ข่าวสารการเงิน หุ้น เศรษฐกิจ และการลงทุน ติดตามได้ที่ Facebook.com/ThaiMoneyNews

xemmy.bloggang.com

กรุณาเลือกหัวข้อที่ต้องการ => เรื่อง Hot น่ารู้ ออมเงินที่ไหนดี ยานยนต์อัพเดท กลเม็ดเคล็ดลับ DIY-ทำเองก็ได้ง่ายจัง
Group Blog
 
All Blogs
 

เอสเอ็มอีแบงก์ เปิดตัวแคมเปญ“สินเชื่อเพื่อพัฒนาผลิตภาพการผลิต” เพื่อช่วยเหลือแก่ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดย่อม

ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) เปิดตัวแคมเปญ“สินเชื่อเพื่อพัฒนาผลิตภาพการผลิต” Productivity Improvement Loan เพื่อช่วยเหลือแก่ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดย่อม 2 ประเภท สินเชื่อเพื่อพัฒนาเครื่องจักร สำหรับซื้อ ปรับปรุง เปลี่ยนแปลงเครื่องจักร สินเชื่อเพื่อพัฒนากระบวนการทำงาน ที่ต้องการลงทุน ขยาย ปรับปรุง เปลี่ยนแปลง หรือพัฒนากิจการด้านต่างๆ โดยมีจุดเด่นอยู่ที่อัตราดอกเบี้ยพิเศษ MLR-3% นาน 2 ปี และปลอดชำระเงินต้นในปีแรก โดยใช้ บสย. ในการค้ำประกัน สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร.1357





 

Create Date : 07 สิงหาคม 2555    
Last Update : 7 สิงหาคม 2555 8:02:01 น.
Counter : 933 Pageviews.  
Share to Facebook

บลจ.กรุงศรี เสนอขายกองทุนเปิดกรุงศรีตราสารหนี้ 6M31 (KFFIX6M31) อายุโครงการประมาณ 6 เดือน วันที่ 7 - 14 ส.ค. 55

นายฉัตรพี ตันติเฉลิม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ. กรุงศรี เปิดเผยว่า บริษัทเปิดเสนอขายกองทุนเปิดกรุงศรีตราสารหนี้ 6M31 (KFFIX6M31) อายุโครงการประมาณ 6 เดือน เสนอขายระหว่างวันที่  7 - 14 ส.ค. 55 ลงทุนขั้นต่ำ 10,000 บาท โดยนักลงทุนจะได้รับผลตอบแทนจากการขายคืนหน่วยลงทุนโดยอัตโนมัติประมาณ 3.15% ต่อปี
กองทุน KFFIX6M31 เป็นกองทุนที่มีนโยบายลงทุนในตราสารหนี้ทั้งในประเทศและต่างประเทศ  เช่น ตราสารหนี้ภาครัฐไทย สัดส่วนการลงทุน 26%  ตราสารหนี้ระยะสั้นออกโดย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) สัดส่วนการลงทุน 6%  ตั๋วแลกเงินออกโดย บ. อยุธยา แคปปิตอล ออโต้ ลีส จก. (มหาชน) สัดส่วนการลงทุน 24%  เงินฝากธนาคาร Bank of China (สาขามาเก๊า) สัดส่วนการลงทุน 20 %  และเงินฝากธนาคาร Standard Chartered Bank (ฮ่องกง) สัดส่วนการลงทุน 24%  และหลังครบกำหนดอายุโครงการบริษัทจะรับซื้อคืนหน่วยลงทุนอัตโนมัติและสับเปลี่ยนหน่วยลงทุนไปยังกองทุนเปิดกรุงศรีตราสารเงิน (KFCASH) ซึ่งเป็นกองทุนรวมตลาดเงิน  เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้ถือหน่วยลงทุนได้รับผลตอบแทนที่ดีจากการลงทุนต่อไป
“กองทุน KFFIX6M31 เหมาะสำหรับนักลงทุนที่สามารถลงทุนได้เป็นระยะเวลาประมาณ 6 เดือน และต้องการโอกาสได้รับผลตอบแทนที่สูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝากธนาคาร  ทั้งนี้ การลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้นยังคงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับใช้เป็นที่พักเงินเพื่อรอจังหวะลงทุน  เนื่องจากปัจจุบันเศรษฐกิจโลกยังคงมีความผันผวนทั้งจากปัญหาเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาและการแก้ปัญหาหนี้สาธารณะของกลุ่มประเทศในแถบยุโรป" นายฉัตรพีกล่าว




 

Create Date : 07 สิงหาคม 2555    
Last Update : 7 สิงหาคม 2555 8:03:10 น.
Counter : 1432 Pageviews.  
Share to Facebook

บล.ไทยพาณิชย์ เผยกลยุทธ์การลงทุน พร้อมเจาะลึกกลุ่มอุตสาหกรรมเด่น จากงานสัมมนา “ที่สุดนักกลยุทธ์ VS ที่สุดนักวิเคราะห์”

บริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จำกัด (SCBS) ด้วยความร่วมมือจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จัดสัมมนา “ที่สุดนักกลยุทธ์ VS ที่สุดนักวิเคราะห์” นำทีมนักกลยุทธ์และนักวิเคราะห์ยอดเยี่ยมรางวัล SAA Awards 2011 จากค่ายไทยพาณิชย์เผยกลยุทธ์การลงทุน พร้อมเจาะลึกกลุ่มอุตสาหกรรมเด่น เพื่อช่วยแนะนำนักลงทุนจัดพอร์ตอย่างมีหลักการ 

นายสุกิจ อุดมศิริกุล นักกลยุทธ์ยอดเยี่ยม สายผู้ลงทุนรายย่อย ประเมินตลาดหุ้นไทยช่วงเดือนสิงหาคม – กันยายน 2555 ยังอยู่ในช่วงผันผวน เนื่องจากแนวโน้มการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจทั่วโลกเข้าสู่ช่วงการชะลอตัวและรอมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่ ทั้งนี้ ความเสี่ยงสำคัญในช่วง 2 เดือนนี้ ได้แก่ เศรษฐกิจจีนที่มีโอกาสชะลอตัวมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้า ตลอดจนวิกฤตหนี้ในยุโรปที่ยังเกิดต่อเนื่อง รวมถึงอุณหภูมิการเมืองไทยที่จะกลับมาร้อนแรงมากขึ้นในช่วงตั้งแต่เดือนสิงหาคมเป็นต้นไป ซึ่งเป็นช่วงของการเปิดประชุมรัฐสภาสมัยประชุมสามัญทั่วไป ทำให้คาดว่าตลาดหุ้นมีโอกาสผันผวนในกรอบ 1,100-1,250 จุด แต่ยังคงเป้าหมาย SET index ปี 2555 ไว้ที่ 1,300 จุด เนื่องจากการคาดการณ์ว่าความไม่แน่นอนทั้งหมดจะมีความชัดเจนในไตรมาส 4 อย่างไรก็ตาม ถือว่าเป็นโอกาสของการซื้อหุ้นสำหรับนักลงทุนระยะยาว โดยแนะนำ ซื้อหุ้นกลุ่มธนาคาร อสังหาริมทรัพย์ วัสดุก่อสร้าง และ พลังงาน ส่วนนักลงทุนระยะสั้น แนะนำให้เลือกซื้อหุ้นรายตัวมากกว่าการลงทุนตามทิศทางของตลาด หุ้น Top Picks คือ AOT BECL QH INTUCH และ KBANK 

นางยุพเรศ ลิขิตแสนสุข นักวิเคราะห์ยอดเยี่ยม กลุ่มอสังหาริมทรัพย์และวัสดุก่อสร้าง เผยยอดขายบ้านในครึ่งแรกปี 2555 เพิ่มขึ้นก้าวกระโดด 53% จากครึ่งหลังของปีก่อนซึ่งได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม เป็นการยืนยันการฟื้นตัวของอุปสงค์บ้าน โดยยอดขายคอนโดสูงถึง 33,000 ยูนิต นับว่าสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์คิดเป็น 64% ของยอดขายรวม รองลงมาคือทาวน์เฮ้าส์ 21% บ้านเดี่ยว 12% และบ้านแฝด 3% ยอดขายคอนโดที่สูงมากในครึ่งปีแรกมาจากการเปิดตัวจำนวนมากของคอนโดราคาประหยัด ส่วนแนวโน้มในครึ่งหลังปี 2555 เชื่อว่ายอดขายคอนโดจะลดลง เนื่องจาก LPN จะลดการเปิดตัวโครงการใหม่ในครึ่งปีหลัง ส่วนยอดขายทาวน์เฮ้าส์ และบ้านเดี่ยว คาดว่าจะเติบโตต่อเนื่อง แนะนำซื้อ QH และ SPALI

สำหรับกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม ยอดขายที่ดินในนิคมอุตสาหกรรมทั้งหมดอยู่ที่ประมาณ 2,300 ไร่ ในไตรมาสหนึ่งปีนี้ และเราคาดว่ายอดขายในไตรมาสสองจะลดลงเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าเนื่องจากยอดขายของ AMATA และ HEMRAJ ลดลง อย่างไรก็ตาม เชื่อว่ายอดขายปีนี้จะเป็นไปตามที่เราคาดไว้คือ ประมาณ 9,000 ไร่ เติบโต 55% จากปีก่อนโดยยอดขายหลักๆ จะมาจาก AMATA HEMRAJ และ ROJNA ปัจจัยสนับสนุนยอดขายที่ดินปีนี้ได้แก่ การย้ายฐานการผลิตของนักลงทุนญี่ปุ่นมาประเทศไทยเนื่องจากภัยพิบัติในญี่ปุ่น ค่าเงินเยนแข็งค่า และต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นหลังจากรัฐบาลญี่ปุ่นประกาศลดการพึ่งพาพลังงานนิวเคลียร์ในการผลิตไฟฟ้า นอกจากนี้ ประเทศไทยยังเป็นจุดดึงดูดให้นักลงทุนมาลงทุนก่อนการเปิดเสรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนปี 2558 แนะนำซื้อ AMATA และ HEMRAJ

นางศลยา ณ สงขลา นักวิเคราะห์ยอดเยี่ยม กลุ่มสื่อสาร กล่าวว่า อุตสาหกรรมโทรคมนาคมกำลังก้าวสู่ยุคใหม่ผ่านระบบใบอนุญาตใหม่โดยคณะกรรมการ กสทช. ซึ่งได้จัดสรรใบอนุญาตใหม่ธุรกิจดาวเทียมไปแล้ว และมีแผนจัดประมูลคลื่นความถี่ 2.1 GHz ควบคู่กับการจัดสรรใบอนุญาตใหม่สำหรับบริการโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3จี มีกำหนดในเดือนตุลาคมนี้ อันจะเอื้อประโยชน์ให้ผู้ประกอบการทั้ง 2 มิติ 1) ด้านการพัฒนาเทคโนโลยีรวมถึงขยายธุรกิจและบริการ หรือยอดขาย และ 2) โอกาสลดต้นทุนค่าธรรมเนียมต่อหน่วยหลังทยอยโอนย้ายจากสัญญาสัมปทาน ซึ่งมีการจัดเก็บส่วนแบ่งรายได้ในอัตรา 20-30% ไปยังระบบใบอนุญาตใหม่ โดยมีค่าธรรมเนียมรวม 6% หุ้นที่ชอบที่สุด ได้แก่ INTUCH และ DTAC 

นางสาวกิตติมา สัตยพันธ์ นักวิเคราะห์ยอดเยี่ยม กลุ่มธนาคาร เปิดเผยว่า แม้กลุ่มธนาคารปรับตัว Outperform SET อยู่เล็กน้อย แต่ยังปรับตัวขึ้นน้อยกว่าหุ้น domestic play กลุ่มอื่นๆ อาทิ กลุ่มพาณิชย์ และไอซีที โดยกลุ่มธนาคารพาณิชย์มีผลการดำเนินงานโดดเด่นในปีนี้ จากอัตราการเติบโตของสินเชื่อที่อยู่ในระดับสูง โดยประมาณการของเราอยู่ที่14% เนื่องจากได้รับอานิสงค์จากการเติบโตของการลงทุนทั้งภาครัฐและเอกชนที่เร่งตัวขึ้น รวมทั้งการขยายตัวของการบริโภคภาคเอกชน และการเร่งตัวขึ้นของการลงทุนภาครัฐ นอกจากนั้นรายได้ค่าธรรมเนียมยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง ในขณะเดียวกันคุณภาพสินทรัพย์ดีขึ้นหลังได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมใหญ่เพียงเล็กน้อย เลือก KBANK เป็นหุ้น top pick ในกลุ่มธนาคาร เพราะ 1) รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง 2) อัตราส่วนต้นทุนต่อรายได้จะปรับตัวลดลงเมื่อเสร็จสิ้นการอัพเกรดระบบไอที และ 3) สินเชื่อขยายตัวเพิ่มขึ้นในอัตราเร่งจากการฟื้นตัวของความต้องการสินเชื่อธุรกิจ SME




 

Create Date : 06 สิงหาคม 2555    
Last Update : 6 สิงหาคม 2555 10:49:17 น.
Counter : 1693 Pageviews.  
Share to Facebook

บริษัท ทริสเรทติ้ง ประกาศจัดอันดับเครดิตหุ้นกู้ไม่มีประกันวงเงิน 500 ล้านบาท (MBK227A) ของ บริษัท เอ็ม บี เค จำกัด (มหาชน) ที่ระดับ “A”

บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ประกาศจัดอันดับเครดิตหุ้นกู้ไม่มีประกันวงเงิน 500 ล้านบาท (MBK227A) ของ บริษัท เอ็ม บี เค จำกัด (มหาชน) ที่ระดับ “A” พร้อมทั้งคงอันดับเครดิตองค์กรและตราสารหนี้ชุดปัจจุบันของบริษัทที่ระดับ “A” เช่นกัน โดยแนวโน้มยังคง “Stable” หรือ “คงที่” บริษัทจะนำเงินที่ได้รับจากการออกหุ้นกู้ชุดใหม่ไปใช้ชำระหนี้และลงทุนเพิ่ม อันดับเครดิตดังกล่าวสะท้อนถึงการมีกระแสเงินสดที่แน่นอนจากธุรกิจให้เช่าพื้นที่ค้าปลีก ความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับกลุ่มธนชาต รวมถึงความยืดหยุ่นด้านการเงินจากการลงทุนในหลักทรัพย์เผื่อขายจำนวนมาก 

อย่างไรก็ตาม จุดเด่นดังกล่าวลดทอนลงบางส่วนจากการมีต้นทุนการดำเนินงานที่จะเพิ่มสูงขึ้นเมื่อสัญญาเช่าที่ดินและทรัพย์สินของศูนย์การค้าฉบับใหม่เริ่มมีผลในทางปฏิบัติในปี 2556 ในขณะที่แนวโน้มอันดับเครดิต “Stable” หรือ “คงที่” สะท้อนถึงการคาดการณ์ว่าบริษัทจะยังคงมีกระแสเงินสดที่แน่นอนจากธุรกิจให้เช่าพื้นที่ค้าปลีก และคาดว่าบริษัทจะรักษาระดับคุณภาพสินเชื่อรถจักรยานยนต์เอาไว้ในระดับที่ดีจากการมีขั้นตอนการพิจารณาสินเชื่อและกระบวนการจัดเก็บหนี้ที่เข้มงวด ทั้งนี้ จากแผนรายจ่ายฝ่ายทุนที่อยู่ในระดับปานกลางในปี 2555-2556 ทำให้คาดว่าบริษัทจะยังคงสามารถรักษาอัตราส่วนเงินกู้รวมต่อโครงสร้างเงินทุนในระดับปัจจุบันเอาไว้ได้

ทริสเรทติ้งรายงานว่า บริษัทเอ็ม บี เคก่อตั้งในปี 2517 ปัจจุบัน บริษัท ทุนธนชาต จำกัด (มหาชน) และบริษัทในเครือเป็นผู้ถือหุ้นหลักของบริษัทในสัดส่วนรวม 20% บริษัทดำเนินธุรกิจพื้นที่ค้าปลีกให้เช่า โรงแรม สนามกอล์ฟ พัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย ธุรกิจข้าว และธุรกิจการเงิน โดยเป็นเจ้าของและบริหารจัดการศูนย์การค้า “เอ็ม บี เค เซ็นเตอร์” ซึ่งเป็นศูนย์การค้าที่มีชื่อเสียงตั้งอยู่บนที่ดินเช่าติดกับย่านสยามสแควร์ในใจกลางกรุงเทพฯ แม้จะมีธุรกิจที่หลากหลาย แต่ผลประกอบการของบริษัทยังคงขึ้นอยู่กับสินทรัพย์หลักอันได้แก่ศูนย์การค้าเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ และ “โรงแรมปทุมวันปริ๊นเซส” ซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณเดียวกัน โดยในไตรมาสแรกของปี 2555 สินทรัพย์ดังกล่าวสร้างรายได้ประมาณ 33% และสร้างกระแสเงินสดประมาณ 57% ให้แก่บริษัท 

ทริสเรทติ้งกล่าวว่า เพื่อลดความเสี่ยงจากการกระจุกตัวของรายได้ บริษัทเอ็ม บี เคจึงขยายการลงทุนในธุรกิจให้เช่าพื้นที่ค้าปลีกเพิ่มขึ้น โดยมีสัดส่วนการลงทุน 31% ใน บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด ซึ่งเป็นเจ้าของและบริหารศูนย์การค้าในย่านสยามสแควร์ บริษัทสยามพิวรรธน์เป็นผู้ถือหุ้น 100% ในศูนย์การค้าสยามเซ็นเตอร์ (19,000 ตารางเมตร (ตร.ม.)) และศูนย์การค้าสยามดิสคัฟเวอรี่เซ็นเตอร์ (23,200 ตร.ม.) และถือหุ้น 50% ในศูนย์การค้าสยามพารากอน (186,010 ตร.ม.) นอกจากนี้ บริษัทยังมีบริษัทร่วมทุนกับบริษัทสยามพิวรรธน์ (สัดส่วน 50:50) ซึ่งได้ทำการปรับปรุงตกแต่งพื้นที่และเปิดให้บริการพื้นที่ให้เช่าใน “ศูนย์การค้าพาราไดซ์พาร์ค” (เดิมชื่อ “ศูนย์การค้าเสรีเซ็นเตอร์”) ขนาด 90,177 ตร.ม. อย่างเต็มรูปแบบในเดือนกรกฎาคม 2553 และในเดือนสิงหาคม 2554 บริษัทได้เปิด “เดอะ ไนน์” ซึ่งเป็นศูนย์การค้าชุมชน (Community Mall) แห่งแรกของบริษัทซึ่งตั้งอยู่บนถนนพระราม 9 โดยมีพื้นที่ค้าปลีก 12,873 ตร.ม. และมีพื้นที่อาคารสำนักงานให้เช่ารวม 8,979 ตร.ม. ด้วย ณ เดือนมีนาคม 2555 บริษัทบริหารพื้นที่ค้าปลีกรวม 205,251 ตร.ม. และพื้นที่อาคารสำนักงานให้เช่ารวม 57,895 ตร.ม.

สำหรับธุรกิจโรงแรม ปัจจุบันบริษัทเอ็ม บี เคเป็นเจ้าของและให้บริการโรงแรม 6 แห่งในจังหวัดท่องเที่ยวหลักของประเทศไทย โดยมีจำนวนห้องพักรวม 972 ห้อง จากความต้องการที่เพิ่มมากขึ้นในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว อัตราการเข้าพักโรงแรมเฉลี่ยของบริษัทอยู่ในระดับสูงที่ 73% ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2555 ในขณะที่อัตราค่าห้องพักเพิ่มขึ้น 3% สู่ระดับ 3,168 บาทต่อห้องในช่วงไตรมาสแรกของปี 2555 ดังนั้นอัตรารายได้ต่อห้องพักที่มีอยู่ของบริษัท (Revenue Per Available Room - RevPAR) โดยเฉลี่ยเพิ่มขึ้นจาก 2,214 บาทต่อห้องในไตรมาสแรกของปี 2554 เป็น 2,301 บาทต่อห้อง ในไตรมาสแรกของปี 2555 

นอกจากธุรกิจให้เช่าพื้นที่แล้ว ในปี 2553 บริษัทเอ็ม บี เคยังซื้อกิจการของ บริษัท ที ลีสซิ่ง จำกัด ซึ่งดำเนินธุรกิจสินเชื่อรถจักรยานยนต์ โดย ณ เดือนมีนาคม 2555 บริษัทที ลีสซิ่ง มียอดสินเชื่อเช่าซื้อรถจักรยานยนต์คงค้าง 1,043 ล้านบาท จากเหตุอุทกภัยครั้งใหญ่ในช่วงปลายปี 2554 อัตราส่วนเงินให้สินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ต่อเงินให้สินเชื่อรวมของบริษัทเพิ่มขึ้นเป็น 6.5% ณ เดือนมีนาคม 2555 จาก 4.2% ณ สิ้นเดือนกันยายน 2554 อย่างไรก็ตาม ความสามารถในการควบคุมคุณภาพสินเชื่อพร้อมกับการขยายขนาดสินเชื่อนับเป็นความท้าทายของบริษัท นอกจากนี้ บริษัทยังให้บริการสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ โดย ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2555 บริษัทมียอดสินเชื่อคงค้างที่มีอสังหาริมทรัพย์ค้ำประกัน 2,490 ล้านบาท และมีอัตราส่วนสินเชื่อต่อมูลค่าหลักทรัพย์ค้ำประกันอยู่ที่ 41%

สำหรับช่วง 9 เดือนแรกของปีบัญชี 2554/2555 (กรกฎาคม 2554–มีนาคม 2555) บริษัทเอ็ม บี เคมีรายได้เพิ่มขึ้น 2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนเป็น 5,871 ล้านบาท อัตราส่วนกำไรจากการดำเนินงานของบริษัทเพิ่มขึ้นจาก 30.2% ในช่วง 9 เดือนแรกของปีบัญชี 2553/2554 เป็น 33.3% ในช่วง 9 เดือนแรกของปีบัญชี 2554/2555 โดยอัตรากำไรที่เพิ่มขึ้นมาจากการปรับปรุงธุรกิจโรงแรมและพื้นที่ให้เช่า ตั้งแต่เดือนเมษายน 2556 เป็นต้นไป บริษัทจะต้องจ่ายค่าเช่าประจำปีของศูนย์การค้า เอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ เพิ่มขึ้นจาก 85 ล้านบาทต่อปีเป็น 695 ล้านบาทต่อปี ทั้งนี้ คาดว่าอัตรากำไรของบริษัทจะลดลงหากบริษัทไม่สามารถส่งผ่านต้นทุนที่เพิ่มขึ้นให้แก่ผู้เช่าได้ โดยบริษัทมีแผนจะเพิ่มค่าเช่าเพื่อชดเชยกับภาระค่าเช่าที่ดินที่สูงขึ้นซึ่งจะช่วยปรับปรุงอัตรากำไรให้ดีขึ้น

เงินทุนจากการดำเนินงานของบริษัทเอ็ม บี เคอยู่ที่ระดับ 2,085 ล้านบาทในปีบัญชี 2553/2554 และอยู่ที่ระดับ 1,546 ล้านบาทในช่วง 9 เดือนแรกของปีบัญชี 2554/2555 เงินกู้รวมของบริษัทลดลงจาก 9,207 ล้านบาท ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2554 เหลือ 7,351 ล้านบาท ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2555 เนื่องจากการชำระคืนเงินกู้ อัตราส่วนเงินทุนจากการดำเนินงานต่อเงินกู้รวมอยู่ที่ระดับ 22.7% ในปีบัญชี 2553/2554 และ 21.0% ในช่วง 9 เดือนแรกของปีบัญชี 2554/2555 (ยังไม่ได้ปรับอัตราส่วนให้เป็นตัวเลขเต็มปี) ในขณะที่อัตราส่วนเงินกู้รวมต่อโครงสร้างเงินทุนลดลงจากระดับ 42.1% ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2554 เป็น 33.6% ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2555 สภาพคล่องของบริษัทยังคงอยู่ในระดับที่น่าพอใจ โดย ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2555 บริษัทมีเงินสดจำนวน 881 ล้านบาท ในขณะที่เงินลงทุนมีมูลค่า 5,204 ล้านบาท ทริสเรทติ้งกล่าว
          บริษัท เอ็ม บี เค จำกัด (มหาชน) (MBK)
          อันดับเครดิตองค์กร: คงเดิมที่ A
          อันดับเครดิตตราสารหนี้:
          MBK137A: หุ้นกู้ไม่มีประกัน 3,000 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2556 คงเดิมที่ A
          MBK163A: หุ้นกู้ไม่มีประกัน 2,000 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2559 คงเดิมที่ A
          MBK188A: หุ้นกู้ไม่มีประกัน 300 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2561 คงเดิมที่ A
          MBK188B: หุ้นกู้ไม่มีประกัน 400 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2561 คงเดิมที่ A
          MBK227A: หุ้นกู้ไม่มีประกัน 500 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2565 A
          แนวโน้มอันดับเครดิต: Stable (คงที่)




 

Create Date : 05 สิงหาคม 2555    
Last Update : 5 สิงหาคม 2555 10:44:03 น.
Counter : 1591 Pageviews.  
Share to Facebook

บริษัท ทริสเรทติ้ง ประกาศยืนยันอันดับเครดิตองค์กรและหุ้นกู้ไม่มีประกันของ ปตท. สผ. (PTTEP) ที่ระดับ “AAA"

บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ประกาศยืนยันอันดับเครดิตองค์กรและหุ้นกู้ไม่มีประกันของ บมจ. ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม  หรือ ปตท. สผ. (PTTEP) ที่ระดับ “AAA" พร้อมทั้งยืนยันอันดับเครดิตหุ้นกู้ด้อยสิทธิที่มีลักษณะคล้ายทุนของบริษัทที่ระดับ “AA" ด้วยแนวโน้ม “Stable" หรือ “คงที่"

ทั้งนี้ การยืนยันอันดับเครดิตกระทำหลังจากที่บริษัทได้ออกประกาศเรื่องการบรรลุเงื่อนไขจำนวนการตอบรับคำเสนอซื้อหุ้นของ Cove Energy PLC (Cove) และเรื่องแผนการเพิ่มทุนของบริษัท อันดับเครดิตดังกล่าวสะท้อนสถานะผู้นำของบริษัทในธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในประเทศไทย รวมถึงปริมาณสำรองปิโตรเลียมที่มีมากพอ การสนับสนุนจากภาครัฐในฐานะที่เป็นตัวแทนรัฐบาลไทยในการถือสัมปทานปิโตรเลียม และฐานะทางการเงินที่ดี นอกจากนี้ การพิจารณาอันดับเครดิตยังคำนึงถึงความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจในต่างประเทศด้วย

ในขณะที่แนวโน้มอันดับเครดิต “Stable" หรือ “คงที่" สะท้อนการคาดการณ์ของทริสเรทติ้งว่า ปตท. สผ. จะยังคงรักษาผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งต่อไปได้ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่มีความผันผวนและท้าทาย การดำเนินนโยบายทางการเงินที่ระมัดระวังและเข้มงวดน่าจะช่วยให้บริษัทสามารถลงทุนตามแผนการเติบโตได้โดยไม่ทำให้ฐานะทางการเงินอ่อนแอลง

ทริสเรทติ้งรายงานว่า เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2555 ปตท. สผ. ได้รับการตอบรับคำเสนอซื้อหุ้น Cove จากผู้ถือหุ้น Cove เท่ากับประมาณ 91.4% ของจำนวนหุ้นทั้งหมดที่ราคา 240 เพนซ์ต่อหุ้น โดยมูลค่าการซื้อหุ้น Cove ทั้งหมด 100% คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 1.2—1.4 พันล้านปอนด์ (หรือประมาณ 1.9-2.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) ซึ่งรวมภาษีกำไรจากการขายสินทรัพย์และค่าธรรมเนียมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

Cove เป็นบริษัทจดทะเบียนใน Alternative Investment Market ในตลาดหลักทรัพย์ลอนดอน สินทรัพย์หลักของ Cove ได้แก่ การถือครองสัดส่วน 8.5% ในแปลงสัมปทาน Rovuma Offshore Area 1 ในสาธารณรัฐโมซัมบิก ซึ่งคาดว่าจะมีปริมาณสำรองก๊าซธรรมชาติ (Resources) ถึงประมาณ 60 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต (Trillion Cubic Feet — tcf) หลังจากมีการประกาศการค้นพบก๊าซที่หลุมสำรวจ Atum เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2555 ที่ผ่านมา โดยโครงการนี้อยู่ในขั้นตอนการสำรวจและคาดว่าจะเริ่มผลิตก๊าซธรรมชาติเหลว (Liquefied Natural Gas) ได้ตั้งแต่ปี 2561 เป็นต้นไป

ปตท. สผ. จะใช้เงินกู้ยืมระยะสั้นจำนวน 950 ล้านปอนด์และเงินสดในมือเป็นแหล่งเงินทุนเริ่มแรกในการซื้อกิจการในครั้งนี้ โดยบริษัทมีแผนเพิ่มทุนอีกจำนวน 98,000 ล้านบาท (ประมาณ 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ในไตรมาสที่ 4 ของปี 2555 อย่างไรก็ตาม แม้ความสำเร็จของแผนการเพิ่มทุนในครั้งนี้จะขึ้นอยู่กับความเห็นชอบของผู้ถือหุ้นซึ่งจะมีการประชุมในวันที่ 24 สิงหาคม 2555 นี้ แต่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทก็ได้แสดงความจำนงในการซื้อหุ้นเพิ่มทุนและดำรงสัดส่วนการถือหุ้นใน ปตท. สผ. ไม่ต่ำกว่า 64.75%

จากแผนการเพิ่มทุนของ ปตท. สผ. โครงสร้างเงินทุนของบริษัทจะมีความแข็งแรงมากขึ้น โดยอัตราส่วนเงินกู้รวมต่อโครงสร้างเงินทุนจะลดลงจากระดับประมาณ 44% หลังการซื้อ Cove เป็นประมาณ 30% ณ สิ้นปี 2555   การซื้อ Cove ในครั้งนี้สอดคล้องกับกลยุทธ์ของ ปตท. สผ. ที่จะเติบโตอย่างต่อเนื่องโดยการต่อยอดยุทธศาสตร์ของกลุ่ม ปตท. ที่จะเป็นผู้นำด้านธุรกิจก๊าซธรรมชาติ นอกจากนี้ ยังเป็นการขยายแหล่งสำรองปิโตรเลียมของบริษัทในแถบแอฟริกาตะวันออกด้วย

ปัจจุบัน ปตท. สผ. มีแผนสำหรับค่าใช้จ่ายฝ่ายทุนทั้งสิ้น 11,172 ล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วงปี 2555-2559 เพื่อเพิ่มปริมาณจำหน่ายปิโตรเลียมให้ถึงเป้า 330,000 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน (Barrels of Oil Equivalent per Day — boed) ระหว่างปี 2556-2559 จากระดับปัจจุบัน ณ เดือนมิถุนายน 2555 ที่ 263,441 boed การซื้อ Cove ในครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนเชิงรุกของบริษัทในการเพิ่มปริมาณจำหน่ายปิโตรเลียมให้ถึง 900,000 boed ภายในปี 2563




 

Create Date : 04 สิงหาคม 2555    
Last Update : 4 สิงหาคม 2555 7:52:43 น.
Counter : 1422 Pageviews.  
Share to Facebook

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  38  39  40  41  42  43  44  45  46  47  48  49  50  51  52  53  54  55  56  57  58  59  60  61  62  63  64  65  66  67  68  69  70  71  72  73  74  75  76  77  78  79  80  81  82  

xemmy
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 22 คน [?]




Friends' blogs
[Add xemmy's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.