฝัน” เป็นโครงการต่อเนื่อง ที่มีเป้าหมายช่วยเหลือด้านเงินทุนแก่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีใหม่ให้เพียงพอต่อความต้องการ ด้วยอัตราดอกเบี้ยพิเศษ ซึ่งจะช่วยลดข้อจำกัดในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน พร้อมเพิ่มเติมองค์ความรู้เชิงลึกที่จำเป็นสำหรับการเริ่มต้นทำธุรกิจใหม่ให้ประสบความสำเร็จแบบยั่งยืน 

ทั้งนี้ บสย. จะเข้ามาช่วยค้ำประกันสินเชื่อให้แก่เอสเอ็มอีที่เข้าร่วมโครงการด้วยการค้ำประกันพอร์ตในการปล่อยสินเชื่อไม่เกิน 7 ปี โดยจัดรูปแบบการให้สินเชื่อออกเป็น 2 ประเภท คือ แบบมีหลักประกัน ด้วยวงเงินสูงสุด 4 ล้านบาท ที่อัตราดอกเบี้ย MRR+3% และแบบไม่มีหลักประกัน ด้วยวงเงินสูงสุด 1 ล้านบาท ที่อัตราดอกเบี้ย MRR+5%

นอกจากนั้น ธนาคารยังได้รับความร่วมมือจากมหาวิทยาลัยมหิดล ในการจัดหลักสูตรอบรมเชิงลึกสำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีรายใหม่ เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถนำเงินทุนที่ได้ไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถดำเนินธุรกิจให้แข่งขันการคู่แข่งได้

ด้านนายวิบูลย์ เพิ่มอารยวงศ์ กรรมการและผู้จัดการทั่วไปบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) กล่าวว่า หนึ่งในปัญหาหลักที่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีมือใหม่ไปไม่รอดก็คือ เรื่องการจัดการด้านการเงินและการหาแหล่งเงินทุนที่ไม่สามารถเข้าถึงสถาบันการเงินได้ง่าย เนื่องจากไม่มีประสบการณ์ ถือว่ามีความเสี่ยงในการทำธุรกิจค่อนข้างสูง บสย. จึงเข้ามาเป็นตัวกลางในการค้ำประกันสินเชื่อให้กับผู้ประกอบการใหม่ เพื่อให้ผู้ประกอบการกลุ่มนี้สามารถขอสินเชื่อจากธนาคารพาณิชย์ได้ง่ายขึ้น และได้วงเงินของสินเชื่อที่เพียงพอต่อความต้องการ ในอัตราดอกเบี้ยพิเศษ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการใหม่สามารถตั้งต้นธุรกิจและดำเนินธุรกิจให้อยู่รอดได้อย่างแข็งแกร่งขึ้น

ศาสตราจารย์ ดร.รัศมีดารา หุ่นสวัสดิ์ คณบดี วิทยาลัยการจัดการ มหาวิยาลัยมหิดล กล่าวเพิ่มเติมว่า องค์ความรู้พื้นฐานสำหรับผู้ประกอบการมือใหม่ที่ทางมหาวิทยาลัยฯ ได้เข้ามาช่วยจัดหลักสูตรการอบรมเชิงรุก จะเน้นไปที่การบริหารใน 5 แกนหลักซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการประกอบธุรกิจ คือ 1.หลักสูตรการวางแผนธุรกิจให้อยู่ได้ใน 3 ปี 2.หลักสูตรผู้ประกอบการใหม่กับความคิดสร้างสรรค์ 3.กลยุทธ์การทำการตลาดในยุคนี้ให้ถึงใจผู้บริโภค 4.การทำบัญชีอย่างง่ายที่ผู้ประกอบการใหม่ควรรู้ และ 5.เคล็ดลับในการขอสินเชื่อ โดยในปี 2555 นี้ทางโครงการฯ จะจัดการอบรม 2 รุ่น คือ ในช่วงเดือนตุลาคมและเดือนพฤศจิกายน ซึ่งแต่ละรุ่นจะเป็นการเข้าอบรม 2 วันเต็ม สามารถรับผู้เข้าอบรมได้ประมาณรุ่นละ 50 คน

นายพัชร กล่าวในตอนท้ายว่า โครงการ “สนับสนุนผู้ประกอบการมือใหม่ ให้ไปไกลเกินความฝัน” จะช่วยให้เอสเอ็มอีสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนของผู้ประกอบการได้อีกอย่างน้อย 1,700 ราย คิดเป็นวงเงินสินเชื่อประมาณ 850 ล้านบาท รวมเป็นวงเงินที่ธนาคารเตรียมไว้เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการ เอสเอ็มอีเริ่มต้นธุรกิจใหม่กว่า 2,300 ล้านบาท




 

Create Date : 27 กรกฎาคม 2555    
Last Update : 27 กรกฎาคม 2555 20:15:37 น.
Counter : 1475 Pageviews.  
Share to Facebook

ธนาคารอิสลาม ออกผลิตภัณฑ์เงินฝากประจำ "Ramadan offer" เงินฝากประจำ 3 เดือนที่ให้ผลตอบแทนสูงถึง 3.25% วันนี้ - 27 ตุลาคม 2555

ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร รองกรรมการผู้จัดการ ผู้บริหารสายงานบริหารความเสี่ยง กลุ่มงานยุทธศาสตร์องค์กร ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ไอแบงก์) กล่าวว่า  ไอแบงก์ได้ต้อนรับเดือนรอมฎอน ซึ่งเป็นเดือนอันประเสริฐของชาวมุสลิม ด้วยการออกผลิตภัณฑ์เงินฝากประจำ "Ramadan offer" เงินฝากประจำ 3 เดือนที่ให้ผลตอบแทนสูงถึง 3.25% เพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับลูกค้ารักการออมทุกศาสนาที่ต้องการออมเงินระยะสั้น แต่ให้ผลตอบแทนสูง

เงินฝากประจำ Ramadam offer เป็นเงินฝากประจำแบบมีระยะเวลา 3 เดือน เปิดบัญชีขั้นต่ำเพียง 10,000 บาท และไม่จำกัดจำนวนครั้งในการฝาก โดยอัตราผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้รับอยู่ที่ 3.25% ต่อปี และลูกค้าต้องมี/เปิดบัญชีออมทรัพย์หรือกระแสรายวันควบคู่เพื่อรับโอนผลตอบแทน เริ่มฝากได้ตั้งแต่วันนี้ - 27 ตุลาคม 2555 

 “เพื่อส่งเสริมนิสัยรักการออมให้กับประชาชน ไอแบงก์จึงไม่หยุดนิ่งที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์เงินฝากให้หลากหลายและเข้ากับกลุ่มลูกค้าทุกประเภท ซึ่งเงินฝากประจำ 3 เดือน "Ramadan offer" ถือเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับลูกค้าที่ต้องการออมเงินในระยะสั้น แต่ได้รับอัตราผลตอบแทนสูง โดยเราตั้งเป้ายอดเงินฝากที่ 500 ล้านบาท ซึ่งตอนนี้ถือว่าได้รับการตอบรับอย่างดีจากลูกค้า” ดร.รักษ์ กล่าว

ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย รัฐวิสาหกิจสังกัดกระทรวงการคลัง  ให้บริการลูกค้าทุกศาสนา สำหรับลูกค้าที่สนใจผลิตภัณฑ์เงินฝาก Ramadan offer สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Call Center 1302  หรือสาขาของธนาคารทั่วประเทศ




 

Create Date : 27 กรกฎาคม 2555    
Last Update : 27 กรกฎาคม 2555 8:45:13 น.
Counter : 1764 Pageviews.  
Share to Facebook

บลจ.ธนชาต เปิดขายกองทุนตราสารหนี้ กองทุนเปิดธนชาต Fixed Income 25 ระยะเวลาลงทุนประมาณ 6 เดือน วันนี้ - 30 ก.ค. 55

นางสาวทิพวัลย์ เอี่ยมโอภาส ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ธนชาต จำกัด กล่าวว่า บริษัทฯ จะทำการเสนอขายกองทุนตราสารหนี้ ได้แก่ กองทุนเปิดธนชาต Fixed Income 25 (TFixedIncome25) ระยะเวลาลงทุนประมาณ 6 เดือน ผลตอบแทนประมาณ 3.15% ต่อปี มีเป้าหมายลงทุนในเงินฝากสกุลเงิน Arab Emirates Dirham ของ Union National Bank / Abu Dhabi Commercial Bank / First Gulf Bank ประมาณ 20% ลงทุนในเงินฝากสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ ของ Bank of China ประมาณ 20% ลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้น ที่ออกโดย Emirates NBD ประมาณ 20% ลงทุนในตราสารหนี้ ที่ออกโดย Itau Unibanco S.A. / Banco Bradesco ประมาณ 18% ลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้น ที่ออกโดย บมจ.ควอลิตี้เฮ้าส์ / บมจ.แสนสิริ / บมจ.เอสซี แอสเซท คอร์ปอเรชั่น ประมาณ 21.90% และลงทุนในเงินฝากธนาคารพาณิชย์ในประเทศ ประมาณ 0.10% อายุประมาณ 6 เดือน ผลตอบแทนรวมของตราสารประมาณ 3.3824% ต่อปี ซึ่งมีประมาณการค่าใช้จ่ายกองทุนประมาณ 0.2324% ต่อปี โดยพร้อมเปิดเสนอขายแล้วจนถึงวันที่ 30 กรกฎาคม 2555 ทั้งนี้กองทุนจะมีการป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนเต็มจำนวนสำหรับมูลค่าตราสารหนี้ต่างประเทศที่กองทุนลงทุน 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมพร้อมขอรับหนังสือชี้ชวนได้ในวันและเวลาทำการเสนอขายที่ บลจ.ธนชาต โทร 0-2126-8399 กด 0 หรือ ธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) โทร 1770 หรือ ผู้สนับสนุนการขายหรือรับซื้อคืนหน่วยลงทุนที่ บลจ.ธนชาต แต่งตั้ง //www.thanachartfund.com




 

Create Date : 26 กรกฎาคม 2555    
Last Update : 26 กรกฎาคม 2555 14:32:25 น.
Counter : 1390 Pageviews.  
Share to Facebook

ธนาคารกสิกรไทย-เอสพีซีจี เตรียมออกกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Fund) พลังงานแสงอาทิตย์ มูลค่าประมาณ 5,000 ล้านบาท

นายกฤษฎา ล่ำซำ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ธนาคารกสิกรไทยร่วมกับบริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน) สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของการระดมทุนสำหรับธุรกิจที่เกี่ยวกับโครงการโครงสร้างพื้นฐาน โดยกลุ่มบริษัท โซล่า เพาเวอร์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทลูกของเอสพีซีจี ได้แต่งตั้งธนาคารกสิกรไทยเป็นที่ปรึกษาทางการเงินเพื่อระดมทุนผ่านกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Fund) มูลค่ากองทุนรวมประมาณ 5,000 ล้านบาท สำหรับลงทุนในโครงการโซล่าฟาร์ม เชิงพาณิชย์ของ เอสพีซีจี จำนวนไม่เกิน 7 โครงการ 


โครงการโซล่าฟาร์มของเอสพีซีจี ทั้ง 7 แห่ง เป็นโครงการที่มีศักยภาพทางธุรกิจเนื่องจากตั้งอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีปริมาณแสงแดดที่ดี เหมาะแก่การก่อสร้างโครงการโซล่าฟาร์ม และไม่ได้รับผลกระทบจากสถาณการณ์น้ำท่วมเมื่อปี 2554 โดยโครงการโซล่าฟาร์มทั้ง 7 แห่ง แต่ละแห่งมีกำลังการผลิตติดตั้ง 7.46 เมกะวัตต์ กำลังการผลิตติดตั้งรวมอยู่ที่ประมาณ 52.22 เมกะวัตต์ สามารถผลิตไฟฟ้าเพื่อการพาณิชย์ได้รวม 41 เมกกะวัตต์ ซึ่งไฟฟ้าที่ผลิตได้ทั้งหมดจะจำหน่ายให้แก่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ภายใต้สัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาว 5 ปี และจะมีการต่ออายุสัญญาโดยอัตโนมัติทุก ๆ 5 ปี

การระดมทุนผ่านการเสนอขายกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานของโซล่า เพาเวอร์ครั้งนี้ น่าจะได้รับความสนใจจากนักลงทุน เนื่องจากเป็นโครงการที่มีศักยภาพที่มั่นใจได้ ทั้งด้านที่ตั้งแหล่งผลิตไฟฟ้า รายได้ของธุรกิจที่มีความมั่นคง เนื่องจากเป็นโครงการที่มีสัญญาการซื้อ-ขายไฟฟ้ากับกฟภ.ในระยะยาว ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของธุรกิจพลังงานแสงอาทิตย์ที่ต่ำ และเป็นธุรกิจที่สอดคล้องกับนโยบายของภาครัฐที่สนับสนุนให้เอกชนลงทุนในธุรกิจไฟฟ้าพลังงานทดแทนเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ กองทุนรวมนี้จะมีบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนกสิกรไทย ทำหน้าที่เป็นผู้จัดการกองทุน และมีการจ่ายปันผลซึ่งผู้ลงทุนรายย่อยจะได้รับการยกเว้นภาษีจากเงินปันผล 

นายกฤษฎา กล่าวเพิ่มเติมว่า การออกกองทุนโครงสร้างพื้นฐานนำร่องด้วยโครงการโซล่าฟาร์มครั้งนี้ ตอกย้ำความเป็นผู้นำของธนาคารฯ ในตลาดพลังงานทดแทนของธนาคารฯ ที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการพัฒนาบุคคลากรให้สามารถปรับตัวและริเริ่มเครื่องเครื่องมือทางการเงินใหม่ ๆ เพื่อส่งมอบบริการด้านการเงินอย่างครบวงจร ขณะเดียวกัน ธนาคาร ฯ เชื่อว่าการออกกองทุนรวมจะเป็นแนวทางการระดมทุนที่มีแนวโน้มจะขยายตัวไปสู่ธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานอื่น ๆ ได้อีกในอนาคต เมื่อภาคเอกชนเข้ามามีบทบาทในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศในสัดส่วนที่สูงขึ้น ซึ่งธนาคารกสิกรไทยมีความเชี่ยวชาญและความพร้อมที่จะเข้าไปสนับสนุนอย่างเต็มที่ 

นางสาววันดี กุญชรยาคง กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า โดยภาพรวม กลุ่มบริษัท โซล่า เพาเวอร์ มีแผนการพัฒนาโครงการโซล่าฟาร์มจำนวน 34 โครงการ ให้แล้วเสร็จทั้งหมดภายในปี 2556 มูลค่าโครงการรวมทั้งสิ้นกว่า 24,000 ล้านบาท มีกำลังการผลิตไฟฟ้ารวมกว่า 240 เมกะวัตต์ ซึ่งในปัจจุบัน กลุ่มบริษัทฯ ได้พัฒนาโครงการแล้วเสร็จจำนวน 9 โครงการ ส่วนโครงการที่ 10-16 จะเป็น 7 โครงการที่จะพิจารณาในเบื้องต้นนำเสนอขายเข้าเป็นสินทรัพย์ของกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานดังกล่าว อยู่ระหว่างการก่อสร้างและมีกำหนดแล้วเสร็จภายในไตรมาส 3 ของปีนี้ โดยการเสนอขายกองทุนจะเกิดขึ้นหลังการก่อสร้างโครงการดังกล่าวแล้วเสร็จ

ทั้งนี้ ประมาณการณ์ผลการดำเนินงานของโครงการทั้ง 7 แห่ง ที่จะเข้ากองทุน บริษัทฯ เชื่อว่าจะมีแนวโน้มรายได้ที่มั่นคง สอดคล้องกับโครงการอื่น ๆ ของบริษัทในพื้นที่ใกล้เคียงกัน ซึ่งมีผลการดำเนินงานในเชิงพาณิชย์แล้วภายใต้สัญญาซื้อ-ขายไฟฟ้าให้แก่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ทุกโครงการ สำหรับการระดมทุนผ่านกองทุนรวมดังกล่าวจะช่วยให้โครงการมีเงินลงทุนที่ช่วยสนุบสนุนธุรกิจผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ให้ดำเนินไปอย่างเต็มศักยภาพ ทั้งนี้ กลุ่มบริษัท โซล่า เพาเวอร์ มั่นใจว่าจะสามารถดำเนินการพัฒนาโครงการโซล่าฟาร์มทั้ง 34 โครงการ ให้แล้วเสร็จภายในปี 2556 ตามที่ตั้งเป้าหมายไว้ และสามารถครองความเป็นผู้นำด้านพลังงานแสงอาทิตย์ของไทยและอาเซียนได้ต่อไป




 

Create Date : 25 กรกฎาคม 2555    
Last Update : 25 กรกฎาคม 2555 17:33:53 น.
Counter : 1512 Pageviews.  
Share to Facebook

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  38  39  40  41  42  43  44  45  46  47  48  49  50  51  52  53  54  55  56  57  58  59  60  61  62  63  64  65  66  67  68  69  70  71  72  73  74  75  76  77  78  79  80  81  82  

xemmy
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 22 คน [?]




Friends' blogs
[Add xemmy's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.