ข่าวสารการเงิน หุ้น เศรษฐกิจ และการลงทุน ติดตามได้ที่ Facebook.com/ThaiMoneyNews

xemmy.bloggang.com

กรุณาเลือกหัวข้อที่ต้องการ => เรื่อง Hot น่ารู้ ออมเงินที่ไหนดี ยานยนต์อัพเดท กลเม็ดเคล็ดลับ DIY-ทำเองก็ได้ง่ายจัง
Group Blog
 
All Blogs
 

บลจ.ฟินันซ่าเปิดขายกองทุนตราสารหนี้ 6 เดือน อัตราผลตอบแทน 3.05% ต่อปี

นายธีรพันธุ์ จิตตาลาน กรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ฟินันซ่า จำกัด (บลจ.ฟินันซ่า) เสนอกองทุนตราสารหนี้ 6 เดือน อัตราผลตอบแทนโดยประมาณ 3.05% ต่อปี

“ตอนนี้ Sentiment การลงทุนไม่ดี ทั้งเรื่องลด QE เรื่องซีเรีย และเรื่องเศรษฐกิจไทยที่ชะลอตัวลงมากกว่าที่คาดการณ์ แต่ผมเห็นว่า ขณะนี้สัญญาณบวกเริ่มมาบ้าง เช่น ตัวเลขเศรษฐกิจ G-3 (สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่นและยุโรป) ในไตรมาสที่ 2 ก็เป็นบวกหมด แม้ว่าเงินจะไหลออกบ้าง หุ้นปรับลดลงไปมาก แต่เงินบาทอ่อนค่า ช่วยกระตุ้นการส่งออก ดังนั้น ผมเชื่อว่าปลายปีจะเริ่มดีขึ้น แต่หากนักลงทุนยังไม่มั่นใจกับภาวะตลาด ก็ลงตราสารหนี้ไปก่อนได้”

“บลจ.ฟินันซ่า จึงออกกองทุนตราสารหนี้ 6 เดือนเป็นทางเลือก แก่ลูกค้าที่กังวลต่อการลงทุนสินทรัพย์เสี่ยง ด้วยการออกกองทุนเปิดฟินันซ่าตราสารหนี้พลัสโรลโอเวอร์ 6 เดือน 1 (FAM FIPR6M1) โดยมีผลตอบแทนประมาณ 3.05% ต่อปี โดยเปิดเสนอขายระหว่างวันที่ 2 - 9 ก.ย. 56 โดยสินทรัพย์ในกองทุนบางส่วนจะลงทุนเป็นเงินฝากธนาคารต่างประเทศและในประเทศที่มีอันดับความน่าเชื่อถืออยู่ในระดับที่ลงทุนได้ขึ้นไป”

สำหรับการลงทุน 6 เดือน เป็นกองทุนที่โรลโอเวอร์มาจากกองก่อนหน้านี้ FAM FIPR6M1 เป็นกองทุน specific fund โดยกองทุนจะพิจารณาลงทุนในตราสารแห่งหนี้ และ/หรือ เงินฝากของภาครัฐและภาคเอกชน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ อาทิ เงินฝากธนาคารต่างประเทศสกุลเงิน USD, CNY, HKD, EUR, JPY กับธนาคาร BOC(Macau), Standard Chartered Bank (Hong Kong), ธนาคาร CIMB Niaga (Indonesia) หรือเงินฝากสกุลเงิน AED ธนาคาร Abu Dhabi Commercial Bank, UAE (F1), ธนาคาร Union National Bank, UAE(P-1), ธนาคาร CBQ (Qatar), ตั๋วเงินหรือเงินฝากธนาคารพาณิชย์ในประเทศ, ตั๋วแลกเงิน บมจ.ดั๊บเบิ้ล เอ (1991) (BBB), ตั๋วแลกเงิน บมจ.เอเซียเสริมกิจลีสซิ่ง (BBB+), ตราสารหนี้ ตั๋วแลกเงิน บมจ.ราชธานีลิสซิ่ง (BBB+), ตั๋วแลกเงิน บมจ. อีซี่บาย (BBB+), ตราสารหนี้ บมจ.บัตรกรุงไทย (BBB+) หรือตราสารหนี้ภาคเอกชนที่มีอันดับความน่าเชื่อถือตั้งแต่ BBB+ ขึ้นไป ตั๋วเงินคลังหรือพันธบัตรธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นต้น




 

Create Date : 02 กันยายน 2556    
Last Update : 2 กันยายน 2556 17:54:16 น.
Counter : 1082 Pageviews.  
Share to Facebook

การทำใจยามหุ้นตก

โลกในมุมมองของ Value Investor 31 ส.ค. 56
ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
การทำใจยามหุ้นตก

เวลาที่หุ้นตกลงมาอย่างหนักต่อเนื่องกันเป็นเดือนอย่างเช่นในช่วงนี้ที่ดัชนีหุ้นได้ตกลงมาจากจุดสูงสุดประมาณ 1650 จุด เหลือเพียง 1294 จุดในวันที่ 30 สิงหาคม 2556 หรือเป็นการตกลงมาถึงเกือบ 22% ภายในเวลา 2-3 เดือน คำถามที่ผมมักจะได้รับก็คือ เราควรทำอย่างไร? ขายหรือซื้อ? คำตอบของผมก็มักจะเป็นว่า ไม่ควรทำอะไร ถ้ามีหุ้นอยู่ก็ต้อง ทำใจ!
สำหรับนักลงทุนระยะยาวที่ถือหุ้นลงทุนต่อเนื่องยาวนานเป็นสิบ ๆ ปีอย่างตัวผมเองนั้น การทำใจข้อแรกก็คือ คิดว่าหุ้นนั้นยังไม่ได้ตกลงมามากนัก-- มองจากการวัดผลระยะยาวปีต่อปี เพราะถ้าดูจากดัชนีหุ้นเมื่อตอนสิ้นปี 2555 ที่ 1392 จุด ดัชนีหุ้นก็เพิ่งตกลงมาเพียง 7% และถ้ารวมปันผลที่ประมาณ 3% ที่บริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่ได้จ่ายไปแล้วในเดือนพฤษภาคม ก็แปลว่าตลาดนั้นติดลบไปเพียง 4% ไม่ได้ร้ายแรงอะไรเลย ว่าไปแล้ว นี่อาจจะเป็นสถานการณ์ปกติที่มักจะเกิดขึ้นนั่นก็คือ ตลาดหุ้นได้ปรับตัวขึ้นมามากต่อเนื่องมา 4 ปีแล้ว จากดัชนีเมื่อสิ้นปี 2551 ที่ 450 จุด คิดแล้วเป็นการปรับขึ้นโดยเฉลี่ยแบบทบต้นปีละกว่า 30% ดังนั้น การที่ดัชนีในปีนี้จะปรับตัวลดลงบ้างก็น่าจะเป็นเรื่องปกติ และคนที่ลงทุนระยะยาวก็ยังไม่น่าจะเดือดเนื้อร้อนใจอะไรมากนัก

การทำใจหรือปลอบใจตัวเองข้อที่สองก็คือ ดูว่าผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนหรือหุ้นที่เราถืออยู่นั้น ยังมีกำไรดีรวมถึงเงินปันผลที่คาดว่าจะจ่ายนั้นจะต่ำลงหรือเปล่า? ถ้าคำตอบของเราก็คือ บริษัทยังดีเหมือนเดิมหรือใกล้เคียงกับของเดิม กำไรก็ยังไปได้ ปันผลก็น่าจะยังจ่ายได้ไม่ลดลง มีแต่ราคาหุ้นเท่านั้นที่ตกลงไปมาก ในกรณีอย่างนี้เราก็ไม่ควรจะเสียใจหรือวิตกอะไรมากนัก เพราะการตกลงมาของหุ้นอาจจะเป็นเรื่องระยะสั้น ในที่สุดราคาหุ้นก็จะกลับมา ในระหว่างนั้น เราก็รอรับปันผล และถ้าเงินปันผลที่เราได้รับยังใกล้เคียงกับของปีก่อนหน้า นั่นก็หมายความว่าการลงทุนของเราก็ยังอยู่ในเส้นทางของความสำเร็จเหมือนเดิม—ในระยะยาว

การปลอบใจตัวเองในกรณีหุ้นตกลงมาแรงในระยะสั้น ๆ นั้น น่าจะมีหลายอย่างที่ทำได้ เช่น ถ้าการตกลงมาของมูลค่าหุ้นในพอร์ตของเรานับจากปลายปีที่แล้วยังน้อยกว่าการตกลงมาของดัชนีหุ้นในตลาด เราก็ควรจะรู้สึกดีใจที่ว่า ยังไงเสียเราก็ยังทำได้ชนะตลาด และถ้าเรายังรักษาสถิตินี้ได้ ในระยะยาวเราก็น่าจะทำได้ดีอยู่ อย่าไปคิดว่าเราเคยมีพอร์ตสูงสุดเท่านั้นเท่านี้แล้วตอนนี้มูลค่ามันหายไปมาก พยายามคิดว่าพอร์ตของหุ้นในระยะสั้น ๆ นั้น บางครั้งมันก็ไม่ใช่ของจริง! มันอาจจะเกิดจากการที่ตลาดกำลังร้อนแรงเกินไปและทำให้มูลค่าหุ้นของเราสูงเกินไป ตอนนี้มันอาจจะปรับตัวลงมาที่มูลค่าที่มันควรจะเป็น พูดง่าย ๆ ผลงานของเราไม่ได้เลวร้ายอะไร และนี่ก็อาจจะเป็นการปรับตัวเพื่อ “สร้างฐานใหม่”

บางทีหุ้นที่เราถืออยู่รวมถึงมูลค่าพอร์ตหุ้นของเราอาจจะทำได้แย่กว่าดัชนีตลาดหุ้น นี่ก็อาจจะทำให้เราเศร้า แต่ถ้าเรามองไปที่คนอื่นหรือเพื่อนบางคนแล้วพบว่าเขายิ่งหนักกว่า เราก็อาจจะรู้สึกดีขึ้น แต่ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร ลองดูว่าย้อนหลังไปหลายปีผลการลงทุนของเราเป็นอย่างไร ถ้าพบว่าเราทำผลตอบแทนได้สูงกว่าตลาดมาก การที่เราทำได้แพ้ตลาดในครั้งนี้ก็ไม่ใช่เรื่องผิดปกติ เพราะเป็นเรื่องที่ยากหรือเป็นไปไม่ได้ที่เราจะดีกว่าตลาดไปตลอด แม้แต่ วอเร็น บัฟเฟตต์ เองก็เคยแพ้ตลาดอยู่เป็นครั้งคราว โดยเฉพาะในช่วงหลัง ๆ นี้ ดังนั้น เราจะเศร้าไปทำไม?

สำหรับคนที่ไม่ได้มีเงินอยู่ในหุ้นร้อยเปอร์เซ็นต์และโดยเฉพาะที่มีเงินสดอยู่ในอัตราที่สูง การที่หุ้นตกมาแรงนั้น เราก็ไม่ควรต้องเสียใจว่าขาดทุนจากหุ้น เพราะนี่เป็นโอกาสที่จะลงทุนซื้อหุ้นที่คุ้มค่า เป็นหุ้น VI ด้วยเงินสดที่เรามีอยู่ การลงทุนของเราหลังจากนี้น่าจะให้ผลตอบแทนที่ดีในอนาคต ว่าที่จริงคนที่ลงทุนหุ้นเต็มร้อยในขณะนี้จะต้องอิจฉาเราที่จะสามารถซื้อหุ้นคุณภาพดีราคาถูก ประเด็นก็คือ อย่าเสียใจกับการขาดทุนจากหุ้นจนทำให้หมดกำลังใจที่จะใช้เงินสดที่ถืออยู่เข้ามาลงทุนเพิ่ม และนี่จะเป็น “คำปลอบใจ” ที่มีค่าในระยะยาว

ถ้าเรารู้สึกว่าผลการลงทุนของเรา ณ. ขณะนี้ก็คือ “แพ้เกือบทุกด้าน” พอร์ตเสียหายหนัก ทั้งเครียดทั้งเศร้า แต่อย่า “ยอมแพ้” การลงทุนนั้นมองอีกด้านหนึ่งก็คือการต่อสู้ที่มีเดิมพันที่สูงมาก หลายครั้งนั้นเราได้ชัยชนะที่งดงาม หลายครั้งเราแพ้และหดหู่ ทางหนึ่งก็คือคิดว่าหนทางข้างหน้ายังยาวไกล วันหนึ่งเราก็จะต้องกลับมาได้ชัยชนะถ้าเรายึดหลักการการลงทุนอย่างถูกต้อง ถ้าอยากให้กำลังใจกับตัวเองก็ลองนึกถึงเหตุการณ์ในสงครามโลกครั้งที่สองที่นายพล แมคอาเธอร์ ต้องพ่ายแพ้กองทัพญี่ปุ่นและหนีออกจากฟิลิปปินส์พร้อมกับคำกล่าวอมตะที่ว่า “I shall return” ก็น่าจะทำให้เรารู้สึกดีขึ้น เพราะหลังจากการหนีออกจากฟิลิปปินส์อย่าง “เสียศักดิศรี” อเมริกันก็ตีโต้กองทัพญี่ปุ่นในทุกด้านและกลายเป็นฝ่ายชนะอย่างสมบูรณ์ในภายหลัง

การปลอบใจตนเองอีกอย่างหนึ่งที่ควรทำก็คือ การศึกษาบริษัทหรือหุ้นที่เราถืออยู่อย่างรอบคอบอีกครั้งหนึ่งว่าพื้นฐานและความแข็งแกร่งของกิจการเป็นอย่างไร อนาคตระยะยาวของบริษัทยังดีเหมือนเดิมหรือเปล่า สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจยังเอื้ออำนวยต่อบริษัทหรือไม่ การถือหุ้นต่อไปน่าจะให้ผลตอบแทนการลงทุนที่คุ้มค่าใช่ไหม ถ้าคำตอบก็คือใช่ เราก็ต้องมั่นใจว่าในที่สุดราคาหุ้นก็จะกลับมา เพราะ “สัจธรรม” ของหุ้นก็คือ ราคาหุ้นในระยะยาวนั้นจะโตขึ้นตามกำไรของบริษัท ดังนั้น ใจเย็น ๆ ไม่ต้องกระวนกระวายใจกับราคาหุ้นที่ปรับตัวลงมาในระยะสั้น

ในบางเวลาเราอาจจะรู้สึกว่าเม็ดเงินหรือมูลค่าของพอร์ตของเราหายไปมากเหลือเกิน บางคนเป็นหลายล้านหรือหลายสิบหรือหลายร้อยล้านบาท เป็นเรื่องที่ทำใจได้ยากที่จะไม่เสียใจหรือเสียดาย แต่ถ้าจะปลอบใจตนเองเราก็ต้องหันมามองในอีกมุมหนึ่งว่า เงินที่เราเหลืออยู่นั้น ที่จริงมันก็อาจจะยังมากอยู่มาก มันยังสามารถรองรับการใช้ชีวิตของเราเหมือนเดิมอย่างไม่มีข้อสงสัย ชีวิตเราไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรไปสักนิดเดียวเพราะการที่หุ้นตกลงมา เราเศร้าเพราะ “ตัวเลขในบัญชีหุ้น” ลดลง ซึ่งมันไม่น่าจะมีเหตุผลเลย ดังนั้น วิธีที่จะปลอบใจตนเองก็คือ คิดเสียว่ามันเป็นตัวเลขที่เปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ โดยที่เราไม่เคยได้ใช้มัน ตราบใดที่ถึงเวลารอบบัญชีแล้วมีเม็ดเงินจากเงินปันผลเข้ามาในบัญชีเงินฝากของเรามากเหลือเฟือที่จะใช้จ่ายในชีวิตของเรา ทุกอย่างก็ o.k.

และสุดท้ายของการที่จะช่วยให้เราทำใจได้ดีในภาวะที่หุ้นตกลงมาเป็นตลาดหมีและทำให้กำไรของเราหดหายหรือขาดทุนไปมากเมื่อเทียบกับช่วงประมาณ 2-3 เดือนที่ผ่านมาหรือเทียบกับเมื่อตอนสิ้นปีที่แล้วก็คือการหันเข้าหาธรรมะและ/หรือการทำสมาธิ ธรรมะนั้นผมมองว่าเป็นการช่วยให้เราทำใจได้ดีขึ้นโดยเฉพาะในระยะยาว เหตุผลที่สำคัญก็คือ ธรรมะช่วยให้เรามองเห็นความไม่เที่ยงแท้ของชีวิต สอนให้เรายอมรับ “ชะตากรรม” ได้ดีขึ้น พูดง่าย ๆ สอนให้เรารู้จัก “ปลง” และ “ละกิเลส” ทำให้ชีวิตมีความสุขมากขึ้นหรือถ้าจะพูดให้ถูกต้องกว่าก็คือ มีทุกข์น้อยลงเมื่อมีเงินน้อยลง ส่วนการทำสมาธินั้น ผมคิดว่าช่วยในระยะสั้นที่บางครั้งจิตใจเรากระวนกระวายใจเกิดความเครียด ผมเชื่อว่าการนั่งทำสมาธิหายใจเข้าออกช้า ๆ นั้นจะทำให้จิตใจเราสงบและเราลืมหรือไม่สนใจว่าหุ้นกำลังตกเป็นบ้าเป็นหลังอยู่ได้




 

Create Date : 01 กันยายน 2556    
Last Update : 1 กันยายน 2556 10:05:29 น.
Counter : 1159 Pageviews.  
Share to Facebook

บมจ. คอมมิวนิเคชั่น แอนด์ ซิสเต็มส์ โซลูชั่น (CSS) เริ่มซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ 3 ก.ย. 56

นายชนิตร ชาญชัยณรงค์ รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานผู้ออกหลักทรัพย์และบริษัทจดทะเบียน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า บมจ. คอมมิวนิเคชั่น แอนด์ ซิสเต็มส์ โซลูชั่น (CSS) จะเข้าจดทะเบียนและเริ่มซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ ในกลุ่มอุตสาหกรรมบริการ หมวดธุรกิจพาณิชย์ ในวันที่ 3 กันยายน 2556 โดย CSS ดำเนินธุรกิจหลักเป็นตัวแทนจัดจำหน่ายสินค้าประเภทสายไฟฟ้า และอุปกรณ์ที่เกี่ยวกับระบบงานไฟฟ้าของผู้ผลิตชั้นนำระดับสากล และเป็นผู้ให้บริการออกแบบติดตั้ง รวมถึงบำรุงรักษาระบบโทรคมนาคมและระบบป้องกันไฟลาม 

CSS มีทุนชำระแล้ว 350 ล้านบาท มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.50 บาท ประกอบด้วยหุ้นสามัญเดิม 500 ล้านหุ้นและหุ้นสามัญเพิ่มทุน 200 ล้านหุ้น โดยเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนทั้งจำนวนต่อประชาชนทั่วไปครั้งแรก (IPO) 190 ล้านหุ้น และกรรมการ ผู้บริหาร และพนักงานของบริษัทและบริษัทย่อย 10 ล้านหุ้น เมื่อวันที่ 26-28 สิงหาคม 2556 ในราคาหุ้นละ 3 บาท โดยมีบริษัท ทริปเปิ้ล เอ พลัส แอดไวเซอรี่ จำกัด เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน และบริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) เป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย

นายสมพงษ์ กังสวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร CSS เปิดเผยว่า รู้สึกเป็นเกียรติและมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่บริษัทได้เข้าระดมทุนและจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยบริษัทจะนำเงินที่ได้จากการระดมทุนครั้งนี้ ไปใช้ในการก่อสร้างคลังสินค้าและอาคารสำนักงานแห่งใหม่ และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน ซึ่งจะช่วยสนับสนุนให้ธุรกิจของ CSS มีโอกาสในการขยายธุรกิจให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิม

CSS มีผู้ถือหุ้นใหญ่ 3 ลำดับแรกหลัง IPO ได้แก่ กลุ่มครอบครัวกังสวิวัฒน์ ถือหุ้น 33.02% กลุ่มครอบครัวเมฆมณี ถือหุ้น 8.81% และกลุ่มครอบครัวอิทธิแสง ถือหุ้น 6.21% การกำหนดราคาเสนอขายหุ้น IPO ครั้งนี้คิดเป็นอัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิต่อหุ้น (P/E ratio) ที่ 13.38 เท่า โดยคำนวณจากกำไรสุทธิของบริษัท 4 ไตรมาสที่ผ่านมา (1 กรกฎาคม 2555 - 30 มิถุนายน 2556) หารด้วยจำนวนหุ้นสามัญทั้งหมดของบริษัทหลังจากการเสนอขายหุ้นครั้งนี้ คิดเป็นกำไรสุทธิต่อหุ้น 0.22 บาท โดยเมื่อเปรียบเทียบค่า P/E เฉลี่ยถ่วงน้ำหนักของหมวดพาณิชย์และผู้ประกอบการอื่นในอุตสาหกรรมเดียวกัน (ระหว่างวันที่ 16 พฤษภาคม – 15 สิงหาคม 2556) มีค่า P/E เฉลี่ยถ่วงน้ำหนักอยู่ที่ 26.65 เท่า ทั้งนี้ บริษัทมีนโยบายจ่ายเงินปันผลในแต่ละปีในอัตราไม่น้อยกว่า 40% ของกำไรสุทธิหลังจากหักภาษีเงินได้นิติบุคคลของงบการเงินเฉพาะบริษัท และหลังหักเงินสำรองตามกฎหมาย และเงินสะสมอื่นๆ ตามที่บริษัทกำหนด

ผู้ลงทุนและผู้สนใจ โปรดดูรายละเอียดจากหนังสือชี้ชวนของบริษัทที่เว็บไซต์ของสำนักงาน ก.ล.ต. ที่ //www.sec.or.th และข้อมูลทั่วไปของบริษัทที่ //www.cssthai.com และที่เว็บไซต์ //www.set.or.th




 

Create Date : 31 สิงหาคม 2556    
Last Update : 31 สิงหาคม 2556 12:28:04 น.
Counter : 1127 Pageviews.  
Share to Facebook

ธนาคารกรุงเทพเปิดให้บริการฝาก-ถอน หรือโอนเงินโดยไม่ต้องเขียนสลิป

ดร.ทวีลาภ ฤทธาภิรมย์ กรรมการผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ธนาคารได้เพิ่มบริการฝาก-ถอน และโอนเงิน โดยลูกค้าไม่ต้องเขียนสลิปชุดฝากเงินสด เงินโอน และใบถอนเงิน (No Slip) เพื่อเป็นทางเลือกในการใช้บริการและสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าของธนาคารเพิ่มมากยิ่งขึ้น โดยธนาคารพร้อมให้บริการดังกล่าวแก่ลูกค้าทุกสาขาทั่วประเทศ

บริการฝาก-ถอน โอนเงิน โดยไม่ต้องเขียนสลิป ในส่วนของลูกค้าฝากเงินหรือโอนเงิน สามารถนำสมุดคู่ฝากหรือมีเพียงชื่อบัญชีและเลขที่บัญชีก็สามารถมาทำรายการได้ที่เคาน์เตอร์ ส่วนที่ประสงค์ถอนเงินเพียงลูกค้าเจ้าของบัญชีนำสมุดคู่ฝากมาทำรายการด้วยตนเองที่เคาน์เตอร์ โดยลูกค้าแจ้งจำนวนยอดเงินที่ต้องการทำรายการ พร้อมส่งมอบเอกสารแสดงตนกรณีทำรายการต่างสาขา เจ้าหน้าที่ธนาคารจะดำเนินการบันทึกรายการและจัดพิมพ์สลิปให้ลูกค้าลงนาม โดยที่ลูกค้าไม่ต้องเสียเวลาในการกรอกข้อมูลลงบนสลิปด้วยตนเองเช่นที่ผ่านมา

ดร.ทวีลาภ กล่าวเพิ่มเติมว่า ด้วยระบบเทคโนโยลีที่ทันสมัย ธนาคารได้มีการสร้างสรรค์ พัฒนาและปรับปรุงช่องทางการให้บริการในรูปแบบต่างๆ อย่างสม่ำเสมอ นอกเหนือจากการให้บริการผ่านเคาน์เตอร์สาขา เพื่ออำนวยความสะดวกและความคล่องตัวให้กับลูกค้าของธนาคาร อาทิ บริการธนาคารทางอินเทอร์เน็ต หรือบัวหลวงไอแบงก์กิ้ง ที่ลูกค้าสามารถจัดการเรื่องการเงินได้ง่ายๆ แค่ปลายนิ้ว ทุกที่ ทุกเวลา ทั้งทางคอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต โทรศัพท์มือถือ หรือสมาร์ทโฟน บริการธนาคารทางโทรศัพท์ หรือบัวหลวงโฟน ที่ลูกค้าสามารถทำธุรกรรมการเงินผ่านโทรศัพท์หมายเลข 1333 เพื่อติดต่อกับเจ้าหน้าที่ที่พร้อมให้บริการทั้งกลางวันและกลางคืนด้วยบริการมาตรฐานสากล รวมถึงบริการธนาคารอัตโนมัติ หรือบัวหลวงเอ็กซ์เพรส ที่พร้อมให้บริการทุกวันทุกเวลา ตลอด 7 วัน ไม่มีวันหยุด ทางเครื่องบัวหลวงเอทีเอ็ม (ATM) จำนวนกว่า 8,000 ตู้ทั่วประเทศ เครื่องบัวหลวงเงินฝากฉับไว (Cash Deposit Machine - CDM) เครื่องรับฝากและชำระเงินด่วน (Express Drop Box - EDB) เครื่องบันทึกรายการสมุดคู่ฝากอัตโนมัติ ครบวงจรของการให้บริการธุรกรรมทางการเงินทุกรูปแบบ




 

Create Date : 30 สิงหาคม 2556    
Last Update : 30 สิงหาคม 2556 8:08:41 น.
Counter : 1482 Pageviews.  
Share to Facebook

ธ.กรุงเทพ คว้า 5 ผู้บริหารเบอร์หนึ่งรวมตัวบนเวทีเดียวกันร่วมเผยเคล็ดลับในงานสัมมนา Bualuang SMART Family Enterprise

ธนาคารกรุงเทพ ได้รับเกียรติอย่างสูงจาก 5 ผู้บริหารเบอร์หนึ่งของ บางกอกแอร์เวย์ เซ็นทรัล ไทยเบฟเวอเรจ ทรู และธนาคารกรุงเทพพันธมิตรที่ล้วนประสบความสำเร็จจากการพัฒนาวิสาหกิจครอบครัวให้เติบโตและยั่งยืน ร่วมถ่ายทอดประสบการณ์ในงานสัมมนา Bualuang SMART Family Enterprise ประจำปี 2556 ในหัวข้อ ‘สู่อนาคต..มังกรธุรกิจรุ่นใหม่’ สำหรับลูกค้า ผู้ประกอบการธุรกิจเอสเอ็มอี และประชาชนทั่วไป ในวันพุธที่ 29 พฤษภาคม 2556 เวลา 13.00–17.00 น. ณ โรงแรมพลาซ่าแอทธินี รอยัล เมอริเดียน 

          นายวีระศักดิ์ สุตัณฑวิบูลย์ รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ธนาคารได้ให้ความสำคัญในการสานต่อการดำเนินโครงการ ‘เพื่อนคู่คิด วิสาหกิจครอบครัว’ (Bualuang SMART Family Enterprise) ด้วยมุ่งหวังให้วิสาหกิจครอบครัวไทยที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก สามารถพัฒนาธุรกิจให้เติบโตได้อย่างยั่งยืนและพร้อมสำหรับการส่งมอบธุรกิจให้ผู้สืบทอดได้อย่างราบรื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกิจกรรมสัมมนาใหญ่ประจำปี 2556 ที่กำลังจะเกิดขึ้นในวันพุธที่ 29 พฤษภาคม 2556 เวลา 13.00–17.00 น. ณ โรงแรมพลาซ่าแอทธินี รอยัล เมอริเดียน โดยธนาคารได้รับเกียรติจากผู้บริหารสูงสุดขององค์กรที่มีรูปแบบวิสาหกิจครอบครัวระดับแนวหน้าของประเทศไทย มาร่วมถ่ายทอดเรื่องราวความสำเร็จในการพัฒนาวิสาหกิจครอบครัวให้เติบโตและยั่งยืน 

          นับเป็นปรากฏการณ์การรวมตัวบนเวทีเดียวกันของ 5 พันธมิตรที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนและจะเกิดขึ้นครั้งแรกในงานสัมมนา Bualuang SMART Family Enterprise หัวข้อ ‘สู่อนาคต..มังกรธุรกิจรุ่นใหม่’ ที่ได้รับเกียรติจาก คุณพุฒิพงศ์ ปราสาททองโอสถ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) คุณทศ จิราธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด คุณฐาปน สิริวัฒนภักดี กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) คุณศุภชัย เจียรวนนท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ และประธานคณะผู้บริหาร บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) พร้อมคุณชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กล่าวเปิดงาน และคุณวิเชฐ ตันติวานิช ประธานกรรม​การบริหาร สถาบันพัฒนา​ผู้ประกอบ​การ​เชิงสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยกรุง​เทพ ดำเนินการเสวนา

          นายวีระศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในปีที่ผ่านธนาคารประสบความสำเร็จและได้รับความสนใจอย่างท่วมท้นจากลูกค้าผู้ประกอบการที่เข้าร่วมรับฟังปาฐกถาพิเศษและสัมมนาจากนักบริหารอาชีพกับเจ้าของกิจการที่มาร่วมกันเผยเคล็ดลับการสร้างวิสาหกิจครอบครัวให้เติบโตอย่างยั่งยืน จึงได้สานต่อในการจัดสัมมนาสำหรับลูกค้าธนาคารกรุงเทพ รวมถึงลูกค้าและประชาชนทั่วไปที่สนใจสามารถสำรองที่นั่งจำนวนจำกัดโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายได้ที่ //www.bangkokbank.com ตั้งแต่วันจันทร์ที่ 20 พฤษภาคม 2556




 

Create Date : 15 พฤษภาคม 2556    
Last Update : 15 พฤษภาคม 2556 9:37:54 น.
Counter : 1206 Pageviews.  
Share to Facebook

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  38  39  40  41  42  43  44  45  46  47  48  49  50  51  52  53  54  55  56  57  58  59  60  61  62  63  64  65  66  67  68  69  70  71  72  73  74  75  76  77  78  79  80  81  82  

xemmy
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 22 คน [?]




Friends' blogs
[Add xemmy's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.